<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/6">
    <title>DSpace Community: ครุศาสตร์</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/6</link>
    <description>ครุศาสตร์</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1168" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1101" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1064" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1061" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1036" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1018" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1017" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1016" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1014" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1013" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1008" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1007" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1006" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1005" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1004" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/999" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/998" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/997" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/996" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/993" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/992" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/991" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/990" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/989" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/988" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/986" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/985" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/983" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/980" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/979" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/976" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/974" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/973" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/972" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/971" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/957" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/945" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/944" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/943" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/942" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/936" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/933" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/932" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/931" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/930" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/929" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/912" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/911" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/910" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/909" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-06T11:09:30Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1168">
    <title>การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตรัง กระบี่</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1168</link>
    <description>Title: การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตรัง กระบี่
Authors: พรวรินทร์ ชดช้อย
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นวางแผน ขั้นลงมือปฏิบัติ ขั้นสังเกต และขั้นสะท้อนผล โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้ร่วมเรียนรู้ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ จำนวน 3 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบนิเทศการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และเรียบเรียงในเชิงพรรณนาวิเคราะห์ โดยมีสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
        ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ดังนี้ ครูผู้ร่วมเรียนรู้สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยมีผลการประเมินกิจกรรม การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีการจัดการตนเอง ตรวจสอบตนเองและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง ค่าเฉลี่ย 5.00 ระดับคุณภาพดีมาก มีการพัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง ผู้เรียนสามารถจัดการตนเองและตรวจสอบการทำงานของตนเองได้ ด้านครูต้องปรับปรุงข้อคำถามสะท้อนคิดเพื่อให้ผู้เรียนเสนอแนวทางการ ปรับปรุงตนเองครอบคลุมทุกมิติของทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง หลังจากนั้นนำปัญหาที่พบไปปรับปรุงพัฒนา ด้วยการวางแผนและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ฝึกตั้งคำถามสะท้อนคิดและดำเนินกิจกรรมที่ผู้เรียนได้เสนอแนวทางการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองในชั้นเรียน ซึ่งผลการจัดการเรียนรู้ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ในการนำตนเองครบทุกมิติ ทั้งการจัดการตนเอง การประเมินตรวจสอบตนเอง และการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง ผลการสะท้อนการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเองโดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ครูเกิดสมรรถนะในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และสามารถจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง สามารถประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ เป็นแนวทางในการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะ เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางวิชาชีพของตนเองได้ในอนาคต
Description: ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2569-02-02T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1101">
    <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองเพื่อส่งเสริม กระบวนการทางภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปเอเชีย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเมืองสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1101</link>
    <description>Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองเพื่อส่งเสริม กระบวนการทางภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปเอเชีย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเมืองสุราษฎร์ธานี
Authors: เบญจมาศ แก้วพรหมดำ; อัญชลี แสงอาวุธ; สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง เรื่อง ทวีปเอเชีย ใหมีประสิทธิภาพ (E1E2) ตามเกณฑมาตรฐานที่กำหนด 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ใชชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง และการจัดการเรียนรูแบบปกติ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ทวีปเอเชีย โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โดยมี 2 กลุ่มทดลอง ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ทั้งกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง จำนวน 2 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ จำนวน 4 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากและค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.20-0.77 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.81 4) แบบวัดความพึงพอใจนักเรียนที่เรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ไดแก่ ค่ารอยละ ค่าเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติที่เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน ผลการวิจัยพบวา 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 89.83/88.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองหลังเรียน (𝜇 = 27.10,  = 2.84) สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรูแบบปกติ (𝜇 = 18.33,  = 2.29) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองอยู่ในระดับมาก (𝜇 = 4.51,  = 0.54)
Description: การาค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2568-03-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1064">
    <title>การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยเรื่องคำและชนิดของคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1064</link>
    <description>Title: การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยเรื่องคำและชนิดของคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด
Authors: จันทนารัตน์ ไทยเกิด; อัญชลี แสงอาวุธ; กฤษณี สงสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่องคำและชนิดของคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังจัดการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่องคำและชนิดของคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียน แผนผังความคิดทดลองแบบกลุ่มเดียว ประชากร คือนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านอู่ตะเภา เก็บข้อมูลภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผน การจัดการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องคำและชนิดของคำ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รูปแบบที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ การวิจัยแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่องคำและชนิดของคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด มีประสิทธิภาพ 80.30/80.43 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังจัดการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่องคำและชนิดของคำ โดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการเขียนแผนผังความคิด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและมีความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 13 คะแนน และ 3) ความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิค TAI ผสานกับการสอนการเขียนแผนผังความคิดส่งเสริมทักษะการใช้ภาษามีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.60
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2567-04-22T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1061">
    <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีน รายวิชาภาษาจีน โดยใช้รูแบบบีสลิมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดรุโณทัย พุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1061</link>
    <description>Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีน รายวิชาภาษาจีน โดยใช้รูแบบบีสลิมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดรุโณทัย พุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: พนัชกร เทียบทัน; กฤษณี สงสวัสดิ์; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีน โดยการเรียนรู้การพูดเพื่อการสื่อสารตามรูปแบบบีสลิม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถด้านการพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีนก่อนและหลังเรียน ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้การพูดเพื่อการสื่อสารตามรูปแบบบีสลิม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีน โดยการเรียนรู้ตามรูปแบบบีสลิม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรียน ดรุโณทัยพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ได้มาโดยการสุ่มแบบเป็นกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบความสามารถด้านการพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบบีสลิม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีน โดยการเรียนรู้การพูดเพื่อการสื่อสารตามรูปแบบบีสลิมมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 81.43/80.50 ซึ่งมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ความสามารถด้านการพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีนคะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.83 คะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.07 พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้การพูดเพื่อการสื่อสารภาษาจีนมีค่าเฉลี่ย 4.14 คิดเป็นร้อยละ 82.80 ซึ่งอยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2567-03-18T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1036">
    <title>การพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ส าหรับงานวัดและประเมินผล ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่  การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1036</link>
