<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/9">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/9</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1168" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1036" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1017" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1016" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1006" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1005" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1004" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/992" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/991" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/980" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/979" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/976" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/974" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/973" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/972" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/957" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/945" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/944" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/943" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/942" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/936" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/933" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/932" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/931" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/912" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/911" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/910" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/908" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/907" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/906" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/905" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/904" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/903" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/902" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/901" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/900" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/899" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/898" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/891" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/878" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/877" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/858" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/853" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/852" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/851" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/850" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/849" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/806" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/805" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/804" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-06T23:00:10Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1168">
    <title>การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตรัง กระบี่</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1168</link>
    <description>Title: การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตรัง กระบี่
Authors: พรวรินทร์ ชดช้อย
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นวางแผน ขั้นลงมือปฏิบัติ ขั้นสังเกต และขั้นสะท้อนผล โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้ร่วมเรียนรู้ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ จำนวน 3 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบนิเทศการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และเรียบเรียงในเชิงพรรณนาวิเคราะห์ โดยมีสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
        ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ดังนี้ ครูผู้ร่วมเรียนรู้สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยมีผลการประเมินกิจกรรม การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีการจัดการตนเอง ตรวจสอบตนเองและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง ค่าเฉลี่ย 5.00 ระดับคุณภาพดีมาก มีการพัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง ผู้เรียนสามารถจัดการตนเองและตรวจสอบการทำงานของตนเองได้ ด้านครูต้องปรับปรุงข้อคำถามสะท้อนคิดเพื่อให้ผู้เรียนเสนอแนวทางการ ปรับปรุงตนเองครอบคลุมทุกมิติของทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง หลังจากนั้นนำปัญหาที่พบไปปรับปรุงพัฒนา ด้วยการวางแผนและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ฝึกตั้งคำถามสะท้อนคิดและดำเนินกิจกรรมที่ผู้เรียนได้เสนอแนวทางการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองในชั้นเรียน ซึ่งผลการจัดการเรียนรู้ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ในการนำตนเองครบทุกมิติ ทั้งการจัดการตนเอง การประเมินตรวจสอบตนเอง และการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง ผลการสะท้อนการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเองโดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ครูเกิดสมรรถนะในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และสามารถจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง สามารถประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ เป็นแนวทางในการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะ เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางวิชาชีพของตนเองได้ในอนาคต
Description: ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2569-02-02T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1036">
    <title>การพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ส าหรับงานวัดและประเมินผล ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่  การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1036</link>
    <description>Title: การพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ส าหรับงานวัดและประเมินผล ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่  การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: เฉลิมพร นนทฤทธิ์; ชูศักดิ์ เอกเพชร; นัฎจรี เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สําหรับงานวัดและประเมินผล ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ 2) เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สําหรับงานวัดและประเมินผล ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ 3) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สําหรับงานวัดและประเมินผล ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ โดยวิธีการดําเนินการดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการบันทึกผลการเรียนสําหรับงานวัดและประเมินผลของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ ซึ่งประชากร ได้แก่ ผู้บริหาร จํานวน 5 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร จํานวน 5 คน ได้มาโดยการใช้ข้อมูลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3 เฉพาะโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ 2) พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบันทึกผลการเรียนสําหรับงานวัดและประเมินผลของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ ประเมินระบบ ฯ โดยผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 5 คน ซึ่งอยู่เกณฑ์ที่สามารถใช้งานระบบได้ และ 3) ประเมินประสิทธิภาพระบบสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนสําหรับงานวัดและประเมินผลของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ โดยกลุ่มตัวอย่างทดลองระบบ ฯ ได้แก่ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่บุคคล ครูและบุคลากร จํานวน 40 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบแบบประเมินระบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สําหรับงานวัดและประเมินผล ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ พบว่า มีการบันทึกผลการเรียนแบบแยก&#xD;
ส่วน การสืบค้นข้อมูลทําได้ยาก มีความต้องการจัดเก็บข้อมูลในการบันทึกผลการเรียนของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ การรายงานในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีการกําหนดสิทธิ์การใช้งานออกเป็น 3 ระดับ คือ ผู้ดูแล&#xD;
ระบบ/ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่งานบุคคล ครูและบุคลากร 2) ผลการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สําหรับงานวัดและประเมินผล ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ ประกอบด้วย ข้อมูลนักเรียนข้อมูลครูผู้สอน ข้อมูลรายวิชา ข้อมูลโครงสร้างรายวิชา ข้อมูลเวลาเรียน ข้อมูลผลการเรียน การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การประเมินสมรรถนะสําคัญของผู้เรียน ประเมินคิด วิเคราะห์ การอ่าน การเขียน ผลการตรวจสอบระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 5 คน พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.80-1.00 สามารถใช้งานระบบได้ 3) ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนสําหรับงานวัดและประเมินผลของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ พบว่าโดยรวมมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาก เรียงตามลําดับมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านความปลอดภัย ด้านคู่มือการใช้งาน ด้านการใช้งานทั่วไปของโปรแกรม ด้านหน้าที่ของระบบ และด้านความสามารถทํางานตรงตามความต้องการ
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต</description>
    <dc:date>2566-09-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1017">
    <title>การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนวัดกงตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้รูปแบบซิปเปี้ยสท์</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1017</link>
    <description>Title: การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนวัดกงตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้รูปแบบซิปเปี้ยสท์
Authors: วิชวุฒิ เพ็ชรรัตน์; มัทนียา พงศ์สุวรรณ; ญาณิศา บุญจิตร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนวัดกงตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้รูปแบบซิปเปี้ยสท์ในประเด็นต่อไปนี้ 1) การประเมินบริบท 2) การประเมินปัจจัยนำเข้า 3) การประเมินกระบวนการ 4) การประเมินผลผลิตประกอบด้วย 4.1) การประเมินกระทบ 4.2) การประเมินประสิทธิผล 4.3) การประเมินความยั่งยืน 4.4) การประเมินการถ่ายทอดส่งต่อ ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 426 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้รับผิดชอบโครงการ ครูผู้สอน จำนวน 24 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ผู้ปกครองและนักเรียน จำนวน 402 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบช่วงชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกคุณลักษณะอันพึงประสงค์ แบบบันทึกคะแนน แบบสัมภาษณ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00 แบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) การประเมินด้านบริบท พบว่าโครงการมีความจำเป็นต้องดำเนินการ วัตถุประสงค์มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับกิจกรรม 2) การประเมินด้านปัจจัยนำเข้า พบว่าโครงการมีงบประมาณ บุคลากร อาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์เหมาะสมและเพียงพอ และมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการเหมาะสม 3) การประเมินด้านกระบวนการโดยภาพรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 4) การประเมินด้านผลผลิต ประกอบด้วย 4.1) การประเมินด้านผลกระทบพบว่านักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 93.53 4.2) การประเมินด้านประสิทธิผล พบว่านักเรียนมีผลการประเมินความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมและผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 96.28 ส่วนความพึงพอใจของนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4.3) การประเมินด้านความยั่งยืน โดยภาพรวมมีผลการประเมินในระดับมากที่สุด 4.4) การประเมินด้านการถ่ายทอดส่งต่อ โดยภาพรวมมีผลการประเมินในระดับมาก และเมื่อเทียบกับเกณฑ์การตัดสินถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้ง 8 ด้าน ดังนั้นควรดำเนินการโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนวัดกงตากต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-04-05T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1016">
    <title>การพัฒนาระบบสารสนเทศงานวิชาการ โรงเรียนอนุบาลชนะพร อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1016</link>
    <description>Title: การพัฒนาระบบสารสนเทศงานวิชาการ โรงเรียนอนุบาลชนะพร อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สุรีย์วัลย์ ขวัญเมือง; ญาณิศา บุญจิตร์; โสภณ เพ็ชรพวง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาด้านระบบสารสนเทศงานวิชาการโรงเรียนอนุบาลชนะพร 2) พัฒนาระบบสารสนเทศงานวิชาการโรงเรียนอนุบาลชนะพร และ 3) ประเมินความเหมาะสมของระบบและความพึงพอใจในการใช้ระบบสารสนเทศงานวิชาการโรงเรียนอนุบาลชนะพร อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มเป้าหมายเป็นครูผู้สอนโรงเรียนอนุบาลชนะพร จำนวน 12 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสัมภาษณ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 และแบบประเมินความเหมาะสมและแบบประเมินความพึงพอใจ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาระบบสารสนเทศงานวิชาการโรงเรียนอนุบาลชนะพร ได้แก่ การจัดเก็บข้อมูลขาดความต่อเนื่อง ขาดระบบการจัดแก็บข้อมูล ครูและบุคลากรยังมีการบันทึกข้อมูลด้วยมือเป็นหลัก ผลงานการวิจัยต่างๆขาดการจัดเก็บในที่เดียวกัน มีความกระจัดกระจายและมีการสูญหายตามระยะเวลาและการเคลื่อนย้ายบุคลากร ขาดบุคลากรที่รับผิดชอบในการดำเนินการสำรวจแหล่งเรียนรู้ 2) ผลการพัฒนาระบบสารสนเทศงานวิชาการโรงเรียนอนุบาลชนะพร ได้พัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบ Web Sever เพื่อตอบสนองผู้ใช้งานแบบหลายผู้ใช้งาน (Multi User) โดยใช้ฐานข้อมูล MySQL Server ร่วมกับภาษา PHP ผลการประเมินความสอดคล้องโดยผู้เชี่ยวชาญ ระหว่าง 0.80-1.00 และ 3) ผลการประเมินความเหมาะสมและความพึงใจในการใช้ระบบสารสนเทศงานวิชาการโรงเรียนอนุบาลชนะพร อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่าระบบสารสนเทศงานวิชาการมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงใจในการใช้ระบบโดยรวมอยู่ใน&#xD;
ระดับมาก
Description: การค้นค้วาอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-04-05T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1006">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดพังงา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1006</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดพังงา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
