<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/7</link>
    <description />
    <pubDate>Mon, 06 Apr 2026 11:09:29 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-06T11:09:29Z</dc:date>
    <item>
      <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองเพื่อส่งเสริม กระบวนการทางภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปเอเชีย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเมืองสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1101</link>
      <description>Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองเพื่อส่งเสริม กระบวนการทางภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปเอเชีย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเมืองสุราษฎร์ธานี
Authors: เบญจมาศ แก้วพรหมดำ; อัญชลี แสงอาวุธ; สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง เรื่อง ทวีปเอเชีย ใหมีประสิทธิภาพ (E1E2) ตามเกณฑมาตรฐานที่กำหนด 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ใชชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง และการจัดการเรียนรูแบบปกติ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ทวีปเอเชีย โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โดยมี 2 กลุ่มทดลอง ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ทั้งกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง จำนวน 2 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ จำนวน 4 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากและค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.20-0.77 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.81 4) แบบวัดความพึงพอใจนักเรียนที่เรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ไดแก่ ค่ารอยละ ค่าเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติที่เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน ผลการวิจัยพบวา 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 89.83/88.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองหลังเรียน (𝜇 = 27.10,  = 2.84) สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรูแบบปกติ (𝜇 = 18.33,  = 2.29) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองอยู่ในระดับมาก (𝜇 = 4.51,  = 0.54)
Description: การาค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 28 Mar 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1101</guid>
      <dc:date>2568-03-28T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยเรื่องคำและชนิดของคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1064</link>
      <description>Title: การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยเรื่องคำและชนิดของคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด
Authors: จันทนารัตน์ ไทยเกิด; อัญชลี แสงอาวุธ; กฤษณี สงสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่องคำและชนิดของคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังจัดการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่องคำและชนิดของคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียน แผนผังความคิดทดลองแบบกลุ่มเดียว ประชากร คือนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านอู่ตะเภา เก็บข้อมูลภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผน การจัดการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องคำและชนิดของคำ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รูปแบบที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ การวิจัยแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่องคำและชนิดของคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด มีประสิทธิภาพ 80.30/80.43 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังจัดการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่องคำและชนิดของคำ โดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและมีความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 13 คะแนน และ 3) ความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการสอนการเขียนแผนผังความคิดส่งเสริมทักษะการใช้ภาษามีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.60
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Wed, 22 Apr 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1064</guid>
      <dc:date>2567-04-22T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีน รายวิชาภาษาจีน โดยใช้รูแบบบีสลิมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดรุโณทัย พุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1061</link>
      <description>Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีน รายวิชาภาษาจีน โดยใช้รูแบบบีสลิมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดรุโณทัย พุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: พนัชกร เทียบทัน; กฤษณี สงสวัสดิ์; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีน โดยการเรียนรู้การพูดเพื่อการสื่อสารตามรูปแบบบีสลิม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีนก่อนและหลังเรียน ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้การพูดเพื่อการสื่อสารตามรูปแบบบีสลิม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีน โดยการเรียนรู้ตามรูปแบบบีสลิม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรียน ดรุโณทัยพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ได้มาโดยการสุ่มแบบเป็นกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบความสามารถด้านการพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบบีสลิม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีน โดยการเรียนรู้การพูดเพื่อการสื่อสารตามรูปแบบบีสลิมมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 81.43/80.50 ซึ่งมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ความสามารถด้านการพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีนคะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.83 คะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.07 พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีนมีค่าเฉลี่ย 4.14 คิดเป็นร้อยละ 82.80 ซึ่งอยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Wed, 18 Mar 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1061</guid>
      <dc:date>2567-03-18T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ. ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1018</link>
      <description>Title: การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ. ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