    <description>Title: การพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ส าหรับงานวัดและประเมินผล ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่  การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: เฉลิมพร นนทฤทธิ์; ชูศักดิ์ เอกเพชร; นัฎจรี เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สําหรับงานวัดและประเมินผล ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ 2) เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สําหรับงานวัดและประเมินผล ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ 3) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สําหรับงานวัดและประเมินผล ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ โดยวิธีการดําเนินการดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการบันทึกผลการเรียนสําหรับงานวัดและประเมินผลของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ ซึ่งประชากร ได้แก่ ผู้บริหาร จํานวน 5 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร จํานวน 5 คน ได้มาโดยการใช้ข้อมูลของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3 เฉพาะโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ 2) พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบันทึกผลการเรียนสําหรับงานวัดและประเมินผลของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ ประเมินระบบ ฯ โดยผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 5 คน ซึ่งอยู่เกณฑ์ที่สามารถใช้งานระบบได้ และ 3) ประเมินประสิทธิภาพระบบสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนสําหรับงานวัดและประเมินผลของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ โดยกลุ่มตัวอย่างทดลองระบบ ฯ ได้แก่ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่บุคคล ครูและบุคลากร จํานวน 40 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบแบบประเมินระบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สําหรับงานวัดและประเมินผล ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ พบว่า มีการบันทึกผลการเรียนแบบแยก&#xD;
ส่วน การสืบค้นข้อมูลทําได้ยาก มีความต้องการจัดเก็บข้อมูลในการบันทึกผลการเรียนของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ การรายงานในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีการกําหนดสิทธิ์การใช้งานออกเป็น 3 ระดับ คือ ผู้ดูแล&#xD;
ระบบ/ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่งานบุคคล ครูและบุคลากร 2) ผลการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สําหรับงานวัดและประเมินผล ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ ประกอบด้วย ข้อมูลนักเรียนข้อมูลครูผู้สอน ข้อมูลรายวิชา ข้อมูลโครงสร้างรายวิชา ข้อมูลเวลาเรียน ข้อมูลผลการเรียน การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การประเมินสมรรถนะสําคัญของผู้เรียน ประเมินคิด วิเคราะห์ การอ่าน การเขียน ผลการตรวจสอบระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 5 คน พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.80-1.00 สามารถใช้งานระบบได้ 3) ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเพื่อบันทึกผลการเรียนสําหรับงานวัดและประเมินผลของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ พบว่าโดยรวมมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาก เรียงตามลําดับมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านความปลอดภัย ด้านคู่มือการใช้งาน ด้านการใช้งานทั่วไปของโปรแกรม ด้านหน้าที่ของระบบ และด้านความสามารถทํางานตรงตามความต้องการ
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต</description>
    <dc:date>2566-09-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1018">
    <title>การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ. ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1018</link>
    <description>Title: การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ. ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
Authors: ปิยธิดา ทองด้วง; กฤษณี สงสวัสดิ์; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ. ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ 2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ. ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ. ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีรูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านคลองสูบ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 12 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ. ร่วมกับเกมฝึกคำ ศัพท์ จำนวน 5 แผน โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความยากง่าย เท่ากับ 0.53 - 0.77 ค่าอำนาจจำแนก เท่ากับ 0.20 – 0.47 แบบประเมินทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์และเนื้อหา เท่ากับ 0.80 – 1.00 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที. เอ.ไอ. ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์และเนื้อหา เท่ากับ 0.80 – 1.00 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ.ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12.00 คะแนน หรือคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ร้อยละ40 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ.ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ที.เอ.ไอ.ร่วมกับเกมฝึกคำศัพท์ หลังเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏุสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-04-10T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1017">
    <title>การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนวัดกงตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้รูปแบบซิปเปี้ยสท์</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1017</link>
    <description>Title: การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนวัดกงตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้รูปแบบซิปเปี้ยสท์
Authors: วิชวุฒิ เพ็ชรรัตน์; มัทนียา พงศ์สุวรรณ; ญาณิศา บุญจิตร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนวัดกงตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้รูปแบบซิปเปี้ยสท์ในประเด็นต่อไปนี้ 1) การประเมินบริบท 2) การประเมินปัจจัยนำเข้า 3) การประเมินกระบวนการ 4) การประเมินผลผลิตประกอบด้วย 4.1) การประเมินกระทบ 4.2) การประเมินประสิทธิผล 4.3) การประเมินความยั่งยืน 4.4) การประเมินการถ่ายทอดส่งต่อ ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 426 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้รับผิดชอบโครงการ ครูผู้สอน จำนวน 24 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ผู้ปกครองและนักเรียน จำนวน 402 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบช่วงชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกคุณลักษณะอันพึงประสงค์ แบบบันทึกคะแนน แบบสัมภาษณ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00 แบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) การประเมินด้านบริบท พบว่าโครงการมีความจำเป็นต้องดำเนินการ วัตถุประสงค์มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับกิจกรรม 2) การประเมินด้านปัจจัยนำเข้า พบว่าโครงการมีงบประมาณ บุคลากร อาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์เหมาะสมและเพียงพอ และมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการเหมาะสม 3) การประเมินด้านกระบวนการโดยภาพรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 4) การประเมินด้านผลผลิต ประกอบด้วย 4.1) การประเมินด้านผลกระทบพบว่านักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 93.53 4.2) การประเมินด้านประสิทธิผล พบว่านักเรียนมีผลการประเมินความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมและผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 96.28 ส่วนความพึงพอใจของนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4.3) การประเมินด้านความยั่งยืน โดยภาพรวมมีผลการประเมินในระดับมากที่สุด 4.4) การประเมินด้านการถ่ายทอดส่งต่อ โดยภาพรวมมีผลการประเมินในระดับมาก และเมื่อเทียบกับเกณฑ์การตัดสินถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้ง 8 ด้าน ดังนั้นควรดำเนินการโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนวัดกงตากต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-04-05T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1016">
    <title>การพัฒนาระบบสารสนเทศงานวิชาการ โรงเรียนอนุบาลชนะพร อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1016</link>
    <description>Title: การพัฒนาระบบสารสนเทศงานวิชาการ โรงเรียนอนุบาลชนะพร อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สุรีย์วัลย์ ขวัญเมือง; ญาณิศา บุญจิตร์; โสภณ เพ็ชรพวง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาด้านระบบสารสนเทศงานวิชาการโรงเรียนอนุบาลชนะพร 2) พัฒนาระบบสารสนเทศงานวิชาการโรงเรียนอนุบาลชนะพร และ 3) ประเมินความเหมาะสมของระบบและความพึงพอใจในการใช้ระบบสารสนเทศงานวิชาการโรงเรียนอนุบาลชนะพร อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มเป้าหมายเป็นครูผู้สอนโรงเรียนอนุบาลชนะพร จำนวน 12 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสัมภาษณ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 และแบบประเมินความเหมาะสมและแบบประเมินความพึงพอใจ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาระบบสารสนเทศงานวิชาการโรงเรียนอนุบาลชนะพร ได้แก่ การจัดเก็บข้อมูลขาดความต่อเนื่อง ขาดระบบการจัดแก็บข้อมูล ครูและบุคลากรยังมีการบันทึกข้อมูลด้วยมือเป็นหลัก ผลงานการวิจัยต่างๆขาดการจัดเก็บในที่เดียวกัน มีความกระจัดกระจายและมีการสูญหายตามระยะเวลาและการเคลื่อนย้ายบุคลากร ขาดบุคลากรที่รับผิดชอบในการดำเนินการสำรวจแหล่งเรียนรู้ 2) ผลการพัฒนาระบบสารสนเทศงานวิชาการโรงเรียนอนุบาลชนะพร ได้พัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบ Web Sever เพื่อตอบสนองผู้ใช้งานแบบหลายผู้ใช้งาน (Multi User) โดยใช้ฐานข้อมูล MySQL Server ร่วมกับภาษา PHP ผลการประเมินความสอดคล้องโดยผู้เชี่ยวชาญ ระหว่าง 0.80-1.00 และ 3) ผลการประเมินความเหมาะสมและความพึงใจในการใช้ระบบสารสนเทศงานวิชาการโรงเรียนอนุบาลชนะพร อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่าระบบสารสนเทศงานวิชาการมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงใจในการใช้ระบบโดยรวมอยู่ใน&#xD;
ระดับมาก
Description: การค้นค้วาอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-04-05T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1014">
    <title>การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ด้วยการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดโพธิ์นิมิต อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1014</link>
    <description>Title: การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ด้วยการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดโพธิ์นิมิต อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: กมลรัตน์ หวังรังสิมากุล; สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง; กฤษณี สงสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาวิทยาศาสตร์เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) และ 3) ศึกษาระดับความพึงใจของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองกลุ่มเดียวที่มีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดโพธิ์นิมิต ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 24 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) จำนวน 8 แผนเริ่มทดลองใช้ วันที่ 10&#xD;
กุมภาพันธ์ 2566 และสิ้นสุดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย&#xD;
0.58-0.83 ค่าอำนาจจำแนก 0.20-0.61 และค่าความเชื่อมั่น 0.71 และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการ&#xD;
เรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก 0.33-0.93 และมีค่าความเชื่อมั่น 0.93 รวมทั้งวิเคราะห์&#xD;
ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต มีความเหมาะสมโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.44 อยู่ในระดับมาก 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 11.71 สูงกว่าก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 21.88 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.46 อยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-03-24T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1013">
    <title>การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ด้วยวิธีการสอนแบบเปิด (Open Approach) เพื่อเพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๒ (บ้านดอนเกลี้ยง) อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1013</link>