Authors: ธันวา รุกขา; บรรจง เจริญสุข; ญาณิศา บุญจิตร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) พัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดพังงา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ของเคมมิสและแม็คแท็กการ์ด มีวิธีดำเนินการ 4 ขั้นตอน 2 วงรอบ คือขั้นตอนที่ 1 การวางแผน ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติการ ขั้นตอนที่ 3 การสังเกตผล และขั้นตอนที่ 4 การสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดพังงา ในปีการศึกษา 2565 จำนวน 13 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบทดสอบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้แบบสังเกตพฤติกรรมการอบรม แบบบันทึกการนิเทศแบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการสังเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน พบว่า โรงเรียนได้นำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการกำหนดหลักสูตรและพัฒนาหลักสูตรอยู่เสมอ ครูมีการนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้แต่ไม่ครบทุกกลุ่มสาระ ครูขาดความรู้ในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ และขาดทักษะในการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้บูรณาการตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และได้จัดทำเครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมินผลครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ด้านทักษะกระบวนการและด้านเจตคติ 2) ผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า ผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผลการสังเกตพฤติกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ และผลการนิเทศติดตามการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในระดับมาก 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการสูงขึ้น ครูมีทักษะในการจัดการเรียนรู้ และมีความพึงพอใจในการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-02-20T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1005">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดการเรียนสอนโดยใช้ Google Apps for Education โรงเรียนวัดคีรีวง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1005</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดการเรียนสอนโดยใช้ Google Apps for Education โรงเรียนวัดคีรีวง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: สุธาสินี สุทธินุ้ย; สถาพร สังขาวสุทธิรักษ์; โสภณ เพ็ชรพวง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ Google Apps for Education โรงเรียนวัดคีรีวง 2) พัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ Google Apps for Education โรงเรียนวัดคีรีวง และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนสอนโดยใช้ Google Apps for Education โรงเรียนวัดคีรีวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแท็กการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน  2 วงรอบ คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผลและการสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 12 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบบันทึกการนิเทศ แบบประเมินความสามารถ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการเรียนการสอนโดยใช้ Google Apps for Education โรงเรียนวัดคีรีวง โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านแหล่งเรียนรู้ในการศึกษาค้นคว้าเพื่อใช้จัดการเรียนการสอน ด้านบทบาทผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน และด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับครูผู้สอนในการเรียนการสอน 2) การพัฒนาครูในการจัดการเรียนสอนโดยใช้ Google Apps for Education โรงเรียนวัดคีรีวง  ดำเนินการโดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติการ ประเมินความรู้ความเข้าใจ และการนิเทศติดตาม  3) ผลการประเมินการพัฒนาครู พบว่า หลังจากการเข้าร่วมการพัฒนา ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจัดการเรียนสอนโดยใช้ &#xD;
Google Apps for Education สูงขี้นกว่าก่อนเข้าร่วมการพัฒนา ครูมีความสามารถในจัดการเรียนสอนโดยใช้ Google&#xD;
Apps for Education โดยรวมอยู่ในระดับมาก และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-02-20T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1004">
    <title>การพัฒนาคู่มือครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนกระบุรีวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1004</link>
    <description>Title: การพัฒนาคู่มือครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนกระบุรีวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง
Authors: ปรัชญา ช่วยเจริญ; มัทนียา พงศ์สุวรรณ; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) พัฒนาคู่มือครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) ประเมินผลการใช้คู่มือครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน&#xD;
การศึกษา คือ ครูผู้สอนกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ จำนวน 20 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ความต้องการของครู และแบบประเมินความเหมาะสมของคู่มือครู วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการของครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาคู่มือครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้คู่มือและประเมินผลการใช้คู่มือครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาความต้องการของครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ พบว่า ครูส่วนใหญ่มีความเห็นว่ากิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์มีความสำคัญต่อผู้เรียน ดังนั้นโรงเรียนควรมีคู่มือครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ เพื่อให้การจัดกิจกรรมของครูเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพ 2) ผลการพัฒนาคู่มือ พบว่า คู่มือครูที่พัฒนาประกอบด้วยเนื้อหา 4 บท คือ บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ บทที่ 3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ บทที่ 4 แนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์สำหรับครู 3) ผลการใช้คู่มือ พบว่า โดยรวมคู่มือมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: บทความวิจัย, การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-01-10T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/992">
    <title>ภาพลักษณ์โรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองและประชาชนในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในเขตอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/992</link>
    <description>Title: ภาพลักษณ์โรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองและประชาชนในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในเขตอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
Authors: จิรวัฒน์ ศรีสุเทพหิรัญญา; บรรจง เจริญสุข; โสภณ เพ็ชรพวง</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/991">
    <title>ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/991</link>
    <description>Title: ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: เกรียงศักดิ์ แนบนิรมิต; ชูศักดิ์ เอกเพชร; สมคิด นาคขวัญ</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/980">
    <title>การพัฒนาศักยภาพครูในการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการเรียนรู้ โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/980</link>
    <description>Title: การพัฒนาศักยภาพครูในการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการเรียนรู้ โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง
Authors: ศันสนีย์ เชาวนกุล; มัทนียา พงศ์สุวรรณ; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและความต้องการในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอน 2) พัฒนาครูในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน และ 3) ประเมินผลความพึงพอใจครูในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการเรียนรู้ โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 4 ขั้นตอน 2 วงรอบคือ 1) การวางแผน 2) การปฏิบัติการ 3) การสังเกตผล และ 4) การสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ครูโรงเรียนพิชัยรัตนาคาร ปีการศึกษา 2564 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ 2) แบบสังเกตพฤติกรรมการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการของครู 3) คู่มือการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ 4) แบบประเมินการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและ 5) แบบประเมินความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่า t-test สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา จัดหมวดหมู่ของเนื้อหาและนำเสนอโดยความเรียง&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาสภาพและความต้องการในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก โดยด้านสภาพการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนมีค่าเฉลี่ย 3.87 และด้านความรู้พื้นฐานในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมีค่าเฉลี่ย 3.80 และความต้องการในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ครูผู้เข้ารับการอบรม มีพฤติกรรมการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการอยู่ในระดับดีเยี่ยมและผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่า คะแนนก่อนการพัฒนาเฉลี่ย 12.07 คะแนน คะแนนหลังการพัฒนาเฉลี่ย 16.73 คะแนน โดยมีความก้าวหน้าหลังการพัฒนา ร้อยละ 24.00 มีผลสัมฤทธิ์ทางการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 และ 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่า พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมอยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-12-06T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/979">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลวิจิตรา อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/979</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลวิจิตรา อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: รัชชภา บุญเหมือน; บรรจง เจริญสุข; ญาณิศา บุญจิตร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย 2) พัฒนาความรู้และติดตามผลในการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย และ 3) ศึกษาความพึงพอใจในการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis and Mctaggart ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ดำเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนอนุบาลวิจิตรา จำนวน 10 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบนิเทศติดตาม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน กิจกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนให้กับนักเรียนมีรูปแบบไม่หลากหลาย และขาดความน่าสนใจ ทำให้นักเรียนขาดความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากครูผู้สอนเพิ่งเข้ามาปฏิบัติงาน อีกทั้งไม่มีประสบการณ์ด้านการสอน และยังไม่ได้รับการฝึกอบรมพัฒนาทักษะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ปฐมวัย โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กซึ่งเป็นพื้นฐานด้านการเขียนของเด็กปฐมวัย และการเขียนแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ถูกต้อง 2) การพัฒนาครูในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย ดำเนินการโดยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และการเขียนแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และดำเนินการนิเทศติดตามหลังการฝึกอบรม ทั้งนี้ผลการพัฒนาครูจากการทำแบบทดสอบก่อน และหลังการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ พบว่า ครูมีระดับความรู้ ความเข้าใจเพิ่มขึ้นหลังการฝึกอบรม อีกทั้งผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบบนิเทศ ติดตามการพัฒนาครูโดยรวมครูมีความรู้ความเข้าใจในการฝึกอบรมมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในชั้นเรียน และด้านแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และผลการวิเคราะห์ข้อมูลการนิเทศภายในแบบประเมินการเขียนแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ พบว่า ครูมีความรู้ ความเข้าใจในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของครูต่อการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์เรียนรู้ การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลวิจิตรา อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อแยกเป็นรายด้านต่อการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ สามารถเรียงลำดับความพึงพอใจในแต่ละด้านได้ดังนี้ ความพึงพอใจด้านเนื้อหา รองลงมาคือ ความพึงพอใจด้านวิทยากร ความพึงพอใจด้านความรู้ความเข้าใจ ลำดับสุดท้าย คือ ความพึงพอใจด้านสถานที่และระยะเวลา และการนิเทศภายในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เมื่อแยกเป็นรายด้าน สามารถเรียงลำดับความพึงพอใจในแต่ละด้านได้ดังนี้ ความพึงพอใจด้านวิทยากร รองลงมาคือ ความพึงพอใจด้านความรู้ความเข้าใจ ความพึงพอใจด้านเนื้อหา และลำดับสุดท้าย คือ ความพึงพอใจด้านสถานที่และระยะเวลา
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-10-12T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/976">
    <title>การพัฒนาคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่อง ทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูลสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/976</link>
    <description>Title: การพัฒนาคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่อง ทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูลสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
Authors: สัญชัย ทองสารไตร; บรรจง เจริญสุข; ญานิศา บุญจิตร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 2) เพื่อพัฒนาคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และ3) เพื่อประเมินความเหมาะสมของคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ผู้บริหาร คณะครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 69 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความต้องการพัฒนาคู่มือระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน คือค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาคู่มือการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเหมาะสมของคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ผู้บริหาร คณะครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 69 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความเหมาะสมคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาความต้องการพัฒนาคู่มือระบบดูแลดูช่วยนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยได้แก่ ด้านผลผลิตมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงสุด รองลงมาคือ ด้านกระบวนการ และด้านปัจจัยนำเข้ามีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำสุด 2) ผลการพัฒนาคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ในโรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สังเคราะห์องค์ประกอบทั้ง 3 ด้านมาจัดทำคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ในโรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประกอบด้วยเนื้อหา 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนนำ ส่วนภาคผนวก 3) ผลจากการประเมินความเหมาะสมในการนำไปใช้ของคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ในโรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ มีค่าดัชความสอดคล้องระหว่าง 0.60-1.00 โดยรวมอยู่ในระดับมากเรียงลำดับค่าเฉลี่ยได้แก่ ด้านการใช้ภาษามีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา ด้านการนำไปใช้ และด้านเนื้อหาด้านรูปแบบ
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-08-26T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/974">
    <title>การประเมินโครงการปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรี สู่ทักษะอาชีพนักเรียน โรงเรียนวัดนาทุ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/974</link>
    <description>Title: การประเมินโครงการปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรี สู่ทักษะอาชีพนักเรียน โรงเรียนวัดนาทุ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1
Authors: พันธุ์ธัช ศรีไสยเพชร; บรรจง เจริญสุข; ญานิศา บุญจิตร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินด้านปัจจัยนำเข้า 3) ประเมินด้านกระบวนการ และ 4) ประเมินด้านผลผลิตของโครงการปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรี สู่ทักษะอาชีพนักเรียน โรงเรียนวัดนาทุ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพรเขต 1 โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการซิปป์โมเดลของStufflebeam ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ รวมทั้งสิ้นจำนวน 132 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน บุคลากรผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 10 คน และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา จำนวน 121 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ตารางบันทึกคะแนนและแบบสอบถาม จำนวน 5 ฉบับ มีความเชื่อมั่น .84, .85, .87, .88, .91 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การประเมินด้านบริบทของโครงการ โดยรวมและรายด้านมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ&#xD;