Authors: ปิยธิดา ทองด้วง; กฤษณี สงสวัสดิ์; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ. ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ 2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ. ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ. ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีรูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านคลองสูบ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 12 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ. ร่วมกับเกมฝึกคำ ศัพท์ จำนวน 5 แผน โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความยากง่าย เท่ากับ 0.53 - 0.77 ค่าอำนาจจำแนก เท่ากับ 0.20 – 0.47 แบบประเมินทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์และเนื้อหา เท่ากับ 0.80 – 1.00 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที. เอ.ไอ. ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์และเนื้อหา เท่ากับ 0.80 – 1.00 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ.ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12.00 คะแนน หรือคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ร้อยละ40 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ.ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ.ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ หลังเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏุสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Thu, 10 Apr 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1018</guid>
      <dc:date>2566-04-10T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ด้วยการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดโพธิ์นิมิต อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1014</link>
      <description>Title: การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ด้วยการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดโพธิ์นิมิต อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: กมลรัตน์ หวังรังสิมากุล; สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง; กฤษณี สงสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาวิทยาศาสตร์เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) และ 3) ศึกษาระดับความพึงใจของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองกลุ่มเดียวที่มีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดโพธิ์นิมิต ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 24 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) จำนวน 8 แผนเริ่มทดลองใช้ วันที่ 10&#xD;
กุมภาพันธ์ 2566 และสิ้นสุดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย&#xD;
0.58-0.83 ค่าอำนาจจำแนก 0.20-0.61 และค่าความเชื่อมั่น 0.71 และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการ&#xD;
เรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก 0.33-0.93 และมีค่าความเชื่อมั่น 0.93 รวมทั้งวิเคราะห์&#xD;
ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต มีความเหมาะสมโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.44 อยู่ในระดับมาก 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 11.71 สูงกว่าก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 21.88 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.46 อยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 24 Mar 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1014</guid>
      <dc:date>2566-03-24T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ด้วยวิธีการสอนแบบเปิด (Open Approach) เพื่อเพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๒ (บ้านดอนเกลี้ยง) อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1013</link>
      <description>Title: การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ด้วยวิธีการสอนแบบเปิด (Open Approach) เพื่อเพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๒ (บ้านดอนเกลี้ยง) อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: นุชนาถ โอภาสะ; อัญชลี แสงอาวุธ; สิริสวัสซ์ ทองก้านเหลือง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ด้วยวิธีการสอนแบบเปิด เรื่อง การคูณ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเรื่อง การคูณ ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 3) เปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน และ 4) ศึกษาเจตคติของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยวิธีการสอนแบบเปิด โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองกลุ่มเดียวที่มีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๒ (บ้านดอนเกลี้ยง) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 27 คน ซึ่งได้มาโดยสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด 9 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 20 ข้อ มีค่าความยากง่าย 0.67-0.81 ค่าอำนาจจำแนก 0.21-0.46 และค่าความเชื่อมั่น 0.70 แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ 2 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก 0.59-0.89 และค่าความเชื่อมั่น 0.71 และแบบวัดเจตคติต่อกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก 0.25-0.68 และค่าความเชื่อมั่น 0.82 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยวิธีการสอนแบบเปิด มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 84.93/82.77 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 15.41 สูงกว่าก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 9.30 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ทักษะการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย&#xD;
14.70 สูงกว่าก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 7.85 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) เจตคติของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยวิธีการสอนแบบเปิดอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ย 4.41
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิขาหลักสูตรและการเรียนการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 24 Mar 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1013</guid>
      <dc:date>2566-03-24T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงาน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับผังกราฟิก เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสามแยกจำปา</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1008</link>
      <description>Title: การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงาน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับผังกราฟิก เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสามแยกจำปา
Authors: พรนิภา ทองแท้; อัญชลี แสงอาวุธ; กฤษณี สงสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับผังกราฟิก 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับผังกราฟิก 3) เปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับผังกราฟิก และ 4) ศึกษาเจตคติของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับผังกราฟิก ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสามแยก ปีการศึกษา 2564 จำนวน 20 คน เครื่องมือการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ และ 4) แบบวัดเจตคติการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย โดยการหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับผังกราฟิก โดยรวมมีระดับความเหมาะสมมากที่สุด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนและมีความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น13.65 คิดเป็นร้อยละ 45.50 3) ผลการเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์หลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนและมีความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10.50 คิดเป็นร้อยละ 35.00 และ 4) เจตคติของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 02 Mar 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1008</guid>
      <dc:date>2566-03-02T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลสวี (บ้านนาโพธิ์)</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1007</link>
      <description>Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลสวี (บ้านนาโพธิ์)
Authors: อภิญญา ทองเสนา; อัญชลี แสงอาวุธ; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรยี นรู้เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ประชากร คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลสวี (บ้านนาโพธิ์) ปีการศึกษา 2564 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ (1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ (2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TAI เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ (3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก (4) แบบวัดความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคTAI โรงเรียนอนุบาลสวี (บ้านนาโพธิ์) ผลการศึกษาพบว่า (1) ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI คือ E1/ E2 = 85.83 / 80.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI พบว่า มีความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10.65 และคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน (3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้การเรียนรู้แบบ&#xD;
ร่วมมือเทคนิค TAI อยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 02 Mar 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1007</guid>
      <dc:date>2566-03-02T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบ ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดพระยาสุเรนทร์ (บุญมีอนุกูล) กรุงเทพมหานคร</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/999</link>
      <description>Title: การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบ ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดพระยาสุเรนทร์ (บุญมีอนุกูล) กรุงเทพมหานคร
Authors: ชลธิชา เกิดปากแพรก; มัทนียา พงศ์สุวรรณ; กฤษณี สงสวัสดิ์</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/999</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การสอนแบบเปิด(Open Approach) เพื่อเสริมทักษะในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบางเนียง</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/930</link>
      <description>Title: การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การสอนแบบเปิด(Open Approach) เพื่อเสริมทักษะในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบางเนียง
Authors: พรรณพร สุขเกษม; อัญชลี แสงอาวุธ; สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การสอนแบบเปิด (Open Approach)&#xD;
ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้การสอนแบบเปิด (Open&#xD;
Approach) ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 3.เพื่อศึกษาทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ&#xD;
เรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การสอนแบบเปิด (Open Approach) 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนรู้&#xD;
คณิตศาสตร์โดยใช้การสอนแบบเปิด (Open Approach) ประชากรที่ศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบาง&#xD;
เนียง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบเปิด&#xD;
(Open Approach) ที่เน้นทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาบวก ลบ คูณ และหาร จำนวนนับ 2.&#xD;
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่อง โจทย์ปัญหาบวก ลบ คูณ และหาร เป็นแบบทดสอบปรนัย&#xD;
จำนวน 30 ข้อ 3. แบบวัดทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาบวก ลบ คูณ และหาร 4. แบบวัดความพึงพอใจต่อ&#xD;
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การสอนแบบเปิด (Open Approach) เพื่อเสริมทักษะในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า&#xD;
1. ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบเปิดเพื่อเพิ่มทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียน คือ&#xD;
E1/E2 = 84.11/80.40 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนก 80/80&#xD;
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบเปิดเพื่อเพิ่มทักษะการแก้ปัญหา&#xD;
คณิตศาสตร์ พบว่า มีความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 11.08 คะแนน หรือร้อยละ 36.93 และคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน&#xD;
3. การเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยวิธีเปิด&#xD;
พบว่า มีความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.22 คะแนน หรือร้อยละ 35.17 และคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน&#xD;
4. ความพึงพอใจโดยรวมต่อกิจกรรมการเรียนคณิตศาสตร์แบบเปิดเพื่อเสริมทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียน&#xD;
อยู่ในระดับมาก
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Thu, 28 Mar 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/930</guid>
      <dc:date>2565-03-28T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิดที่ส่งเสริมทักษะการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านบางเนียง</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/929</link>