    <description>Title: การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ด้วยวิธีการสอนแบบเปิด (Open Approach) เพื่อเพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๒ (บ้านดอนเกลี้ยง) อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: นุชนาถ โอภาสะ; อัญชลี แสงอาวุธ; สิริสวัสซ์ ทองก้านเหลือง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ด้วยวิธีการสอนแบบเปิด เรื่อง การคูณ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเรื่อง การคูณ ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 3) เปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน และ 4) ศึกษาเจตคติของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยวิธีการสอนแบบเปิด โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองกลุ่มเดียวที่มีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๒ (บ้านดอนเกลี้ยง) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 27 คน ซึ่งได้มาโดยสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด 9 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 20 ข้อ มีค่าความยากง่าย 0.67-0.81 ค่าอำนาจจำแนก 0.21-0.46 และค่าความเชื่อมั่น 0.70 แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ 2 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก 0.59-0.89 และค่าความเชื่อมั่น 0.71 และแบบวัดเจตคติต่อกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก 0.25-0.68 และค่าความเชื่อมั่น 0.82 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยวิธีการสอนแบบเปิด มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 84.93/82.77 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 15.41 สูงกว่าก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 9.30 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ทักษะการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย&#xD;
14.70 สูงกว่าก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 7.85 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) เจตคติของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยวิธีการสอนแบบเปิดอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ย 4.41
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิขาหลักสูตรและการเรียนการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-03-24T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1008">
    <title>การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงาน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับผังกราฟิก เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสามแยกจำปา</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1008</link>
    <description>Title: การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงาน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับผังกราฟิก เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสามแยกจำปา
Authors: พรนิภา ทองแท้; อัญชลี แสงอาวุธ; กฤษณี สงสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับผังกราฟิก 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับผังกราฟิก 3) เปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับผังกราฟิก และ 4) ศึกษาเจตคติของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับผังกราฟิก ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสามแยก ปีการศึกษา 2564 จำนวน 20 คน เครื่องมือการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ และ 4) แบบวัดเจตคติการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย โดยการหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับผังกราฟิก โดยรวมมีระดับความเหมาะสมมากที่สุด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนและมีความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น13.65 คิดเป็นร้อยละ 45.50 3) ผลการเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์หลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนและมีความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10.50 คิดเป็นร้อยละ 35.00 และ 4) เจตคติของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-03-02T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1007">
    <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลสวี (บ้านนาโพธิ์)</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1007</link>
    <description>Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลสวี (บ้านนาโพธิ์)
Authors: อภิญญา ทองเสนา; อัญชลี แสงอาวุธ; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรยี นรู้เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ประชากร คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลสวี (บ้านนาโพธิ์) ปีการศึกษา 2564 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ (1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ (2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TAI เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ (3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก (4) แบบวัดความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคTAI โรงเรียนอนุบาลสวี (บ้านนาโพธิ์) ผลการศึกษาพบว่า (1) ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI คือ E1/ E2 = 85.83 / 80.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI พบว่า มีความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10.65 และคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน (3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารจำนวนนับ โดยใช้การเรียนรู้แบบ&#xD;
ร่วมมือเทคนิค TAI อยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-03-02T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1006">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดพังงา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1006</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดพังงา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
Authors: ธันวา รุกขา; บรรจง เจริญสุข; ญาณิศา บุญจิตร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) พัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดพังงา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ของเคมมิสและแม็คแท็กการ์ด มีวิธีดำเนินการ 4 ขั้นตอน 2 วงรอบ คือขั้นตอนที่ 1 การวางแผน ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติการ ขั้นตอนที่ 3 การสังเกตผล และขั้นตอนที่ 4 การสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดพังงา ในปีการศึกษา 2565 จำนวน 13 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบทดสอบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้แบบสังเกตพฤติกรรมการอบรม แบบบันทึกการนิเทศแบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการสังเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน พบว่า โรงเรียนได้นำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการกำหนดหลักสูตรและพัฒนาหลักสูตรอยู่เสมอ ครูมีการนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้แต่ไม่ครบทุกกลุ่มสาระ ครูขาดความรู้ในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ และขาดทักษะในการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้บูรณาการตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และได้จัดทำเครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมินผลครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ด้านทักษะกระบวนการและด้านเจตคติ 2) ผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า ผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผลการสังเกตพฤติกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ และผลการนิเทศติดตามการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในระดับมาก 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการสูงขึ้น ครูมีทักษะในการจัดการเรียนรู้ และมีความพึงพอใจในการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-02-20T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1005">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดการเรียนสอนโดยใช้ Google Apps for Education โรงเรียนวัดคีรีวง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1005</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดการเรียนสอนโดยใช้ Google Apps for Education โรงเรียนวัดคีรีวง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: สุธาสินี สุทธินุ้ย; สถาพร สังขาวสุทธิรักษ์; โสภณ เพ็ชรพวง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ Google Apps for Education โรงเรียนวัดคีรีวง 2) พัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ Google Apps for Education โรงเรียนวัดคีรีวง และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนสอนโดยใช้ Google Apps for Education โรงเรียนวัดคีรีวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแท็กการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน  2 วงรอบ คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผลและการสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 12 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบบันทึกการนิเทศ แบบประเมินความสามารถ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการเรียนการสอนโดยใช้ Google Apps for Education โรงเรียนวัดคีรีวง โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านแหล่งเรียนรู้ในการศึกษาค้นคว้าเพื่อใช้จัดการเรียนการสอน ด้านบทบาทผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน และด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับครูผู้สอนในการเรียนการสอน 2) การพัฒนาครูในการจัดการเรียนสอนโดยใช้ Google Apps for Education โรงเรียนวัดคีรีวง  ดำเนินการโดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติการ ประเมินความรู้ความเข้าใจ และการนิเทศติดตาม  3) ผลการประเมินการพัฒนาครู พบว่า หลังจากการเข้าร่วมการพัฒนา ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจัดการเรียนสอนโดยใช้ &#xD;
Google Apps for Education สูงขี้นกว่าก่อนเข้าร่วมการพัฒนา ครูมีความสามารถในจัดการเรียนสอนโดยใช้ Google&#xD;
Apps for Education โดยรวมอยู่ในระดับมาก และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-02-20T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1004">
    <title>การพัฒนาคู่มือครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนกระบุรีวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1004</link>
    <description>Title: การพัฒนาคู่มือครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนกระบุรีวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง
Authors: ปรัชญา ช่วยเจริญ; มัทนียา พงศ์สุวรรณ; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) พัฒนาคู่มือครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) ประเมินผลการใช้คู่มือครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน&#xD;
การศึกษา คือ ครูผู้สอนกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ จำนวน 20 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ความต้องการของครู และแบบประเมินความเหมาะสมของคู่มือครู วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการของครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาคู่มือครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้คู่มือและประเมินผลการใช้คู่มือครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาความต้องการของครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ พบว่า ครูส่วนใหญ่มีความเห็นว่ากิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์มีความสำคัญต่อผู้เรียน ดังนั้นโรงเรียนควรมีคู่มือครูในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ เพื่อให้การจัดกิจกรรมของครูเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพ 2) ผลการพัฒนาคู่มือ พบว่า คู่มือครูที่พัฒนาประกอบด้วยเนื้อหา 4 บท คือ บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ บทที่ 3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ บทที่ 4 แนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์สำหรับครู 3) ผลการใช้คู่มือ พบว่า โดยรวมคู่มือมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: บทความวิจัย, การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2566-01-10T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/999">
    <title>การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบ ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดพระยาสุเรนทร์ (บุญมีอนุกูล) กรุงเทพมหานคร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/999</link>
