<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/46">
    <title>DSpace Community: มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/46</link>
    <description>มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1145" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1131" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1130" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1111" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1110" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1109" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1108" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1107" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1050" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1049" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1048" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1047" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1046" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/722" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/187" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/185" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/117" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/116" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/115" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/114" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/113" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-08T22:59:28Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1145">
    <title>การออกแบบนวัตกรรมการกอบกู้ความถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผันของ นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กบนพื้นที่เกาะขนาดเล็ก</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1145</link>
    <description>Title: การออกแบบนวัตกรรมการกอบกู้ความถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผันของ นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กบนพื้นที่เกาะขนาดเล็ก
Authors: ปารณีย์ ศรีสวัสดิ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผัน ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการกอบกู้ความถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผันของนักเรียนใน โรงเรียนขนาดเล็กบนพื้นที่เกาะขนาดเล็ก และถ่ายทอดนวัตกรรมดังกล่าว โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ อย่างมีส่วนร่วม ซึ่งรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์การสนทนากลุ่มย่อย การสังเกต การปฏิบัติการ ออกแบบและพัฒนานวัตกรรม การถอดบทเรียนภายหลังปฏิบัติการประเมินนวัตกรรมและการถ่ายทอด นวัตกรรมดังกล่าว ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักเรียน 54 คน ครูและผู้บริหารสถานศึกษา 12 คน กรรมการ สถานศึกษา 9 คน ผู้แทนชุมชน 5 คน ผู้ปกครองของนักเรียน 20 คน และนักการศึกษา 5 คน โดยวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนมีความถดถอยทางการเรียนรู้ประมาณ 1-2 ปี อันเนื่องมาจาก การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยมีความถดถอยด้านอารมณ์สูงที่สุด ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาเป็นด้านสติปัญญาและด้านสังคมอยู่ในระดับมาก และด้านร่างกายอยู่ในระดับน้อยที่สุด ตามลำดับ นวัตกรรมการกอบกู้ความถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผันของนักเรียนในโรงเรียนขนาด เล็กบนพื้นที่เกาะขนาดเล็กครั้งนี้ เรียกว่า “ฟื้นการเรียนรู้ ฟื้นวิถี ฟื้นชีวิต” ซึ่งออกแบบและพัฒนาตาม แนวคิดการคิดเชิงออกแบบ โดยใช้หลักการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน และอาศัยแนวคิดการเรียนรู้ โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และอาศัยพันธมิตรในชุมชนในการส่งเสริมให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ที่มีความเข้าใจและเข้าถึงวิถีชีวิตตนเองซึ่งจะสามารถใช้ดำเนินชีวิตใน อนาคต ส่วนผลการประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมและผลการประเมินการถ่ายทอดนวัตกรรม ดังกล่าวอยู่ในระดับมากที่สุด</description>
    <dc:date>2568-09-19T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1131">