มากที่สุด 2) การประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ โดยรวมและรายด้านมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3) การประเมินด้านกระบวนการของโครงการ โดยรวมและรายด้านมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และ 4) การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ มีผลการประเมินความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะอาชีพและทักษะในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรีของนักเรียน โดยรวมมีนักเรียนได้คะแนนหลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 95.04 การนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ของนักเรียนหลังจากการเข้าร่วมโครงการ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อโครงการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อเทียบกับเกณฑ์การตัดสินถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน เห็นควรดำเนินโครงการปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรี สู่ทักษะอาชีพนักเรียน โรงเรียนวัดนาทุ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 ต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-08-22T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/973">
    <title>การพัฒนาทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษ ของครูโรงเรียนบ้านอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/973</link>
    <description>Title: การพัฒนาทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษ ของครูโรงเรียนบ้านอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: เป็นต้น จินะกุล; บรรจง เจริญสุข; ญานิศา บุญจิตร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของครูในการพัฒนาทักษะการบูรณาการการสอน&#xD;
ภาษาอังกฤษ 2) พัฒนาทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษ และ 3) ประเมินผลการพัฒนาทักษะในการพัฒนา&#xD;
ทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษของครู โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ เคมมิสและแม็คแท็ก&#xD;
การ์ท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การ วางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ดำเนินการ 2&#xD;
วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครู โรงเรียนบ้านอ่างทอง จำนวน 24 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามความ&#xD;
ต้องการ แบบทดสอบความรู้ ความเข้าใจ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบนิเทศติดตาม แบบประเมินความเหมาะสมของ&#xD;
แผนการจัดการเรียนรู้ และ แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน&#xD;
เบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการของครูในการพัฒนาทักษะการบูรณา&#xD;
การการสอนภาษาอังกฤษอยู่ใน ระดับมาก เมื่อแยกเป็นรายด้านสามารถเรียงลำดับความต้องการตามค่าร้อยละจากมาก&#xD;
ไปหาน้อย ได้ดังนี้ ความต้องการด้านความรู้และทักษะในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษในทุก&#xD;
กลุ่มสาระ ด้าน ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ และด้านความรู้และทักษะในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการงทั้งหมดมี&#xD;
ความต้องการอยู่ในระดับมาก ตามลำดับ 2) การพัฒนาทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษในครั้งนี้ใช้ดำเนินการ&#xD;
โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ฝึกปฏิบัติการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษ การนำ&#xD;
แผนการจัดการเรียนรู้สู่การปฏิบัติ และนิเทศติดตามผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูในชั้นเรียน 3) การ ประเมินผล&#xD;
การพัฒนาทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษของครูพบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการ อบรมเชิงปฏิบัติการ&#xD;
สูงขึ้น ครูมีทักษะในการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษ และมีความพึงพอใจต่อการพัฒนา อยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-08-22T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/972">
    <title>การพัฒนาคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/972</link>
    <description>Title: การพัฒนาคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
Authors: ชวณัฐ หาญโสดา; นัฎจรี เจริญสุข; ชูศักดิ์ เอกเพชร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) พัฒนาคู่มือการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 3) ประเมินความเหมาะสมของคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนองสำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ระเบียนวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ซึ่งการวิจัยมี 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1 ศึกษาสภาพการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระนอง จำนวน 262 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนองสำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน พิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้องของหลักสูตร ขั้นตอนที่ 3 การประเมินความเหมาะสมของคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นหัวหน้างานบริหารวิชาการของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระนอง จำนวน 66 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาสภาพการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านวิธีดำเนินการใช้แหล่งเรียนรู้ ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากแหล่งเรียนรู้ ด้านรูปแบบการใช้แหล่งเรียนรู้ และด้านปริมาณการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง 2) การพัฒนาคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่าความเหมาะสมขององค์ประกอบของคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 -1.00 แสดงว่าคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสอดคล้องกับเนื้อหาสามารถนำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ 3) ผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า คู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนองสำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความเหมาะสมในการนำไปใช้
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-08-22T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/957">
    <title>การพัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/957</link>
    <description>Title: การพัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
Authors: สุภาวิณี สีหาพงษ์; สถาพร สังขาวสุทธิรักษ์; โสภณ เพ็ชรพวง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 2) พัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และ 3) ประเมินผลการใช้ชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา ปีการศึกษา 2564 จำนวน 25 คน โดยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา โดยพิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้องของชุดฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน และโดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ขั้นตอนที่ 3 ประเมินผลการใช้ชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา จำนวน 25 คน โดยใช้แบบทดสอบความรู้และแบบวัดทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ&#xD;
ผลการวิจัยปรากฏว่า 1) สภาพปัญหาในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ทักษะด้านการพูด ทักษะด้านการอ่าน ทักษะด้านการเขียน และทักษะด้านการฟัง ส่วนความต้องการในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสา รโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ทักษะด้านการพูด ทักษะด้านการฟัง ทักษะด้านการอ่าน และทักษะด้านการเขียน 2) ผลการพัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร พบว่า ชุดฝึกอบรมมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.95 มีความเห็นพ้องของผู้เชี่ยวชาญกำหนดให้เนื้อหาชุดฝึกอบรมประกอบด้วย (1) ชื่อชุดฝึกอบรม (2) หลักการและเหตุผล (3) คำอธิบายชุดฝึกอบรม (4) จุดมุ่งหมายของชุดฝึกอบรม (5) ระยะเวลาการฝึกอบรม (6) สื่อการฝึกอบรม (7) การประเมินผลการฝึกอบรม (8) คำแนะนำสำหรับวิทยากร (9) กระบวนการฝึกอบรม และ (10) เนื้อหาสาระของชุดฝึกอบรม ชุดฝึกอบรมมีความเหมาะสม เป็นไปได้และมีความเป็นประโยชน์โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ผลการประเมินการใช้ชุดฝึกอบรม พบว่า ผลการทดสอบความรู้และทักษะ คะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลองใช้เท่ากับ 11.72 คะแนน (ร้อยละ 58.6) คะแนนเฉลี่ยหลังการทดลองใช้เท่ากับ 16.6 (ร้อยละ 83) มีความก้าวหน้าหลังการทดลองใช้ชุดฝึกอบรมร้อยละ 24.4 โดยมีผลสัมฤทธิ์การทดลองใช้สูงกว่าก่อนการทดลองใช้ชุดฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยามีความพึงพอใจต่อการใช้ฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยรวมอยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-07-22T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/945">
    <title>การประเมินโครงการสถานศึกษาปลอดภัย โรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูล สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/945</link>
    <description>Title: การประเมินโครงการสถานศึกษาปลอดภัย โรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูล สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
Authors: พงศราญ ไกรดำ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินด้านปัจจัยนําเข้า&#xD;
3) ประเมินด้านกระบวนการ และ 4) ประเมินด้านผลผลิตของโครงการสถานศึกษาปลอดภัยโรงเรียน&#xD;
ภูเก็ตปัญญานุกูล สํานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการซิปป์โมเดล&#xD;
ของสตัฟเฟิลบีม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ รวมทั้งสิ้นจํานวน 89คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร&#xD;
สถานศึกษา จํานวน 4 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จํานวน 5 คน ครูผู้เข้าร่วมโครงการ จํานวน 20 คน&#xD;
และนักเรียน 60 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบและแบบสอบถามจํานวน 5 ฉบับ&#xD;
มีค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ .73 – .83 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ การทดสอบทีค่าเฉลี่ย&#xD;
และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินด้านบริบทของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสม&#xD;
อยู่ในระดับมาก 2) การประเมินด้านปัจจัยนําเข้าของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ&#xD;
มาก 3) การประเมินด้านกระบวนการของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และ&#xD;
4) การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ ความรู้ความเข้าใจต่อโครงการสถานศึกษาปลอดภัยพบว่า&#xD;
หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมและวนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจต่อโครงการสถานศึกษาปลอดภัยเพิ่มขึ้น&#xD;
อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การนําความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ของนักเรียนหลังจากการเข้าร่วม&#xD;
โครงการ พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนได้นําความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้อยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจ&#xD;
ต่อโครงการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเทียบกับเกณฑ์การตัดสินถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน&#xD;
ควรดําเนินการโครงการสถานศึกษาปลอดภัย โรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูลต่อไป</description>
    <dc:date>2565-06-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/944">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/944</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2
Authors: ประภาภรณ์ พรหมมณี; มัทนียา พงศ์สุวรรณ; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียน 2) พัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนและ 3) ประเมินความพึงพอใจครูในการเข้าร่วมพัฒนาการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพรเขต 2 โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแทกการ์ท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือการวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผล และการสะท้อนผล ดาเนินการพัฒนา 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ครูผู้สอน&#xD;
โรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์จานวน 10 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบสังเกต แบบ&#xD;
ติดตาม แบบทดสอบ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัญหาในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์ คือครูยังขาดความรู้และทักษะในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียน 2) การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์ ช่วยให้ครูมีความรู้และทักษะในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนสูงกว่าก่อนการพัฒนาร้อยละ 3.80 และ 3) ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฏร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-06-02T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/943">
    <title>การพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ของโรงเรียนมหาราชบ้านแสงอรุณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/943</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ของโรงเรียนมหาราชบ้านแสงอรุณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: นันทิดา ทิพย์สุวรรณ; ญาณิศา บุญจิตร์; บรรจง เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ และการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้&#xD;
ของครู 2) เพื่อพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และ 3) เพื่อประเมินผลการพัฒนาครูในการสร้าง&#xD;
นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ของโรงเรียนมหาราชบ้านแสงอรุณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์&#xD;
ธานี เขต 2 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ รูปแบบ PAOR ตามแนวคิดของ kemmis and Mctaggart ประกอบด้วย&#xD;
4 ขั้นตอน คือการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล โดยดำเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย&#xD;
คือ ครูโรงเรียนมหาราชบ้านแสงอรุณ ในปีการศึกษา 2564 จำนวน 9 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์&#xD;
แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบทดสอบ แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความ&#xD;
พึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ และการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู&#xD;
พบว่า ครูยังขาดความรู้ความเข้าใจในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และมีความต้องการให้โรงเรียนดำเนินการใน&#xD;
เรื่องการพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้โดยการสนับสนุนด้านงบประมาณ และการอบรมให้ความรู้ใน&#xD;
การสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แก่ครูผู้สอน 2) การพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ดำเนินการ&#xD;
โดยการอบรมเชิงปฏิบัติการ การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และการ&#xD;
นิเทศติดตามผล 3) ผลการพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการอบรม&#xD;
เชิงปฏิบัติการสูงขึ้น มีทักษะการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจในการพัฒนา&#xD;
ครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-06-02T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/942">
    <title>การพัฒนาคู่มือการใช้แพลตฟอร์มการทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษาของครูโรงเรียนอ่าวลึก ประชาสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/942</link>