    <description>Title: การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบ ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดพระยาสุเรนทร์ (บุญมีอนุกูล) กรุงเทพมหานคร
Authors: ชลธิชา เกิดปากแพรก; มัทนียา พงศ์สุวรรณ; กฤษณี สงสวัสดิ์</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/998">
    <title>ภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/998</link>
    <description>Title: ภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ชนิดาภา จันทร์มีศรี; สมคิด นาคขวัญ; ชูศักดิ์ เอกเพชร</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/997">
    <title>การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยวิธีการวิเคราะห์อภิมาน</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/997</link>
    <description>Title: การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยวิธีการวิเคราะห์อภิมาน
Authors: ฉัตฑริกา อภิชนังกูร; สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง; วัฒนา รัตนพรหม</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/996">
    <title>รูปแบบการพัฒนาตนเองของครูในการจัดการเรียนรู้ในศตรรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/996</link>
    <description>Title: รูปแบบการพัฒนาตนเองของครูในการจัดการเรียนรู้ในศตรรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: จุฑามาศ เมืองม่วง</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/993">
    <title>ผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง เซต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๑ (ดอนสักผดุงวิทย์)</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/993</link>
    <description>Title: ผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง เซต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๑ (ดอนสักผดุงวิทย์)
Authors: จิราพร อักษรทิพย์; สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง; วัฒนา รัตนพรหม</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/992">
    <title>ภาพลักษณ์โรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองและประชาชนในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในเขตอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/992</link>
    <description>Title: ภาพลักษณ์โรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองและประชาชนในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในเขตอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
Authors: จิรวัฒน์ ศรีสุเทพหิรัญญา; บรรจง เจริญสุข; โสภณ เพ็ชรพวง</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/991">
    <title>ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/991</link>
    <description>Title: ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: เกรียงศักดิ์ แนบนิรมิต; ชูศักดิ์ เอกเพชร; สมคิด นาคขวัญ</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/990">
    <title>การพัฒนาคู่มือการบริหารกิจการลูกเสือในโรงเรียนประถมศึกษา เครือข่ายสถานศึกษาขั้นพื้นฐานพุนพิน 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/990</link>
    <description>Title: การพัฒนาคู่มือการบริหารกิจการลูกเสือในโรงเรียนประถมศึกษา เครือข่ายสถานศึกษาขั้นพื้นฐานพุนพิน 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: กิติยา แก้วผุดผ่อง; ญาณิศา บุญจิตร์; บรรจง เจริญสุข</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/989">
    <title>การพัฒนาผู้บังคับบัญชาลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ในโรงเรียนปะทิววิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/989</link>
    <description>Title: การพัฒนาผู้บังคับบัญชาลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ในโรงเรียนปะทิววิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
Authors: กิจติพงศ์ บู้หลง; บรรจง เจริญสุข; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/988">
    <title>ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิซาการในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/988</link>
    <description>Title: ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิซาการในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: กิตติ วิเศษ; โสภณ เพ็ชรพวง; บรรจง เจริญสุข</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/986">
    <title>ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/986</link>
    <description>Title: ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: กอบเกียรติ กาญจนเทพ; โสภณ เพ็ชรพวง; บรรจง เจริญสุข</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/985">
    <title>การมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาสถานศึกษาของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/985</link>
    <description>Title: การมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาสถานศึกษาของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: กรรณิการ์ ถนิมกาญจน์; บรรจง เจริญสุข; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/983">
    <title>การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนของสถานศึกษา สังกัดเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/983</link>
    <description>Title: การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนของสถานศึกษา สังกัดเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี
Authors: กนิษฐ์ ธรรมพิทักษ์</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/980">
    <title>การพัฒนาศักยภาพครูในการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการเรียนรู้ โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/980</link>
    <description>Title: การพัฒนาศักยภาพครูในการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการเรียนรู้ โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง
Authors: ศันสนีย์ เชาวนกุล; มัทนียา พงศ์สุวรรณ; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและความต้องการในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอน 2) พัฒนาครูในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน และ 3) ประเมินผลความพึงพอใจครูในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการเรียนรู้ โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 4 ขั้นตอน 2 วงรอบคือ 1) การวางแผน 2) การปฏิบัติการ 3) การสังเกตผล และ 4) การสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ครูโรงเรียนพิชัยรัตนาคาร ปีการศึกษา 2564 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ 2) แบบสังเกตพฤติกรรมการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการของครู 3) คู่มือการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ 4) แบบประเมินการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและ 5) แบบประเมินความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่า t-test สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา จัดหมวดหมู่ของเนื้อหาและนำเสนอโดยความเรียง&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาสภาพและความต้องการในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก โดยด้านสภาพการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนมีค่าเฉลี่ย 3.87 และด้านความรู้พื้นฐานในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมีค่าเฉลี่ย 3.80 และความต้องการในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ครูผู้เข้ารับการอบรม มีพฤติกรรมการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการอยู่ในระดับดีเยี่ยมและผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่า คะแนนก่อนการพัฒนาเฉลี่ย 12.07 คะแนน คะแนนหลังการพัฒนาเฉลี่ย 16.73 คะแนน โดยมีความก้าวหน้าหลังการพัฒนา ร้อยละ 24.00 มีผลสัมฤทธิ์ทางการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 และ 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่า พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมอยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-12-06T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/979">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลวิจิตรา อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/979</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลวิจิตรา อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: รัชชภา บุญเหมือน; บรรจง เจริญสุข; ญาณิศา บุญจิตร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย 2) พัฒนาความรู้และติดตามผลในการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย และ 3) ศึกษาความพึงพอใจในการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis and Mctaggart ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ดำเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนอนุบาลวิจิตรา จำนวน 10 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบนิเทศติดตาม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน กิจกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนให้กับนักเรียนมีรูปแบบไม่หลากหลาย และขาดความน่าสนใจ ทำให้นักเรียนขาดความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากครูผู้สอนเพิ่งเข้ามาปฏิบัติงาน อีกทั้งไม่มีประสบการณ์ด้านการสอน และยังไม่ได้รับการฝึกอบรมพัฒนาทักษะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ปฐมวัย โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กซึ่งเป็นพื้นฐานด้านการเขียนของเด็กปฐมวัย และการเขียนแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ถูกต้อง 2) การพัฒนาครูในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย ดำเนินการโดยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และการเขียนแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และดำเนินการนิเทศติดตามหลังการฝึกอบรม ทั้งนี้ผลการพัฒนาครูจากการทำแบบทดสอบก่อน และหลังการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ พบว่า ครูมีระดับความรู้ ความเข้าใจเพิ่มขึ้นหลังการฝึกอบรม อีกทั้งผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบบนิเทศ ติดตามการพัฒนาครูโดยรวมครูมีความรู้ความเข้าใจในการฝึกอบรมมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในชั้นเรียน และด้านแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และผลการวิเคราะห์ข้อมูลการนิเทศภายในแบบประเมินการเขียนแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ พบว่า ครูมีความรู้ ความเข้าใจในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของครูต่อการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการและการนิเทศภายในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์เรียนรู้ การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะการเขียนสำหรับเด็กปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลวิจิตรา อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อแยกเป็นรายด้านต่อการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ สามารถเรียงลำดับความพึงพอใจในแต่ละด้านได้ดังนี้ ความพึงพอใจด้านเนื้อหา รองลงมาคือ ความพึงพอใจด้านวิทยากร ความพึงพอใจด้านความรู้ความเข้าใจ ลำดับสุดท้าย คือ ความพึงพอใจด้านสถานที่และระยะเวลา และการนิเทศภายในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เมื่อแยกเป็นรายด้าน สามารถเรียงลำดับความพึงพอใจในแต่ละด้านได้ดังนี้ ความพึงพอใจด้านวิทยากร รองลงมาคือ ความพึงพอใจด้านความรู้ความเข้าใจ ความพึงพอใจด้านเนื้อหา และลำดับสุดท้าย คือ ความพึงพอใจด้านสถานที่และระยะเวลา
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-10-12T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/976">
    <title>การพัฒนาคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่อง ทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูลสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/976</link>
    <description>Title: การพัฒนาคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่อง ทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูลสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
