<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Community: บริหารธุรกิจ</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/3</link>
    <description>บริหารธุรกิจ</description>
    <pubDate>Sun, 12 Apr 2026 21:57:03 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-12T21:57:03Z</dc:date>
    <item>
      <title>ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1093</link>
      <description>Title: ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธิดาพันธ์ ซุ้นหิรัญ; วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช
Abstract: การศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 400 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามออนไลน์ โดยวิเคราะห์ด้วยสถิติการถดถอยอย่างง่าย (Regression Analysis) ซึ่งพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 21-29 ปี มีสถานภาพโสด และมีการศึกษาอยู่ในระดับส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี ทั้งนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅=4.28) โดยในด้านผลิตภัณฑ์พบว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องตรารับรองมาตรฐานด้านคุณภาพที่แสดงบนฉลากมากที่สุด (𝑥̅=4.54) ส่วนด้านราคาพบว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับราคาเหมาะสมกับคุณภาพของเครื่องดื่มมากที่สุด (𝑥̅=4.54) ในด้านช่องทางการจัดจำหน่ายพบว่าผู้บริโภคคำนึกถึงความสะดวกในการสั่งซื้อผ่านหลายช่องทางมากที่สุด (𝑥̅=4.28) และด้านส่งเสริมการตลาดพบว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ โดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด (𝑥̅=4.17) และการทดสอบสมมุติฐานพบว่า ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ราคา และช่องทางการจัดจำหน่าย ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ซึ่งสามารถพยากรณ์ผลได้ร้อยละ 53.30 (Adjusted R Square = 0.533) สามารถเขียนสมการพยากรณ์ได้ดังนี้ Y = 1.232 + 0.180 (X1) + 0.338 (X2) + 0.188 (X3) ซึ่งตัวแปร X1 คือ ด้านผลิตภัณฑ์ X2 คือ ด้านราคา และ X3 คือ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ส่วนการส่งเสริมทางการตลาดไม่ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ซื้อ
Description: กาค้นคว้าอิสระหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 14 Feb 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1093</guid>
      <dc:date>2568-02-14T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ส่วนประสมทางการตลาดของธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ด ในอำเภอเกาะสมุย ภายใต้สถานการณ์ความปกติใหม่</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1092</link>
      <description>Title: ส่วนประสมทางการตลาดของธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ด ในอำเภอเกาะสมุย ภายใต้สถานการณ์ความปกติใหม่
Authors: จิรัชย์ พูนเอียด; ยกสมน เจ๊ะเฮง
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาลักษณะส่วนบุคคลและพฤติกรรมผู้บริโภค ธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ดในอำเภอเกาะสมุย ภายใต้สถานการความปกติใหม่ 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบกลยุทธ์ส่วนประสมทางด้านการตลาด 7Ps ของธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ดในอำเภอเกาะสมุย ภายใต้สถานการความปกติใหม่ จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบกลยุทธ์ส่วนประสมทางด้านการตลาด 7P’s ของธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ดในอำเภอเกาะสมุย ภายใต้สถานการความปกติใหม่ จำแนกตามพฤติกรรมผู้บริโภค การศึกษาได้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ดจำนวน 400 ตัวอย่าง โดยการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม (Questionnaire) และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ ค่าสถิติ t (t-test) และ ค่าสถิติ F (F-test) ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด 7P’s มีความสำคัญอย่างมากต่อความอยู่รอดของธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ด โดยเฉพาะปัจจัยด้านบุคคล (People) ราคา (Price) และการจัดจำหน่าย (Place) ที่ได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากผู้บริโภค นอกจากนี้ การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลของผู้บริโภค เช่น เพศและอายุ ยังพบว่ามีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคและความอยู่รอดของธุรกิจ โดยเพศหญิงมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับคุณภาพและราคา ในขณะที่กลุ่มอายุที่แตกต่างกันมีผลต่อความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อเสริมสร้างความอยู่รอดของธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ดในสถานการณ์ที่ท้าทาย ซึ่งสามารถเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจให้มีความยั่งยืนในอนาคต
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 14 Feb 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1092</guid>
      <dc:date>2568-02-14T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเช่าพื้นที่ขายสินค้า ในตลาดกลางคืนจังหวัดกระบี่</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1063</link>
      <description>Title: ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเช่าพื้นที่ขายสินค้า ในตลาดกลางคืนจังหวัดกระบี่
Authors: อุทัยทิพย์ รุสโซ่; อัจฉราวรรณ รัตนพันธ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของตลาดกลางคืนจังหวัดกระบี่ 2) ศึกษาระดับการตัดสินใจเช่าพื้นที่ขายของในตลาดกลางคืนจังหวัดกระบี่ และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจเช่าพื้นที่ขายของในตลาดกลางคืนจังหวัดกระบี่ เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ประกอบการที่ตัดสินใจเช่าพื้นที่ขายของในตลาดกลางคืนจังหวัดกระบี่ จำนวนทั้งสิน 650 ราย โดยมีอัตราการตอบกลับของแบบสอบถามที่ยอมรับได้ อยู่ที่ 62% เท่ากับ 400 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแบบเลือกตอบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของตลาดกลางคืนในจังหวัดกระบี่ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (x̅ = 4.22) เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านช่องทางการจำหน่าย ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านกระบวนการ 2) ระดับการตัดสินใจเช่าพื้นที่ขายของในตลาดกลางคืนจังหวัดกระบี่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.17) เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านพฤติกรรมหลังการซื้อ ด้านการตัดสินใจซื้อ ด้านการแสวงหาข้อมูล ด้านการประเมินทางเลือก และด้านการรับรู้ปัญหา และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจเช่าพื้นที่ขายของในตลาดกลางคืนจังหวัดกระบี่ มีความสัมพันธ์กันในระดับสูงมากทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดส่งผลต่อการตัดสินใจเช่าพื้นที่ขายสินค้าในตลาดกลางคืนจังหวัดกระบี่ทุกด้านมี สามารถพยากรณ์ผลได้ร้อยละ 46.50 (R2 = 0.465) แทนค่า สมการได้ดังนี้ Y = 2.272+0.203 (X1) + 0.124 (X2) +0.230 (X3) + 0.214 (X4) + 0.060 (X5) + 0.216 (X6) + 0.204 (X7)
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสรุาษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Wed, 22 Apr 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1063</guid>
      <dc:date>2567-04-22T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและค่านิยมทางสังคมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือก โรงเรียนกวดวิชาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1062</link>
      <description>Title: ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและค่านิยมทางสังคมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือก โรงเรียนกวดวิชาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: กัญทพัทธ์ สุปันตี; อัจฉวรรณ รัตนพันธ์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกโรงเรียนกวดวิชา 2) ระดับค่านิยมทางสังคมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกโรงเรียนกวดวิชา และ 3) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและค่านิยมทางสังคมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกโรงเรียนกวดวิชา เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ปกครองของนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของคอแครน ได้จำนวน 385 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเรื่องปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและค่านิยมทางสังคมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกโรงเรียนกวดวิชาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นแบบเลือกตอบตามรายการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นต่อส่วนประสมทางการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=3.73) โดยด้านช่องทางการจัดจำหน่ายมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือด้านกระบวนการให้บริการ และด้านการส่งเสริมการตลาด 2) ระดับความคิดเห็นต่อค่านิยมทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=4.15) โดยด้านพฤติกรรมมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือด้านความรู้สึกผูกพัน และด้านความระลึกรู้ ระดับความคิดเห็นต่อการตัดสินใจเลือกโรงเรียนกวดวิชาโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=4.01) โดยด้านการค้นหาข้อมูลมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือด้านการประเมินผลทางเลือก และด้านการรับรู้ถึงความต้องการ และ 3) ผลการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณของปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกโรงเรียนกวดวิชาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี (Y) ผ่านตัวแปรอิสระส่วนประสมทางการตลาด ประกอบด้วย ด้านราคา (0.139)* ด้านบุคลากร (0.307)** ด้านกระบวนการให้บริการ (0.132)* และค่านิยมทางสังคม ประกอบด้วย ด้านความระลึกรู้ (0.115)* และด้านพฤติกรรม (0.053)* ซึ่งสามารถสร้างสมการทางคณิตศาสตร์ได้ต่อไปนี้ Y = 2.904 + 0.066(X2) + 0.151(X5) + 0.062(X6) + 0.103(X8) + 0.023(X10)
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Wed, 22 Apr 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1062</guid>
      <dc:date>2567-04-22T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การศึกษาห่วงโซ่คุณค่าการส่งออกแร่ยิปซัม : กรณีศึกษาผู้ประกอบการเหมืองแร่ยิปซัม แห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1060</link>
      <description>Title: การศึกษาห่วงโซ่คุณค่าการส่งออกแร่ยิปซัม : กรณีศึกษาผู้ประกอบการเหมืองแร่ยิปซัม แห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สุกัญญา ปานคง; วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) กิจกรรมหลักในห่วงโซ่คุณค่าการส่งออกแร่ยิปซัม : กรณีศึกษา ผู้ประกอบการเหมืองแร่ยิปซัมแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) กิจกรรมสนับสนุนในห่วงโซ่คุณค่า การส่งออกแร่ยิปซัม : กรณีศึกษาผู้ประกอบการเหมืองแร่ยิปซัมแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 3) ข้อเสนอแนะและกำหนดแนวทางการจัดการห่วงโซ่คุณค่าการส่งออกแร่ยิปซัม : กรณีศึกษาผู้ประกอบการ เหมืองแร่ยิปซัมแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้การคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง โดยมีเกณฑ์การคัดเลือก คือ ผู้บริหารองค์กรระดับผู้จัดการและหัวหน้างานทุกแผนก รวมผู้ให้ข้อมูลจำนวน 6 คน เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยแบ่งเป็น 3 ตอน โดยทำการวิเคราะห์แบบสัมภาษณ์ การดำเนินงานตามกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่า และนำคำสัมภาษณ์มาวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) มีกิจกรรมหลักในห่วงโซ่คุณค่า ประกอบด้วย การจัดหาแร่เข้าสู่กระบวนการผลิต การเปิด&#xD;
หน้าดิน ขุดเจาะระเบิดแร่ โม่แร่ ให้ออกมาเป็นแร่ยิปซัมพร้อมส่งออกให้กับลูกค้า การจัดเก็บรักษาแร่ การควบคุมสต็อก ทั้งที่เหมืองและท่าเรือ การขนส่งแร่ไปยังท่าเรือเพื่อส่งออกให้กับลูกค้าโดยตรงหรือผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยกำหนดราคาตามที่ตกลงกันในสัญญาซื้อขาย และการดำเนินการด้านเอกสารต่าง ๆ ในการส่งออกแร่ให้กับลูกค้าในแต่ละคำสั่งซื้อ 2) มีกิจกรรมสนับสนุนในห่วงโซ่คุณค่า ประกอบด้วย การสั่งงานจากผู้บริหาร เมื่อได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้า การสรรหา คัดเลือกพนักงานเข้ามาปฏิบัติงาน โดยมุ่งเน้นประสบการณ์เป็นหลัก การให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการ รวมไปถึงการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานแต่ละคน การหาเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการผลิต และการจัดซื้อน้ำมันอะไหล่ วัสดุ เครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่าทั้ง 9 กิจกรรมนั้นมีผลดีกับผู้ประกอบการในการดำเนินงานส่งออกแร่ยิปซัม การเพิ่มคุณค่าและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน การบริหารต้นทุนและการเพิ่มกำไรให้กับผู้ประกอบการทำให้ผล การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพและมีกำไรมากที่สุด และ 3) ข้อเสนอแนะและกำหนดแนวทางการจัดการห่วงโซ่คุณค่า พบว่า ควรมีการจัดหาแหล่งแร่หรือผลิตแร่ให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า การรักษาฐานลูกค้าเก่าและเพิ่มลูกค้าใหม่ การบริหารควบคุมต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ซึ่งทุกคนในองค์กรควรให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้ประกอบการมีผลการดำเนินธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและมีกำไรมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Fri, 17 Apr 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1060</guid>
      <dc:date>2567-04-17T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการตัดสินใจเลือกผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำ ภายนอกในเขตจังหวัดกระบี่</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1058</link>
      <description>Title: ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการตัดสินใจเลือกผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำ ภายนอกในเขตจังหวัดกระบี่
Authors: กรกช กุเรค้า; อัจฉราวรรณ รัตนพันธ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดผู้รับเหมาระบบไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำภายนอกในเขตจังหวัดกระบี่ 2) ศึกษาระดับการตัดสินใจเลือกผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำภายนอกในขตจังหวัดกระบี่ และ 3 ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมต่อการตัดสินใจเลือกผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำภายนอกในเขตจังหวัดกระบี่ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ที่เป็นประชากรทั่วไปที่เข้ามาติดต่อและเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งแรงสูงและแรงต่ำภายนอก โดยใช้แบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 1.00 เป็นเครื่องมือในการวิจัยแล้วนำมาประมวลผลด้วยโปรแกรมสถิติทางด้านสังคมศาสตร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบียงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นทางการตลาด (P'5 โดยมีระดับความพึงพอใจที่อยู่ในระดับมากถึง 7 ด้าน ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ดันช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากร ด้านกายภาพและการนำเสนอ และด้านกระบวนการ 2) การตัดสินใจเลือกผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำภายนอกในเขตจังหวัดกระบี่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และพบว่ ทุกด้านอยู่ในระดับมาก และ 3) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมต่อการตัดสินใจเลือกผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำภายนอกในเขตจังหวัดกระบี่ ทางการตลาด 7P'5 ที่มีอธิพลต่อการตัดสินใจเลือกผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำภายนอกในเขตจังหวัดกระบี่ พบว่า ทั้ง 7 ด้าน มีความสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรงกับการตัดสินใจในการเลือกผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำภายนอกในเขตจังหวัดกระบี่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ได้แก่ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านกายภาพและการนำเสนอ และด้านกระบวนการ สามารถสร้างเป็นสมการเชิงเส้น Y =0.535+0.175(X2)** +0.133(X3)**+0.324(X6)** +0.290(X7)** ซึ่งตัวแปรที่กล่าวไว้สามารถใช้การพยากรณ์อิทธิพลของตัวแปรที่มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำภายนอกในเขตจังหวัดกระบี่ โดยรวมคิดเป็นร้อยละ 0.846 และ 0.154 มีความคลาดเคลื่อนอยู่ ซึ่งอาจมีปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกผู้รับเหมางานระบบไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำภายนอกในเขตจังหวัดกระบี่