    <title>การใช้ชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตาม แนวทางของ PISA สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคณิตศาสตร์  คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1131</link>
    <description>Title: การใช้ชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตาม แนวทางของ PISA สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคณิตศาสตร์  คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
Authors: ศิรเศรษฐ ภู่ศร๊
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA 2. เพื่อศึกษาประสิทธิผลของผู้เรียนชุดกิจกรรมออนไลน์ เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA และ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA จำนวน 4 กิจกรรม ซึ่งชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพ 81.08/80.48 และนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคณิตศาสตร์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีจำนวน 30 คน ซึ่งใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง ซึ่งประสิทธิผลของผู้เรียนชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA มีค่าเท่ากับ 75.60% และมีความพึงพอใจของผู้เรียนชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA เท่ากับ 4.73 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด</description>
    <dc:date>2568-09-15T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1130">
    <title>การพัฒนาการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดียบนดัชนีแฮชโค้ด K-means</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1130</link>
    <description>Title: การพัฒนาการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดียบนดัชนีแฮชโค้ด K-means
Authors: ศราวุธ มากชิต
Abstract: เทคนิค Vector Quantization (VQ) ได้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการจัดการกับปัญหาและอุปสรรคของการจัดเก็บและเวลาในการประมวลผลข้อมูล สำหรับการค้นหาเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุด (Nearest Neighbors: NN) ในแอปพลิเคชันต่าง ๆ ของข้อมูลมัลติมีเดีย ซึ่งอัลกอริทึม K means clustering เป็นวิธีการหนึ่งของ VQ เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ปัจจุบันการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดีย (Cross-media retrieval) มีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูลทางด้านมัลติมีเดีย เช่น ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ เสียง และ ข้อมูล 3 มิติเราสามารถค้นคืนข้อมูลโดยการส่งคำถาม (query) ของสื่อประเภทหนึ่งเพื่อค้นคืนสื่ออีกประเภทหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีการนำเสนอเทคนิค VQ หรืออัลกอริธึมการทำแฮชชิง (Hashing) จำนวนมาก เพื่อรหัสขนาดกะทัดรัด (Compact code) โดยมีวัตถุประสงค์ในการทำงานแบบเรียลไทม์แต่ถ้าจะค้นหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน (Exhaustive search) นั้นไม่สามารถทำได้ในโลกแห่งความเป็นจริง และการคำนวณระยะทางแฮมมิง&#xD;
(Hamming distance) ก็ให้ผลลัพธ์ที่คลาดเคลื่อนสูง เนื่องจากมีการสูญเสียข้อมูลขณะทำการเข้ารหัส (Quantization loss) ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตารางดัชนีแบบกลับด้านด้วยรหัส K-means และ 2) นำเสนอแนวทางและวิเคราะห์ประสิทธิภาพการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดียแบบใหม่ที่ผ่านการเรียนรู้เชิงลึก (DNN) โดยใช้วิธีการเรียนรู้คุณสมบัติของข้อมูลมัลติมีเดีย (Multimedia features) เพื่อการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดีย วิธีการที่นำเสนอเป็นวิธีการค้นหาแบบใหม่ที่ใช้ค่าความสัมพันธ์ (Relevant score) ของตารางดัชนีแบบกลับด้าน (Inverted index) ด้วยรหัสกลุ่ม K-means จับคู่กับคำถามดิบ (Raw query) โดยผ่านการเรียนรู้ด้วยโครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึก (DNN) เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของดัชนี K-means แบบดั้งเดิม การทดสอบได้ดำเนินการกับชุดข้อมูลมัลติมีเดียมาตรฐาน 4 ชุด ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับการค้นคืนแบบพื้นฐาน (baseline) ด้วยรหัส K-means ทั้งด้านความถูกต้องและเวลา ซึ่งสามารถกล่าวสรุปได้ว่า โมเดลการเรียนรู้ DNN สามารถเรียนรู้คุณสมบัติข้อมูลคำถามดิบของข้อมูล มัลติมีเดียได้ดีในการเชื่อมโยงกับค่าคะแนนความสัมพันธ์ของแต่ละกลุ่ม K-means ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</description>