    <description>Title: การพัฒนาคู่มือการใช้แพลตฟอร์มการทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษาของครูโรงเรียนอ่าวลึก ประชาสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่
Authors: ศรัณย์พงษ์ เกื้อบุตร; นัฎจรี เจริญสุข; ชูศักดิ์ เอกเพชร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาในการใช้แพลตฟอร์มการ&#xD;
ทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษาของครูโรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี&#xD;
2) เพื่อพัฒนาคู่มือการใช้แพลตฟอร์มการทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษาของครูโรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ 3) เพื่อ&#xD;
ประเมินผลการใช้งานคู่มือการใช้ แพลตฟอร์มการทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษาของครูโรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ การ&#xD;
วิจัยมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาปัญหาในการใช้แพลตฟอร์มการทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษาของครูโรงเรียนอ่าว&#xD;
ลึกประชาสรรค์ ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาคู่มือการใช้งานแพลตฟอร์ม ขั้นตอนที่ 3 ประเมินผลการใช้งานคู่มือ กลุ่มตัวอย่าง&#xD;
ได้แก่ ตัวแทนครูโรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตรัง กระบี่ จาก 8 กลุ่ม&#xD;
สาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ละ 3 คน รวมทั้งหมด 24 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่&#xD;
แบบทดสอบความรู้ในการใช้แพลตฟอร์มก่อนและหลังใช้คู่มือ แบบประเมินทักษะการใช้แพลตฟอร์ม แบบประเมินความ&#xD;
พึงพอใจต่อคู่มือ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาปัญหาในการใช้แพลตฟอร์มการทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษา ของครู&#xD;
โรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ พบว่ามีปัญหาโดยรวมในระดับมาก 2) ผลการการพัฒนาคู่มือการใช้แพลตฟอร์มการทำงาน&#xD;
กูเกิลเพื่อการศึกษามีผลการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของคู่มือ มีดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 - 1.00 ทุกด้าน&#xD;
3) ผลการประเมินผลการใช้งานคู่มือการใช้แพลตฟอร์ม ได้แก่ คะแนนทดสอบวัดความรู้ก่อนการใช้คู่มือ – หลังการใช้&#xD;
คู่มือ พบว่า ก่อนการใช้คู่มือมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 15.54 และหลังการใช้คู่มือมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 23.96 ผลการ&#xD;
วิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนน พบว่า หลังจากการใช้คู่มือ ผู้ใช้งานมีความรู้ ความเข้าใจสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทาง&#xD;
สถิติที่ .05 ผลการประเมินทักษะ พบว่า ทักษะการใช้งานใช้แพลตฟอร์มการทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง&#xD;
ครูโรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ โดยรวมมีระดับทักษะอยู่ในระดับที่ปฏิบัติถูกต้องสมบูรณ์ในทุกทักษะการใช้งาน ผลการ&#xD;
ประเมินความพึงพอใจ พบว่า ความพึงพอใจในการใช้คู่มือ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-06-02T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/936">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ โรงเรียนชัยบุรีพิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/936</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ โรงเรียนชัยบุรีพิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
Authors: อุดมศักดิ์ ภิรมย์; ชูศักดิ์ เอกเพชร; นัฎจรี เจริญสุข
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ 2)&#xD;
พัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของครู&#xD;
โรงเรียนชัยบุรีพิทยาต่อกิจกรรมพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ โดยใช้&#xD;
กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนชัยบุรี&#xD;
พิทยา ปีการศึกษา 2564 จำนวน 54 คน วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล การพัฒนาครูในการ&#xD;
จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะของครูโรงเรียนชัยบุรีพิทยา ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพ&#xD;
และความต้องการ 2) แบบสังเกตพฤติกรรมการเข้าร่วมอบรม 3) คู่มือการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 4) แบบประเมินการ&#xD;
พัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ใน&#xD;
การวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาสภาพและความต้องการในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการ&#xD;
บริหารจัดการขยะ พบว่า โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านสภาพในการ&#xD;
จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ ได้แก่ ด้านจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ การมีส่วนร่วมใน&#xD;
จัดการเรียนรู้ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการขยะ และการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ส่วนด้านความต้องการ&#xD;
ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้อย่างยั่งยืนในสถานศึกษา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้&#xD;
เพื่อนำขยะกลับมาใช้ใหม่ การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอความคิดเพื่อนำไปกำหนดแผนส่วนร่วมใน&#xD;
จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อลดปริมาณขยะมูลฝอย การมีส่วนร่วมในการวางแผนเกี่ยวกับ&#xD;
กิจกรรมส่วนร่วมในจัดการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อคัดแยกขยะมูลฝอย 2) การพัฒนาครูในการจัดการ&#xD;
เรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ ครูมีพฤติกรรมการเข้าร่วมอบรมอยู่ในระดับดีเยี่ยม มีความตั้งใจ&#xD;
และตรงต่อเวลาในการเข้าอบรม ปฏิบัติกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมายด้วยความเต็มใจ มีความกระตือรือร้นในการซักถาม&#xD;
ปัญหาและแสดงความคิดเห็น ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ รับฟังข้อเสนอแนะของวิทยากร มีความรู้&#xD;
ความเข้าใจในการอบรม ตลอดสามารถจัดการเรียนรู้และแนะนำกระบวนการจัดการเรียนรู้ได้ นอกจากนี้ผู้เข้าอบรมยัง&#xD;
ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นอย่างสนุกสนาน ช่วยเหลือผู้อื่นในระหว่างการปฏิบัติกิจกรรม และสรุปเนื้อหา จดบันทึกข้อมูล&#xD;
ในการฝึกอบรม 3) ผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ โรงเรียนชัยบุรี&#xD;
พิทยา พบว่า มีผลสัมฤทธิ์ทางการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2565-05-30T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/933">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียนวัดบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/933</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียนวัดบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: ณัฐพร นิลโกสีย์; ชูศักดิ์ เอกเพชร; นัฎจรี เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียน&#xD;
วัดบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3&#xD;
2) เพื่อพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียนวัดบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์&#xD;
ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 และ 3) เพื่อประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดการ&#xD;
เรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู และศึกษาความพึงพอใจของครู ต่อการพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้&#xD;
วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียนวัดบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
สุราษฎร์ธานี เขต 3 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ครูผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ&#xD;
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 18 คน โดยเลือกแบบเจาะจง การวิจัยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นการวางแผน&#xD;
ขั้นการปฏิบัติการ ขั้นการสังเกตการณ์ และขั้นการสะท้อนกลับ เก็บรวบรวมข้อมูล โดยแบบสัมภาษณ์สภาพการจัดการเรียน&#xD;
การสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานจากผู้บริหารและจากครูผู้สอน จำนวน 2 ฉบับ แบบสังเกตจำนวน 1 ฉบับ เอกสารประกอบการ&#xD;
ประชุมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน ของครูโรงเรียนวัดบ้านส้อง จำนวน 1 เล่ม&#xD;
แบบประเมินพฤติกรรม และแบบประเมินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน จำนวน 1 ฉบับ และแบบประเมิน&#xD;
ความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานของครูโรงเรียนวัดบ้านส้อง จำนวน 1 ฉบับ&#xD;
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ&#xD;
โดยการวิเคราะห์เนื้อหา จัดหมวดหมู่ของเนื้อหาและนำมาเสนอโดยความเรียง ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน พบว่า ครูส่วนใหญ่ใช้วิธีการสอนที่ยึดครูเป็นศูนย์กลาง คือการสอนแบบบรรยาย การอธิบาย การบอก แล้วให้นักเรียนทำโจทย์ หรือ แบบฝึกหัด นักเรียนขาดทักษะในการใฝ่เรียนรู้ และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง สาเหตุหนึ่งเกิดจากการที่ครูขาดความรู้ ความเข้าใจในวิธีการสอนโดยใช้&#xD;
วิจัยเป็นฐาน ทั้งนี้ ผู้บริหารและครูมีความต้องการพัฒนาด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน ให้เข้าใจวิธีการและ&#xD;
กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน และแนวทางในการเขียนแผนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็น&#xD;
ฐาน การวัดและประเมินผล และนำการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานมาสอนในทุกสาระวิชา 2) ผลการพัฒนาครู&#xD;
ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียนวัดบ้านส้อง จากการปฏิบัติจริงหลังผ่านการประชุมเชิง&#xD;
ปฏิบัติการ ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ พบว่า คะแนนทดสอบหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนการ&#xD;
ประชุมเชิงปฏิบัติการ และด้านการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้จากการประเมิน พบว่า วงรอบที่ 2 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมสูงก ว่า&#xD;
วงรอบที่ 1 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู พบว่า&#xD;
โดยรวมครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานอยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2565-04-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/932">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความ ปลอดภัยในโรงเรียนวัดคีรีวง สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/932</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความ ปลอดภัยในโรงเรียนวัดคีรีวง สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: สุเมธ ไทยกลาง; สถาพร สังขาวสุทธิรักษ์; โสภณ เพ็ชรพวง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความปลอดภัย&#xD;
ในโรงเรียน 2) พัฒนาครูในการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน และ 3) ประเมินผล&#xD;
การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความปลอดภัยในโรงเรียนวัดคีรีวง สังกัดสานักงานเขตพื้นที่&#xD;
การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแท็ก&#xD;
การ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน 2 วงรอบ คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผลและการสะท้อนผล&#xD;
กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จานวน 14 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบ&#xD;
บันทึกการนิเทศ แบบประเมินความสามารถ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่&#xD;
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความปลอดภัย ใน&#xD;
โรงเรียนวัดคีรีวง โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลาดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านป้องกันแก้ไขปัญหาสังคม ด้านความ&#xD;
ปลอดภัยในการเดินทาง ด้านการป้องกันความเสี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติ และ ด้านอาคารและสิ่งแวดล้อม 2) การ&#xD;
ประเมินการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างผลการพัฒนาครูในการใช้กิจกรรมสนับสนุนการ&#xD;
เรียนรู้ เพื่อสร้างความปลอดภัยในโรงเรียนวัดคีรีวง ดาเนินการโดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ สังเกตพฤติกรรมการ&#xD;
ปฏิบัติการ ประเมินความรู้ความเข้าใจ และการนิเทศติดตาม พบว่า หลังจากการเข้าร่วมการพัฒนา ครูมีความรู้ ความ&#xD;
เข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน สูงขี้นกว่าก่อนเข้าร่วมการพัฒนา&#xD;
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ . 01 และมีความสามารถในการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก&#xD;
และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจในการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความปลอดภัย&#xD;
อยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2565-04-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/931">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/931</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2
Authors: พัชรี เอียดวงศ์; มัทนียา พงศ์สุวรรณ; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม 2) เพื่อพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม 3) เพื่อประเมินความรู้ความเข้าใจทักษะในการจัดกิจกรรม และความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม โดยใชกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ เคมมิสและแม็คแท็กการด ประกอบดวย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผนการปฏิบัติการ การสังเกตผล                 การสะท้อนผล ดําเนินการพัฒนา 2 วงรอบ กลุมเปาหมาย ไดแก  ผูบริหารและครูผูสอน จํานวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ใน  การรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบทดสอบ แบบนิเทศติดตาม และแบบสอบถามความพึงพอใจ             วิเคราะหขอมูลโดยใชสถิติพื้นฐาน ไดแก ค่าร้อยละ    คาเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน &#xD;
	ผลการวิจัยพบว่า1) การศึกษาสภาพการดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 มีสภาพการดำเนินงานปรากฏรายด้าน ได้แก่ ด้านนโยบายและแผนงานยังขาดความต่อเนื่องในการดำเนินการและขาดนิเทศติดตามอย่างเป็นระบบ ด้านสถานที่ สื่อ อุปกรณ์ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านยังขาดความหลากหลายและความน่าสนใจ ด้านการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน รูปแบบการจัดกิจกรรมยังขาดความหลากหลายและน่าสนใจ  ด้านความรู้ ความเข้าใจและทักษะของครู ครูยังขาดทักษะความเข้าใจในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่ชัดเจน ด้านผู้เรียน  ผู้เรียนไม่เห็นความสำคัญของการแสวงหาความรู้จากการอ่าน 2) ผลการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม พบว่า กลุ่มเป้าหมายการวิจัย มีความรู้ ทักษะ ความสามารถหลังได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการเพิ่มขึ้นโดยผลการประเมินความรู้ก่อนอบรมเชิงปฏิบัติการ มีค่าเฉลี่ย 14.60 คิดเป็นร้อยละ 73.00 และผลการประเมินหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการ มีค่าเฉลี่ย 18.70 คิดเป็น ร้อยละ 93.50 และผลของการสังเกตพฤติกรรมการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ มีค่าเฉลี่ย 4.45 อยู่ในระดับมาก ผลการสัมภาษณ์และนิเทศติดตามการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน  กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่ครูจัดขึ้น มีจุดเด่นที่สามารถดึงดูดใจนักเรียนให้ต้องการข้าร่วมกิจกรรมได้จำนวนมาก 3) ผลการประเมินเพื่อวัดความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะในการจัดกิจกรรม และความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน กลุ่มเป้าหมายการมีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะในการจัดกิจกรรม และความพึงพอใจต่อ การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.56
Description: การค้นคว้าอิสระวิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2565-04-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/912">
    <title>การพัฒนาครูในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/912</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