Description: การค้นคว้าอิสระ หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Fri, 10 Apr 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1058</guid>
      <dc:date>2567-04-10T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ประสิทธิภาพการแข่งขันทางการตลาดธุรกิจผ้าม่าน อำเภอไขยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1057</link>
      <description>Title: ประสิทธิภาพการแข่งขันทางการตลาดธุรกิจผ้าม่าน อำเภอไขยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สถาพร สุขช่วง; อัจฉราวรรณ รัตนพันธ์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของธุรกิจผ้าม่าน 2) ประสิทธิภาพการแข่งขันทาง&#xD;
การตลาดของธุรกิจผ้าม่าน และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับประสิทธิภาพการแข่งขันทางการตลาดของธุรกิจผ้าม่าน กลุ่มตัวอย่างเป็นประชากรในอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรัธานี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคำนวณจากสูตรของยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 397 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบคำสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับ จากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา และ ด้านการส่งเสริมการตลาด 2) ระดับความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการแข็งขันทางการตลาดของธุรกิจผ้าม่าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านปริมาณผลงาน ด้วนความทันเวลา ด้านความประหยัดหรือความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากรความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ และด้านคุณภาพ และ 3 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับประสิทธิภาพการแข่งขันทางการตลาดของธุรกิจผ้าม่านพื้นที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรัธานี ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการแข่งขันทางการตลาดเชิงบวกในระดับสูงมาก 2 ด้าน ได้แก่ด้านผลิตภัณฑ์ (.823*) และด้านราคา (.802**) และมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง 2 ด้าน ได้แก่ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (.731**) และด้านการส่งเสริมการตลาด (.705**) ตามลำดับ มีความสัมพันธ์ต่อประสิทธิภาพการแข่งขันทางการตลาด ของธุรกิจผ้าม่าน พื้ นที่ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
Description: การค้นคว้าอิสระหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Fri, 10 Apr 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1057</guid>
      <dc:date>2567-04-10T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมาเที่ยว ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19)</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1056</link>
      <description>Title: ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมาเที่ยว ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19)
Authors: ปพิชญา ด้วงก่อเกิด; พิมพ์แพร ศรีสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับส่วนประสมทางการตลาดของธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) การตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในการเข้าร่วมโครงการ &#xD;
“เราเที่ยวด้วยกัน” ของนักท่องเที่ยวในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 3) อิทธิพลของส่วนประสมทางการตลาดที่มีต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยจากจังหวัดอื่นที่เข้ามาเที่ยวภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวน 385 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเพื่อหาความสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นต่อส่วนประสมทางการตลาด 4Ps โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยพบว่า ด้านผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านราคา และด้านการส่งเสริมการตลาดอยู่ในระดับมาก 2) ระดับความคิดเห็นต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในการเข้าร่วมโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ของรัฐบาลช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประสมทางการตลาด 4Ps ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านราคา และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ของส่วนประสมทางการตลาด 4Ps มีความสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรงกับการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด ของโคโรน่าไวรัส (COVID-19) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถสร้างเป็นสมการเชิงเส้น Y = 1.243 + 0.013 (X1) + 0.265 (X2) + 0.123 (X3) + 0.828 (X4) ซึ่งตัวแปรดังกล่าวสามารถใช้การพยากรณ์อิทธิพลของตัวแปรที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมเป็นร้อยละ 85.00
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Fri, 10 Apr 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1056</guid>
      <dc:date>2567-04-10T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การเปรียบเทียบสมรรถนะหลักของนักวิชาการตรวจสอบภายใน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชุมพร</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1054</link>
      <description>Title: การเปรียบเทียบสมรรถนะหลักของนักวิชาการตรวจสอบภายใน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชุมพร
Authors: ศิริวรรณ  สังข์ไชย; ธนายุ ภู่วิทยาธร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะหลักที่คาดหวังของนักวิชาการตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดชุมพร 2) ศึกษาสมรรถนะหลักที่ปฏิบัติได้ของนักวิชาการตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดชุมพร และ 3) เปรียบเทียบสมรรถนะหลักที่ปฏิบัติได้และสมรรถนะหลักที่คาดหวังของนักวิชาการตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดชุมพร  เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ประชากรตำแหน่งนักวิชาการตรวจสอบภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดชุมพร จำนวน 79 คน เก็บได้ 66 คน คิดเป็นร้อยละ 83.54 ของจำนวนประชากรทั้งหมด การสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ มีค่าความเที่ยงตรงของเนื้อหา 0.67-1.00 สมรรถนะหลักที่ปฏิบัติได้เท่ากับ 0.96 และสมรรถนะหลักที่คาดหวังเท่ากับ 0.94 ค่าสถิติที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะหลักที่คาดหวังของนักวิชาการตรวจสอบภายในปฏิบัติการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดชุมพร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅=4.24) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านการบริการเป็นเลิศมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือด้านการยึดมั่นในความถูกต้องและจริยธรรม และด้านการทำงานเป็นทีม ตามลำดับ 2) สมรรถนะหลักที่ปฏิบัติได้ของนักวิชาการตรวจสอบภายในปฏิบัติการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดชุมพร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅=4.25) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านการบริการเป็นเลิศมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือด้านการยึดมั่นในความถูกต้องและจริยธรรม และด้านการทำงานเป็นทีม ตามลำดับ และ 3) การเปรียบเทียบสมรรถนะหลักที่ปฏิบัติได้และสมรรถนะหลักที่คาดหวังของนักวิชาการตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดชุมพร พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกันทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสมรรถนะหลักที่ปฏิบัติได้และสมรรถนะหลักที่คาดหวังสะท้อนให้เห็นว่านักวิชาการตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดชุมพรต้องการที่จะมีสมรรถนะหลักด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ด้านการยึดมั่นในความถูกต้องและจริยธรรม ด้านความเข้าใจในองค์กรและระบบงาน ด้านการบริการเป็นเลิศ และด้านการทำงานเป็นทีม
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sat, 07 Mar 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1054</guid>
      <dc:date>2567-03-07T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังของผู้ใช้บริการ อำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1051</link>
      <description>Title: ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังของผู้ใช้บริการ อำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ตวิษา โพธิ์นา; ยกสมน เจ๊ะเฮง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ของผู้ใช้บริการอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังอย่างน้อย 1 ครั้ง จำนวน 385 คน ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.986 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า 1. ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของผู้ซื้อภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยีของผู้ซื้อภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3. ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการให้บริการส่วนบุคคล และด้านราคา ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ 4. ปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยี ด้านการรับรู้ประโยชน์และด้านการรับรู้ความง่ายส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังของผู้ใช้บริการอำเภ อเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
Description: การค้นคว้าอิสระหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sat, 10 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1051</guid>
      <dc:date>2567-01-10T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์กับการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้า แฟชั่นของผู้บริโภคทางสื่อสังคมออนไลน์ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1041</link>
      <description>Title: ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์กับการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้า แฟชั่นของผู้บริโภคทางสื่อสังคมออนไลน์ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: จันทราภรณ์ คำแก้ว; อัจฉราวรรณ  รัตนพันธ์
Abstract: การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์เสื้อผ้าแฟชั่นของผู้บริโภคทางสื่อสังคมออนไลน์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) เพื่อศึกษาระดับการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นทางสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์กับการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นของผู้บริโภคทางสื่อสังคมออนไลน์ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ  0.95 ค่าสถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ค่าแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน 	ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์เสื้อผ้าแฟชั่นของผู้บริโภคทางสื่อสังคมออนไลน์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีภาพรวม อยู่ในระดับมาก              (x ̅ = 3.56) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านการรักษาความเป็นส่วนตัวมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการให้บริการส่วนบุคคล และด้านการส่งเสริมทางการตลาด 2) ระดับการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นทางสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาพรวม พบว่า ระดับความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x ̅= 3.65) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการค้นหาข้อมูล รองลงมาได้แก่ ด้านการรับรู้ถึงความต้องการ ด้านการประเมินผลทางเลือก ด้านการตัดสินใจซื้อและความตั้งใจซื้อ และด้านพฤติกรรมภายหลังการซื้อ ตามลำดับ 3) ผลค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สันระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์กับการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นของผู้บริโภคทางสื่อสังคมออนไลน์ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า มีค่าสหสัมพันธ์อยู่ในระดับปานกลาง (r= 0.480) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Fri, 14 Nov 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1041</guid>
      <dc:date>2566-11-14T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การเปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกร ในอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1040</link>
      <description>Title: การเปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกร ในอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช
Authors: นงลักษณ์ ใหม่เมือง; เนตรนภา รักษายศ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพทั่วไปของเกษตรกรอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) ศึกษาสินทรัพย์ ต้นทุนและผลตอบแทน 3) เปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนการเลี้ยงแม่โคเพื่อผลิตลูกไว้จำหน่ายและการเลี้ยงโคเนื้อแบบขุน สำหรับการตัดสินใจลงทุนโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ สถิติที่ใช้ได้แก่ร้อยละและอัตราส่วนทางการเงิน ใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ได้ขึ้นทะเบียนการเลี้ยงโคเนื้อกับสำนักงานเกษตรอำเภอหัวไทร จำนวน 29 กลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบเชิงลึกแบบมีโครงสร้าง มีค่าดัชนีค่า&#xD;
ความเชื่อมั่นอยู่ระดับ 1.00 ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ ข้อที่ 1) สภาพทั่วไปของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ พบว่า ร้อยละ 75 เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 51-60 ปี ร้อยละ 55.17 ประกอบอาชีพทำนาทำสวนเป็นหลัก 2) ด้านสินทรัพย์ พบว่า ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงแม่พันธุ์โคเนื้อ การเลี้ยงโคในรูปแบบที่หนึ่ง เป็นการเลี้ยงแม่โค เพื่อผลิตลูก มีต้นทุนการผลิตรวม 44,691.38 บาทต่อตัว และส่วนใหญ่ได้รับผลตอบแทนจากลูกโคเพศเมียประมาณ 32,000 บาทต่อตัว ส่วนการเลี้ยงโคในรูปแบบที่สองเป็นการเลี้ยงโคเนื้อแบบขุน มีต้นทุนการผลิตรวม 59,907.23 บาทต่อตัว และส่วนใหญ่ได้รับผลตอบแทนจากโคเนื้อขุนเพศผู้ 52,080.00 บาทต่อตัว และ 3) การเปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนจากการดำเนินงานพบว่า การเลี้ยงโคเนื้อ&#xD;
แบบขุนมีกำไรทางธุรกิจต่อเดือนสูงกว่าการเลี้ยงแม่โคเพื่อผลิตลูกไว้จำหน่าย โดยปัญหาที่พบจากงานวิจัยในครั้งนี้คือ การกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคไม่มีการจดบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายที่ชัดเจนทำให้ขาดการวางแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Thu, 13 Nov 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1040</guid>
      <dc:date>2566-11-13T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>คุณลักษณะของอินฟลูเอนเซอร์ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไอที ของผู้รับชม ในแพลตฟอร์ม Twitch</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1039</link>
      <description>Title: คุณลักษณะของอินฟลูเอนเซอร์ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไอที ของผู้รับชม ในแพลตฟอร์ม Twitch
Authors: สมัชชา สุวรรณโชติ; เนตรนภา รักษายศ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาคุณลักษณะทั่วไปของอินฟลูเอนเซอร์ในแพลตฟอร์ม Twitch 2. เพื่อศึกษาการตัดสินใจซื้อสินค้าไอทีของผู้รับชมในแพลตฟอร์ม Twitch 3. เพื่อศึกษาคุณลักษณะของอินฟลูเอนเซอร์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไอทีของผู้รับชมในแพลตฟอร์ม Twitch มีประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริโภคที่เคยรับรับชมการถ่ายทอดสด ในแพลตฟอร์ม Twitch อย่างน้อย 1 ครั้ง จำนวน 385 คน ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.908 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า 1. คุณลักษณะของอินฟลูเอนเซอร์ในแพลตฟอร์ม Twitch ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. การตัดสินใจซื้อสินค้าไอทีของผู้รับชม ในแพลตฟอร์ม Twitch ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3. คุณลักษณะของอินฟลูเอนเซอร์ส่งผลต่อที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไอทีของผู้รับชม ในแพลตฟอร์ม Twitch พบว่า ด้านความดึงดูดใจ ด้านความชำนาญเชี่ยวชาญ และด้านความเหมือนกับกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าไอทีของผู้รับชม ในแพลตฟอร์ม Twitch อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Thu, 13 Nov 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1039</guid>