    <dc:date>2568-09-15T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1111">
    <title>นวัตกรรมการเสริมสร้างทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จของเด็กปฐมวัย ด้อยโอกาสด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการวิถีชีวิตแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1111</link>
    <description>Title: นวัตกรรมการเสริมสร้างทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จของเด็กปฐมวัย ด้อยโอกาสด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการวิถีชีวิตแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ชิตาพร เอี่ยมสะอาด
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเสริมสร้างทักษะสมองสู่ชีวิตที่สำเร็จของเด็กปฐมวัยด้อยโอกาสด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการวิถีชีวิตแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอน 13 คน ได้มาโดยเลือกแบบสมัครใจ เด็กปฐมวัย 67 คน และผู้ปกครอง 67 คน ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มาโดยเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการ 4 ระยะ คือ 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน 2) พัฒนานวัตกรรมฉบับร่าง 3) ทดลองใช้และประเมินนวัตกรรม และ 4) พัฒนา&#xD;
นวัตกรรมฉบับสมบูรณ์เครื่องมือวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้ปกครองแบบสอบถามวัดสมรรถนะครูแบบสังเกตพฤติกรรมวัดทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัย และแบบสอบถามความคิดเห็นผู้มีส่วนร่วมในการใช้นวัตกรรม สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าทีIndependent ผลการวิจัยพบว่า 1. ได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการวิถีชีวิตแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม 8 ชุด 40 กิจกรรม ได้แก่ 1) ชุดบูรณาการงานบ้าน : กิจกรรมวิศวกรน้อยกับบ้านในฝัน บ้านสะอาดด้วยไม้กวาดวิเศษหุ่นยนต์ถูพื้นระรื่นบ้าน ซักเสื้อซักผ้าแสนสนุก และจัดระเบียบฉันหน่อย 2) ชุดบูรณาการงานครัว : &#xD;
กิจกรรมเมนูรักษ์สุขภาพ สูตรอาหารหนูน้อย เชฟตัวน้อย 100 ฝีมือ จัดจานสวยหรูและมารยาทงามกับอาหารอร่อย 3) ชุดบูรณาการงานกิจวัตรประจำวัน : กิจกรรมอวัยวะแสนวิเศษ ล้างมือสร้างสุขนิสัย แปรงฟันสร้างสุขนิสัย อาบน้ำสร้างสุข เก็บที่นอนสอนนิสัย 4) ชุดบูรณาการงานอดิเรก : กิจกรรมหลากหลายสัมผัสรู้ลิ้นสัมผัส สำคัญที่ตา กายสัมผัสรู้รับรู้หูสัมผัส 5) ชุดบูรณาการงานอาชีพ: กิจกรรมอาชีพน่ารู้ในชุมชน นักเกษตรกรรุ่นเยาว์ค้าขายพาเพลิน ช่างเสริมสวยรวยทรัพย์รับราชการสรรค์สร้าง 6) ชุดบูรณาการงานสิ่งแวดล้อมในบริบทชุมชน : กิจกรรมนักจัดการขยะ ขยะสร้างคุณค่า โลกสวยด้วยขยะ ของเล่นขยะ DIY ขยะกับความพอเพียง 7) ชุดรู้บูรณาการงานวัฒนธรรมทางศาสนา : กิจกรรมวันอาสาฬหบูชา น้ำตาเทียน จัดดอกไม้บูชาพระ ทำบุญตักบาตรเวียนเทียนจำลอง 8) ชุดบูรณาการงานประเพณีท้องถิ่น : กิจกรรมชักพระประเพณีถิ่นใต้ขนมต้มวันชักพระ สถาปนิกเรือพระ แข่งเรือยาวชาวสุราษฎร์ชักพระจำลอง แต่ละกิจกรรม ดำเนินการ 5 ขั้น ได้แก่ ขั้นจุดประกายคิด (Stimulus) ขั้นพิชิตแผนการ (Plan) ขั้นปฏิบัติการกิจ (Action) ขั้นคิดทบทวน (Reflection) ขั้นชวนนำใช้(Applying) เรียกว่า สปาร์โมเดล (SPAR(A) MODEL) ทั้งนี้จัดทำเป็นเอกสารคู่มือ 4 ส่วน ได้แก่ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับนวัตกรรม แผนการจัดกิจกรรม แนวทางการนำนวัตกรรมไปใช้ และภาคผนวก ซึ่งคุณภาพโดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 2. เด็กปฐมวัยที่ครูใช้นวัตกรรมมีทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ครูผู้สอนที่ใช้นวัตกรรมมีสมรรถนะในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะสมองเพื่อะชีวิตที่สำเร็จของเด็กปฐมวัยโดยภาพรวมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. ผู้มีส่วนร่วมในการใช้นวัตกรรมมีความคิดเห็นต่อการใช้นวัตกรรมหลังการทดลองโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</description>
    <dc:date>2568-09-06T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1110">