Authors: วโรดม ทิมบำรุง; โสภณ เพ็ชรพวง; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคต แห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี 2) พัฒนาครูในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคต แห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานีโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ เคมมิสและแม็คแท็กการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผล การสะท้อนผล ดำเนินการพัฒนา 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 20 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามสภาพการดำเนินงาน มีค่าความเชื่อมั่น .98 แบบทดสอบ แบบนิเทศติดตาม และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่น .93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาปัญหาในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี พบว่า เป้าหมายที่ 1 การพัฒนาสมาชิกให้เป็นคนดี และมีความสุข โดยรวม อยู่ในระดับมาก และเป้าหมายที่ 2 การพัฒนาสมาชิกให้เป็น คนเก่ง และมีความสุข โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการพัฒนาครูในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการผ่านระบบออนไลน์ ดำเนินการจัดกิจกรรม และการนิเทศติดตามการดำเนินการ ส่งผลให้ครู มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) ผลประเมินการพัฒนาครูในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี พบว่า คะแนนการวัดความรู้ ความเข้าใจหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลประเมินการนิเทศติดตาม โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และผลประเมินความพึงพอใจ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-02-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/911">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของ โรงเรียนวัดสุทธาวาส อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/911</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของ โรงเรียนวัดสุทธาวาส อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธีระพล ศรีแสง; โสภณ เพ็ชรพวง; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของ โรงเรียนวัดสุทธาวาส 2) พัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของโรงเรียนวัดสุทธาวาส และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของโรงเรียนวัดสุทธาวาส อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแท็กการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผลและการสะท้อนผล โดยดำเนินการพัฒนา 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามสภาพการพัฒนาครู มีค่าความเชื่อมั่น .99 แบบทดสอบ แบบนิเทศติดตาม และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่น .93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของ โรงเรียนวัดสุทธาวาส ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ การวัดผลและประเมินผล การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้สู่การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ และการเตรียมสื่อและแหล่งเรียนรู้ และด้านการจัดการขยะในโรงเรียน 3 R โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ การใช้ซ้ำ การลดการใช้ และการนำขยะมาใช้ใหม่ 2) ผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของ โรงเรียนวัดสุทธาวาส ดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการผ่านระบบออนไลน์ การดำเนินการปฏิบัติจริง และการนิเทศติดตามผล การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อการจัดการขยะของครู 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของโรงเรียนวัดสุทธาวาส พบว่า คะแนนวัดความรู้ความเข้าใจหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการนิเทศติดตามการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ เพื่อการจัดการขยะ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-02-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/910">
    <title>การประเมินโครงการส่งเสริมการจัดการขยะ และลดปริมาณขยะด้วย ECO Concrete โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/910</link>
    <description>Title: การประเมินโครงการส่งเสริมการจัดการขยะ และลดปริมาณขยะด้วย ECO Concrete โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
Authors: จตุรงค์ ขุนปักษี; โสภณ เพ็ชรพวง; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินด้านปัจจัยนำเข้า 3) ประเมินด้านกระบวนการ และ 4) ประเมินด้านผลผลิตของโครงการส่งเสริมการจัดการขยะ และลดปริมาณขยะด้วย ECO Concrete โดยใช้ใช้รูปแบบการประเมินโครงการซิปป์โมเดลของสตัฟเฟิลบีมในการประเมิน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,510 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 4 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 6 คน และนักเรียน 1,500 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ตารางบันทึกคะแนน และ แบบสอบถาม จำนวน 7 ฉบับ มีความเชื่อมั่น 0.81 – 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินด้านบริบทของโครงการ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2)การประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3) การประเมินด้านกระบวนการของโครงการ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ มีนักเรียนเข้าร่วมโครงการ 1,214 คน คิดเป็นร้อยละ 80.93 มีความพึงพอใจต่อโครงการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ในขณะทำโครงการขยะลดลงโดยรวมร้อยละ 39.78 และได้ชิ้นงานทั้งหมด 255 ชิ้น โดยทุกชิ้นผ่านระดับดี และเมื่อเทียบกับเกณฑ์การตัดสินถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน ควรดำเนินการโครงการส่งเสริมการจัดการขยะ และลดปริมาณขยะ ด้วย ECO Concrete โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-02-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/908">
    <title>การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน โรงเรียนในเครือข่ายนาสาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/908</link>
    <description>Title: การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน โรงเรียนในเครือข่ายนาสาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: ชนม์พิชา กิตติญาณกุล; ญาณิศา บุญจิตร์; บรรจง เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน 2) พัฒนารูปแบบ&#xD;
การบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน 3) ตรวจสอบรูปแบบการบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน โรงเรียนใน&#xD;
เครือข่ายนาสาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 มีวิธีดำเนินการวิจัยและพัฒนา&#xD;
3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหาร&#xD;
สถานศึกษา และครู จำนวน 69 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .95 ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบ&#xD;
การบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบรูปแบบการบริหารจัดการระ บบคัดกรองนักเรียน&#xD;
โรงเรียนในเครือข่ายนาสาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ&#xD;
ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของ&#xD;
รูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน โรงเรียนในเครือข่ายนาสาร สังกัด&#xD;
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก 2) ผล&#xD;
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน โรงเรียนในเครือข่ายนาสาร พบว่า มี 4 องค์ประกอบ คือ&#xD;
(1) ปัจจัยนำเข้า ประกอบด้วย บุคลากร งบประมาณ สื่อ เครื่องมือ และนวัตกรรม (2) กระบวนการบริหารจัดการระบบ&#xD;
คัดกรองนักเรียน ใช้วงจรการบริหารคุณภาพ 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การลงมือปฏิบัติ การตรวจสอบ และการ&#xD;
ปรับปรุง (3) ด้านผลผลิต ประกอบด้วย คุณภาพนักเรียน และสารสนเทศ และ (4) เงื่อนไขความสำเร็จ ประกอบด้วย&#xD;
การบริหารแบบมีส่วนร่วมและการประสานงาน 3) ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ พบว่า&#xD;
โดยรวมอยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-02-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/907">
    <title>การพัฒนาครูในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ โรงเรียนบ้านบางคอย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/907</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ โรงเรียนบ้านบางคอย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1
Authors: สิชาภัทร พูลใหญ่; นัฎจรี เจริญสุข; ชูศักดิ์ เอกเพชร
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถและความต้องการพัฒนาครูในการผลิตสื่อวีดิทัศน์&#xD;
2) พัฒนาครูโดยการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ และ 3) ประเมินผลความรู้ ความเข้าใจ และ&#xD;
ความพึงพอใจการพัฒนาครูในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ โรงเรียนบ้านบางคอย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร&#xD;
เขต 1 งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ด้วยกระบวนการ PAOR ได้แก่ การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action)&#xD;
การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) ใน 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนบ้านบางคอย&#xD;
10 คน คัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แบบสอบถามความสามารถและความต้องการ&#xD;
พัฒนาครูในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ 2) แบบทดสอบการพัฒนาครูในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจใน&#xD;
การพัฒนาครูในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ และ 4) คู่มือการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ แนวทางใน&#xD;
การพัฒนา ได้แก่ การอบรมเชิงปฏิบัติการ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาความสามารถและความต้องการพัฒนาในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ พบว่า&#xD;
สื่อวีดิทัศน์ที่ครูเคยใช้มีประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนหรือสนับสนุนการบริหารจัดการสถานศึกษาอยู่ในระดับ&#xD;
มากที่สุด แต่ครูส่วนใหญ่ไม่เคยผลิตสื่อวีดิทัศน์เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนหรือสนับสนุนการบริหารจัดการ&#xD;
สถานศึกษา รวมทั้งขาดความรู้ความเข้าใจในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ จึงไม่สามารถผลิตสื่อวีดิทัศน์ได้ นอกจากนี้ครูส่วนใหญ่&#xD;
ต้องการเรียนรู้ในเรื่องการตัดต่อ การถ่ายทำ การเขียนบทในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ และรองลงมาต้องการเรียนรู้ในเรื่อง&#xD;
การเตรียมการถ่ายทำ ขนาดภาพ มุมกล้องและตำแหน่งกล้อง แสงในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ การบันทึกเสียง และการเคลื่อน&#xD;
กล้อง ตามลำดับ 2) ผลการพัฒนาครูโดยการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ พบว่า ครูมีพฤติกรรม&#xD;
การเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการและการผลิตสื่อวีดิทัศน์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และคุณภาพของสื่อวีดิทัศน์ที่ครูได้ผลิต&#xD;
โดยรวมและรายข้ออยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ผลการประเมินความรู้ ความเข้าใจ และความพึงพอใจการพัฒนาครูใน&#xD;
การผลิตสื่อวีดิทัศน์ พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยก่อนการพัฒนา 7.60 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 38.00 คะแนน เฉลี่ยหลัง&#xD;
การพัฒนา 17.00 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 85.00 และความพึงพอใจของครูโรงเรียนบ้านบางคอยต่อการผลิตสื่อวีดทิ ัศน์&#xD;
เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนหรือสนับสนุนการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2565-01-20T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/906">
    <title>การประเมินโครงการการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพในโครงการ TSQP-2 โรงเรียนบ้านทุ่งคา“บุณยขจรประชาอาสา” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/906</link>
    <description>Title: การประเมินโครงการการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพในโครงการ TSQP-2 โรงเรียนบ้านทุ่งคา“บุณยขจรประชาอาสา” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต
Authors: รวิกานต์ ทวีนันท์; ญาณิศา บุญจิตร์; บรรจง เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินด้านปัจจัยนำเข้า 3) ประเมินด้าน&#xD;
กระบวนการ และ 4) ประเมินด้านผลผลิตของโครงการการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อ&#xD;
ส่งเสริมทักษะอาชีพในโครงการ TSQP-2 โรงเรียนบ้านทุ่งคา “บุณยขจรประชาอาสา” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
ประถมศึกษาภูเก็ต โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการซิปป์โมเดลของสตัฟเฟิลบีม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้&#xD;
รวมทั้งสิ้นจำนวน 166 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 2 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 24 คน&#xD;
และนักเรียน จำนวน 140 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ตารางบันทึกคะแนนและแบบสอบถาม จำนวน 5 ฉบับ มีความเชื่อมั่น&#xD;
.73 – .84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินด้านบริบทของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก&#xD;
2) การประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3) การประเมินด้าน&#xD;
กระบวนการของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) การประเมินด้านผลผลิตของ&#xD;
โครงการ มีผลการประเมินทักษะอาชีพของนักเรียน โดยภาพรวมมีนักเรียนมากกว่าร้อยละ 80 ได้คะแนนหลังเรียนสูง&#xD;
กว่าก่อนเรียนทุกกลุ่มสาระวิชา การนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ของนักเรียนหลังจากการเข้าร่วมโครงการ พบว่า โดย&#xD;
ภาพรวมนักเรียนได้นำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้อยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจต่อโครงการโดยภาพรวมอยู่ใน&#xD;
ระดับมากที่สุด เมื่อเทียบกับเกณฑ์การตัดสินถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน ควรดำเนินการโครงการการพัฒนากระบวนการ&#xD;
จัดการเรียนรู้แบบ Active learning เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพในโครงการ TSQP-2 โรงเรียนบ้านทุ่งคา&#xD;
“บุณยขจรประชาอาสา” ต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2565-01-25T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/905">
    <title>การประเมินโครงการสถานศึกษาปลอดภัย โรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูล สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/905</link>
    <description>Title: การประเมินโครงการสถานศึกษาปลอดภัย โรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูล สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
Authors: พงศราญ ไกรดำ; ญาณิศา บุญจิตร์; บรรจง เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินด้านปัจจัยนำเข้า 3) ประเมินด้านกระบวนการ และ&#xD;
4) ประเมินด้านผลผลิตของโครงการสถานศึกษาปลอดภัยโรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูล สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ&#xD;
โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการซิปป์โมเดลของสตัฟเฟิลบีม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ รวมทั้งสิ้นจำนวน&#xD;
89 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร สถานศึกษา จำนวน 4 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 5 คน ครูผู้เข้าร่วมโครงการ&#xD;
จำนวน 20 คน และนักเรียน 60 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบและแบบสอบถามจำนวน 5 ฉบับ มีค่าความ&#xD;
เชื่อมั่นที่ระดับ .73 – .83 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ การทดสอบ t-test ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินด้านบริบทของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 2)&#xD;
การประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3) การประเมินด้าน&#xD;
กระบวนการของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และ 4) การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ&#xD;
ความรู้ความเข้าใจต่อโครงการสถานศึกษาปลอดภัยพบว่า หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมแล้วนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจต่อ&#xD;
โครงการสถานศึกษาปลอดภัยเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 การนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ของนักเรียน&#xD;
หลังจากการเข้าร่วมโครงการ พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนได้นำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้อยู่ในระดับมาก และความพึง&#xD;
พอใจต่อโครงการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเทียบกับเกณฑ์การตัดสินถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน ควร&#xD;
ดำเนินการโครงการสถานศึกษาปลอดภัย โรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูลต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2565-01-25T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/904">
    <title>การประเมินโครงการสืบสานวัฒนธรรมไทยทรงดำ โรงเรียนวัดดอนรวบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/904</link>
    <description>Title: การประเมินโครงการสืบสานวัฒนธรรมไทยทรงดำ โรงเรียนวัดดอนรวบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1
Authors: อรทัย คำสงฆ์; สถาพร สังขาวสุทธิรักษ์; โสภณ เพ็ชรพวง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินด้านปัจจัยนำเข้า 3) ประเมินด้าน&#xD;
กระบวนการ และ 4) ประเมินด้านผลผลิตของโครงการสืบสานวัฒนธรรมไทยทรงดำ โรงเรียนวัดดอนรวบ สำนักงานเขต&#xD;
พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการซิปป์โมเดลของ Stufflebeam ประชากร&#xD;
ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ รวมทั้งสิ้นจำนวน 181 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน ครูผู้รับผิดชอบ&#xD;
โครงการ จำนวน 6 คน และนักเรียน จำนวน 174 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ตารางบันทึกคะแนนและแบบสอบถาม&#xD;
จำนวน 5 ฉบับ มีความเชื่อมั่น .849 – .930 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ&#xD;
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินด้านบริบทของโครงการ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2)&#xD;
การประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3) การประเมินด้านกระบวนการ&#xD;
ของโครงการ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ มีผลการ&#xD;
ประเมินความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยทรงดำ และการสืบสานวัฒนธรรมไทยทรงดำของนักเรียนโรงเรียนวัด&#xD;
ดอนรวบ โดยรวมมีนักเรียนได้คะแนนหลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรม คิดเป็นร้อยละ 97.70 การนำความรู้ที่ได้รับไป&#xD;
ประยุกต์ใช้ของนักเรียนหลังจากการเข้าร่วมโครงการ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจต่อโครงการโดย&#xD;
รวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อเทียบกับเกณฑ์การตัดสินถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน ควรดำเนินการโครงการสืบสาน&#xD;
วัฒนธรรมไทยทรงดำ โรงเรียนวัดดอนรวบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 ต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2565-01-25T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/903">
    <title>การพัฒนาครูในการใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน โรงเรียนชุมชนวัดหาดถั่ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/903</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน โรงเรียนชุมชนวัดหาดถั่ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่
Authors: เกรียงศักดิ์ อุไรโรจน์; โสภณ เพ็ชรพวง; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาในการใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณจริยธรรมนักเรียน&#xD;
2) พัฒนาครูในการจัดกิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูในการ&#xD;
ใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนชุมชนวัดหาดถั่ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
ประถมศึกษากระบี่ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแท็กการ์ด ประกอบด้วย 4 จำนวน 2&#xD;
วงรอบ คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน&#xD;
จำนวน 14 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามปัญหา แบบทดสอบ แบบสังเกตพฤติกรรมการอบรม แบบบันทึก&#xD;
การนิเทศ แบบประเมินทักษะและแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย&#xD;
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาปัญหาในการใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน พบว่า&#xD;
โดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย เรียงลำดับดังนี้ ด้านกระบวนการบริหารโรงเรียนคุณธรรม ด้านกระบวนการจัดทำโครงงาน&#xD;
คุณธรรม โดยรวมอยู่ในระดับน้อย และด้านคุณธรรมอัตลักษณ์ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) ผลการพัฒนาครูในการ&#xD;
ใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน ของโรงเรียนชุมชนวัดหาดถั่ว ได้ดำเนินการจัดอบรมเชิง&#xD;
ปฏิบัติการ สังเกตพฤติกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศภายในชั้นเรียน ผลการประเมินโครงงานส่งเสริม&#xD;
คุณธรรมจริยธรรมนักเรียนของครูโรงเรียนชุมชนวัดหาดถั่ว โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการสังเกตพฤติกรรมการอบรม&#xD;
เชิงปฏิบัติการของครูโรงเรียนชุมชนวัดหาดถั่ว โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการนิเทศติดตามการจัดกิจกรรมโครงงาน&#xD;
ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูในการใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน โรงเรียนชุมชนวัดหาด พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการอบอรมเชิง&#xD;
ปฏิบัติการสูงขึ้น ครูมีทักษะในการใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนอยู่ในระดับมาก และมีความ&#xD;
ความพึงพอใจในการพัฒนาครูในการใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-01-25T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/902">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน เครือข่ายพ่วงอรัญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/902</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน เครือข่ายพ่วงอรัญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: อรณิช ภาสกรกุล; ชูศักดิ์ เอกเพชร; นัฎจรี เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม&#xD;
นักเรียน เครือข่ายพ่วงอรัญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 2) เพื่อพัฒนา&#xD;
ครูด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน เครือข่ายพ่วงอรัญ สำนักงานเขตพื้นที่&#xD;
การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 และ 3) เพื่อวัดความรู้ ความเข้าใจ ทักษะในการจัดกิจกรรม&#xD;
และความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนเครือข่ายพ่วง&#xD;
อรัญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตาม&#xD;
แนวคิดของ เคมมิสและแม็คแทกการ์ท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การ&#xD;
สังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ดำเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ข้าราชการครูเครือข่ายพ่วง&#xD;
อรัญ จำนวน 16 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบศึกษาสภาพ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบ&#xD;
สังเกตพฤติกรรม แบบนิเทศ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่&#xD;
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน เครือข่ายพ่วง&#xD;
อรัญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ด้านการดำเนินการของโรงเรียน&#xD;
พบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม&#xD;
นักเรียน เครือข่ายพ่วงอรัญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ดำเนินการ&#xD;
โดยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ มีการเขียนแผนการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน และ&#xD;
นิเทศติดตามผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูด้าน&#xD;
การจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนเครือข่ายพ่วงอรัญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 พบว่า ครูกลุ่มเป้าหมายการวิจัย มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะด้านการ&#xD;
จัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความพึงพอใจต่อการพัฒนา&#xD;
อยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-01-07T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/901">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/901</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่
Authors: ณรงค์ชัย แซ่เตี้ย; นัฎจรี เจริญสุข; ชูศักดิ์ เอกเพชร
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของครู&#xD;
โรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน 2) พัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน&#xD;
และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน&#xD;
กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน ปีการศึกษา 2564 จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1)&#xD;
แบบสอบถามสภาพและปัญหาในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน 2) แบบสังเกตพฤติกรรมการอบรมเชิง&#xD;
ปฏิบัติการ 3) คู่มือการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน 4) แบบประเมินการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน 5)&#xD;
แบบทดสอบความรู้ก่อน - หลังการอบรม และ 6) แบบประเมินความพึงพอใจของครู ใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดย&#xD;
ดำเนินการเป็น 2 วงรอบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ&#xD;
วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพและปัญหาในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของครูโรงเรียนชุมชนบ้าน&#xD;
ศาลาด่าน โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ การบริการอนามัยโรงเรียน&#xD;
การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพนักเรียน โภชนาการและอาหารที่ปลอดภัย การบริหารจัดการในโรงเรียน การออกกำลัง&#xD;
กาย การจัดสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพนักเรียน การให้คำปรึกษาและสนับสนุน สุขศึกษาใน&#xD;
โรงเรียน และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพนักเรียน 2) การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของ&#xD;
โรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่านครูผู้เข้ารับการอบรมมีพฤติกรรมการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการอยู่ในระดับดีเยี่ยม หลังการ&#xD;
อบรมครูสามารถจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครูเข้าใจวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรม&#xD;
ส่งเสริมสุขภาพนักเรียน มีความรู้ ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน สามารถนำเสนอการจัดกิจกรรม&#xD;
ส่งเสริมสุขภาพนักเรียนดีกว่าก่อนการอบรมเชิงปฏิบัติการ และ 3) การพัฒนาครูโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่านโดยการ&#xD;
อบรมเชิงปฏิบัติการ เมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการอบรม พบว่า ครูโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน มีผลสัมฤทธิ์&#xD;
ทางการอบรมเชิงปฏิบัติการการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน สูงกว่าก่อนการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญ&#xD;
ที่ระดับ .05
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-01-07T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/900">
    <title>การพัฒนารูปแบบการนำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/900</link>
    <description>Title: การพัฒนารูปแบบการนำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
Authors: สุนันทา ศรีพุฒ; ชูศักดิ์ เอกเพชร; นัฎจรี เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการนำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) พัฒนารูปแบบการนำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการนำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการนำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบการนำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการนำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 136 คน และผู้บริหารในโรงเรียนที่มีแนวทางการปฏิบัติที่ดี จำนวน 5 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามสภาพการนำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน แบบสัมภาษณ์แนวทางการปฏิบัติที่ดี และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการนำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลาดับ ดังนี้ ขั้นประเมินผล ขั้นดำเนินการ ขั้นสร้างความตระหนัก ขั้นติดตามตรวจสอบ และขั้นวางแผน 2) ผลการพัฒนารูปแบบการนำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 บทนำ ตอนที่ 2 รูปแบบการนำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตอนที่ 3 การดำเนินงานตามรูปแบบการนำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ตอนที่ 4 เงื่อนไขความสำเร็จในการนารูปแบบการนำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานไปใช้ 3) ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-01-06T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/899">
    <title>การพัฒนาครูด้านการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนวัดกาญจนาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/899</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูด้านการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนวัดกาญจนาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: พรทิพย์ ย่องอั้น; นัฎจรี เจริญสุข; ชูศักดิ์ เอกเพชร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาด้านการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู 2) พัฒนาครู&#xD;
ด้านการทำวิจัยในชั้นเรียน และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูด้านการทำวิจัยในชั้นเรียน ของครูในโรงเรียนวัดกาญจนา&#xD;
ราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ&#xD;
เคมมิสและแม็คแทกการ์ท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล&#xD;
จำนวน 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 23 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ&#xD;
แบบประเมินคุณภาพรายงานการวิจัยในชั้นเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน&#xD;
ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัญหาด้านการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนวัดกาญจนาราม&#xD;
พบว่า ครูยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการทำวิจัยในชั้นเรียน ขาดทักษะในการวิเคราะห์ ปัญหาในชั้นเรียน ขาดทักษะใน&#xD;
การออกแบบนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาในชั้นเรียน ขาดทักษะในการ ออกแบบเครื่องมือในการวิจัย และการเขียนรายงาน&#xD;
การวิจัยยังไม่เป็นไปตามระเบียบวิธีวิจัย ขาดความเข้าใจในการนำเสนองานวิจัย 2) ผลการพัฒนาครูด้านการทำวิจัยในชั้น&#xD;
เรียนของครูในโรงเรียนวัดกาญจนาราม ได้ดำเนินการโดยการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ฝึกปฏิบัติการทำวิจัยในชั้นเรียน&#xD;
และนิเทศติดตามแบบสอนแนะ ผลการดำเนินการพบว่า ครูทุกคนสามารถพัฒนาวิจัยในชั้นเรียนของตนเองได้ 3) ผลการ&#xD;
ประเมินการพัฒนาครูด้านการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนวัดกาญจนาราม พบว่า ครูมีความรู้ ความเข้าใจหลังการ&#xD;
พัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา ครูมีทักษะในการทำวิจัยในชั้นเรียนโดยรวมอยู่ในระดับดี และมีความพึงพอใจต่อการ&#xD;
พัฒนาครูด้านการทำวิจัยในชั้นเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-01-06T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/898">
    <title>การพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างทักษะการสร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ โรงเรียนบ้านควนม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/898</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างทักษะการสร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ โรงเรียนบ้านควนม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่
Authors: จีราวุฒ ก๊กใหญ่; ชูศักดิ์ เอกเพชร; นัฎจรี เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างทักษะการสร้างสื่อ&#xD;