      <dc:date>2566-11-13T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจซื้อกาแฟสำเร็จรูปชนิดซอง ในจังหวัดชุมพร</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1024</link>
      <description>Title: ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจซื้อกาแฟสำเร็จรูปชนิดซอง ในจังหวัดชุมพร
Authors: ปฐมาวดี บริสุทธิ์; วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช
Abstract: วิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาส่วนประสมทางการตลาดของกาแฟสำเร็จรูปชนิดซอง 2) ศึกษาการตัดสินใจซื้อกาแฟสำเร็จรูปชนิดซอง และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจซื้อกาแฟสำเร็จรูปชนิดซองในจังหวัดชุมพร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อกาแฟสำเร็จรูปชนิดซองในจังหวัดชุมพร กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 385 คน โดยใช้สูตรคำนวณแบบไม่ทราบจำนวนประชากรของคอแครน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 สุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้ความน่าจะเป็น ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 คุณภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.83 - 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบเพียร์สัน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ส่วนประสมทางการตลาด ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาด ทุกด้านมีความสำคัญในระดับมากที่สุดต่อการตัดสินใจซื้อกาแฟสำเร็จรูปชนิดซองในจังหวัดชุมพร เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ส่วนประสมทางการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์มีค่าเฉลี่ยความสำคัญระดับมากที่สุดต่อการตัดสินใจซื้อกาแฟสำเร็จรูปชนิดซองในจังหวัดชุมพร 2) การตัดสินใจซื้อกาแฟสำเร็จรูปชนิดซองในจังหวัดชุมพรทุกด้านมีค่าความสำคัญในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การรับรู้ถึงความต้องการมีค่าเฉลี่ยความสำคัญอยู่ในระดับมากที่สุด ต่อการตัดสินใจซื้อกาแฟสำเร็จรูปชนิดซองในจังหวัดชุมพร 3) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดทั้งด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาด มีความสัมพันธ์ทางบวกต่อการตัดสินใจซื้อกาแฟสำเร็จรูปในจังหวัดชุมพรที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 สำหรับข้อเสนอแนะ จากการวิจัยในการพัฒนาส่วนประสมทางการตลาด ผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปชนิดซอง คือ ควรพัฒนาบรรจุภัณฑ์ กำหนดราคาให้เหมาะสมตามคุณภาพเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้ ปรับปรุงการจำหน่ายสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น ควรโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ และจัดให้มีการทดลองสินค้า เพื่อกระตุ้นผู้บริโภคให้นำไปสู่การตัดสินใจซื้อกาแฟสำเร็จรูปชนิดซอง
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sat, 09 Aug 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1024</guid>
      <dc:date>2566-08-09T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าที่ใช้บริการด้านสินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุราษฎร์ธานี จำกัด</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1023</link>
      <description>Title: การสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าที่ใช้บริการด้านสินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุราษฎร์ธานี จำกัด
Authors: ธีรัช ชัยชนะ; ยกสมน เจ๊ะเฮง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าที่ใช้บริการด้านสินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุราษฎร์ธานี จำกัด 2) ศึกษาความภักดีของลูกค้าที่ใช้บริการด้านสินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุราษฎร์ธานี จำกัด และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้ากับความภักดีของลูกค้าที่ใช้บริการ ด้านสินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุราษฎร์ธานี จำกัด เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ สมาชิกสามัญของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุราษฎร์ธานี จำกัด จำนวน 12,925 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้ง จำนวน 388 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.95 ค่าสถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าที่ใช้บริการด้านสินเชื่อในภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับ มาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.17 ประกอบด้วย ด้านพนักงาน การบริการ ความสะดวกสบาย กระบวนการ การสื่อสาร ราคาและ ความคุ้นเคย 2) ระดับความภักดีของลูกค้าที่ใช้บริการด้านสินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุราษฎร์ธานี จำกัด ในภาพรวมอยู่ ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 ประกอบด้วย ความรู้สึก การสัมผัส ความคิด การแสดงออก และ 3) ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สันระหว่างปัจจัยการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้ากับความภักดีของลูกค้าที่ใช้บริการด้าน สินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุราษฎร์ธานี จำกัด (R2) ได้ร้อยละ 61.4 และมีความเคลื่อนในการพยากรณ์ (SEest) เท่ากับ 0.328 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางและต่ำมาก และปัจจัยการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า มีความสัมพันธ์กับความภักดีของลูกค้าที่ใช้บริการด้านสินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์ ครูสุราษฎร์ธานี จำกัด
Description: บทความ การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Thu, 17 Jul 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1023</guid>
      <dc:date>2566-07-17T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความไว้วางใจและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารสำเร็จรูปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1020</link>
      <description>Title: ความไว้วางใจและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารสำเร็จรูปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: อัจจิมา  ทีคะพันธ์; อัจฉราวรรณ  รัตนพันธ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความไว้วางใจของการซื้ออาหารสำเร็จรูปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของสินค้าอาหารสำเร็จรูปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) ศึกษาการตัดสินใจซื้ออาหารสำเร็จรูปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 4) ศึกษาความสัมพันธ์ของความไว้วางใจและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารสำเร็จรูปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัย เชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริโภคที่เคยซื้ออาหารสำเร็จรูปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในจังหวัด สุราษฎร์ธานี ประชากรวิจัยเป็นแบบไม่ทราบจำนวนประชากร กลุ่มตัวอย่างได้จากการคำนวณโดยใช้สูตรของโคแครนได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 ตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความไว้วางใจของผู้บริโภคสินค้าอาหารสำเร็จรูปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของสินค้าอาหารสำเร็จรูปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) การตัดสินใจซื้ออาหารสำเร็จรูปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ4) ความสัมพันธ์ของความไว้วางใจและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารสำเร็จรูปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ พบว่า ด้านการรับรู้ชื่อเสียง (X2) ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (X5) ด้านการส่งเสริมทางการตลาด (X6) ด้านการให้บริการ ส่วนบุคคล (X7) และด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว (X8) ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารสำเร็จรูปผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คิดเป็นร้อยละ 80.20 (R2=0.802) เขียนความสัมพันธ์ในรูปแบบสมการ ได้ดังนี้ Y=0.407+0.113(X2)+0.161(X5)+0.178 (X6)+0.266 (X7)+0.296(X8)
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Fri, 11 Jul 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1020</guid>
      <dc:date>2566-07-11T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการเลี้ยงหอยแมลงภู่ด้วยวิธีปักหลัก ในพื้นที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1015</link>
      <description>Title: การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการเลี้ยงหอยแมลงภู่ด้วยวิธีปักหลัก ในพื้นที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร
Authors: วรินพร  ภู่สุรัตน์; อัจฉราวรรณ  รัตนพันธ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ต้นทุนการเลี้ยงหอยแมลงภู่ด้วยวิธีปักหลักในพื้นที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 2) วิเคราะห์ผลตอบแทนการเลี้ยงหอยแมลงภู่ด้วยวิธีปักหลักในพื้นที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 3) วิเคราะห์ความคุ้มค่าการเลี้ยงหอยแมลงภู่ด้วยวิธีปักหลักในพื้นที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการฟาร์มหอยแมลงภู่ด้วยวิธีปักหลักในพื้นที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าของกิจการเลี้ยงหอยแมลงภู่ด้วยวิธีปักหลักในพื้นที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร จำนวน 30 คน โดยเลือกสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ 0.96 โดยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) การวิเคราะห์ต้นทุนจากการเลี้ยงหอยแมลงภู่ด้วยวิธีปักหลักในพื้นที่อำเภอสวี จังหวัด&#xD;
ชุมพร มีต้นทุนเฉลี่ย/รอบการลงทุน จำนวน 28,040 บาท 2) การวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการเลี้ยงหอยแมลงภู่ด้วยวิธีปักหลักในพื้นที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร พบว่ามีผลตอบแทนเฉลี่ย/รอบการลงทุน จำนวน 92,512 บาท และ 3) ผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าจากการเลี้ยงหอยแมลงภู่ด้วยวิธีปักหลักในพื้นที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร พบว่าอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย เท่ากับ 32.99% และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย เท่ากับ 27.01% ตามลำดับ ของคุณภาพของหอยแมลงภู่ที่มีอยู่ในฟาร์ม
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sat, 05 Apr 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1015</guid>
      <dc:date>2566-04-05T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>สภาพการดำเนินธุรกิจไข่เค็มไชยาที่ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1012</link>
      <description>Title: สภาพการดำเนินธุรกิจไข่เค็มไชยาที่ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: พัชนี  ทองพิทักษ์; พิมพ์แพร ศรีสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพตลาดของธุรกิจไข่เค็มไชยาที่ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) ในปัจจุบัน 2) ศึกษาความสำเร็จและสภาพปัญหาของผู้ประกอบการธุรกิจไข่เค็มไชยาที่ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) ในปัจจุบัน 3) ศึกษากลยุทธ์ทางการตลาดของธุรกิจไข่เค็มไชยา ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้ประกอบการไข่เค็มไชยาที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) จ านวน 24 รายในตำบลเลม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เก็บข้อมูลโดยใช้การสัม ภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ที่มีค่าความสอดคล้อง (IOC) ของเนื้อหาที่ 1.00 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพตลาดของธุรกิจไข่เค็มไชยาที่ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในปัจจุบัน &#xD;
ลูกค้าทราบถึงคุณสมบัติหรือคุณลักษณะเฉพาะของสินค้า ที่มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนที่อื่น มีการยอมรับในมาตรฐานและมีความมั่นใจในสินค้า ซึ่งตราสัญลักษณ์(GI) ถือเป็นจุดเด่นของสินค้า 2) ความสำเร็จและสภาพปัญหาของธุรกิจไข่เค็มไชยาที่ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) ในปัจจุบัน การดำเนินธุรกิจถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รู้จักของลูกค้า ส่วนสภาพปัญหาพบว่า ผู้ผลิตไม่รักษามาตรฐานตามข้อกำหนดของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) รวมถึงปริมาณไข่เป็ดสดที่เป็นวัตถุดิบหลักมีไม่เพียงพอ และเกิดปัญหาจากการแย่งตลาดกับตลาดไข่เค็มที่ไม่ได้รับเครื่องหมาย(GI) ที่มีต้นทุนในการผลิตน้อยกว่า 3) กลยุทธ์ทางการตลาดของธุรกิจไข่เค็มไชยาที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) ผู้ประกอบการมีการเลี้ยงเป็ดเอง โดยเลี้ยงเป็ดพันธุ์กากีแคมเบลล์กับพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งจะให้ไข่แดงที่ใหญ่และมีสีแดงเข้ม ประกอบกับการผลิตที่ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำให้ได้ไข่เค็มที่แดงจัดและไม่มีกลิ่นคาวต่างจากไข่เค็มที่อื่น ในด้านการผลิตจะได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน(มผช.) อีกทั้งมีการกำหนดราคาขายกล่องใหญ่ 12 ฟองราคา 100 บาท กล่องเล็ก 4 ฟองราคา 35 บาท 3 กล่อง 100 บาท ซึ่งผู้ประกอบการได้กำหนดราคาขายในอัตรานี้มานานแล้ว แต่ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะขึ้นราคา เนื่องจากมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไข่เค็มไชยาภายใต้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) สามารถหาซื้อได้ง่าย เพราะมีจำหน่ายที่ร้านขายของฝากหน้าวัดสวนโมกข์ และสองฝั่งถนนเอเชียช่วงเขตอำเภอไชยา มีการขายออนไลน์ มีการเข้าร่วมงาน“OTOP”สินค้าภูมิปัญญาไทย แต่พบว่า ยังขาดการประชาสัมพันธ์หรือการสนับสนุนจากองค์กรภาครัฐ ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐควรสนับสนุนโดยจัดเป็นงานของดีประจำจังหวัดทุกปี และมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 24 Mar 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1012</guid>
      <dc:date>2566-03-24T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การเปรียบเทียบระดับความสุขในการทำงานของพนักงาน บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในภาคใต้</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1011</link>
      <description>Title: การเปรียบเทียบระดับความสุขในการทำงานของพนักงาน บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในภาคใต้
Authors: ภัทรนันท์ โชติรัตน์; วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช
Abstract: การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับความสุขของพนักงานในการทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในภาคใต้ (2) เพื่อเปรียบเทียบความสุขในการทำงานของพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในภาคใต้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย จำนวน 400 คน เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.788 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test ผลการศึกษา พบว่า (1) ระดับความสุขในการทำงานของพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในเขตภาคใต้โดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) ปัจจัยส่วนบุคคลทั้ง 5 ด้านซึ่งประกอบด้วย เพศ สถานภาพ อายุ ระดับการศึกษา และอายุการทำงานที่แตกต่างกัน มีความสุขในการทำงานไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 24 Mar 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1011</guid>
      <dc:date>2566-03-24T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การจัดการโลจิสติกส์ของธุรกิจเครื่องสำอางในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1010</link>
      <description>Title: การจัดการโลจิสติกส์ของธุรกิจเครื่องสำอางในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: พิมพ์ชนก เพชรมณี; วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช
Abstract: การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการทางโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจขายเครื่องสำอางในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจจำหน่ายเครื่องสำอางในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 6 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ จัดกลุ่มคำตอบ และสังเคราะห์แนวคิดด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา &#xD;