Authors: สัญชัย ทองสารไตร; บรรจง เจริญสุข; ญานิศา บุญจิตร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 2) เพื่อพัฒนาคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และ3) เพื่อประเมินความเหมาะสมของคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ผู้บริหาร คณะครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 69 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความต้องการพัฒนาคู่มือระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน คือค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาคู่มือการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเหมาะสมของคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ผู้บริหาร คณะครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 69 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความเหมาะสมคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาความต้องการพัฒนาคู่มือระบบดูแลดูช่วยนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยได้แก่ ด้านผลผลิตมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงสุด รองลงมาคือ ด้านกระบวนการ และด้านปัจจัยนำเข้ามีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำสุด 2) ผลการพัฒนาคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ในโรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สังเคราะห์องค์ประกอบทั้ง 3 ด้านมาจัดทำคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ในโรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประกอบด้วยเนื้อหา 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนนำ ส่วนภาคผนวก 3) ผลจากการประเมินความเหมาะสมในการนำไปใช้ของคู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ในโรงเรียนชุมพรปัญญานุกูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ มีค่าดัชความสอดคล้องระหว่าง 0.60-1.00 โดยรวมอยู่ในระดับมากเรียงลำดับค่าเฉลี่ยได้แก่ ด้านการใช้ภาษามีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา ด้านการนำไปใช้ และด้านเนื้อหาด้านรูปแบบ
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-08-26T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/974">
    <title>การประเมินโครงการปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรี สู่ทักษะอาชีพนักเรียน โรงเรียนวัดนาทุ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/974</link>
    <description>Title: การประเมินโครงการปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรี สู่ทักษะอาชีพนักเรียน โรงเรียนวัดนาทุ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1
Authors: พันธุ์ธัช ศรีไสยเพชร; บรรจง เจริญสุข; ญานิศา บุญจิตร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินด้านปัจจัยนำเข้า 3) ประเมินด้านกระบวนการ และ 4) ประเมินด้านผลผลิตของโครงการปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรี สู่ทักษะอาชีพนักเรียน โรงเรียนวัดนาทุ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพรเขต 1 โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการซิปป์โมเดลของStufflebeam ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ รวมทั้งสิ้นจำนวน 132 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน บุคลากรผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 10 คน และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา จำนวน 121 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ตารางบันทึกคะแนนและแบบสอบถาม จำนวน 5 ฉบับ มีความเชื่อมั่น .84, .85, .87, .88, .91 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การประเมินด้านบริบทของโครงการ โดยรวมและรายด้านมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ&#xD;
มากที่สุด 2) การประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ โดยรวมและรายด้านมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3) การประเมินด้านกระบวนการของโครงการ โดยรวมและรายด้านมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และ 4) การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ มีผลการประเมินความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะอาชีพและทักษะในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรีของนักเรียน โดยรวมมีนักเรียนได้คะแนนหลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 95.04 การนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ของนักเรียนหลังจากการเข้าร่วมโครงการ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อโครงการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อเทียบกับเกณฑ์การตัดสินถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน เห็นควรดำเนินโครงการปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรี สู่ทักษะอาชีพนักเรียน โรงเรียนวัดนาทุ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 ต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-08-22T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/973">
    <title>การพัฒนาทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษ ของครูโรงเรียนบ้านอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/973</link>
    <description>Title: การพัฒนาทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษ ของครูโรงเรียนบ้านอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: เป็นต้น จินะกุล; บรรจง เจริญสุข; ญานิศา บุญจิตร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของครูในการพัฒนาทักษะการบูรณาการการสอน&#xD;
ภาษาอังกฤษ 2) พัฒนาทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษ และ 3) ประเมินผลการพัฒนาทักษะในการพัฒนา&#xD;
ทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษของครู โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ เคมมิสและแม็คแท็ก&#xD;
การ์ท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การ วางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ดำเนินการ 2&#xD;
วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครู โรงเรียนบ้านอ่างทอง จำนวน 24 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามความ&#xD;
ต้องการ แบบทดสอบความรู้ ความเข้าใจ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบนิเทศติดตาม แบบประเมินความเหมาะสมของ&#xD;
แผนการจัดการเรียนรู้ และ แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน&#xD;
เบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการของครูในการพัฒนาทักษะการบูรณา&#xD;
การการสอนภาษาอังกฤษอยู่ใน ระดับมาก เมื่อแยกเป็นรายด้านสามารถเรียงลำดับความต้องการตามค่าร้อยละจากมาก&#xD;
ไปหาน้อย ได้ดังนี้ ความต้องการด้านความรู้และทักษะในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษในทุก&#xD;
กลุ่มสาระ ด้าน ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ และด้านความรู้และทักษะในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการงทั้งหมดมี&#xD;
ความต้องการอยู่ในระดับมาก ตามลำดับ 2) การพัฒนาทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษในครั้งนี้ใช้ดำเนินการ&#xD;
โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ฝึกปฏิบัติการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษ การนำ&#xD;
แผนการจัดการเรียนรู้สู่การปฏิบัติ และนิเทศติดตามผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูในชั้นเรียน 3) การ ประเมินผล&#xD;
การพัฒนาทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษของครูพบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการ อบรมเชิงปฏิบัติการ&#xD;
สูงขึ้น ครูมีทักษะในการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษ และมีความพึงพอใจต่อการพัฒนา อยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-08-22T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/972">
    <title>การพัฒนาคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/972</link>
    <description>Title: การพัฒนาคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
Authors: ชวณัฐ หาญโสดา; นัฎจรี เจริญสุข; ชูศักดิ์ เอกเพชร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) พัฒนาคู่มือการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 3) ประเมินความเหมาะสมของคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนองสำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ระเบียนวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ซึ่งการวิจัยมี 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1 ศึกษาสภาพการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระนอง จำนวน 262 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนองสำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน พิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้องของหลักสูตร ขั้นตอนที่ 3 การประเมินความเหมาะสมของคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นหัวหน้างานบริหารวิชาการของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระนอง จำนวน 66 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาสภาพการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านวิธีดำเนินการใช้แหล่งเรียนรู้ ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากแหล่งเรียนรู้ ด้านรูปแบบการใช้แหล่งเรียนรู้ และด้านปริมาณการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง 2) การพัฒนาคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่าความเหมาะสมขององค์ประกอบของคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 -1.00 แสดงว่าคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสอดคล้องกับเนื้อหาสามารถนำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ 3) ผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า คู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนองสำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความเหมาะสมในการนำไปใช้
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-08-22T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/971">
    <title>การพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายใน โรงเรียนบ้านในเหมือง สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/971</link>
    <description>Title: การพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายใน โรงเรียนบ้านในเหมือง สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 2
Authors: ทิพย์ชนก มณีนวล
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการมีส่วนร่วมของครูในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายใน 2) พัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายใน และ 3) ประเมินผลการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการดําเนินงานการประกันคุณภาพภายใน โรงเรียนบ้านในเหมือง สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุ มพร เขต 2 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแทกการ์ดประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ดําเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จํานวน 20 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นําเสนอผลในเชิงบรรยายและพรรณนาวิเคราะห์ &#xD;
          ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการมีส่วนร่วมของครูในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียนบ้านในเหมือง พบว่า โดยรวมมีสภาพปัญหาอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ ดังนี้ ด้านการดําเนินงาน ด้านการวางแผน ด้านการตรวจสอบและทบทวน และด้านการพัฒนา และปรับปรุง 2) การพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายใน ได้ดําเนินการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์สภาพปัญหาในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และร่วมกันวางแผนกําหนดแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา กําหนดแนวทางในการมีส่วนร่วมของครู ในการประกันคุณภาพภายใน โดยใช้กระบวนการกลุ่ม เน้นการจัดทําแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามวงจรคุณภาพ 3) ผลการประเมินการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการดําเนินงานการประกันคุณภาพภายใน พบว่า โรงเรียนเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการกําหนดมาตรฐานการศึกษา การวางแผน การปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย ประเมินผล และตรวจสอบคุณภาพการศึกษา และพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามวงจรคุณภาพ โดยกํากับติดตามผลการดําเนินงานอย่างมี ระบบ และผลการประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายใน พบว่า ผู้เข้าร่วมปฏิบัติการมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/957">
    <title>การพัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/957</link>
    <description>Title: การพัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
