กรุณาใช้ตัวระบุนี้เพื่ออ้างอิงหรือเชื่อมต่อรายการนี้:
http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1189| ชื่อเรื่อง: | การพัฒนาการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 |
| ชื่อเรื่องอื่นๆ: | Development of Child Welfare Protection under the Child Protection Act B.E. 2546 (2003) |
| ผู้แต่ง/ผู้ร่วมงาน: | ประภาพรรณ เกตุแก้ว |
| คำสำคัญ: | การคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก กระบวนการบำบัดฟื้นฟูเด็ก พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 การประเมินความเสี่ยง การป้องกันและการแทรกแซงระยะเริ่มต้น |
| วันที่เผยแพร่: | 17-สิง-2569 |
| สำนักพิมพ์: | มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี |
| แหล่งอ้างอิง: | บทความการค้นคว้าอิสระ หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนากระบวนการยุติธรรม |
| บทคัดย่อ: | การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 2) ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กของประเทศไทยกับมาตรฐานสากลภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและกฎหมายของต่างประเทศที่มีระบบคุ้มครองเด็กที่มีประสิทธิภาพ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาบทบัญญัติกฎหมายการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กให้มีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความวิชาการ งานวิจัย และเอกสารทางกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อเรียบเรียงเป็นข้อเสนอแนะเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า 1) พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ยังขาดกลไกการป้องกันก่อนเกิดเหตุ กฎหมายกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำทารุณกรรมเกิดขึ้นแล้วหรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าเด็กตกอยู่ในอันตรายเท่านั้น โดยขาดกลไกการประเมินความเสี่ยงเชิงรุก มาตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและระบบการติดตามเฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสี่ยง อีกทั้งยังขาดบทบัญญัติว่าด้วยแผนบำบัดฟื้นฟูรายบุคคล มีข้อจำกัดด้านระยะเวลาที่กำหนดไว้เพียง 30 วันตามมาตรา 43 ขาดกระบวนการประเมินความพร้อมก่อนการส่งคืนเด็ก และขาดระบบการสนับสนุนและติดตามผลภายหลังการส่งคืนเด็กสู่ครอบครัว 2) เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 19 และข้อ 39 รวมทั้งความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติฉบับที่ 13 และ 14 ตลอดจนกฎหมายของประเทศสวีเดน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี พบว่า ประเทศเหล่านั้นได้พัฒนากลไกการป้องกันเชิงรุกและกระบวนการบำบัดฟื้นฟูที่เป็นระบบ ซึ่งกฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติรองรับอย่างครบถ้วน 3) ผู้ศึกษาเสนอแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาบทบัญญัติกฎหมายการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก โดยให้มีการเพิ่มหมวดว่าด้วย "การป้องกันและการแทรกแซงระยะเริ่มต้น" กำหนดให้หน่วยงานมีหน้าที่เชิงรุกในการค้นหาและช่วยเหลือครอบครัวและเด็กที่มีความเสี่ยงพร้อมทั้งกำหนดนิยามคำว่า "เหตุอันควรเชื่อ" ระบบการประเมินความเสี่ยงมาตรฐาน และมาตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว และบัญญัติให้มีแผนบำบัดฟื้นฟูรายบุคคล กระบวนการประเมินความพร้อมก่อนการส่งคืนเด็ก และระบบการสนับสนุนและติดตามผลภายหลังการส่งคืนเด็กสู่ครอบครัวไม่น้อยกว่า 1 ปี ตลอดจนพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น |
| รายละเอียด: | บทความ |
| URI: | http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1189 |
| ปรากฏในกลุ่มข้อมูล: | Laws : Independent Study (IS) |
แฟ้มในรายการข้อมูลนี้:
| แฟ้ม | ขนาด | รูปแบบ | |
|---|---|---|---|
| Prapaphun.pdf | 241.17 kB | Adobe PDF | ดู/เปิด |
รายการทั้งหมดในระบบคิดีได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ มีการสงวนสิทธิ์เว้นแต่ที่ระบุไว้เป็นอื่น