ผลการศึกษา พบว่า ผู้ประกอบการได้มีการดำเนินงานตามการจัดการทางโลจิสติกส์ทั้งหมด 13 ด้าน ได้แก่ การบริการลูกค้า การจัดเตรียมอะไหล่และงานบริการหลังการขาย กระบวนการดำเนินงานตามคำสั่งซื้อของลูกค้า การพยากรณ์ความต้องการของลูกค้า การจัดการสินค้าคงคลัง การจัดการคลังสินค้าและการจัดเก็บ การขนส่ง การจัดซื้อ/จัดหา กระบวนการโลจิสติกส์ย้อนกลับ การเลือกที่โรงงานและคลังสินค้า กระบวนการเกี่ยวกับการจัดการวัสดุต่าง ๆ บรรจุภัณฑ์และการบรรจุ และการสื่อสารในงานด้านโลจิสติกส์ ซึ่งกิจกรรมทางโลจิสติกส์ดังกล่าวส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจเครื่องสำอางในรูปแบบที่ทั้งเหมือน และมีความแตกต่างกัน
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 24 Mar 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1010</guid>
      <dc:date>2566-03-24T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การสื่อสารการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการซื้อสินค้าบนธุรกิจแพลตฟอร์มของพลเมืองยุคดิจิทัลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1009</link>
      <description>Title: การสื่อสารการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการซื้อสินค้าบนธุรกิจแพลตฟอร์มของพลเมืองยุคดิจิทัลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: นัฐวุฒิ ซอนสุข; สิญาธร นาคพิน
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคลของพลเมืองยุคดิจิทัลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) ระดับความสำคัญการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของพลเมืองยุคดิจิทัลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) การตัดสินใจซื้อสินค้าของพลเมืองยุคดิจิทัลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 4) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของพลเมืองยุคดิจิทัลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 5) การสื่อสารการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าบนธุรกิจแพลตฟอร์มของพลเมืองยุคดิจิทัลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มพลเมืองยุคดิจิทัลที่เคยซื้อสินค้าออนไลน์บนธุรกิจแพลตฟอร์มผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 400 คน สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.972 โดยเก็บข้อมูลออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน T-test F-test และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 24 ถึง 29 ปี สถานภาพทางครอบครัวโสด ศาสนาพุทธ อยู่ในอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ระดับการศึกษาปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชนหรือรับจ้างรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,001 ถึง 25,000 บาท ใช้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ในการซื้อสินค้าออนไลน์ ความถี่ในการซื้อสินค้าผ่านร้านออนไลน์ 1 ถึง 3 ครั้งต่อเดือน มูลค่าเฉลี่ยซื้อในแต่ละครั้ง 501 ถึง 1,000 บาทต่อครั้ง 2) ระดับความสำคัญการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของพลเมืองยุคดิจิทัลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในภาพรวมพบว่า อยู่ในระดับ 3) การตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของพลเมืองยุคดิจิทัลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในภาพรวมพบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด 4) การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของพลเมืองยุคดิจิทัลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า อายุ อำเภอที่อยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี อาชีพหลัก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ซื้อ ความถี่ในการซื้อ สถานภาพทางครอบครัว และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน แตกต่างกันการสื่อสารการตลาดออนไลน์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และ 5) ปัจจัยการสื่อสารการตลาดออนไลน์ ได้แก่ ปัจจัยด้านการโฆษณา และด้านการส่งเสริมการขาย ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าบนธุรกิจแพลตฟอร์มของพลเมืองยุคดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 ธุรกิจควรเน้นการสื่อสารการตลาดออนไลน์ ด้านโฆษณา และการส่งเสริมการขาย เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อสินค้าบนธุรกิจแพลตฟอร์มของพลเมืองยุคดิจิทัล
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 02 Mar 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1009</guid>
      <dc:date>2566-03-02T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในการทำงานกับความสุขในการทำงานของบุคลากรในธุรกิจโรงเรียนเอกชน : กรณีศึกษาโรงเรียนธิดาแม่พระ สุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/981</link>
      <description>Title: ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในการทำงานกับความสุขในการทำงานของบุคลากรในธุรกิจโรงเรียนเอกชน : กรณีศึกษาโรงเรียนธิดาแม่พระ สุราษฎร์ธานี
Authors: สโรชา วงศ์วิชิต; วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมในการทำงานของบุคลากรในโรงเรียนธิดาแม่พระ สุราษฎร์ธานี 2) เพื่อศึกษาความสุขในการทำงานของบุคลากรในโรงเรียนธิดาแม่พระ สุราษฎร์ธานี 3) เพื่อศึกษาปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากรในโรงเรียนธิดาแม่พระ สุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ปฏิบัติงานสายวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานสายสนับสนุน ของโรงเรียนธิดาแม่พระ สุราษฎร์ธานี การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและแบบชั้นภูมิได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 186 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วนำมาประมวลผล ด้วยโปรแกรมสถิติทางด้านสังคมศาสตร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานของบุคลากรในโรงเรียนธิดาแม่พระ สุราษฎร์ธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า มี 2 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับ ด้านความมั่นคงและปลอดภัย ด้านสภาพการทำงาน และรองลงมาในระดับมาก 3 ด้าน เรียงตามลำดับ ได้แก่ ด้านโอกาสก้าวหน้าในการทำงาน ด้านค่าตอบแทน และด้านสวัสดิการ และผลประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับ 2) ระดับความคิดเห็นต่อความสุขในการทำงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับ ด้านสังคมที่ดี ด้านมีคุณธรรม ด้านมีน้ำใจ ด้านการเรียนรู้ และด้านสุขภาพที่ดี และ 3) การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากรในโรงเรียนธิดาแม่พระ สุราษฎร์ธานี พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากรในโรงเรียนธิดาแม่พระ สุราษฎร์ธานี ซึ่งปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรงกับความสุขในการทำงานของบุคลากรในโรงเรียนธิดาแม่พระ สุราษฎร์ธานี ในระดับค่อนข้างสูงมาก 4 ด้าน เรียงตามลำดับ ได้แก่ ด้านสภาพการทำงาน (.799**) ด้านสวัสดิการและผลประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับ (.737**) ด้านโอกาสก้าวหน้าในการทำงาน (.700**) และ ด้านความมั่นคงและปลอดภัย (.640**) และระดับปานกลาง 1 ด้าน คือ ด้านค่าตอบแทน (.597**) ณ ระดับนัยสำคัญที่ .01
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 09 Dec 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/981</guid>
      <dc:date>2565-12-09T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความผูกพันองค์กรของพนักงานธนาคารออมสินในจังหวัดชุมพร</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/956</link>
      <description>Title: ความผูกพันองค์กรของพนักงานธนาคารออมสินในจังหวัดชุมพร
Authors: สุวรรณทิพย์ ซัมวุ้ง; ธนายุ ภู่วิทยาธร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความเบื่อหน่ายในการทำงานของพนักงานธนาคารออมสิน ในจังหวัดชุมพร 2) เพื่อศึกษาความผูกพันองค์กรของพนักงานธนาคารออมสินในจังหวัดชุมพร 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเบื่อหน่ายในการทำงานกับความผูกพันองค์กรของพนักงานธนาคารออมสินในจังหวัดชุมพร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ พนักงานและลูกจ้างธนาคารออมสินในจังหวัดชุมพร จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความเบื่อหน่ายในการทำงาน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.967 และความผูกพันองค์กร มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.845 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson’s Production Moment Correlation Coefficient)&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า พนักงานธนาคารออมสินในจังหวัดชุมพร ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุอยู่ในช่วง 31-40 ปี มีสถานภาพสมรส ระดับการศึกษาปริญญาตรี ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างทดแทนพนักงาน มีระยะเวลาการปฏิบัติงาน 5-10 ปี อัตราเงินเดือนอยู่ในช่วง 15,001-30,000 บาท ความเบื่อหน่ายในการทำงานของพนักงาน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อย เมื่อพิจารณาแต่ละด้านพบว่า อยู่ในระดับน้อยทุกด้าน ความผูกพันองค์กรของพนักงาน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก เมื่อพิจารณาแต่ละด้านพบว่า อยู่ในระดับเห็นด้วยมากทุกด้าน และความสัมพันธ์ระหว่างความเบื่อหน่ายในการทำงานกับความผูกพันองค์กรของพนักงานธนาคารออมสินในจังหวัดชุมพร พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างความเบื่อหน่ายในการทำงานทั้ง 2 ด้าน กับความผูกพันองค์กรของพนักงานธนาคารออมสินในจังหวัดชุมพร อยู่ในระดับปานกลาง (r=-.418) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันในเชิงลบ
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 22 Jul 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/956</guid>
      <dc:date>2565-07-22T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>คุณภาพการบริการของโรงพยาบาลปลายพระยา จังหวัดกระบี่</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/955</link>
      <description>Title: คุณภาพการบริการของโรงพยาบาลปลายพระยา จังหวัดกระบี่
Authors: รุ่งนภา ดวงทอง; ธนายุ ภู่วิทยาธร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการที่คาดหวังของผู้มารับบริการโรงพยาบาลปลายพระยา จังหวัด กระบี่ 2.เพื่อศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการที่รับรู้ได้จริงของผู้รับบริการโรงพยาบาลปลายพระยา จังหวัดกระบี่ 3.เพื่อเปรียบเทียบระหว่างคุณภาพการให้บริการที่คาดหวังไว้ของผู้มารับบริการกับคุณภาพการให้บริการที่ปฏิบัติได้จริงของเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลปลายพระยา จังหวัดกระบี่ 4.เพื่อศึกษาแนวการพัฒนาคุณภาพการให้บริการของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลปลายพระยา จังหวัดกระบี่ ได้เก็บข้อมูลจากผู้รับบริการจานวน 4 00 คน&#xD;
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบสอบถามคุณภาพการบริการ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.965 สถิติที่ใช้ใน&#xD;
การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่และร้อยละค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบการเปรียบเทียบแบบสอง&#xD;
กลุ่มอิสระต่อกัน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพการให้บริการที่คาดหวังของผู้มารับบริการโรงพยาบาลปลายพระยาจังหวัดกระบี่ ภาพรวมอยู่ระดับมากที่สุด 2) คุณภาพการให้บริการที่รับรู้ได้จริงของผู้มารับบริการโรงพยาบาลปลายพระยา จังหวัดกระบี่ ภาพรวมอยู่ระดับมาก 3) คุณภาพการให้บริการที่คาดหวังไว้ของผู้มารับบริการกับคุณภาพการให้บริการที่รับรู้ได้จริงของผู้มารับบริการ โรงพยาบาลปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พบว่า คุณภาพการให้บริการที่คาดหวังไว้ของผู้มารับบริการกับคุณภาพการให้บริการที่รับรู้ได้จริงของผู้มารับบริการแตกต่างกันทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Description: การศ้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 22 Jul 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/955</guid>
      <dc:date>2565-07-22T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจกับความตั้งใจซื้อของลูกค้า บริษัท สิริสินเทเลคอม จำกัด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/954</link>
      <description>Title: ความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจกับความตั้งใจซื้อของลูกค้า บริษัท สิริสินเทเลคอม จำกัด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: เนตรชนก เพชระ; ธนายุ ภู่วิทยาธร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความไว้วางใจของลูกค้าบริษัท สิริสินเทเลคอม จำกัด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) ศึกษาความตั้งใจซื้อของลูกค้าบริษัท สิริสินเทเลคอม จำกัด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจกับความตั้งใจซื้อของลูกค้า บริษัท สิริสินเทเลคอม จำกัด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.973 ซึ่งสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่&#xD;
ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ความไว้วางใจของลูกค้า บริษัท สิริสินเทเลคอม จำกัด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความตั้งใจซื้อของลูกค้า บริษัท สิริสินเทเลคอม จำกัด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจกับความตั้งใจซื้อของลูกค้า บริษัท สิริสินเทเลคอม จำกัด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า&#xD;
ความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจ ด้านความเชื่อม่นั ในการจาหน่าย ด้านความรู้และการสื่อสารและด้านความน่าเชื่อถือกับความตั้งใจซื้อของลูกค้า บริษัท สิริสินเทเลคอม จำกัด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งมีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก
Description: การศึกษาคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 22 Jul 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/954</guid>
      <dc:date>2565-07-22T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการทหาร กองทัพอากาศ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/953</link>
      <description>Title: การบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการทหาร กองทัพอากาศ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: กิติยาภรณ์ รักษาพราหมณ์; ธนายุ  ภูjวิทยาธร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมของข้าราชการทหารกองทัพอากาศ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการทหาร กองทัพอากาศ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) เพื่อศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการทหาร กองทัพอากาศ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจานวน 300 คน ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.971 ซึ่งสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารแบบมีส่วนร่วมของข้าราชการทหาร กองทัพอากาศ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิภาพการทางานของข้าราชการทหาร กองทัพอากาศ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) การบริหารแบบมีส่วนร่วม ด้านการตัดสินใจ ด้านการดาเนินการ และด้านผลประโยชน์ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทา งานของข้าราชการทหารกองทัพอากาศ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จากผลการวิจัยนี้จะถูกจัดทำเป็นข้อเสนอแนะต่อกองทัพอากาศ กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานนำไปสู่การบริหารจัดการองค์กรได้รับความสำเร็จตามเป้าหมายขององค์กรที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพอากาศ กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี ต้องให้ความสำคัญต่อระดับการมีส่วนร่วมในด้านการตัดสินใจ ด้านการดำเนินการ และด้านผลประโยชน์
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 22 Jul 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/953</guid>
      <dc:date>2565-07-22T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก และส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของ ผู้ประกอบการธุรกิจกะปิในจังหวัดระนอง</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/937</link>
      <description>Title: ปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก และส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของ ผู้ประกอบการธุรกิจกะปิในจังหวัดระนอง