Authors: สุภาวิณี สีหาพงษ์; สถาพร สังขาวสุทธิรักษ์; โสภณ เพ็ชรพวง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 2) พัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และ 3) ประเมินผลการใช้ชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา ปีการศึกษา 2564 จำนวน 25 คน โดยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา โดยพิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้องของชุดฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน และโดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ขั้นตอนที่ 3 ประเมินผลการใช้ชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา จำนวน 25 คน โดยใช้แบบทดสอบความรู้และแบบวัดทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ&#xD;
ผลการวิจัยปรากฏว่า 1) สภาพปัญหาในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ทักษะด้านการพูด ทักษะด้านการอ่าน ทักษะด้านการเขียน และทักษะด้านการฟัง ส่วนความต้องการในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสา รโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ทักษะด้านการพูด ทักษะด้านการฟัง ทักษะด้านการอ่าน และทักษะด้านการเขียน 2) ผลการพัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร พบว่า ชุดฝึกอบรมมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.95 มีความเห็นพ้องของผู้เชี่ยวชาญกำหนดให้เนื้อหาชุดฝึกอบรมประกอบด้วย (1) ชื่อชุดฝึกอบรม (2) หลักการและเหตุผล (3) คำอธิบายชุดฝึกอบรม (4) จุดมุ่งหมายของชุดฝึกอบรม (5) ระยะเวลาการฝึกอบรม (6) สื่อการฝึกอบรม (7) การประเมินผลการฝึกอบรม (8) คำแนะนำสำหรับวิทยากร (9) กระบวนการฝึกอบรม และ (10) เนื้อหาสาระของชุดฝึกอบรม ชุดฝึกอบรมมีความเหมาะสม เป็นไปได้และมีความเป็นประโยชน์โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ผลการประเมินการใช้ชุดฝึกอบรม พบว่า ผลการทดสอบความรู้และทักษะ คะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลองใช้เท่ากับ 11.72 คะแนน (ร้อยละ 58.6) คะแนนเฉลี่ยหลังการทดลองใช้เท่ากับ 16.6 (ร้อยละ 83) มีความก้าวหน้าหลังการทดลองใช้ชุดฝึกอบรมร้อยละ 24.4 โดยมีผลสัมฤทธิ์การทดลองใช้สูงกว่าก่อนการทดลองใช้ชุดฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยามีความพึงพอใจต่อการใช้ฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยรวมอยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-07-22T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/945">
    <title>การประเมินโครงการสถานศึกษาปลอดภัย โรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูล สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/945</link>
    <description>Title: การประเมินโครงการสถานศึกษาปลอดภัย โรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูล สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
Authors: พงศราญ ไกรดำ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินด้านปัจจัยนําเข้า&#xD;
3) ประเมินด้านกระบวนการ และ 4) ประเมินด้านผลผลิตของโครงการสถานศึกษาปลอดภัยโรงเรียน&#xD;
ภูเก็ตปัญญานุกูล สํานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการซิปป์โมเดล&#xD;
ของสตัฟเฟิลบีม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ รวมทั้งสิ้นจํานวน 89คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร&#xD;
สถานศึกษา จํานวน 4 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จํานวน 5 คน ครูผู้เข้าร่วมโครงการ จํานวน 20 คน&#xD;
และนักเรียน 60 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบและแบบสอบถามจํานวน 5 ฉบับ&#xD;
มีค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ .73 – .83 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ การทดสอบทีค่าเฉลี่ย&#xD;
และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินด้านบริบทของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสม&#xD;
อยู่ในระดับมาก 2) การประเมินด้านปัจจัยนําเข้าของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ&#xD;
มาก 3) การประเมินด้านกระบวนการของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และ&#xD;
4) การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ ความรู้ความเข้าใจต่อโครงการสถานศึกษาปลอดภัยพบว่า&#xD;
หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมและวนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจต่อโครงการสถานศึกษาปลอดภัยเพิ่มขึ้น&#xD;
อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การนําความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ของนักเรียนหลังจากการเข้าร่วม&#xD;
โครงการ พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนได้นําความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้อยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจ&#xD;
ต่อโครงการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเทียบกับเกณฑ์การตัดสินถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน&#xD;
ควรดําเนินการโครงการสถานศึกษาปลอดภัย โรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูลต่อไป</description>
    <dc:date>2565-06-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/944">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/944</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2
Authors: ประภาภรณ์ พรหมมณี; มัทนียา พงศ์สุวรรณ; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียน 2) พัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนและ 3) ประเมินความพึงพอใจครูในการเข้าร่วมพัฒนาการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพรเขต 2 โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแทกการ์ท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือการวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผล และการสะท้อนผล ดาเนินการพัฒนา 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ครูผู้สอน&#xD;
โรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์จานวน 10 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบสังเกต แบบ&#xD;
ติดตาม แบบทดสอบ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัญหาในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์ คือครูยังขาดความรู้และทักษะในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียน 2) การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์ ช่วยให้ครูมีความรู้และทักษะในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนสูงกว่าก่อนการพัฒนาร้อยละ 3.80 และ 3) ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฏร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-06-02T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/943">
    <title>การพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ของโรงเรียนมหาราชบ้านแสงอรุณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/943</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ของโรงเรียนมหาราชบ้านแสงอรุณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: นันทิดา ทิพย์สุวรรณ; ญาณิศา บุญจิตร์; บรรจง เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ และการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้&#xD;
ของครู 2) เพื่อพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และ 3) เพื่อประเมินผลการพัฒนาครูในการสร้าง&#xD;
นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ของโรงเรียนมหาราชบ้านแสงอรุณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์&#xD;
ธานี เขต 2 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ รูปแบบ PAOR ตามแนวคิดของ kemmis and Mctaggart ประกอบด้วย&#xD;
4 ขั้นตอน คือการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล โดยดำเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย&#xD;
คือ ครูโรงเรียนมหาราชบ้านแสงอรุณ ในปีการศึกษา 2564 จำนวน 9 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์&#xD;
แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบทดสอบ แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความ&#xD;
พึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ และการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู&#xD;
พบว่า ครูยังขาดความรู้ความเข้าใจในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และมีความต้องการให้โรงเรียนดำเนินการใน&#xD;
เรื่องการพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้โดยการสนับสนุนด้านงบประมาณ และการอบรมให้ความรู้ใน&#xD;
การสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แก่ครูผู้สอน 2) การพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ดำเนินการ&#xD;
โดยการอบรมเชิงปฏิบัติการ การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และการ&#xD;
นิเทศติดตามผล 3) ผลการพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการอบรม&#xD;
เชิงปฏิบัติการสูงขึ้น มีทักษะการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจในการพัฒนา&#xD;
ครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-06-02T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/942">
    <title>การพัฒนาคู่มือการใช้แพลตฟอร์มการทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษาของครูโรงเรียนอ่าวลึก ประชาสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/942</link>
    <description>Title: การพัฒนาคู่มือการใช้แพลตฟอร์มการทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษาของครูโรงเรียนอ่าวลึก ประชาสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่
Authors: ศรัณย์พงษ์ เกื้อบุตร; นัฎจรี เจริญสุข; ชูศักดิ์ เอกเพชร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาในการใช้แพลตฟอร์มการ&#xD;
ทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษาของครูโรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี&#xD;
2) เพื่อพัฒนาคู่มือการใช้แพลตฟอร์มการทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษาของครูโรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ 3) เพื่อ&#xD;
ประเมินผลการใช้งานคู่มือการใช้ แพลตฟอร์มการทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษาของครูโรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ การ&#xD;
วิจัยมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาปัญหาในการใช้แพลตฟอร์มการทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษาของครูโรงเรียนอ่าว&#xD;
ลึกประชาสรรค์ ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาคู่มือการใช้งานแพลตฟอร์ม ขั้นตอนที่ 3 ประเมินผลการใช้งานคู่มือ กลุ่มตัวอย่าง&#xD;
ได้แก่ ตัวแทนครูโรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตรัง กระบี่ จาก 8 กลุ่ม&#xD;
สาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ละ 3 คน รวมทั้งหมด 24 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่&#xD;
แบบทดสอบความรู้ในการใช้แพลตฟอร์มก่อนและหลังใช้คู่มือ แบบประเมินทักษะการใช้แพลตฟอร์ม แบบประเมินความ&#xD;
พึงพอใจต่อคู่มือ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาปัญหาในการใช้แพลตฟอร์มการทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษา ของครู&#xD;
โรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ พบว่ามีปัญหาโดยรวมในระดับมาก 2) ผลการการพัฒนาคู่มือการใช้แพลตฟอร์มการทำงาน&#xD;
กูเกิลเพื่อการศึกษามีผลการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของคู่มือ มีดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 - 1.00 ทุกด้าน&#xD;
3) ผลการประเมินผลการใช้งานคู่มือการใช้แพลตฟอร์ม ได้แก่ คะแนนทดสอบวัดความรู้ก่อนการใช้คู่มือ – หลังการใช้&#xD;
คู่มือ พบว่า ก่อนการใช้คู่มือมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 15.54 และหลังการใช้คู่มือมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 23.96 ผลการ&#xD;
วิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนน พบว่า หลังจากการใช้คู่มือ ผู้ใช้งานมีความรู้ ความเข้าใจสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทาง&#xD;
สถิติที่ .05 ผลการประเมินทักษะ พบว่า ทักษะการใช้งานใช้แพลตฟอร์มการทำงานกูเกิลเพื่อการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง&#xD;
ครูโรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ โดยรวมมีระดับทักษะอยู่ในระดับที่ปฏิบัติถูกต้องสมบูรณ์ในทุกทักษะการใช้งาน ผลการ&#xD;
ประเมินความพึงพอใจ พบว่า ความพึงพอใจในการใช้คู่มือ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-06-02T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/936">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ โรงเรียนชัยบุรีพิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/936</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ โรงเรียนชัยบุรีพิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
Authors: อุดมศักดิ์ ภิรมย์; ชูศักดิ์ เอกเพชร; นัฎจรี เจริญสุข
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ 2)&#xD;
พัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของครู&#xD;
โรงเรียนชัยบุรีพิทยาต่อกิจกรรมพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ โดยใช้&#xD;
กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนชัยบุรี&#xD;
พิทยา ปีการศึกษา 2564 จำนวน 54 คน วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล การพัฒนาครูในการ&#xD;
จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะของครูโรงเรียนชัยบุรีพิทยา ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพ&#xD;
และความต้องการ 2) แบบสังเกตพฤติกรรมการเข้าร่วมอบรม 3) คู่มือการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 4) แบบประเมินการ&#xD;
พัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ใน&#xD;
การวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาสภาพและความต้องการในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการ&#xD;
บริหารจัดการขยะ พบว่า โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านสภาพในการ&#xD;
จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ ได้แก่ ด้านจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ การมีส่วนร่วมใน&#xD;
จัดการเรียนรู้ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการขยะ และการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ส่วนด้านความต้องการ&#xD;
ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้อย่างยั่งยืนในสถานศึกษา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้&#xD;
เพื่อนำขยะกลับมาใช้ใหม่ การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอความคิดเพื่อนำไปกำหนดแผนส่วนร่วมใน&#xD;
จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อลดปริมาณขยะมูลฝอย การมีส่วนร่วมในการวางแผนเกี่ยวกับ&#xD;
กิจกรรมส่วนร่วมในจัดการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อคัดแยกขยะมูลฝอย 2) การพัฒนาครูในการจัดการ&#xD;
เรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ ครูมีพฤติกรรมการเข้าร่วมอบรมอยู่ในระดับดีเยี่ยม มีความตั้งใจ&#xD;
และตรงต่อเวลาในการเข้าอบรม ปฏิบัติกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมายด้วยความเต็มใจ มีความกระตือรือร้นในการซักถาม&#xD;
ปัญหาและแสดงความคิดเห็น ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ รับฟังข้อเสนอแนะของวิทยากร มีความรู้&#xD;
ความเข้าใจในการอบรม ตลอดสามารถจัดการเรียนรู้และแนะนำกระบวนการจัดการเรียนรู้ได้ นอกจากนี้ผู้เข้าอบรมยัง&#xD;
ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นอย่างสนุกสนาน ช่วยเหลือผู้อื่นในระหว่างการปฏิบัติกิจกรรม และสรุปเนื้อหา จดบันทึกข้อมูล&#xD;
ในการฝึกอบรม 3) ผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะ โรงเรียนชัยบุรี&#xD;
พิทยา พบว่า มีผลสัมฤทธิ์ทางการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2565-05-30T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/933">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียนวัดบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/933</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียนวัดบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: ณัฐพร นิลโกสีย์; ชูศักดิ์ เอกเพชร; นัฎจรี เจริญสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียน&#xD;
วัดบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3&#xD;
2) เพื่อพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียนวัดบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์&#xD;
ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 และ 3) เพื่อประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดการ&#xD;
เรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู และศึกษาความพึงพอใจของครู ต่อการพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้&#xD;
วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียนวัดบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
สุราษฎร์ธานี เขต 3 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ครูผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ&#xD;
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 18 คน โดยเลือกแบบเจาะจง การวิจัยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นการวางแผน&#xD;
ขั้นการปฏิบัติการ ขั้นการสังเกตการณ์ และขั้นการสะท้อนกลับ เก็บรวบรวมข้อมูล โดยแบบสัมภาษณ์สภาพการจัดการเรียน&#xD;
การสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานจากผู้บริหารและจากครูผู้สอน จำนวน 2 ฉบับ แบบสังเกตจำนวน 1 ฉบับ เอกสารประกอบการ&#xD;
ประชุมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน ของครูโรงเรียนวัดบ้านส้อง จำนวน 1 เล่ม&#xD;
แบบประเมินพฤติกรรม และแบบประเมินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน จำนวน 1 ฉบับ และแบบประเมิน&#xD;
ความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานของครูโรงเรียนวัดบ้านส้อง จำนวน 1 ฉบับ&#xD;
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ&#xD;
โดยการวิเคราะห์เนื้อหา จัดหมวดหมู่ของเนื้อหาและนำมาเสนอโดยความเรียง ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน พบว่า ครูส่วนใหญ่ใช้วิธีการสอนที่ยึดครูเป็นศูนย์กลาง คือการสอนแบบบรรยาย การอธิบาย การบอก แล้วให้นักเรียนทำโจทย์ หรือ แบบฝึกหัด นักเรียนขาดทักษะในการใฝ่เรียนรู้ และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง สาเหตุหนึ่งเกิดจากการที่ครูขาดความรู้ ความเข้าใจในวิธีการสอนโดยใช้&#xD;
วิจัยเป็นฐาน ทั้งนี้ ผู้บริหารและครูมีความต้องการพัฒนาด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน ให้เข้าใจวิธีการและ&#xD;
กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน และแนวทางในการเขียนแผนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็น&#xD;
ฐาน การวัดและประเมินผล และนำการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานมาสอนในทุกสาระวิชา 2) ผลการพัฒนาครู&#xD;
ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียนวัดบ้านส้อง จากการปฏิบัติจริงหลังผ่านการประชุมเชิง&#xD;
ปฏิบัติการ ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ พบว่า คะแนนทดสอบหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนการ&#xD;
ประชุมเชิงปฏิบัติการ และด้านการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้จากการประเมิน พบว่า วงรอบที่ 2 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมสูงก ว่า&#xD;
วงรอบที่ 1 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู พบว่า&#xD;
โดยรวมครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานอยู่ในระดับมาก
Description: การค้นคว้าอิสระนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2565-04-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/932">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความ ปลอดภัยในโรงเรียนวัดคีรีวง สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/932</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความ ปลอดภัยในโรงเรียนวัดคีรีวง สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: สุเมธ ไทยกลาง; สถาพร สังขาวสุทธิรักษ์; โสภณ เพ็ชรพวง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความปลอดภัย&#xD;
ในโรงเรียน 2) พัฒนาครูในการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน และ 3) ประเมินผล&#xD;
การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความปลอดภัยในโรงเรียนวัดคีรีวง สังกัดสานักงานเขตพื้นที่&#xD;
การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแท็ก&#xD;
การ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน 2 วงรอบ คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผลและการสะท้อนผล&#xD;
กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จานวน 14 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบ&#xD;
บันทึกการนิเทศ แบบประเมินความสามารถ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่&#xD;
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความปลอดภัย ใน&#xD;
โรงเรียนวัดคีรีวง โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลาดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านป้องกันแก้ไขปัญหาสังคม ด้านความ&#xD;
ปลอดภัยในการเดินทาง ด้านการป้องกันความเสี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติ และ ด้านอาคารและสิ่งแวดล้อม 2) การ&#xD;
ประเมินการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างผลการพัฒนาครูในการใช้กิจกรรมสนับสนุนการ&#xD;
เรียนรู้ เพื่อสร้างความปลอดภัยในโรงเรียนวัดคีรีวง ดาเนินการโดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ สังเกตพฤติกรรมการ&#xD;
ปฏิบัติการ ประเมินความรู้ความเข้าใจ และการนิเทศติดตาม พบว่า หลังจากการเข้าร่วมการพัฒนา ครูมีความรู้ ความ&#xD;
เข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน สูงขี้นกว่าก่อนเข้าร่วมการพัฒนา&#xD;
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ . 01 และมีความสามารถในการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก&#xD;
และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจในการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ เพื่อสร้างความปลอดภัย&#xD;
อยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2565-04-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/931">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/931</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2
Authors: พัชรี เอียดวงศ์; มัทนียา พงศ์สุวรรณ; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม 2) เพื่อพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม 3) เพื่อประเมินความรู้ความเข้าใจทักษะในการจัดกิจกรรม และความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม โดยใชกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ เคมมิสและแม็คแท็กการด ประกอบดวย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผนการปฏิบัติการ การสังเกตผล                 การสะท้อนผล ดําเนินการพัฒนา 2 วงรอบ กลุมเปาหมาย ไดแก  ผูบริหารและครูผูสอน จํานวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ใน  การรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบทดสอบ แบบนิเทศติดตาม และแบบสอบถามความพึงพอใจ             วิเคราะหขอมูลโดยใชสถิติพื้นฐาน ไดแก ค่าร้อยละ    คาเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน &#xD;
	ผลการวิจัยพบว่า1) การศึกษาสภาพการดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 มีสภาพการดำเนินงานปรากฏรายด้าน ได้แก่ ด้านนโยบายและแผนงานยังขาดความต่อเนื่องในการดำเนินการและขาดนิเทศติดตามอย่างเป็นระบบ ด้านสถานที่ สื่อ อุปกรณ์ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านยังขาดความหลากหลายและความน่าสนใจ ด้านการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน รูปแบบการจัดกิจกรรมยังขาดความหลากหลายและน่าสนใจ  ด้านความรู้ ความเข้าใจและทักษะของครู ครูยังขาดทักษะความเข้าใจในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่ชัดเจน ด้านผู้เรียน  ผู้เรียนไม่เห็นความสำคัญของการแสวงหาความรู้จากการอ่าน 2) ผลการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม พบว่า กลุ่มเป้าหมายการวิจัย มีความรู้ ทักษะ ความสามารถหลังได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการเพิ่มขึ้นโดยผลการประเมินความรู้ก่อนอบรมเชิงปฏิบัติการ มีค่าเฉลี่ย 14.60 คิดเป็นร้อยละ 73.00 และผลการประเมินหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการ มีค่าเฉลี่ย 18.70 คิดเป็น ร้อยละ 93.50 และผลของการสังเกตพฤติกรรมการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ มีค่าเฉลี่ย 4.45 อยู่ในระดับมาก ผลการสัมภาษณ์และนิเทศติดตามการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน  กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่ครูจัดขึ้น มีจุดเด่นที่สามารถดึงดูดใจนักเรียนให้ต้องการข้าร่วมกิจกรรมได้จำนวนมาก 3) ผลการประเมินเพื่อวัดความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะในการจัดกิจกรรม และความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน กลุ่มเป้าหมายการมีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะในการจัดกิจกรรม และความพึงพอใจต่อ การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.56
Description: การค้นคว้าอิสระวิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</description>
    <dc:date>2565-04-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/930">
    <title>การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การสอนแบบเปิด(Open Approach) เพื่อเสริมทักษะในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบางเนียง</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/930</link>
    <description>Title: การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การสอนแบบเปิด(Open Approach) เพื่อเสริมทักษะในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบางเนียง
Authors: พรรณพร สุขเกษม; อัญชลี แสงอาวุธ; สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การสอนแบบเปิด (Open Approach)&#xD;
ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้การสอนแบบเปิด (Open&#xD;
Approach) ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 3.เพื่อศึกษาทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ&#xD;
เรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การสอนแบบเปิด (Open Approach) 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนรู้&#xD;
คณิตศาสตร์โดยใช้การสอนแบบเปิด (Open Approach) ประชากรที่ศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบาง&#xD;
เนียง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบเปิด&#xD;
(Open Approach) ที่เน้นทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาบวก ลบ คูณ และหาร จำนวนนับ 2.&#xD;
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่อง โจทย์ปัญหาบวก ลบ คูณ และหาร เป็นแบบทดสอบปรนัย&#xD;
จำนวน 30 ข้อ 3. แบบวัดทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาบวก ลบ คูณ และหาร 4. แบบวัดความพึงพอใจต่อ&#xD;
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การสอนแบบเปิด (Open Approach) เพื่อเสริมทักษะในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า&#xD;
1. ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบเปิดเพื่อเพิ่มทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียน คือ&#xD;
E1/E2 = 84.11/80.40 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนก 80/80&#xD;
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบเปิดเพื่อเพิ่มทักษะการแก้ปัญหา&#xD;
คณิตศาสตร์ พบว่า มีความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 11.08 คะแนน หรือร้อยละ 36.93 และคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน&#xD;
3. การเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยวิธีเปิด&#xD;
พบว่า มีความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.22 คะแนน หรือร้อยละ 35.17 และคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน&#xD;
4. ความพึงพอใจโดยรวมต่อกิจกรรมการเรียนคณิตศาสตร์แบบเปิดเพื่อเสริมทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียน&#xD;
อยู่ในระดับมาก
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-03-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/929">
    <title>การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิดที่ส่งเสริมทักษะการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านบางเนียง</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/929</link>
    <description>Title: การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิดที่ส่งเสริมทักษะการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านบางเนียง
Authors: นภสร ศรีรักษา; อัญชลี แสงอาวุธ; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิด ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนของนักเรียนที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิด 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6 ก่อนและหลังจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิด 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิด ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านบางเนียงจานวน 30 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิด จานวน 10 แผน 2) แบบวัดทักษะการเขียน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การเขียนเป็นแบบปรนัยจานวน 30 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าประสิทธิภาพ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิดที่ส่งเสริมทักษะการเขียนของนักเรียน มีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 80.30/80.43 2) ทักษะการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสาคัญที่ .01 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญที่ .01 4) ความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการเขียนแผนผังความคิดที่ส่งเสริมทักษะการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับ มากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศทาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-03-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/912">
    <title>การพัฒนาครูในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/912</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
Authors: วโรดม ทิมบำรุง; โสภณ เพ็ชรพวง; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคต แห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี 2) พัฒนาครูในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคต แห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานีโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ เคมมิสและแม็คแท็กการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผล การสะท้อนผล ดำเนินการพัฒนา 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 20 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามสภาพการดำเนินงาน มีค่าความเชื่อมั่น .98 แบบทดสอบ แบบนิเทศติดตาม และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่น .93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาปัญหาในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี พบว่า เป้าหมายที่ 1 การพัฒนาสมาชิกให้เป็นคนดี และมีความสุข โดยรวม อยู่ในระดับมาก และเป้าหมายที่ 2 การพัฒนาสมาชิกให้เป็น คนเก่ง และมีความสุข โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการพัฒนาครูในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการผ่านระบบออนไลน์ ดำเนินการจัดกิจกรรม และการนิเทศติดตามการดำเนินการ ส่งผลให้ครู มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) ผลประเมินการพัฒนาครูในการดำเนินงานองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี พบว่า คะแนนการวัดความรู้ ความเข้าใจหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลประเมินการนิเทศติดตาม โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และผลประเมินความพึงพอใจ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-02-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/911">
    <title>การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของ โรงเรียนวัดสุทธาวาส อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/911</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของ โรงเรียนวัดสุทธาวาส อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธีระพล ศรีแสง; โสภณ เพ็ชรพวง; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของ โรงเรียนวัดสุทธาวาส 2) พัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของโรงเรียนวัดสุทธาวาส และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของโรงเรียนวัดสุทธาวาส อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแท็กการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผลและการสะท้อนผล โดยดำเนินการพัฒนา 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามสภาพการพัฒนาครู มีค่าความเชื่อมั่น .99 แบบทดสอบ แบบนิเทศติดตาม และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่น .93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของ โรงเรียนวัดสุทธาวาส ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ การวัดผลและประเมินผล การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้สู่การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ และการเตรียมสื่อและแหล่งเรียนรู้ และด้านการจัดการขยะในโรงเรียน 3 R โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ การใช้ซ้ำ การลดการใช้ และการนำขยะมาใช้ใหม่ 2) ผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของ โรงเรียนวัดสุทธาวาส ดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการผ่านระบบออนไลน์ การดำเนินการปฏิบัติจริง และการนิเทศติดตามผล การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อการจัดการขยะของครู 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของโรงเรียนวัดสุทธาวาส พบว่า คะแนนวัดความรู้ความเข้าใจหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการนิเทศติดตามการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ เพื่อการจัดการขยะ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-02-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/910">
    <title>การประเมินโครงการส่งเสริมการจัดการขยะ และลดปริมาณขยะด้วย ECO Concrete โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/910</link>
    <description>Title: การประเมินโครงการส่งเสริมการจัดการขยะ และลดปริมาณขยะด้วย ECO Concrete โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
Authors: จตุรงค์ ขุนปักษี; โสภณ เพ็ชรพวง; มัทนียา พงศ์สุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินด้านปัจจัยนำเข้า 3) ประเมินด้านกระบวนการ และ 4) ประเมินด้านผลผลิตของโครงการส่งเสริมการจัดการขยะ และลดปริมาณขยะด้วย ECO Concrete โดยใช้ใช้รูปแบบการประเมินโครงการซิปป์โมเดลของสตัฟเฟิลบีมในการประเมิน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,510 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 4 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 6 คน และนักเรียน 1,500 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ตารางบันทึกคะแนน และ แบบสอบถาม จำนวน 7 ฉบับ มีความเชื่อมั่น 0.81 – 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินด้านบริบทของโครงการ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2)การประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3) การประเมินด้านกระบวนการของโครงการ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ มีนักเรียนเข้าร่วมโครงการ 1,214 คน คิดเป็นร้อยละ 80.93 มีความพึงพอใจต่อโครงการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ในขณะทำโครงการขยะลดลงโดยรวมร้อยละ 39.78 และได้ชิ้นงานทั้งหมด 255 ชิ้น โดยทุกชิ้นผ่านระดับดี และเมื่อเทียบกับเกณฑ์การตัดสินถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน ควรดำเนินการโครงการส่งเสริมการจัดการขยะ และลดปริมาณขยะ ด้วย ECO Concrete โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-02-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/909">
    <title>การพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและสัดส่วนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ กลุ่มร่วมมือเทคนิค STADเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ กศน.อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/909</link>
    <description>Title: การพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและสัดส่วนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ กลุ่มร่วมมือเทคนิค STADเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ กศน.อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี
Authors: อุมาพร คงเพชรกุล; มัทนียา พงศ์สุวรรณ; กฤษณี สงสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและ&#xD;
สัดส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ&#xD;
2) เพื่อเปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนระดับ&#xD;
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ โดยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและสัดส่วน โดยการจัดการเรียนรู้&#xD;
แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนใช้วิธีเลือกแบบการสุ่มแบบกลุ่มกลุ่ม&#xD;
ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ กศน.อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ภาค&#xD;
เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง&#xD;
อัตราส่วนและสัดส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD 2) แบบวัดการคิดวิเคราะห์&#xD;
และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แผนการจัดการเรียนรู้สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ และค่าสถิติ&#xD;
ผลวิจัยพบว่า 1)ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและสัดส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ&#xD;
กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ มีค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์2)การ&#xD;
คิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หลังเรียนด้วยชุดฝึก&#xD;
ทักษะคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและสัดส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD สูงกว่า&#xD;
ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
Description: การค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2565-02-28T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