    <title>พฤติกรรมการบริโภคอาหารในยุคชีวิตวิถีใหม่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมข้าวกรอบเพื่อสุขภาพ จากวัตถุดิบท้องถิ่นของจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1110</link>
    <description>Title: พฤติกรรมการบริโภคอาหารในยุคชีวิตวิถีใหม่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมข้าวกรอบเพื่อสุขภาพ จากวัตถุดิบท้องถิ่นของจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ชลิดา เลื่อมใสสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ สำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคในการรับประทานอาหารในชีวิตวิถีใหม่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี พัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมข้าวกรอบเพื่อสุขภาพจากข้าวไร่หรือแป้งข้าวไร่ และพืชสมุนไพร ผลไม้ หรือผักพื้นบ้านในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ศึกษาการยอมรับผลิตภัณฑ์ขนมข้าวกรอบเพื่อสุขภาพที่พัฒนาแล้ว รวมถึงวิเคราะห์คุณภาพด้านต่างๆ และประเมินคุณค่าทางโภชนาการในผลิตภัณฑ์ขนมข้าวกรอบเพื่อสุขภาพที่พัฒนาแล้ว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการตอบแบบสอบถามคือ ผู้ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 400 คน เก็บโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดสอบทางประสาทสัมผัส ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน และผู้ทดสอบชิมที่เคยรับประทานขนมข้าวกรอบ 30 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการบริโภค ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ใช้วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance) และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยวิธี Duncan’s New Multiple Rang Test (DMRT) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% แบบสอบถามที่ใช้ในการสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคในการรับประทานอาหารในชีวิตวิถีใหม่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน แบบสอบถามความรู้เรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ แบบสอบถามพฤติกรรมบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงวัยรุ่นที่มีอายุ 18-30 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรีมีอาชีพนักเรียน / นักศึกษา และมีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท อาศัยอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนใหญ่จึงพักอาศัยกับพ่อแม่/ญาติพี่น้อง มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ในระดับปกติ กล่าวคือมีสุขภาพดี แต่พบว่ายอดรวมของผู้ที่มีเกณฑ์น้ำหนักเกิน (โรคอ้วนระดับ 1 โรคอ้วนระดับ 2 และโรคอ้วนระดับ 3) ค่อนข้างสูง ด้านโรคประจำตัวส่วนใหญ่ไม่เคยตรวจโรค ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จะได้รับข้อมูลด้านสุขภาพจากสื่อสังคมออนไลน์ อินเตอร์เน็ต และส่วนใหญ่ทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน เมื่อสอบถามความรู้เรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีความรู้เรื่องอาหารเพื่อสุขภาพเกี่ยวกับประเภทของอาหารโดยรวมอยู่ในระดับดี มีความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการรับประทานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีความรู้เรื่องการนำสมุนไพร ผัก ผลไม้พื้นบ้านมาทำอาหารอยู่ในระดับปานกลาง มีความรู้เรื่องผลของอาหารต่อสุขภาพอยู่ในระดับดี เมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพด้านการเลือกซื้ออาหาร นิสัยในการบริโภค และมูลค่าในการบริโภค พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก ประกอบด้วยด้านการเลือกซื้ออาหารอยู่ในระดับมาก ด้านนิสัยในการบริโภคอยู่ในระดับมาก ด้านมูลค่าในการบริโภคอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมข้าวกรอบเพื่อสุขภาพ มีการคัดเลือกสูตรมาตรฐานผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการ จำนวน 5 คน และพัฒนาสูตรแผ่นข้าวกรอบโดยการดัดแปลงสูตรจากการใช้ข้าวเจ้าหอมมะลิทดแทนด้วยข้าวไร่ จากข้าว 2 ชนิด คือ ข้าวเจ้าไร่พันธุ์หอมนิลและข้าวเหนียวดำไร่พันธุ์ลืมผัว พบว่าขนมข้าวกรอบจากข้าวเหนียวดำไร่พันธุ์ลืมผัวที่ผ่านการอบและทอดแล้วจะมีความพองกรอบมากกว่าขนมข้าวกรอบจากข้าวเจ้าไร่พันธุ์หอมนิลอย่างเห็นได้ชัด มี ผลการคัดเลือกรสชาติในการพัฒนารสชาติระหว่างรสเมี่ยงคำ รสต้มยำ และรสข้าวยำน้ำบูดู โดยผู้ทดสอบชิม 30 คน พบว่ารสชาติที่คะแนนความชอบโดยรวมมากที่สุด คือ รสเมี่ยงคำที่ระดับความเข้มข้นปานกลาง&#xD;