Authors: สุธิตา เพชรพันธ์; พิมพ์แพร ศรีสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลความสำเร็จของธุรกิจกะปิในจังหวัดระนอง 2) เพื่อศึกษากลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจกะปิในจังหวัดระนอง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ประชากรในการวิจัย คือ ผู้ประกอบการธุรกิจกะปิในจังหวัดระนอง จำนวน 60 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการทดสอบสมมติฐานใช้การวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยภายในของธุรกิจกะปิในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝒙̅ = 4.55, S.D. = 0.616) โดยปัจจัย ด้านบุคลากรมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (𝒙̅ = 4.82, S.D. = 0.454) ส่วนปัจจัยภายนอกของธุรกิจกะปิในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝒙̅ =&#xD;
4.30, S.D. = 0.753) และปัจจัยด้านสังคมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (𝒙̅ = 4.56, S.D. = 0.635) 2) กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดในภาพรวมมีผลต่อความสำเร็จของธุรกิจกะปิในจังหวัดระนองอยู่ในระดับมากที่สุด (𝒙̅ = 4.40, S.D. = 0.715) โดยกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (𝒙̅ = 4.63, S.D. = 0.559) และผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า (1) ปัจจัยภายในด้านเงินทุนและเครื่องจักรส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจกะปิในจังหวัดระนอง (2) ปัจจัยภายนอกด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจกะปิในจังหวัดระนอง และ (3) กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดด้านกลยุทธ์ด้านการส่งเสริมการตลาดและด้านกลยุทธ์สถานที่จัดจำหน่ายส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจกะปิในจังหวัดระนอง ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดของธุรกิจกะปิในจังหวัดระนองและในจังหวัดใกล้เคียง
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต</description>
      <pubDate>Thu, 30 May 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/937</guid>
      <dc:date>2565-05-30T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ทัศนคติและส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/928</link>
      <description>Title: ทัศนคติและส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: อโนชา ใจรักษ์; พิมพ์แพร ศรีสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับทัศนคติ 2) ระดับส่วนประสมทางการตลาด 3) ระดับการตัดสินใจ&#xD;
4) ทัศนคติที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ และ5) ส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)&#xD;
ใน จ.สุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ ลูกค้าธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน&#xD;
385 คน โดยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย&#xD;
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับทัศนคติของลูกค้าธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก&#xD;
ที่สุด เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านพฤติกรรม ด้านอารมณ์ ความรู้สึก และด้านความรู้ ความเข้าใจ 2)&#xD;
ระดับส่วนประสมทางการตลาดของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็น&#xD;
รายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด 5 ด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านกายภาพและการนำเสนอ ด้านช่องทาง&#xD;
การจัดจำหน่าย ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านบุคคลหรือพนักงาน และด้านกระบวนการ อยู่ในระดับมาก 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการ&#xD;
ส่งเสริมการตลาด และด้านราคา 3) ระดับการตัดสินใจใช้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับ&#xD;
มากที่สุด เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ การรับรู้ถึงความต้องการ การตัดสินใจซื้อ พฤติกรรมหลังการซื้อ การ&#xD;
ประเมินทางเลือกในการตัดสินใจซื้อ และการค้นหาข้อมูล 4) ผลการวิเคราะห์ทัศนคติที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้&#xD;
ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) พบว่า ทัศนคติมีความสัมพันธ์และส่งผลต่อการตัดสินใจใช้ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน)&#xD;
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เรียงลำดับความสำคัญ ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจ อารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรม&#xD;
โดยตัวพยากรณ์ทั้งหมดมีอำนาจในการพยากรณ์ได้ร้อยละ 46 และ 5) ส่วนประสม ทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้&#xD;
ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) พบว่า ส่วนประสมทางการตลาดที่มีความสัมพันธ์และส่งผลต่อการตัดสินใจใช้&#xD;
ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เรียงลำดับความสำคัญได้แก่ กายภาพและการ&#xD;
นำเสนอ ผลิตภัณฑ์ บุคคลหรือพนักงาน กระบวนการ ช่องทางการจัดจำหน่าย การส่งเสริมการตลาด โดยตัวพยากรณ์ทั้งหมด&#xD;
มีอำนาจในการพยากรณ์ ได้ร้อยละ 73
Description: การค้นคว้าสิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Fri, 29 Mar 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/928</guid>
      <dc:date>2565-03-29T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความสำเร็จของธุรกิจจำหน่ายสินค้านำเข้าผ่านสังคมออนไลน์ในเขตภาคใต้ของประเทศไทย</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/896</link>
      <description>Title: ความสำเร็จของธุรกิจจำหน่ายสินค้านำเข้าผ่านสังคมออนไลน์ในเขตภาคใต้ของประเทศไทย
Authors: ฉัตรฤทัย คชโสภณ; อัจฉราวรรณ รัตนพันธ์
Abstract: การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยในการดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้านำเข้าผ่านสังคม&#xD;
ออนไลน์ 2) เพื่อศึกษาความสำเร็จของธุรกิจจำหน่ายสินค้านำเข้าผ่านสังคมออนไลน์ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง&#xD;
ปัจจัยในการดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้านำเข้าผ่านสังคมออนไลน์กับความสำเร็จของธุรกิจจำหน่ายสินค้านำเข้าผ่านสังคม&#xD;
ออนไลน์ในเขตภาคใต้ของประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้านำเข้าผ่านสังคมออนไลน์&#xD;
จำนวน 400 คน โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างกรณีที่ไม่ทราบขนาดของประชากรที่แน่นอน เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้&#xD;
แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.782 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย&#xD;
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับความ&#xD;
คิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยในการดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้านำเข้าผ่านสังคมออนไลน์ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง&#xD;
โดยเรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านความเป็นส่วนตัว ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านความปลอดภัย ด้านช่องทางการจัด&#xD;
จำหน่าย ด้านการส่งเสริมทางการตลาด ด้านการติดต่อประสานงาน ด้านคุณภาพของข้อมูล และด้านราคา 2) ระดับความ&#xD;
คิดเห็นเกี่ยวกับความสำเร็จของธุรกิจจำหน่ายสินค้านำเข้าผ่านสังคมออนไลน์ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง&#xD;
โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านรายได้ ด้านความจงรักภักดี ด้านความพึงพอใจ และด้านชื่อเสียงองค์กร&#xD;
3) ปัจจัยในการดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้านำเข้าผ่านสังคมออนไลน์ มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จของธุรกิจจำหน่าย&#xD;
สินค้านำเข้าผ่านสังคมออนไลน์ในเขตภาคใต้ของประเทศไทย อยู่ในระดับปานกลาง 3 ด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหา&#xD;
น้อยดังนี้ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการติดต่อประสานงาน ด้านราคา และอยู่ในระดับต่ำ 5 ด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหา&#xD;
น้อยดังนี้ ด้านการส่งเสริมทางการตลาด ด้านคุณภาพข้อมูล ด้านความเป็นส่วนตัว ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้าน&#xD;
ความปลอดภัย อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/896</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อการพัฒนาองค์กรให้มีศักยภาพสูง ของสำนักบริหาร พื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 (สุราษฎร์ธานี)</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/895</link>
      <description>Title: ปัจจัยการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อการพัฒนาองค์กรให้มีศักยภาพสูง ของสำนักบริหาร พื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 (สุราษฎร์ธานี)
Authors: อรุโณทัย สุริยะ; ธนายุ ภู่วิทยาธร
Abstract: การค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยการบริหารจัดการองค์กรของสำนักบริหารพื้นที่&#xD;
อนุรักษ์ที่ 4 (สุราษฎร์ธานี) 2) เพื่อศึกษาการพัฒนาองค์กรให้มีศักยภาพสูงของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 (สุราษฎร์ธานี)&#xD;
3) เพื่อศึกษาปัจจัยการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อการพัฒนาองค์กรให้มีศักยภาพสูง ของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4&#xD;
(สุราษฎร์ธานี) กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 140 คน โดยผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายในการสุ่มตัวอย่าง ซึ่งเครื่องมือที่ใช้&#xD;
ในการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่น 0.983 โดยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่&#xD;
ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้สถิติทดสอบการถดถอยเชิงพหุคูณ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรมีความคิดเห็นต่อปัจจัยการบริหารจัดการองค์กรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก&#xD;
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านสามารถเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้ดังนี้ ด้านโครงสร้างองค์กร รองลงมาคือ&#xD;
ด้านทักษะ ความรู้ ความสามารถ ด้านระบบการปฏิบัติงาน ด้านกลยุทธ์ขององค์กร ด้านบุคลากร ด้านรูปแบบการบริหาร&#xD;
จัดการ และด้านค่านิยมร่วม ตามลำดับ 2) บุคลากรมีความคิดเห็นต่อการพัฒนาองค์กรให้มีศักยภาพสูงในภาพรวมอยู่ใน&#xD;
ระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านสามารถเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้ดังนี้ ด้านการเป็นองค์กรที่มีการกำหนด&#xD;
วิสัยทัศน์ที่มองเห็นภาพ รองลงมาคือ ด้านการเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญต่อภายนอก ด้านการเป็นองค์กรที่สามารถจูงใจ&#xD;
เพื่อให้ทุกคนให้ความสำคัญและปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ได้ ด้านการเป็นองค์กรที่ทำงานเป็นทีม ด้านการเป็นองค์กรที่มีผู้นำ&#xD;
ที่ดี ด้านการเป็นองค์กรที่ให้ความเชื่อใจ และด้านการเป็นองค์กรที่มุ่งผลิตองค์ความรู้ ตามลำดับ 3) ปัจจัยด้านกลยุทธ์&#xD;
ขององค์กร ด้านบุคลากร และด้านค่านิยมร่วม ส่งผลต่อการพัฒนาองค์กรให้มีศักยภาพสูง ของบุคลากรในสำนักบริหาร&#xD;
พื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 (สุราษฎร์ธานี) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีอำนาจในการพยากรณ์ร้อยละ 85.00
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/895</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>แนวทางการจัดการเพื่อความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชนพืชไร้สารพิษ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/890</link>
      <description>Title: แนวทางการจัดการเพื่อความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชนพืชไร้สารพิษ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ทิวาพร ฤกษ์ตุลา; พวงเพ็ญ ชูรินทร์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงาน 2) ศึกษาแนวทางการจัดการตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3) ศึกษาความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชน 4) ศึกษาสภาพการดำเนินงานที่ส่งผลต่อแนวทางการจัดการ 5) ศึกษาแนวทางการจัดการที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชนพืชไร้สารพิษในจังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือสมาชิกของวิสาหกิจชุมชนพืชไร้สารพิษในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 222 คน โดยสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการดำเนินงาน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับจากมากไปน้อยได้แก่ ด้านผู้นำกลุ่ม ด้านการตลาด ด้านสมาชิก ด้านการจัดการ และด้านการเงิน 2) แนวทางการจัดการ ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการมีภูมิคุ้มกัน ด้านการมีความรู้ ด้านความพอประมาณ ด้านความมีเหตุผล และด้านคุณธรรม 3) ความยั่งยืน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดย 3 อันดับแรกได้แก่ ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มมีกระบวนการผลิตที่ดี ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม วิสาหกิจชุมชนช่วยให้ชุมชนพัฒนาทั้งเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และกลุ่มมีฐานะทางการเงินดีขึ้น มีเงินออมเพิ่มขึ้นจากผลประกอบการที่ดี 4) สภาพการดำเนินงานที่ส่งผลต่อ แนวทางการจัดการ พบว่าการดำเนินงานที่ส่งผลต่อแนวทางการจัดการ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ได้แก่ด้านการจัดการ ด้านผู้นำกลุ่ม ด้านการตลาด และด้านการเงิน 5) แนวทางการจัดการที่ส่งผลต่อความยั่งยืน พบว่า แนวทางการจัดการที่มีความสัมพันธ์กับความยั่งยืน ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ได้แก่ ด้านความพอประมาณ ด้านความมีเหตุผล และด้านการมีความรู้ โดยปัจจัยดังกล่าวสามารถพยากรณ์ความสัมพันธ์กับความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชนพืชไร้สารพิษในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ร้อยละ 62.20 จากผลการวิจัย ความพอประมาณส่งผลต่อความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชนอย่างมาก การจัดการจึงต้องเน้นการใช้วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตในชุมชน กำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานให้ได้ผลกำไรเพียงพอในการดำรงอยู่ของกลุ่มและสมาชิก และเน้นการบริหารที่มีความเสี่ยงต่ำไม่ก่อหนี้สินเกินตัว เพื่อให้สามารถจัดการวิสาหกิจชุมชนเพื่อความยั่งยืนต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/890</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่ส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ ของธุรกิจรับซื้อน้ำยางพารา ในอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/879</link>
      <description>Title: การจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่ส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ ของธุรกิจรับซื้อน้ำยางพารา ในอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: วาสนา รักชาติ; วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความสาคัญของการจัดการห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจรับซื้อน้ายางพารา 2) ความสามารถในการดาเนินงานด้านโลจิสติกส์ของธุรกิจรับซื้อน้ายางพารา 3) การจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่ส่งผลต่อความสามารถในการดาเนินงานด้านโลจิสติกส์ของธุรกิจรับซื้อน้ายางพารา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เกษตรกรชาวสวนยางพาราในเขตอาเภอบ้านนาสาร จานวน 378 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.969 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า 1) ความสาคัญของการจัดการห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจรับซื้อน้ายางพารา ในอาเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านกิจกรรมหลักกิจกรรมที่มีความสาคัญมากที่สุด คือ การบริการ รองลงมาคือ โลจิสติกส์ขาเข้า ด้านกิจกรรมสนับสนุนที่มีความสาคัญมากที่สุด คือ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ รองลงมาคือ โครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ 2) ความสามารถในการดาเนินงานด้านโลจิสติกส์ของธุรกิจรับซื้อน้ายางพารา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยลูกค้าให้ ด้านความน่าเชื่อถือ เป็นความสามารถในการดาเนินงานมากที่สุด และ 3) การจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่ส่งผลต่อความสามารถในการดาเนินงานด้านโลจิสติกส์ของธุรกิจรับซื้อน้ายางพารา มี 5 กิจกรรม คือ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การปฏิบัติการ การตลาดและการขาย โครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ และการจัดซื้อ/จัดหา มีค่าสัมประสิทธิ์ในการตัดสินใจ (R Square) สามารถทานายผลตัวแปรตามได้ ร้อยละ 76.10 และตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในตัวแปรตามอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากผลการวิจัยนี้การจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่ส่งผลต่อความสามารถในการดาเนินงานด้านโลจิสติกส์ของธุรกิจรับซื้อน้ายางพารา ในอาเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ประกอบธุรกิจควรพัฒนาในด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ รองลงมาคือ การปฏิบัติการ การตลาดและการขาย โครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ และการจัดซื้อ/จัดหา เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเพิ่มความน่าเชื่อถือประกอบกับการวางแผนพัฒนาการดาเนินการของธุรกิจรับซื้อน้ายางพาราต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/879</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>กลยุทธ์การจัดการทางการตลาดของธุรกิจผลิตสุกร พื้นที่อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/876</link>