      <description>Title: การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิดที่ส่งเสริมทักษะการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านบางเนียง
Authors: นภสร ศรีรักษา; อัญชลี แสงอาวุธ; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิด ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนของนักเรียนที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิด 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6 ก่อนและหลังจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิด 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิด ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านบางเนียงจานวน 30 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิด จานวน 10 แผน 2) แบบวัดทักษะการเขียน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การเขียนเป็นแบบปรนัยจานวน 30 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าประสิทธิภาพ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิดที่ส่งเสริมทักษะการเขียนของนักเรียน มีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 80.30/80.43 2) ทักษะการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสาคัญที่ .01 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญที่ .01 4) ความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิดที่ส่งเสริมทักษะการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับ มากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศทาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Thu, 28 Mar 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/929</guid>
      <dc:date>2565-03-28T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและสัดส่วนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ กลุ่มร่วมมือเทคนิค STADเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ กศน.อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/909</link>
      <description>Title: การพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและสัดส่วนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ กลุ่มร่วมมือเทคนิค STADเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ กศน.อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี
Authors: อุมาพร คงเพชรกุล; มัทนียา พงศ์สุวรรณ; กฤษณี สงสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและ&#xD;
สัดส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ&#xD;
2) เพื่อเปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนระดับ&#xD;
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ โดยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและสัดส่วน โดยการจัดการเรียนรู้&#xD;
แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนใช้วิธีเลือกแบบการสุ่มแบบกลุ่มกลุ่ม&#xD;
ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ กศน.อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ภาค&#xD;
เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง&#xD;
อัตราส่วนและสัดส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD 2) แบบวัดการคิดวิเคราะห์&#xD;
และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แผนการจัดการเรียนรู้สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ และค่าสถิติ&#xD;
ผลวิจัยพบว่า 1)ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและสัดส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ&#xD;
กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ มีค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์2)การ&#xD;
คิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หลังเรียนด้วยชุดฝึก&#xD;
ทักษะคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและสัดส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD สูงกว่า&#xD;
ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Thu, 28 Feb 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/909</guid>
      <dc:date>2565-02-28T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การศึกษาการบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/670</link>
      <description>Title: การศึกษาการบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: วันใหม่ สืบชนะ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน&#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ประชากร ได้แก่ สถานศึกษา จำนวน&#xD;
189 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานศึกษา จำนวน 127 โรงเรียน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย กำหนด&#xD;
ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูหัวหน้ากิจกรรมลูกเสือ จำนวน 254 คน โดยใช้&#xD;
แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่น 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับดังนี้ การจัดการเรียนการสอน&#xD;
การจัดบุคลากร การวางแผน งบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ และการประเมินผล เมื่อพิจารณารายด้าน&#xD;
พบว่า การจัดการเรียนการสอน โรงเรียนจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักในคุณค่าและมีความสุขกับการ&#xD;
เป็นลูกเสือ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด การจัดบุคลากร โรงเรียนจัดตั้งหมู่ลูกเสืออย่างเป็นระบบชัดเจน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด&#xD;
การวางแผน โรงเรียนจัดกิจกรรมทุกกิจกรรมอยู่ในดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาลูกเสือ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด&#xD;
งบประมาณและวัสดุ อุปกรณ์ โรงเรียนมีการใช้สื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหา จุดหมายการเรียน&#xD;
รูปแบบการเรียนการสอน ผู้เรียนและสภาพแวดล้อม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และการประเมินผล โรงเรียนได้นำผล&#xD;
การประเมินไปปรับปรุงพัฒนา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน&#xD;
ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูหัวหน้ากิจกรรมลูกเสือ จำแนกตามเพศ วุฒิทางลูกเสือ&#xD;
และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านลูกเสือ พบว่า ไม่แตกต่างกัน</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/670</guid>
      <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/661</link>
      <description>Title: การจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3
Authors: กฤษณา คลิ้งเคล้า
Abstract: การดำเนินงานระบบสารสนเทศ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี&#xD;
เขต 3 มีข้อบกพร่องและมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการจัดเก็บและการนำไปใช้ส่งผลกระทบต่อระบบ&#xD;