มัลติมีเดียสร้างสรรค์ 2) เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการสร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ และ 3) เพื่อติดตามผลความ&#xD;
พึงพอใจ การพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างทักษะการสร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ โรงเรียนบ้านควนม่วง สำนักงานเขตพื้นที่&#xD;
การศึกษาประถมศึกษากระบี่ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis and Mctaggart ประกอบด้วย 4&#xD;
ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ดำเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่&#xD;
ครูโรงเรียนบ้านควนม่วง จำนวน 15 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามความต้องการ แบบทดสอบความรู้ความ&#xD;
เข้าใจ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบนิเทศติดตาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้&#xD;
สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษา&#xD;
ความต้องการการพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างทักษะการสร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ โรงเรียนบ้านควนม่วง สำนักงานเขต&#xD;
พื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับความต้องการตามค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่&#xD;
ด้านการตัดต่อวีดีโอโดยใช้แอปพลิเคชันบนมือถือ VN ด้านการตัดต่อวีดีโอโดยใช้โปรแกรม Coral video Studio ด้าน&#xD;
หลักการ ทฤษฎีและทักษะในการจัดทำสื่อวีดิทัศน์ ด้านการจัดทำภาพอินโฟกราฟิก โดยใช้โปรแกรม Microsoft power&#xD;
point และด้านความรู้และทักษะในการสร้างสื่อมัลติมีเดีย 2) ผลการพัฒนาความรู้โดยการอบรมพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้าง&#xD;
ทักษะการสร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ โรงเรียนบ้านควนม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ก่อนและ&#xD;
หลังอบรม พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนามีค่ามากกว่าก่อนพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผลการ&#xD;
พัฒนาทักษะการสร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ พบว่า ครูมีการนำทักษะไปใช้ในการพัฒนาสื่อมัลติมีเดีย มีคุณภาพอยู่ใน&#xD;
ระดับมากที่สุด 3) ผลการประเมินความพึงพอใจในการพัฒนาครู เพื่อเสริมสร้างทักษะการสร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์&#xD;
โรงเรียนบ้านควนม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด&#xD;
เรียงลำดับความพึงพอใจจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านวิทยากร ด้านสถานที่และระยะเวลา ด้านความรู้ความเข้าใจของ&#xD;
เนื้อหาวิชา ด้านเนื้อหา ทักษะและสื่อประกอบการบรรยาย และด้านการนำความรู้ไปใช้
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-01-06T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/891">
    <title>การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดาเนินงานของ โรงเรียนขนาดเล็ก อาเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/891</link>
    <description>Title: การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดาเนินงานของ โรงเรียนขนาดเล็ก อาเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สุภาวดี จิ๋วสุวรรณ; โสภณ เพ็ชรพวง; ญาณิศา บุญจิตร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการมีส่วนร่วม 2) พัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วม และ 3) ตรวจสอบรูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดำเนินงานของโรงเรียนขนาดเล็กอาเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ปกครองนักเรียน จานวน 60 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดำเนินงานของโรงเรียนขนาดเล็ก ประเมินความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบรูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดำเนินงานของโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 60 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ มีค่าความเชื่อมั่น 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดำเนินงานของโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการร่วมกิจกรรม ด้านการร่วมตัดสินใจ ด้านการร่วมวางแผน ด้านการร่วมระดมทรัพยากร และด้านการร่วมประเมินผล 2) รูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดำเนินงานของโรงเรียนขนาดเล็ก มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) กระบวนการมีส่วนร่วม ประกอบด้วย (3.1) ร่วมวางแผน (3.2) ร่วมตัดสินใจ (3.3) ร่วมกิจกรรม (3.4) ร่วมระดมทรัพยากร (3.5) ร่วมประเมินผล และ (4) เงื่อนไขแห่งความสาเร็จ 3) ผลการตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดำเนินงานของโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า โดยรวมมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/878">
    <title>การประเมินโครงการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/878</link>
    <description>Title: การประเมินโครงการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1
Authors: จารุวรรณ อินทะเสม; นัฎจรี เจริญสุข; ชูศักดิ์ เอกเพชร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินปัจจัยนำเข้า 3) ประเมินกระบวนการ และ&#xD;
4) ประเมินผลผลิตการดำเนินโครงการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่&#xD;
การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 การวิจัยมี 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การประเมินโครงการก่อนดำเนินการ&#xD;
ประชากร ได้แก่ กรรมการสถานศึกษา 9 คน และครู จำนวน 10 คน รวม 19 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีค่า&#xD;
ความเชื่อมั่น 0.80 ระยะที่ 2 การประเมินระหว่างดำเนินโครงการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กรรมการสถานศึกษา จำนวน 7&#xD;
คน ครู จำนวน 7 คน และผู้ปกครอง จำนวน 89 คน รวม 103 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็น&#xD;
แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.88 ระยะที่ 3 การประเมินผลผลิตของโครงการ กลุ่มตัวอย่างเดียวกับ ขั้นตอนที่ 2&#xD;
เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.87 และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่น 0.85&#xD;
วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) การประเมินบริบทโครงการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน โดยรวมมีความ&#xD;
เหมาะสมในระดับมากที่สุด เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้แก่ ความต้องการจำเป็นในการจัดทำโครงการ และ&#xD;
ความเหมาะสมและเป็นไปได้ของโครงการ 2) การประเมินปัจจัยนำเข้าโครงการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน&#xD;
โดยรวมมีความพร้อมในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านกิจกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านวัสดุ&#xD;
อุปกรณ์ ด้านบุคลากร และด้านงบประมาณ อยู่ในระดับมาก 3) การประเมินกระบวนการของโครงการพัฒนา&#xD;
พฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด 4) การประเมินผลผลิตของโครงการพัฒนา&#xD;
พฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน ด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพ และผลการดำเนินกิจกรรม โดยรวมอยู่&#xD;
ในระดับมาก ผลการประเมินความพึงพอใจของโครงการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน พบว่า โดยรวมอยู่ใน&#xD;
ระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/877">
    <title>การพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/877</link>
    <description>Title: การพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: กุลวิชญ์ ตันจะโข; ชูศักดิ์ เอกเพชร; นัฎจรี เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการใช้โปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก 3) เพื่อประเมินประสิทธิภาพโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก&#xD;
โดยวิธีการดำเนินการดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการใช้โปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งประชากร ได้แก่ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่การเงิน/บัญชี จำนวน 73 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม 2) พัฒนาโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก ประเมินโปรแกรมฯ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ซึ่งอยู่เกณฑ์ที่สามารถใช้งานได้ และ 3) ประเมินประสิทธิภาพโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก โดยกลุ่มตัวอย่างทดลองระบบ ฯ ได้แก่ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่การเงิน/บัญชี จำนวน 6 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบแบบประเมินโปรแกรมฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็กพบว่า ครูมีภาระมากเกินไปทั้งงานสอนและงานสนับสนุนการสอน เกิดความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลของครู ความต้องการโดยรวมมีความต้องการใช้อยู่ในระดับมากที่สุดและเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า โปรแกรมสามารถบันทึกรายรับ-รายจ่ายได้และโปรแกรมสามารถสรุปยอดเงินคงเหลือประจำวันได้มีค่าร้อยละความต้องการสูงสุด รองลงมาคือ โปรแกรมมีขั้นตอนที่ใช้งานได้ง่ายและโปรแกรมสามารถเพิ่ม-ลบ แก้ไขผู้ใช้งาน และรหัสผ่านเป็นข้อที่มีค่าร้อยละความต้องการต่ำสุด 2) ผลการพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็กประกอบด้วย โปรแกรมสามารถเข้าใช้งานได้จากหลายอุปกรณ์สามารถกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งานในระดับต่างๆ สามารถบันทึกรายรับรายจ่ายสามารถสรุปเงินคงเหลือประจำวันสามารถบันทึกทะเบียนคุมแยกตามประเภทเงินต่างๆได้สามารถสืบค้นข้อมูลย้อนหลังและสามารถออกรายงานการเงินได้ ผลการตรวจสอบระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.80-1.00 สามารถใช้งานได้ 3) ผลการประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่าผลการประเมินประสิทธิภาพโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็กโดยผู้ทดลองใช้ทั้ง 5 ด้าน มีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากเรียงตามลำดับดังนี้ ด้านความสามารถทำงานตรงต
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/858">
    <title>การพัฒนาคู่มือครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ สังกัดสานักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา จังหวัดชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/858</link>
    <description>Title: การพัฒนาคู่มือครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ สังกัดสานักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา จังหวัดชุมพร
Authors: เพชรรัตน์ บัวอินทร์; บรรจง เจริญสุข; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาของครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ 2) พัฒนาคู่มือครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ 3) ประเมินความเหมาะสมของคู่มือครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ ในการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี สังกัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดชุมพร การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาของครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ หัวหน้างานอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี จานวน 7 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาคู่มือครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ โดยพิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้องของคู่มือ (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเหมาะสมของคู่มือครูนิเทศในสถานประกอบการกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ หัวหน้างานอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี จานวน 7 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความเหมาะสมมีค่าความเชื่อมั่น 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาของครูนิเทศในสถานประกอบการ ได้แก่ การจัดทาแผนการฝึกอาชีพร่วมกับครูฝึก การให้คาแนะนาปรึกษาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานประกอบการ การนิเทศติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนและการรายงานผลการนิเทศต่อผู้บริหาร 2) ผลการพัฒนาคู่มือครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ ประกอบด้วย (1) บทนา (2) การจัดการศึกษาอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี (3) การนิเทศการศึกษาในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี และ (4) แนวทางการนิเทศการศึกษาของครูนิเทศในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ผลการประเมินความสอดคล้องของคู่มือ พบว่า ทุกข้อมีดัชนีความสอดคล้อง 1.00 3) ผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มือครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ พบว่าโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการใช้ภาษา ด้านการออกแบบ ด้านเนื้อหา และด้านรูปเล่ม
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/853">
    <title>การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาในโรงเรียนวัดหัวกรูด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/853</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาในโรงเรียนวัดหัวกรูด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1
Authors: สุธิดา ศรีภักดี; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์; บรรจง เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา 2) พัฒนาครูด้านการ&#xD;
จัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา 3) ประเมินความพึงพอใจในการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา ใน&#xD;
โรงเรียนวัดหัวกรูด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตาม&#xD;
แนวคิดของ เคมมิสและแม็คแทกการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และ&#xD;
การสะท้อนผล ดำเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนวัดหัวกรูด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
ประถมศึกษาชุมพร เขต 1 จำนวน 7 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสำรวจ แบบทดสอบ&#xD;
และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
และการทดสอบค่าที&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง&#xD;
เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านมุ่งเน้นบูรณาการ ด้านกระตุ้นการเรียนแบบ Active Learning ด้านการ&#xD;
ท้าทายความคิดของนักเรียน ด้านความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาวิชากับชีวิตจริง และด้านมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะใน&#xD;
ศตวรรษที่ 21 2) ผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาโดยการประชุมเชิงปฏิบัติการ พบว่า ครูมีความรู้&#xD;
ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษามากขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนามีค่ามากกว่าก่อนการ&#xD;
พัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจในการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็ม&#xD;
ศึกษา พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/852">
    <title>การพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาและการชี้แนะของครูผู้ช่วยโรงเรียนเวียงสระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/852</link>
    <description>Title: การพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาและการชี้แนะของครูผู้ช่วยโรงเรียนเวียงสระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11
Authors: สิเรมอร ฤทธยานนท์; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์; บรรจง เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการให้คำปรึกษาและการชี้แนะ 2) พัฒนาทักษะการให้&#xD;
คำปรึกษาและการชี้แนะ 3) ประเมินความพึงพอใจในการพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาและการชี้แนะของครูผู้ช่วย&#xD;
โรงเรียนเวียงสระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ เคมมิส&#xD;
และแม็คแทกการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล&#xD;
ดำเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้ช่วยโรงเรียนเวียงสระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11&#xD;