      <description>Title: กลยุทธ์การจัดการทางการตลาดของธุรกิจผลิตสุกร พื้นที่อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ทิพย์อักษร สุขมี; อัจฉราวรรณ รัตนพันธ์
Abstract: การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากลยุทธ์การจัดการทางการตลาดของธุรกิจผลิตเนื้อสุกร 2) เพื่อศึกษาระดับความจงรักภักดีของผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจผลิตเนื้อสุกร 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์การจัดการทางการตลาดกับระดับความจงรักภักดีของผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจผลิตเนื้อสุกร พื้นที่อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เก็บข้อมูลจากผู้บริโภคเนื้อสุกรในอำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับความคิดเห็นต่อกลยุทธ์การจัดการทางการตลาด ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย 2) ระดับความจงรักภักดีของผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจผลิตเนื้อสุกร ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ ความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ความพึงพอใจ ความรู้ความเข้าใจ และทัศนคติ 3) กลยุทธ์การจัดการทางการตลาดมีความสัมพันธ์กับระดับความจงรักภักดีของผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจการผลิตเนื้อสุกร พื้นที่อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ในระดับมาก จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านราคา และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และอยู่ในระดับปานกลาง 2 ด้าน จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านการส่งเสริมการตลาด อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 จากผลการวิจัย ธุรกิจผลิตเนื้อสุกรควรผลิตเนื้อสุกรที่มีคุณภาพและเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคโดยแสดงราคาที่ชัดเจน ตลอดจนเพิ่มช่องทางในการให้บริการและจัดส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/876</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>สมการโครงสร้างการส่งเสริมการตลาดดิจิทัลที่มีต่อการยอมรับการใช้บริการ สินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารออมสินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/875</link>
      <description>Title: สมการโครงสร้างการส่งเสริมการตลาดดิจิทัลที่มีต่อการยอมรับการใช้บริการ สินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารออมสินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สิริมา จอมพิทักษ์; สิญาธร นาคพิน
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นการส่งเสริมการตลาดดิจิทัลสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารออมสินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ความคิดเห็นการยอมรับบริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารออมสินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลต่อการยอมรับบริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารออมสินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเพื่อศึกษาสมการโครงสร้างการส่งเสริมการตลาดดิจิทัลกับการยอมรับบริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารออมสินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เก็บรวบรวมข้อมูลจากลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารออมสินเขตสุราษฎร์ธานี 1 จานวน 379 คน โดยใช้แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น Cronbach's alpha ทั้งฉบับเทากับ 0.95 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแปรปรวนทางเดียว (one-way Anova) และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นการส่งเสริมการตลาดดิจิทัลภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลาดับคือ ด้านการใช้ประโชน์สื่อสังคมออนไลน์ รองลงมา ด้านการจัดการภาพลักษณ์ของธนาคารออนไลน์ ด้านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของธนาคาร ด้านรูปแบบของเนื้อหาแต่ละช่องทางการตลาดดิจิทัล การยอมรับบริการภาพรวมอยู่ในระดับมาก กลุ่มตัวอย่างที่มีอาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และช่องทางดิจิทัลที่ใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารที่ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการยอมรับบริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารออมสินแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และการส่งเสริมการตลาดดิจิทัลของธนาคารมีอิทธิพลทางบวกต่อการยอมรับการใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย เท่ากับ 0.37 ด้านรูปแบบของเนื้อหาแต่ละช่องทางการตลาดดิจิทัลมีอิทธิพลมากที่สุด และมีดัชนีที่ใช้ตรวจสอบความสอดคล้องและกลมกลืนโมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบยืนยันอันดับสอง ได้ค่า X2/df =1.96, RMSEA = 0.05, (GFI) = 0.93 CFI = 0.96, TLI = 0.94 ,NFI = 0.92, IFI = 0.96
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/875</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>แนวทางการพัฒนาการตลาดของผู้จำหน่ายเครื่องสำอางนำเข้า ผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/874</link>
      <description>Title: แนวทางการพัฒนาการตลาดของผู้จำหน่ายเครื่องสำอางนำเข้า ผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
Authors: ประณีตศิลป์ สุวรรณระ; พวงเพ็ญ ชูรินทร์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารจัดการทางการตลาด 2) เทคนิคการดำเนินงานและการเงิน 3) การจัดการองค์กร และ 4) แนวทางการพัฒนาการตลาดของผู้จำหน่ายเครื่องสำอางนำเข้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ตัวแทนของผู้จำหน่ายเครื่องสำอางนำเข้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 10 คน ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) การบริหารจัดการทางการตลาด มีรูปแบบการจำหน่ายทั้งในแบบออนไลน์และ ณ สถานประกอบการ โดยให้ความสำคัญกับเนื้อหาสินค้าเพื่อสร้างสัมพันธ์กับลูกค้า และให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการทางช่องทางออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ มีบริการทั้งแบบพร้อมส่งและแบบสั่งของล่วงหน้า ผ่านช่องทางแพลตฟอร์ม ไลน์, เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์,อินสตราแกรม,ช้อปปี้ และ ลาซาด้า 2) เทคนิคการดำเนินงานและการเงิน ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการลงทุน ซึ่งมีทั้งแหล่งเงินทุนส่วนตัวและสินเชื่อจากธนาคาร ตั้งแต่ 200,000-700,000 บาท โดยแบ่งเงินทุนออกเป็นค่าสินค้าและเงินสำรองเพื่อใช้หมุนเวียน ภายในร้านมีพนักงานทำหน้าที่ตอบคำถามลูกค้าเกี่ยวกับรายละเอียดสินค้าราคา และวิธีการชำระเงิน พนักงานติดตามลูกค้า วิเคราะห์คู่แข่งทางการตลาด พนักงานคลังสินค้า 3) การจัดการองค์กร สำหรับสินค้าแบบสั่งของล่วงหน้านั้น เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการสั่งผ่านบริษัทรับนำเข้าสินค้า ซึ่งใช้เวลาจัดส่ง 10-20 วัน เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทยจะทำการติดต่อลูกค้าเพื่อนัดวันรับสินค้า ส่วนสินค้าแบบพร้อมส่ง เริ่มตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า สรุปยอดชำระ แจ้งวันในการจัดส่ง และทำการบรรจุสินค้า และ 4) แนวทางการพัฒนาการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ คือการเลือกสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย มีคุณสมบัติผลิตภัณฑ์และส่วนผสมที่มีลักษณะเด่น ตรวจสอบวัน เดือน ปี ที่ผลิต และเลือกสินค้าที่มีชื่อเสียงให้มากขึ้น ในด้านราคา มีการเลือกตั้งราคาแบบสูงและต่ำสลับกันไป ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย มีการพัฒนาช่องทางการจำหน่าย และด้านส่งเสริมการจำหน่าย ควรพัฒนากลยุทธ์การส่งเสริมการขายเพิ่มมากขึ้น
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/874</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ประสิทธิภาพการให้บริการของงานการเงิน ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของสานักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/873</link>
      <description>Title: ประสิทธิภาพการให้บริการของงานการเงิน ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของสานักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: พัชรินทร์ บุตรทอง; อัจฉราวรรณ รัตนพันธ์
Abstract: การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยการปฏิบัติงานของงานการเงิน 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการให้บริการของงานการเงิน 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการปฏิบัติงานกับประสิทธิภาพการให้บริการของงานการเงินภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของสานักงานสาธารณสุขจังหวัด สุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรในสังกัดสานักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี จานวน 400 คน โดยวิธีการ สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.983 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยการปฏิบัติงานของงานการเงิน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลาดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ระบบปฏิบัติการ บุคลากร ทักษะความรู้ ความสามารถ รูปแบบการบริหาร ค่านิยมร่วม กลยุทธ์องค์กร และโครงสร้างองค์กร 2) ระดับความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการให้บริการของงานการเงิน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลาดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านความสาเร็จทันเวลา ด้านความก้าวหน้า ด้านปริมาณงาน ด้านคุณภาพของงาน และด้านความพึงพอใจ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการปฏิบัติงานกับประสิทธิภาพการให้บริการของงานการเงินภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของสานักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า ปัจจัยการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการให้บริการของงานการเงินภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของสานักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างมีนัยสาคัญที่ 0.05 โดยเรียงลาดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ค่านิยมร่วม โครงสร้างองค์กรและกลยุทธ์ขององค์กร เห็นควรสร้างค่านิยมร่วม ปรับโครงสร้างองค์กร และกาหนดกลยุทธ์ขององค์กร ให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานของบุคลากรแต่ละฝ่ายงาน เพื่อให้สามารถอำนวยความสะดวกแก่ผู้มารับบริการได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&#xD;
คาสาคัญ ประสิทธิภาพการให้บริการ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สานักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/873</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการรับรู้ของธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร ในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ จากมุมมองผู้บริโภค</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/872</link>
      <description>Title: การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการรับรู้ของธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร ในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ จากมุมมองผู้บริโภค
Authors: ชัยชนะ ศรีชะนันท์; อัจฉราวรรณ รัตนพันธ์
Abstract: การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการรับรู้ของธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร ในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ จากมุมมองผู้บริโภค 2) เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ของธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร ในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ จากมุมมองผู้บริโภค 3) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อธุรกิจหมู่บ้านจัดสรรกับระดับการรับรู้ของธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร ในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ จากมุมมองผู้บริโภค กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ จำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.844 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ANOVAs (F-test) ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการรับรู้ของธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร ในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ จากมุมมองผู้บริโภค โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านสถานที่ ด้านการส่งเสริมการขาย ด้านราคา และด้านผลิตภัณฑ์ 2) ระดับการรับรู้ของธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร ในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ จากมุมมองผู้บริโภค โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ประเภทของบ้านจัดสรร ความเชื่อมั่นในตราสินค้าโครงการหมู่บ้านจัดสรร และระดับโครงการหมู่บ้านจัดสรร 3) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านสถานที่ และด้านการส่งเสริมการขาย ที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อระดับการรับรู้ของธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร ในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 จากผลการวิจัย ผู้ประกอบธุรกิจหมู่บ้านจัดสรรสามารถนำปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด โดยเน้นทำเลที่ตั้งที่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวและการแบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยของบ้านจัดสรรไปประยุกต์ใช้ในการจัดสร้างบ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว เพื่อให้ได้สินค้าตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และทำให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันในธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร ในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/872</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>แนวทางการพัฒนาสมรรถนะเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/869</link>
      <description>Title: แนวทางการพัฒนาสมรรถนะเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สุกัญญา รักษาชล; ธนายุ ภู่วิทยาธร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะที่คาดหวัง 2) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะที่ปฏิบัติได้จริง 3)&#xD;
เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสมรรถนะที่คาดหวังกับสมรรถนะที่ปฏิบัติได้จริง 4) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของ&#xD;
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี เก็บข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน&#xD;
ระดับวิชาชีพ จำนวน 181 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
และสถิติการทดสอบความแตกต่าง Paired Sample t-test ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับสมรรถนะที่คาดหวังของเจ้าหน้าที่&#xD;
ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับสมรรถนะที่ปฏิบัติได้จริงของเจ้าหน้าที่ความ&#xD;
ปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) สมรรถนะที่คาดหวังกับสมรรถนะที่ปฏิบัติได้จริงของ&#xD;
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพแตกต่างกันทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 4)&#xD;
สมรรถนะที่ปฏิบัติได้จริงยังไม่เป็นไปตามระดับสมรรถนะที่คาดหวัง สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน&#xD;
ระดับวิชาชีพในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีต้องการที่จะพัฒนาสมรรถนะด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านคุณลักษณะที่เกี่ยวข้อง&#xD;
กับการทำงานของตนเองให้ดีขึ้น
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/869</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การจัดการโซ่อุปทานผลผลิตทุเรียนอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/868</link>
      <description>Title: การจัดการโซ่อุปทานผลผลิตทุเรียนอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
Authors: สาวิตรี รัตนะ; วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช
Abstract: การวิจัยในวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาโซ่อุปทานผลผลิตทุเรียน ด้วยการวิเคราะห์ ตัวแบบจำลองโซ่อุปทาน ในเขตอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้มี 2 กลุ่ม คือ เกษตรกรที่ทำสวนทุเรียนในอำเภอท่าแซะ จำนวน 30 คน และพ่อค้าคนกลาง ที่รับซื้อทุเรียนในอำเภอท่าแซะ จำนวน 10 คน รวมรวมจำนวนผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยใช้แนวทางการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการพรรณนาข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์สรุปอุปนัย เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์เพื่อหาบทสรุปร่วมกันหรือเหตุการณ์นั้น ผลการศึกษาพบว่า ต้นน้ำ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนมีการจัดการตามแนวคิด SCOR Model ดังนี้ 1) มีการวางแผนการปลูกทุเรียนโดยเลือกพื้นที่ เตรียมแหล่งน้ำ 2) การจัดหาแหล่งวัตถุดิบหาความรู้จากผู้ที่มีความรู้และมีประสบการณ์ในการปลูกทุเรียนในพื้นที่ 3) กระบวนการผลิตทุเรียนมีการจดทำบัญชีการเริ่มต้นในวันที่เริ่มปลูก 4) จำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลางที่เข้าไปซื้อทุเรียนในสวน จำนวน 30 % และไปส่งที่แผงกับพ่อค้าพรับซื้อทุเรียน จำนวน 70% 5) การส่งคืนผลผลิตทุเรียน คิดเป็น 5 % ของอัตราการส่งคืนทุเรียนจากพ่อค้าที่รับซื้อไป 6) การสนับสนุนดำเนินงานมีการเตรียมเงินหมุนเวียน 40% เป็นเงินสำรอง และกลางน้ำ กลุ่มผู้รับซื้อผลผลิตทุเรียน มีการจัดการตามแนวคิด SCOR Model ดังนี้ 1) มีการวางแผนรับซื้อผลผลิตทุเรียน จำนวน 5,000 ตัน/1 ครั้ง 2) การจัดหาแหล่งวัตถุดิบ มีการติดต่อซื้อทุเรียนผ่านทางโทรศัพท์และลงไปดูทุเรียนในสวนเหมาสวน 3) กระบวนการจำหน่าย ส่งเข้าล้งทุเรียน จำนวน 50 % ขายปลีกให้กับผู้บริโภค จำนวน 50% 4) ระบบการจำหน่ายกำหนดราคาตามการคัดเกรดเข้าไปตัดเหมาซื้อในสวนทุเรียนของเกษตรกร และเกษตรกรมาส่งที่ร้านเอง 5) การส่งคืนทุเรียนที่รับซื้อไปจากเกษตรกร คิดเป็น 5 % สาเหตุเพราะตัดทุเรียนอ่อน และ 6) มีการบริหารจัดการเงินลงทุน ประกอบด้วย เงินทุนในการซื้อผลผลิตทุเรียน มีการประมาณการเงินลงทุน โดยการวางแผนเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย เช่นค่าแรง ค่าขนส่ง ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/868</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของผู้จัดการสาขา บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน)</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/867</link>
      <description>Title: ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของผู้จัดการสาขา บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
Authors: แพรวพรรณ ไพฑูรย์; ธนายุ ภู่วิทยาธร
Abstract: การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ของผู้จัดการสาขา บมจ. อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) 2.) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพทำงานของผู้จัดการสาขา บมจ. อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) 3.) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับประสิทธิภาพในการทำงานของผู้จัดการสาขา บมจ. อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ พนักงานบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ฝ่ายบริหารสาขาทั่วประเทศ 75 สาขา จำนวน 184 คน โดยวิธีการสุ่มแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่น 0.960 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติเชิงอนุมาน โดยสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานใช้การวิเคราะห์เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์แบบเพียรสัน&#xD;
ผลการศึกษาพบว่าผลการศึกษาพบว่า 1.) ผลประเมินภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงระดับค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากสูงสุดอันดับแรก คือ การสร้างแรงบันดาลใจ รองลงมา คือ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การกระตุ้นทางปัญญา และการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล 2.) ประสิทธิภาพการทำงาน ระดับค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากสูงสุดอันดับแรก คือ คุณภาพงาน รองลงมา คือ เวลาที่ใช้ในงาน และปริมาณงาน 3.) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิภาพในการทำงานของผู้จัดการสาขา บมจ. อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 จากผลการวิจัยนี้ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะ เพื่อเป็นแนวทางที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กร โดยการให้ความสำคัญการให้ความสำคัญสนับสนุนภาวะผู้นำด้านการสร้างแรงบันดาลใจ และการพัฒนาภาวะผู้นำด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้านปริมาณงาน และด้านเวลาที่ใช้ในงาน
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/867</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>คุณภาพชีวิตการทางานของพนักงานบริษัทจาหน่ายรถยนต์ ในเขตอาเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/866</link>
      <description>Title: คุณภาพชีวิตการทางานของพนักงานบริษัทจาหน่ายรถยนต์ ในเขตอาเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ปณิตตรา กันรอด; ธนายุ ภู่วิทยาธร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจในการทางานของพนักงานบริษัทจาหน่ายรถยนต์ 2) ศึกษาคุณภาพชีวิตการทางานของพนักงานบริษัทจาหน่ายรถยนต์ 3) ศึกษาแรงจูงใจในการทางานที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทางานของพนักงานบริษัทจาหน่ายรถยนต์ ในเขตอาเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานบริษัทจาหน่ายรถยนต์ ในเขตอาเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จานวน 280 คน คานวณหาขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางตาราง Krejcie &amp; Morgan ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.969 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) แรงจูงใจในการทางานของพนักงานบริษัทจาหน่ายรถยนต์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) คุณภาพชีวิตการทางานของพนักงานบริษัทจาหน่ายรถยนต์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) แรงจูงใจในการทางานที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทางาน พบว่า ด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ด้านความก้าวหน้า ด้านค่าตอบแทน และด้านความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทางานของพนักงานบริษัทจาหน่ายรถยนต์ ในเขตอาเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากผลการวิจัยจะถูกจัดทาเป็นข้อเสนอแนะและเผยแพร่ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางในการวางแผน ปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทางานของพนักงานบริษัทจาหน่ายรถยนต์ ในเขตอาเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ดียิ่งขึ้นไป
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/866</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการงานคลัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชุมพร</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/865</link>
      <description>Title: การพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการงานคลัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชุมพร
Authors: ปนัสดา โตรัตน์; ธนายุ ภู่วิทยาธร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการพัฒนาบุคลากรของพนักงานการจัดการคลัง 2) การเพิ่มประสิทธิภาพในทางานของพนักงานการจัดการงานคลัง 3) การพัฒนาบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทางานของพนักงานการจัดการงานคลังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดชุมพร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ พนักงานกองคลัง จานวน 578 คน กลุ่มตัวอย่าง จานวน 234 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเปิดตารางเครซี่และมอร์แกน วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น และการสุ่มแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.952 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาบุคลากรของพนักงานการจัดการคลังโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การเพิ่มประสิทธิภาพในทางานของพนักงานการจัดการงานคลัง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) การพัฒนาบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทางานของพนักงานการจัดการงานคลัง พบว่า การพัฒนาบุคลากรด้านการศึกษา ด้านเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้านประชุม/สัมมนา และด้านดูงานนอกสถานที่ ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทางานของพนักงานกองคลัง มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากผลการวิจัยนี้จะถูกจัดทาเป็นข้อเสนอแนะต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทางานนาไปสู่การบริหารจัดการองค์กรได้รับความสาเร็จตามเป้าหมายขององค์กรที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องให้ความสาคัญต่อระดับการศึกษา รายได้ และการพัฒนาบุคลากร ด้านการศึกษา ด้านเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้านประชุม/สัมมนา และด้านดูงานนอกสถานที่
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/865</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออะไหล่รถยนต์ของผู้บริโภค กรณีศึกษาอาเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/864</link>
      <description>Title: ส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออะไหล่รถยนต์ของผู้บริโภค กรณีศึกษาอาเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: นโรดม แจ่มจรัส; พิมพ์แพร ศรีสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการซื้ออะไหล่รถยนต์ของผู้บริโภคกรณีศึกษาอาเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) ระดับกระบวนการตัดสินใจซื้ออะไหล่รถยนต์ของผู้บริโภค 3) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้ออะไหล่รถยนต์ของผู้บริโภค และ 4) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออะไหล่รถยนต์ของผู้บริโภคกรณีศึกษาอาเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่าง จานวน 384 คน โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.914 โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ด้วยการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ&#xD;
ผลการวิจัย พบว่าระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและเมื่อจาแนกเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดซึ่งได้แก่ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจาหน่าย ด้านบุคลากร ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านกายภาพและการนาเสนอ และ ด้านกระบวนการ และ ระดับความคิดเห็นต่อกระบวนการตัดสินใจซื้ออะไหล่รถยนต์ของผู้บริโภค พบว่า ระดับความคิดเห็นต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและเมื่อจาแนกเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดได้แก่ การตัดสินใจซื้อ การประเมินทางเลือก การหาข้อมูล การตระหนักถึงปัญหา และพฤติกรรมหลังการซื้อ การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์และการมีอิทธิพลของตัวแปรที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออะไหล่รถยนต์ของผู้บริโภค พบว่า มี 5 ด้านของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรงกับการตัดสินใจซื้ออะไหล่ของผู้บริโภค ณ ระดับนัยสาคัญที่ 0.01 ได้แก่ ด้านราคา (0.188) ด้านการส่งเสริมการตลาด (0.253) ด้านช่องทางการจัดจาหน่าย (0.990) ด้านบุคลากร (0.845) และด้านกายภาพและการนาเสนอ (0.725) ซึ่งปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้ออะไหล่รถยนต์ของผู้บริโภคกรณีศึกษาอาเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี สามารถสร้างเป็นสมการเชิงเส้น Y =.296 +0.188 (X2) +0.253 (X3) +0.990 (X4) +0.845 (X5) +0.725 (X6) ซึ่งตัวแปรที่กล่าวไว้สามารถใช้การพยากรณ์อิทธิพลของตัวแปรที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้ออะไหล่รถยนต์ของผู้บริโภคกรณีศึกษาอาเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมร้อยละ 77.30%&#xD;
ข้อเสนอแนะ ร้านขายอะไหล่ควรมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย รายการ เพื่อให้ลูกค้าได้เปรียบเทียบ ทั้งในด้านคุณภาพและราคา และที่สาคัญต้องมีบริการหลังการขายเช่นการรับประกันสินค้าที่จาหน่าย ควรส่งเสริมทักษะความรู้ให้กับพนักงาน เช่นการให้คาแนะนา เทคนิคการขายของพนักงาน เพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ ควรมีการโฆษณาสินค้าเพื่อเป็นตัวช่วยประกอบการพิจารณาในการตัดสินใจผ่านสื่อต่างๆเช่น โทรทัศน์,Google,Webboard ,Pantip,Facebook เพื่อให้ลูกค้าได้รับรู้ข่าวสารต่างๆของร้านจาหน่ายอะไหล่ยนต์
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/864</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานศาลยุติธรรม ในสังกัดสำนักศาลยุติธรรมประจำภาค 8</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/863</link>
      <description>Title: การพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานศาลยุติธรรม ในสังกัดสำนักศาลยุติธรรมประจำภาค 8
Authors: ณภัชกมล ศรีสุขใส; ธนายุ ภู่วิทยาธร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การพัฒนาบุคลากรของเจ้าพนักงานศาลยุติธรรมในสังกัดสำนักศาล&#xD;
ยุติธรรมประจำภาค 8 2) การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานศาลยุติธรรมในสังกัดสำนักศาลยุติธรรม&#xD;
ประจำภาค 8 3) การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานศาลยุติธรรมในสังกัดสำนักศาลยุติธรรม&#xD;
ประจำภาค 8 จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 4) การพัฒนาบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงาน&#xD;
ศาลยุติธรรมในสังกัดสำนักศาลยุติธรรมประจำภาค 8 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ เจ้าพนักงานศาลยุติธรรมในสังกัด&#xD;
สำนักศาลยุติธรรมประจำภาค 8 จำนวน 214 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.978&#xD;
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่&#xD;
การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาบุคลากรของเจ้าพนักงานศาลยุติธรรมในสังกัดสำนักศาลยุติธรรมประจำภาค 8&#xD;
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเพิ่มประสิทธิภาพในทำงานของเจ้าพนักงานศาลยุติธรรมประจำภาค 8 โดยภาพรวม&#xD;
อยู่ในระดับมากที่สุด 3) เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานศาลยุติธรรมในสังกัดสำนักศาลยุติธรรม&#xD;
ประจำภาค 8 จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เจ้าพนักงานศาลยุติธรรมที่มีช่วงอายุแตกต่างกันมีประสิทธิภาพในการทำงาน&#xD;
แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4) การพัฒนาบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของ&#xD;
เจ้าพนักงานศาลยุติธรรมในสังกัดสำนักศาลยุติธรรมประจำภาค 8 พบว่า การพัฒนาบุคลากรด้านการอบรม ด้านการฝึก&#xD;
ขณะปฏิบัติงาน ด้านเรียนรู้ด้วยตนเอง และ ด้านการหมุนเวียนงาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงาน&#xD;
ศาลยุติธรรมในสังกัดสำนักศาลยุติธรรมประจำภาค 8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากผลการวิจัยนี้จะถูก&#xD;
จัดทำเป็นข้อเสนอแนะต่อสำนักศาลยุติธรรมประจำภาค 8 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและเพื่อให้เป็นไปตาม&#xD;
แผนยุทธศาสตร์ ที่สำนักศาลยุติธรรมประจำภาค 8 ตั้งไว้ สำนักศาลยุติธรรมประจำภาค 8 ควรให้ความสำคัญต่อช่วงอายุ&#xD;
ของบุคลากร และ การพัฒนาบุคลากร ด้านการอบรม ด้านการฝึกขณะปฏิบัติงาน ด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง และด้าน&#xD;
การหมุนเวียนงาน
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/863</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ส่งผลต่อความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชน ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/861</link>