สารสนเทศโดยรวม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการจัดระบบสารสนเทศ&#xD;
ในสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี&#xD;
เขต 3 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ครูผู้สอนจำนวน 1,649 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่ม&#xD;
อย่างง่าย จำนวน 320 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ&#xD;
0.895 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบ&#xD;
ได้แก่การทดสอบค่าทีการทดสอบค่าเอฟ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ศึกษาการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัด&#xD;
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก&#xD;
เรียงจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ การนำข้อมูลไปใช้ การเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบข้อมูล&#xD;
การประมวลข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและการจัดเก็บข้อมูล ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบการจัดระบบ&#xD;
สารสนเทศในสถานศึกษาจำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงานไม่แตกต่างกัน จำแนกตาม&#xD;
ขนาดสถานศึกษาโดยรวมพบว่าแตกต่างกัน และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านการตรวจสอบ&#xD;
ข้อมูลแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 จากผลการวิจัยนี้ ผู้บริหารโรงเรียนควรวางแผนและ&#xD;
จัดทำโครงการพัฒนาบุคลากร ในการจัดระบบสารสนเทศทางการศึกษาในสถานศึกษา โดยรูปแบบและ&#xD;
วิธีการที่หลากหลาย</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/661</guid>
      <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กับผลการดำเนินการนิเทศภายในของสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพังงา</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/636</link>
      <description>Title: ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กับผลการดำเนินการนิเทศภายในของสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพังงา
Authors: ภัททิยา ชื่นวิเศษ
Abstract: จากการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนระดับชาติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ&#xD;
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แนวโน้มค่าเฉลี่ยต่ำลง การวิจัยเรื่องจึงนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำ&#xD;
ทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อศึกษาผลการดำเนินการนิเทศภายในของสถานศึกษา และ&#xD;
ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับผลการดำเนินการนิเทศ&#xD;
ภายในของสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพังงา&#xD;
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูจำนวน 1,245 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย&#xD;
จำนวน 291 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามภาวะผู้นำทางวิชาการ และผลการดำเนินการ&#xD;
นิเทศภายในของสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่&#xD;
ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ เพียร์สัน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำการทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน&#xD;
มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ด้านการพัฒนาสื่อ&#xD;
การเรียนรู้ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการบริหารจัดการหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนรู้&#xD;
ด้านวัดประเมินผลและวิจัย การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้&#xD;
ตามลำดับ ผลการดำเนินการนิเทศภายในของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายข้อด้าน มีการปฏิบัติ&#xD;
อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ พบว่า ด้านการศึกษาสภาพปัจจุบัน&#xD;
ปัญหาและความต้องการ ด้านการประเมินผลและรายงานผลการนิเทศ ด้านการสร้างสื่อและเครื่องมือ&#xD;
ในการนิเทศ ด้านการวางแผนการนิเทศและกำหนดทางเลือก และด้านการปฏิบัติการนิเทศ ตามลำดับ&#xD;
ค&#xD;
และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับผลการดำเนินการนิเทศ&#xD;
ภายในโรงเรียน ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพังงา&#xD;
อยู่ในระดับสูง (r =0.575) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01&#xD;
ดังนั้นผู้บริหารควรดำเนินการหารูปแบบการนิเทศติดตาม การนำหลักสูตรไปใช้และจัดหา&#xD;
เอกสารประกอบหลักสูตร เพื่อการจัดการเรียนรู้</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/636</guid>
      <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/634</link>
      <description>Title: การจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3
Authors: กฤษณา คลิ้งเคล้า
Abstract: การดำเนินงานระบบสารสนเทศ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี&#xD;
เขต 3 มีข้อบกพร่องและมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการจัดเก็บและการนำไปใช้ส่งผลกระทบต่อระบบ&#xD;
สารสนเทศโดยรวม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการจัดระบบสารสนเทศ&#xD;
ในสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี&#xD;
เขต 3 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ครูผู้สอนจำนวน 1,649 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่ม&#xD;
อย่างง่าย จำนวน 320 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ&#xD;
0.895 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบ&#xD;
ได้แก่การทดสอบค่าทีการทดสอบค่าเอฟ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ศึกษาการจัดระบบสารสนเทศในสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัด&#xD;
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก&#xD;
เรียงจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ การนำข้อมูลไปใช้ การเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบข้อมูล&#xD;
การประมวลข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและการจัดเก็บข้อมูล ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบการจัดระบบ&#xD;
สารสนเทศในสถานศึกษาจำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงานไม่แตกต่างกัน จำแนกตาม&#xD;
ขนาดสถานศึกษาโดยรวมพบว่าแตกต่างกัน และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านการตรวจสอบ&#xD;
ข้อมูลแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 จากผลการวิจัยนี้ ผู้บริหารโรงเรียนควรวางแผนและ&#xD;
จัดทำโครงการพัฒนาบุคลากร ในการจัดระบบสารสนเทศทางการศึกษาในสถานศึกษา โดยรูปแบบและ&#xD;
วิธีการที่หลากหลาย&#xD;
ค</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/634</guid>
      <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