จำนวน 20 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสำรวจ แบบทดสอบ และแบบประเมินความ&#xD;
พึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการให้คำปรึกษาและการชี้แนะของครูผู้ช่วย โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับน้อย&#xD;
เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการวัดและประเมินผล และด้านครูผู้สอน&#xD;
2) ผลการพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาและการชี้แนะของครูผู้ช่วยโดยการประชุมเชิงปฏิบัติการ พบว่า ครูมีความรู้ความ&#xD;
เข้าใจในทักษะการให้คำปรึกษาและการชี้แนะมากขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนามีค่ามากกว่าก่อนการพัฒนาอย่าง&#xD;
มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจในการพัฒนาพัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาและการชี้แนะของครู&#xD;
ผู้ช่วย พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/851">
    <title>การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกในโรงเรียนขนาดเล็ก เครือข่ายภูผานาสัก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/851</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกในโรงเรียนขนาดเล็ก เครือข่ายภูผานาสัก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2
Authors: จิราพร ยมสงค์; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์; บรรจง เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก 2) พัฒนาครูด้านการจัดการ&#xD;
เรียนรู้แบบเชิงรุก 3) ประเมินความพึงพอใจการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกในโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่าย&#xD;
ภูผานาสัก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ&#xD;
เคมมิสและแม็คแทกการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อน&#xD;
ผล ดำเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูในโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายภูผานาสัก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่&#xD;
การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 จำนวน 6 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสำรวจ&#xD;
แบบทดสอบ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย&#xD;
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกโดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับ&#xD;
ค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านรูปแบบของกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผล และด้านกิจกรรมการ&#xD;
เรียนรู้ที่เน้นกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม 2) ผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกโดยการประชุมเชิง&#xD;
ปฏิบัติการ พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเชิงรุกมากขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนา&#xD;
มีค่ามากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจในการพัฒนาครูในการการ&#xD;
จัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/850">
    <title>การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นสำหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/850</link>
    <description>Title: การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นสำหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดชุมพร
Authors: อภิเดช พงศ์แผ้ว; ชูศักดิ์ เอกเพชร; นัฎจรี เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นสำหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ 2) เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นสำหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ 3) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นสำหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ โดยวิธีการดำเนินการดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นสำหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ ซึ่งประชากร ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 10 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 10 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ 2) พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นสำหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ ประเมินระบบ ฯ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ซึ่งอยู่เกณฑ์ที่สามารถใช้งานระบบได้ และ 3) ประเมินประสิทธิภาพระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นสำหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ โดยกลุ่มตัวอย่างทดลองระบบ ฯ ได้แก่ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่บุคคล ครูและบุคลากร จำนวน 40 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบแบบประเมินระบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นสำหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ พบว่า มีการจัดเก็บข้อมูลแยกส่วน การสืบค้นข้อมูลทำได้ยาก มีความต้องการจัดเก็บข้อมูลในขอบข่ายงานบุคคลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ การรายงานในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีการกำหนดสิทธิ์การใช้งานออกเป็น 3 ระดับ คือ ผู้ดูแลระบบ/ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่งานบุคคล ครูและบุคลากร 2) ผลการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นสำหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนตัว การลาหยุดราชการ การไปราชการ การประเมินผลการปฏิบัติงาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์/เหรียญตรา อัตรากำลัง พฤติกรรมโทษทางวินัย/และการล้างมลทิน เงินเดือน ผลการตรวจสอบระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.80-1.00 สามารถใช้งานระบบได้ 3) ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นสำหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ พบว่าโดยรวมมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านความปลอดภัย ด้านคู่มือการใช้งาน ด้านการใช้งานทั่วไปของโปรแกรม ด้านหน้าที่ของระบบ และด้านความสามารถทำงานตรงตามความต้องการ
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/849">
    <title>การพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก เครือข่ายกาญจนดิษฐ์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/849</link>
    <description>Title: การพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก เครือข่ายกาญจนดิษฐ์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: อมรรัตน์ สายชนะพันธ์; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์; บรรจง เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายกาญจนดิษฐ์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 2) เพื่อพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายกาญจนดิษฐ์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 3) เพื่อประเมินผลการพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายกาญจนดิษฐ์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ เคมมิสและแม็คแทกการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ดาเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายกาญจนดิษฐ์ ปีการศึกษา 2563 จานวน 8 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถาม แบบทดสอบ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายกาญจนดิษฐ์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย เรียงลาดับได้ คือ ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ด้านการวัดและประเมินผล และด้านรูปแบบของกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนแบบสะเต็มศึกษา พบว่า ยังไม่ได้รับพัฒนาอย่างจริงจัง ผู้รับผิดชอบยังไม่ค่อยให้ความสาคัญ ขาดการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง การใช้สื่อและเทคโนโลยีมีน้อย ครูส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับพัฒนาทาให้ขาดทักษะการจัดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง 2) ผลการพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการเรียนการรู้แบบสะเต็มศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายกาญจนดิษฐ์ ได้ดาเนินการโดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ครูผู้สอน ฝึกเขียนแผนการสอนและให้ฝึกปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนแบบสะเต็มศึกษาโดยมีการติดตามผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของครูในชั้นเรียน 3) ผลการประเมินผลการพัฒนาศักยภาพครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการสูงขึ้น ครูมีทักษะในการจัดการเรียนการสอน และมีความพึงพอใจต่อการอบรมเชิงปฏิบัติการอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/806">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของโรงเรียนบ้านน้ำราด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/806</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของโรงเรียนบ้านน้ำราด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: วิษณุ ขวัญเพชร; ญาณิศา บุญจิตร์; โสภณ เพ็ชรพวง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2) พัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนบ้านน้ำราด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการของเคมมิสและแม็คแท็กการ์ด โดยมีวิธีดำเนินการ 4 ขั้นตอน จำนวน 2 วงรอบ คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผล และการสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 13 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตพฤติกรรม การอบรม แบบบันทึกการนิเทศ แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนบ้านน้ำราด พบว่า โรงเรียนได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการกำหนดหลักสูตรและพัฒนาหลักสูตรอยู่เสมอ แต่ครูนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ไม่ครบทุกกลุ่มสาระ ครูขาดความรู้ในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ และขาดทักษะในการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้บูรณาการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และได้จัดทำเครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมินผลครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ด้านทักษะกระบวนการ และ ด้านเจตคติ 2) ผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนบ้านน้ำราด ได้ดำเนินการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการนิเทศภายใน ชั้นเรียน พบว่า ผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผลการสังเกตพฤติกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ และผลการนิเทศติดตามการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในระดับมาก และ 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนบ้านน้ำราด พบว่ ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการสูงขึ้น ครูมีทักษะในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในระดับมาก และมีความพึงพอใจในการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในระดับมากที่สุด</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/805">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent study : IS) ระดับประถมศึกษาของโรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/805</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent study : IS) ระดับประถมศึกษาของโรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: วรลักษณ์ สุขเมือง; บรรจง เจริญสุข; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์
Abstract: 2) เพื่อจัดทาคู่มือการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง 3) เพื่อประเมินความเหมาะสมของคู่มือการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการ ในการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ระดับประถมศึกษา ของโรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ประชากรได้แก่ ผู้บริหาร และครูโรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี จานวน 76 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอนระดับประถมศึกษา โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 จานวน 68 คน กาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 จัดทาคู่มือการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ระดับประถมศึกษา ของโรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ตรวจสอบความสอดคล้องเชิงเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเหมาะสมของคู่มือการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ระดับประถมศึกษา ของโรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ ได้แก่ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ จานวน 8 คน หัวหน้าสายชั้นระดับประถมศึกษาจานวน 6 คน หัวหน้างานวิชาการจานวน 1 คน และผู้บริหารฝ่ายวิชาการ จานวน 1 คน รวมจานวนทั้งสิ้น 16 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความเหมาะสมของคู่มือ มีค่าความเชื่อมั่น 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการคู่มือการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ระดับประถมศึกษา ของโรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี สังกัดสานักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 พบว่า โดยภาพรวมมีความต้องการคู่มือการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent study : IS) ในระดับมาก เรียงลาดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้แก่ ด้านความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง และการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ระดับประถมศึกษา โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานีมีระดับความต้องการต่าที่สุด 2) คู่มือการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ประกอบไปด้วย โรงเรียนมาตรฐานสากลในการจัดการเรียนรู้สาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง แนวทางการจัดการเรียนรู้สาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของคู่มือโดยผู้เชี่ยวชาญ มีดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป 3) ผลการประเมินความเหมาะสม พบว่า ความเหมาะสมของคู่มือการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ รูปเล่ม ด้านการใช้ภาษา การจัดการในเนื้อหา ด้านการออกแบบ และด้านเนื้อหา</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/804">
    <title>การพัฒนาในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ ของโรงเรียนปะทิววิทยา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/804</link>
    <description>Title: การพัฒนาในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ ของโรงเรียนปะทิววิทยา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
Authors: วรรณพลอย แจ้งเพชร; บรรจง เจริญสุข; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพในการจัดการเรียนรู้ของครู ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ 2) เพื่อพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ 3) เพื่อประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแทกการ์ท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ดาเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียน ปะทิววิทยา ในปีการศึกษา 2563 จานวน 8 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ ของครูโรงเรียนปะทิววิทยายังไม่ได้รับพัฒนาอย่างจริงจัง ผู้รับผิดชอบยังไม่ค่อยให้ความสาคัญ ขาดการสังเกตและติดตามผลอย่างต่อเนื่องครูส่วนใหญ่ยังใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบเดิม ส่งผลให้ผู้เรียนไม่สนใจการเรียน 2) การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะ การคิดวิเคราะห์ โรงเรียนปะทิววิทยา ดาเนินการโดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ฝึกปฏิบัติการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ การนาแผนการจัดการเรียนรู้สู่การปฏิบัติ สังเกตและติดตามผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูในชั้นเรียน 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ของโรงเรียน ปะทิววิทยา พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการสูงขึ้น ครูมีทักษะใน การจัดการเรียนการสอน และมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาอยู่ในระดับมากที่สุด</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