ผลิตภัณฑ์ข้าวกรอบรสเมี่ยงคำที่ได้นำมาวิเคราะห์คุณภาพด้านต่างๆ ได้แก่ ความชื้น ค่าวอเตอร์แอคติวิตี้ ค่าความเป็นกรด-ด่าง จำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมด ยีสต์และรา และคุณค่าทางโภชนาการ พบว่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ มีความปลอดภัยในการบริโภค และมีคุณค่าทางโภชนาการสูงประโยชน์ที่ได้จากงานวิจัยครั้งนี้ มีการถ่ายทอดให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนชุมชนคนเกษตรบ้านห้วยลึก อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อนำข้อมูลและวิธีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมข้าวกรอบเพื่อสุขภาพไปประยุกต์ใช้ในการผลิตเชิงพานิชย์ ก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบข้าวไร่พันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2568-09-06T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1109">
    <title>นวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์ โครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ด้วยนวัตกรรม เลียนแบบธรรมชาติผ่านชุมชนบนเส้นทางการเรียนรู้</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1109</link>
    <description>Title: นวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์ โครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ด้วยนวัตกรรม เลียนแบบธรรมชาติผ่านชุมชนบนเส้นทางการเรียนรู้
Authors: อาทิตยา จิตร์เอื้อเฟื้อ
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาการทำโครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษา 2) พัฒนานวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาด้วยนวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติและศึกษาผลการนำไปใช้และ 3) นำเสนอนวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาต่อหน่วยงานและกลุ่มเป้าหมาย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ประยุกต์ใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ระยะที่ 1 วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาการทำโครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลการสนทนากลุ่มกับผู้ที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการตีความหมายข้อมูล ระยะที่ 2 พัฒนานวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาด้วยนวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติและศึกษาผลการนำไปใช้และศึกษาปัจจัยส่งเสริมและอุปสรรค กลุ่มนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์29 คน เข้าร่วมในโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพฯ เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมินการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษา และสัมภาษณ์ใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหาและใช้เทคนิคสามเส้า ระยะที่ 3 นำเสนอนวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาต่อหน่วยงานและกลุ่มเป้าหมาย ผลการศึกษาทั้ง 3 ระยะ พบว่า 1) สภาพปัจจุบันและปัญหาการทำโครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษา มีข้อจำกัด ทั้งการคิดหัวข้อโครงงานการบูรณาการความรู้ที่ไม่เพียงพอ นวัตกรรมโครงงานที่ไม่ตอบโจทย์บริบทชุมชน 2) โปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาอาศัยหลักการของ Biomimicry ซึ่งเป็นการเลียนแบบสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วยการวิเคราะห์ปัญหา การค้นพบข้อมูลทางธรรมชาติการเลียนแบบ การออกแบบ การแลกเปลี่ยน ตัวแบบจำลอง ทดสอบ และประเมินผล นวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพ ฯ ดังกล่าวประสบความสำเร็จในการเสริมสร้างการทำโครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษาครูและ 3) การนำเสนอนวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพต่อหน่วยงานและกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในกิจกรรมทุกด้าน มีความรู้ความเข้าใจ และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ อยู่ในระดับมากที่สุด</description>
    <dc:date>2568-09-06T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1108">
    <title>การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดคำลักษณนามจีนเข้าคู่กับคำนาม:  กรณีศึกษานักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1108</link>