      <description>Title: สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ส่งผลต่อความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชน ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: กานต์สินี ส่งศรี; พวงเพ็ญ ชูรินทร์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของวิสาหกิจชุมชน 2) ความสำเร็จของ&#xD;
วิสาหกิจชุมชน และ 3) สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ส่งผลต่อความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่ม&#xD;
ตัวอย่างในการศึกษา คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี 182 แห่ง โดยวิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็น&#xD;
แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอย&#xD;
พหุคูณ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของวิสาหกิจชุมชน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็น&#xD;
รายด้าน พบว่า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจด้านภาวะผู้นำ ด้านการมีส่วนร่วม และด้านการบริหารจัดการ อยู่ในระดับมากที่สุด&#xD;
ส่วนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจด้านนโยบายภาครัฐ อยู่ในระดับมาก 2) ระดับความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชน พบว่า โดยรวม&#xD;
และรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้แก่ ด้านศักยภาพของชุมชน และด้านความยั่งยืน&#xD;
และ 3) ผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ส่งผลต่อความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า&#xD;
ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจด้านภาวะผู้นำเท่ากับ 0.70 ด้านการบริหารจัดการเท่ากับ 0.61 ด้าน&#xD;
การมีส่วนร่วมเท่ากับ 0.59 และด้านนโยบายภาครัฐ เท่ากับ 0.14 โดยค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจพหุคูณของสภาพแวดล้อม&#xD;
ทางธุรกิจด้านภาวะผู้นำ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการมีส่วนร่วม และนโยบายภาครัฐ ร่วมกันอธิบายความสำเร็จของ&#xD;
วิสาหกิจชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ร้อยละ 57 จากผลการวิจัย ภาวะผู้นำเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการ&#xD;
ดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้นำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจึงต้องเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีจริยธรรม เพื่อบริหาร&#xD;
จัดการวิสาหกิจชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้ประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/861</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>คุณภาพการให้บริการการขนส่งผู้โดยสารทางน้้า ในเขตอ้าเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/860</link>
      <description>Title: คุณภาพการให้บริการการขนส่งผู้โดยสารทางน้้า ในเขตอ้าเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: จุฑามาศ นิลบุตร; วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับคุณภาพการให้บริการการขนส่งผู้โดยสารทางน้้า 2) ระดับความจงรักภักดีของผู้ใช้บริการการขนส่งผู้โดยสารทางน้้า 3) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการให้บริการการขนส่งผู้โดยสารทางน้้ากับความจงรักภักดีของผู้ใช้บริการ 4) คุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีของผู้ใช้บริการการขนส่งผู้โดยสารทางน้้า มีขนาดกลุ่มตัวอย่างจ้านวน 400 คน ใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบ ชั้นภูมิ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.976 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า 1) คุณภาพการให้บริการการขนส่งผู้โดยสารทางน้้า ในเขตอ้าเภอเกาะสมุย จังหวัด สุราษฎร์ธานี โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยผู้ใช้บริการให้ความส้าคัญกับการตอบสนองต่อลูกค้ามากที่สุด 2) ความจงรักภักดีของผู้ใช้บริการในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยผู้ใช้บริการมีความจงรักภักดีในการใช้บริการในด้านความอ่อนไหวต่อราคามากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการให้บริการกับความจงรักภักดีในภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกและอยู่ในระดับสูงมาก 4) คุณภาพในการให้บริการด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านการเอาใจใส่ลูกค้า ด้านความมั่นใจได้ และด้านความน่าเชื่อถือ ส่งผลต่อความจงรักภักดีของผู้ใช้บริการโดยมีความสัมพันธ์ในเชิงบวก ที่ระดับนัยส้าคัญ 0.05 ผลการวิจัยนี้สามารถน้าไปใช้พัฒนาคุณภาพการให้บริการการขนส่งผู้โดยผู้โดยสารทางน้้า ในเขตอ้าเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานีให้ดียิ่งขึ้น
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/860</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความผูกพันของบุคลากรในสายงานการเงินของหน่วยงานในสังกัด ศาลยุติธรรมประจำภาค 8</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/859</link>
      <description>Title: ความผูกพันของบุคลากรในสายงานการเงินของหน่วยงานในสังกัด ศาลยุติธรรมประจำภาค 8
Authors: ชนิดาภา เหล่าพงศ์นภา; ธนายุ ภู่วิทยาธร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรในสายงานการเงิน ของหน่วยงานในสังกัดศาลยุติธรรมประจำภาค 8 2) ศึกษาความผูกพันของบุคลากรในสายงานการเงินของหน่วยงานในสังกัดศาลยุติธรรมประจำภาค 8 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการทำงานกับความผูกพันของบุคลากรใน สายงานการเงินของหน่วยงานในสังกัดศาลยุติธรรมประจำภาค 8 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ บุคลากรสายงานการเงินของหน่วยงานในสังกัดศาลยุติธรรมประจำภาค 8 จำนวนทั้งสิ้น 103 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถาม มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.991 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติหาความสัมพันธ์แบบเพียร์สัน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) แรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรในสายงานการเงินของหน่วยงานในสังกัด ศาลยุติธรรมประจำภาค 8 ปัจจัยจูงใจในการทำงานโดยรวม มีความเห็นอยู่ในระดับมาก 2) แรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรในสายงานการเงินของหน่วยงานในสังกัดศาลยุติธรรมประจำภาค 8 ปัจจัยค้ำจุนในการทำงานโดยรวมมีความเห็น อยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการทำงานกับความผูกพันของบุคลากรในสายงานการเงินของหน่วยงานในสังกัดศาลยุติธรรมประจำภาค 8 พบว่า ปัจจัยจูงใจในการทำงานโดยรวม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ ความผูกพันต่อองค์กร ภาพรวมอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.01 และปัจจัยค้ำจุน ในการทำงานโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันต่อองค์กร ภาพรวมอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติระดับ 0.01 จากผลการวิจัยนี้ หากองค์กรต้องการรักษาและเพิ่มแรงจูงใจเพื่อรักษาความผูกพันของบุคลากรในสายงานการเงิน ของหน่วยงานในสังกัดศาลยุติธรรมประจำภาค 8 ให้ดียิ่งขึ้น องค์กรควรมีแนวทางการสร้างแรงจูงใจ ดังนี้ ปัจจัยจูงใจ ทางด้านความก้าวหน้าในงาน ปัจจัยค้ำจุน ทางด้านเงินเดือน/ค่าตอบแทน/ประโยชน์อื่น และด้านสภาพแวดล้อม ในการทำงาน ตามลำดับ
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/859</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่พนักงานของธุรกิจโรงแรมไทยในเขตพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/857</link>
      <description>Title: ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่พนักงานของธุรกิจโรงแรมไทยในเขตพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้
Authors: วิลาสินี สุทธิชล; สิญาธร นาคพิน
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความสาคัญของปัจจัยที่มีผลต่อการคงอยู่พนักงานของธุรกิจโรงแรมไทยในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ 2) ระดับการคงอยู่พนักงานของธุรกิจโรงแรมไทยในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่พนักงานของธุรกิจโรงแรมไทยในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มพนักงานของธุรกิจโรงแรมในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ จานวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น รายปัจจัย คือ ความก้าวหน้าในตาแหน่งหน้าที่การงาน (.937) ผลตอบแทนและสวัสดิการ (.922) การฝึกอบรมและพัฒนา (.810) การประเมินผล (.928) ความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กร (.874) ความยึดมั่นผูกพันต่อวิชาชีพ (.933) และระดับการคงอยู่ (.901) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติ การหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐานใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ&#xD;
ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนมากเป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 22-38 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาสูงสุดจบการศึกษาปริญญาตรี แผนกงานเป็นพนักงานฝ่ายบุคคล ระดับตาแหน่งงานเป็นพนักงานระดับปฏิบัติการ รายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 20,001 – 30,000 บาท ประสบการณ์ในการทางานในโรงแรมนี้อยู่ที่ 1-3 ปี จานวนห้องพักของโรงแรมมีห้องพักมากกว่า 100 ห้อง และผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด -19 ส่วนใหญ่คือการเพิ่มภาระงาน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยที่มีผลต่อการคงอยู่พนักงานของธุรกิจโรงแรมไทยในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หากพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ด้านที่มากที่สุดคือ การประเมินผล ผลการวิเคราะห์ระดับการคงอยู่พนักงาน หากพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ด้านที่มากที่สุดคือ ความตั้งใจที่จะทางานในองค์กรนี้ต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทาได้ ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่พนักงาน ด้านความก้าวหน้าในตาแหน่งหน้าที่การงาน และด้านการฝึกอบรมและพัฒนา มีผลต่อการคงอยู่พนักงานของธุรกิจโรงแรมไทย ร้อยละ 60.00 อย่างมีนัยสาคัญ 0.01
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/857</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ประสิทธิผลของการจัดการหนี้สินโดยการให้สินเชื่อผ่านโครงการธนาคารประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/856</link>
      <description>Title: ประสิทธิผลของการจัดการหนี้สินโดยการให้สินเชื่อผ่านโครงการธนาคารประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธรณิศ เล็กขาว; อรุษ คงรุ่งโชค
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยการดำเนินงานของการจัดการหนี้สินโดยการให้สินเชื่อ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยประสิทธิผลของการจัดการหนี้สินโดยการให้สินเชื่อ และ 3) เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ปัจจัยดังที่กล่าวไว้ข้างต้นโดยการให้สินเชื่อผ่านโครงการธนาคารประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูล (มีค่าความน่าเชื่อถือได้เท่ากับ .902) จากผู้ใช้บริการสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 400 ราย เป็นกลุ่มตัวอย่างจากการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยสรุปผลการวิจัยอย่างเป็นระบบผ่านการใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่ออธิบายสภาพส่วนบุคคลและระดับการให้ความสำคัญต่อปัจจัยการดำเนินงานของการจัดการหนี้สินโดยการให้สินเชื่อผ่านโครงการธนาคารประชาชนและปัจจัยบ่งชี้ประสิทธิผลของการจัดการหนี้สินภายใต้การให้สินเชื่อผ่านโครงการธนาคารประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้การวิเคราะห์ปัจจัยตัวแปรเพื่อสกัดและจัดกลุ่มคำถามในการได้มาซึ่งตัวแปรอิสระอย่างถูกต้องแม่นยำรวมทั้งใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความมีอิทธิพลและความสัมพันธ์ระหว่างระหว่างตัวแปรอิสระที่มีผลต่อประสิทธิผลของการจัดการหนี้สินโดยการให้สินเชื่อผ่านโครงการธนาคารประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ใช้บริการสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้ความสำคัญต่อทุกปัจจัยการดำเนินงานของการจัดการหนี้สินภายใต้การให้สินเชื่อผ่านโครงการธนาคารประชาชนในระดับมากที่สุด ประกอบด้วย ปัจจัยด้านความเข้าใจในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สิน ปัจจัยด้านความรู้ความเข้าใจในการจัดการการเงินส่วนบุคคล ปัจจัยด้านความเข้าใจในคุณค่าของเงินเพื่อการจับจ่ายใช้สอย ปัจจัยด้านการใช้เงินตามวัตถุประสงค์ ปัจจัยด้านการเอาใจใส่ในการชำระหนี้สิน และปัจจัยด้านความรู้ความเข้าใจในกระบวนการขอสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชน 2) ผู้ใช้บริการสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนให้ความสำคัญต่อปัจจัยประสิทธิผลของการจัดการหนี้สินโดยการให้สินเชื่อในระดับมากที่สุดเช่นกัน และ 3) ทุกปัจจัยการดำเนินงานของการจัดการหนี้สินดังที่กล่าวไว้ข้างต้นมีอิทธิพลโดยตรงและมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของการจัดการหนี้สินโดยการให้สินเชื่อผ่านโครงการธนาคารประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ระดับนัยสำคัญ .01 โดยปัจจัยดังกล่าวสามารถพยากรณ์ประสิทธิผลของการจัดการหนี้สินโดยการให้สินเชื่อผ่านโครงการธนาคารประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมได้ถึงร้อยละ 94.30 ผลการวิจัยนี้จะนำไปใช้ในการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการดำเนินการการให้สินเชื่อผ่านโครงการธนาคารประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลอย่างยั่งยืนด้วยการเสนอแนะไปยังธนาคารออมสินรวมทั้งสามารถจัดการหนี้สินให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการสามารถอยู่ดีมีสุขในอนาคตอย่างยั่งยืนในที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/856</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความอยู่รอดของธุรกิจขนส่งในเขตภาคใต้ตอนบนของไทย</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/855</link>
      <description>Title: ความอยู่รอดของธุรกิจขนส่งในเขตภาคใต้ตอนบนของไทย
Authors: นาฏศิลป์ ไชยามาตย์; อรุษ คงรุ่งโชค
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยการดำเนินงานของธุรกิจขนส่ง 2) เพื่อศึกษาปัจจัยความอยู่รอดของธุรกิจขนส่ง และ 3) เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ปัจจัยดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นเพื่อนำไปสู่ความอยู่รอดของการประกอบธุรกิจขนส่งในเขตภาคใต้ตอนบนของไทยโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล (มีค่าความน่าเชื่อถือได้เท่ากับ 0.907) จากผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งในเขตภาคใต้ตอนบนของไทยจำนวน 400 ราย เป็นกลุ่มตัวอย่างจากการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยสรุปผลการวิจัยอย่างเป็นระบบผ่านการใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่ออธิบายสภาพส่วนบุคคลและระดับการให้ความสำคัญต่อปัจจัยการดำเนินงานของธุรกิจขนส่งและปัจจัยบ่งชี้ความอยู่รอดของธุรกิจขนส่งในเขตภาคใต้ตอนบนของไทย โดยใช้การวิเคราะห์ปัจจัยตัวแปรเพื่อสกัดและจัดกลุ่มคำถามในการได้มาซึ่งตัวแปรอิสระอย่างถูกต้องแม่นยำรวมทั้งใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความมีอิทธิพลและความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระที่มีผลต่อความอยู่รอดของธุรกิจขนส่งในเขตภาคใต้ตอนบนของไทย&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งในเขตภาคใต้ตอนบนของไทยให้ความสำคัญต่อทุกปัจจัยการดำเนินงานของธุรกิจขนส่งในระดับมากที่สุด ประกอบด้วย ปัจจัยด้านรูปแบบการบริการ ปัจจัยด้านกระบวนการให้บริการ ปัจจัยด้านราคาและข้อตกลงทางธุรกิจ ปัจจัยด้านกระบวนการเข้าถึงลูกค้า และปัจจัยด้านบรรจุภัณฑ์ 2) ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งในเขตภาคใต้ตอนบนของไทยให้ความสำคัญต่อปัจจัยความอยู่รอดของธุรกิจขนส่งในระดับมากที่สุดเช่นกัน และ 3) ทุกปัจจัยการดำเนินงานดังที่กล่าวข้างต้นมีอิทธิพลโดยตรงและมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความอยู่รอดของธุรกิจขนส่งในเขตภาคใต้ตอนบนของไทยที่ระดับนัยสำคัญ .01 โดยปัจจัยดังกล่าวสามารถพยากรณ์ความอยู่รอดของธุรกิจขนส่งในเขตภาคใต้ตอนบนของไทยโดยรวมได้ถึงร้อยละ 93.80 ผลการวิจัยนี้สามารถถูกใช้เพื่อที่จะพัฒนาเป็นข้อเสนอแนะและแนวทางแก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งในการปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาธุรกิจขนส่งให้สามารถอยู่รอดในการประกอบธุรกิจขนส่งโดยเฉพาะในเขตภาคใต้ตอนบนของไทยและเกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/855</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