    <description>Title: การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดคำลักษณนามจีนเข้าคู่กับคำนาม:  กรณีศึกษานักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
Authors: อมรา อภัยพงศ
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ข้อผิดพลาดการใช้คำลักษณนามจีนเข้าคู่กับคำนามของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี2) เพื่อหาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขข้อผิดพลาดการใช้คำลักษณนามจีนเข้าคู่กับคำนามของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีโดยใช้ระเบียบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และเชิงสำรวจ (Survey Research) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีจำนวน 22 คน &#xD;
เกิดข้อผิดพลาดคำลักษณนามจีนมากที่สุด คือ ข้อผิดพลาดคำลักษณนามจีนที่เกี่ยวกับมนุษย์คิดเป็นร้อยละของข้อผิดพลาดทั้งหมด 11.2 รองลงมา คือ ข้อผิดพลาดคำลักษณนามจีนที่เกี่ยวกับสัตว์คิดเป็นร้อยละของข้อผิดพลาดทั้งหมด 9.7 และลำดับสุดท้าย คือ ข้อผิดพลาดคำลักษณนามจีนที่เกี่ยวกับพืช คิดเป็นร้อยละของข้อผิดพลาดทั้งหมด 2.1 2) จากการวิเคราะห์ข้อมูลตามกรอบแนวคิดทางด้านภาษาศาสตร์การจัดแบ่งประเภทสิ่งมีชีวิตของคำลักษณนามจีนและแนวคิดการวิเคราะห์ข้อผิดพลาด พบว่า ภาษาเป็นระบบสัญลักษณ์ที่สะท้อนกระบวนการสร้างมโนทัศน์ซึ่งมีความสัมพันธ์กับระบบความนึกคิด การมองโลก ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมไทยจีน และอิทธิพลภาษาแม่ นอกจากนั้น วิจัยฉบับนี้ยังได้ให้ข้อเสนอแนะ วิธีการสอนคำศัพท์ โดยนำคำลักษณนามจีนมาบูรณาการกับการเรียนรู้จดจำคำศัพท์ในชั้นเรียน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจคำศัพท์ในบทเรียนมากยิ่งขึ้น</description>
    <dc:date>2568-09-06T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1107">
    <title>นวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์  โครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ด้วยนวัตกรรม  เลียนแบบธรรมชาติผ่านชุมชนบนเส้นทางการเรียนรู้</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1107</link>
    <description>Title: นวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์  โครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ด้วยนวัตกรรม  เลียนแบบธรรมชาติผ่านชุมชนบนเส้นทางการเรียนรู้
Authors: อาทิตยา  จิตร์เอื้อเฟื้อ
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาการทำโครงงานสะเต็ม ศึกษาของนักศึกษา 2) พัฒนานวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์ โครงงานสะเต็มศึกษาด้วยนวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติ และศึกษาผลการนำไปใช้ และ 3) นำเสนอนวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาต่อหน่วยงาน และกลุ่มเป้าหมาย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ประยุกต์ใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการ วิจัย 3 ระยะ ระยะที่ 1 วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาการทำโครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลการสนทนากลุ่มกับผู้ที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการตีความหมายข้อมูล ระยะที่ 2 พัฒนานวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาด้วย นวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติ และศึกษาผลการนำไปใช้ และศึกษาปัจจัยส่งเสริมและอุปสรรค กลุ่ม นักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ 29 คน เข้าร่วมในโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพฯ เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมิน การสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษา และสัมภาษณ์ ใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหาและใช้เทคนิคสามเส้า ระยะที่ 3 นำเสนอนวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์ โครงงานสะเต็มศึกษาต่อหน่วยงานและกลุ่มเป้าหมาย ผลการศึกษาทั้ง 3 ระยะ พบว่า 1) สภาพ ปัจจุบันและปัญหาการทำโครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษา มีข้อจำกัด ทั้งการคิดหัวข้อโครงงาน การบูรณาการความรู้ที่ไม่เพียงพอ นวัตกรรมโครงงานที่ไม่ตอบโจทย์บริบทชุมชน 2) โปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาอาศัยหลักการของ Biomimicry ซึ่ง เป็นการเลียนแบบสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วยการวิเคราะห์ ปัญหา การค้นพบข้อมูลทางธรรมชาติ การเลียนแบบ การออกแบบ การแลกเปลี่ยน ตัวแบบจำลอง ทดสอบ และประเมินผล นวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพ ฯ ดังกล่าวประสบความสำเร็จในการเสริมสร้างการทำโครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษาครู และ 3) การนำเสนอนวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพต่อหน่วยงานและกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในกิจกรรมทุก ด้าน มีความรู้ความเข้าใจ และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ อยู่ในระดับมากที่สุด</description>
    <dc:date>2568-09-06T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1050">
    <title>การจัดการสารสนเทศด้านสุขภาพของผู้สูงอายุจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1050</link>
    <description>Title: การจัดการสารสนเทศด้านสุขภาพของผู้สูงอายุจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: อมรรัตน์ แซ่กวั่ง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาการจัดการสารสนเทศด้านสุขภาพของผู้สูงอายุจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการรับรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) ศึกษาช่องทางการรับรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากประชากรกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านแต่ละอำเภอในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 19 อำเภอ กำหนดกลุ่มประชากรตัวอย่างร้อยละ 10 ของจำนวนทั้งหมด จำนวน 477 คน และ 3) ศึกษาแนวทางการจัดการสารสนเทศด้านสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชากรกลุ่มตัวอย่าง&#xD;
เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป/ชุมชน สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 19 อำเภอ หน่วยงานละ 1 คน จำนวน 59 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sample) มีการเก็บข้อมูลด้วยชุดแบบสอบถามตามความเห็นเชิงสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสม นำผลที่ได้จากการเก็บข้อมูลทำการวิเคราะห์ด้วยสถิติในการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการรับรู้สารสนเทศ ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุจังหวัดสุราษฎร์ธานี และช่องทางการรับรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาแนวทางการจัดการสารสนเทศด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผลการวิจัยในส่วนของพฤติกรรมการใช้พบว่า มีการสืบค้นและรับรู้สารสนเทศด้านสุขภาพ เดือนละ 1-2 ครั้ง โดยสืบค้นและรับรู้สารสนเทศด้านสิทธิการรักษา หรือหน่วยงานที่ช่วยเหลือ ในปัญหาต่าง ๆ ของโรคและส่วนใหญ่จะใช้ช่วงเวลา 06.01-12.00 น. ในการสืบค้นและรับรู้สารสนเทศด้านสุขภาพ ปัจจัยทัศนคติที่คอยสนับสนุนพฤติกรรมคือ สภาพแวดล้อมที่สนับสนุน โดยมีห้องครัว/สถานที่&#xD;
ปรุงอาหารที่ปลอดภัยถูกสุขลักษณะเองในบ้าน และมีเครื่องมืออุปกรณ์ให้ความบันเทิงที่บ้าน เช่น โทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์ และด้านอิทธิพลทางสังคม โดยมีคนในครอบครัว พร้อมให้การสนับสนุนเวลา สิ่งของ อุปกรณ์ เครื่องใช้หรือค่าใช้จ่ายเพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีขึ้นและมีเพื่อนหรือญาติที่พร้อมจะให้เวลา เพื่อช่วยเหลือตอนไม่สบายหรือเจ็บป่วย ส่วนการรับรู้ภาวะสุขภาพตนเองอยู่ในระดับดี ซึ่งมีครอบครัวที่มีความรัก ความอบอุ่น มีสุขภาพจิต และมีความพึงพอใจในชีวิต นอกจากนี้ในส่วนของช่องทางการ (3) รับรู้สารสนเทศพบว่า สื่อโสตทัศน์ประเภทโทรทัศน์และสื่อบุคคลประเภทเจ้าหน้าที่หน่วยบริการสาธารณสุข/อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) มีการใช้เป็นช่องทางการรับรู้ระดับมากที่สุด ผลมาจากการศึกษาแนวทางการจัดการสารสนเทศด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผลโดยรวมเป็นระดับมาก แต่เป็นภาพรวมที่แสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อนกลไกขององค์กรที่เป็นนามธรรมค่อนข้างสูงผนวกกับหน่วยงานบริการด้านสุขภาพมีการให้บริการสื่อในทุกประเภทในระดับมากคือ สื่อบนอินเทอร์เน็ตประเภทแอปพลิเคชันไลน์ สื่อโสตทัศน์ประเภทสมาร์ทโฟน สื่อบุคคลผ่านทางอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) และสื่อสิ่งพิมพ์ผ่านทางลูก/หลาน แผ่นพับ/ใบปลิว/โปสเตอร์ ลำดับต่อไป นักวิจัยพิจารณาร่างแนวทางการจัดการสารสนเทศด้านสุขภาพ ในส่วนของภารกิจคือ ส่งเสริมสุขภาพป้องกันการเจ็บป่วย และดูแลตนเองเบื้องต้น โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในรูปแบบที่หลากหลายแก่ผู้สูงอายุ ครอบครัว และชุมชนของผู้สูงอายุ รองลงมาคือ ส่งเสริมสนับสนุนสื่อทุกประเภทให้มีรายการเพื่อผู้สูงอายุและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้รับความรู้และสามารถเข้าถึงข่าวสารและสื่อ โดยการเผยแพร่ข่าวสารด้านสุขภาพให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงจากสื่อต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการสนับสนุนสื่อสารสนเทศด้านสุขภาพประเภทต่าง ๆ คือ สื่อโสตทัศน์ประเภทโทรทัศน์และสมาร์ทโฟน สื่อบุคคลประเภทเจ้าหน้าที่หน่วยบริการสาธารณสุข/อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) และลูก/หลาน สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทแผ่นพับ/ใบปลิว โปสเตอร์ และหนังสือคู่มือ และสื่อบนอินเทอร์เน็ตประเภทไลน์ เฟซบุ๊ก และเว็บไซต์ ผลการประเมินความเหมาะสมร่างแนวทางการจัดการสารสนเทศด้านสุขภาพพบว่า มีความเหมาะสมโดยมีประโยชน์ต่อผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านระดับมากคือ การส่งเสริมสุขภาพป้องกันการเจ็บป่วย และดูแลตนเองเบื้องต้นโดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในรูปแบบที่หลากหลายแก่ผู้สูงอายุ ครอบครัว และชุมชน&#xD;
ของผู้สูงอายุมีระดับมากกว่าอีกด้าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อนกลไกขององค์กร ส่วนการสนับสนุนสื่อสารสนเทศด้านสุขภาพประเภทต่าง ๆ อยู่ในระดับมากได้แก่ สื่อบุคคลเหมาะสมระดับมากสูงสุด คือ เจ้าหน้าที่หน่วยบริการสาธารณสุข/อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) และลูก/หลาน ส่วนสื่อระดับมากรองลงมาคือ สื่อบนอินเทอร์เน็ตประเภทไลน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทโปสเตอร์กับสื่อโสตทัศน์ ประเภทโทรทัศน์</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1049">
    <title>รูปแบบการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1049</link>
    <description>Title: รูปแบบการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: อมรรัตน์ แซ่กวั่ง
Abstract: การวิจัยเรื่องรูปแบบการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการทรัพยากรสารสนเทศของประชาชนที่มาใช้บริการห้องสมุดประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศห้องสมุดประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 3) เพื่อสร้างรูปแบบการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methods) ระหว่างเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และเชิงคุณภาพ (Gualitative Research) วิธีวิจัยเชิงปริมาณใช้ศึกษารวบรวมสภาพปัญหาและความต้องการทรัพยากรสารสนเทศ และแนวทางการพัฒนาการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศห้องสมุดประชาชน เครื่องมือวิจัยใช้แบบสอบถามแบบสำรวจ ส่วนวิจัยเชิงคุณภาพใช้จัดทำร่างรูปแบบการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เครื่องมือวิจัยใช้ข้อมูลจากการวิจัยในระยะที่ 1 ระยะที่ 2 และเกณฑ์มาตรฐานห้องสมุดประชาชน พ.ศ. 2550 โดยใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sample)&#xD;
จากผู้บริหารและบรรณารักษ์ อย่างละจำนวน 6 คน และผู้ใช้บริการห้องสมุดประชาชน จำนวน 540 คน และแบบการสุ่มจับฉลากห้องสมุดประชาชน จากห้องสมุดประชาชนแม่ข่ายของแต่ละโซนการบริหารงานในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ ห้องสมุดประชาชนอำเภอบ้านตาขุน ห้องสมุดประชาชนอำเภอไชยา ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอกาญจนดิษฐ์ ห้องสมุดประชาชนอำเภอชัยบุรีห้องสมุดประชาชนอำเภอเกาะสมุย และห้องสมุดประชาชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาของประชาชนที่มาใช้บริการห้องสมุดประชาชน ปัจจุบันมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้บริการห้องสมุดประชาชนด้านการสื่อสารกับผู้ใช้มีปัญหาการให้บริการมากกว่าด้านอื่น ๆ ส่วนบรรณารักษ์หรือผู้ให้บริการเห็นว่าด้านกระบวนการ/ขั้นตอนการให้บริการมีปัญหาการให้บริการมากกว่าด้านอื่น ๆ และความต้องการทรัพยากรสารสนเทศของประชาชนที่มาใช้บริการห้องสมุดประชาชนมีความต้องการทรัพยากรสารสนเทศมากกว่าประเภทอื่น ๆ ซึ่งได้แก่สื่อสิ่งพิมพ์อันเป็นหนังสือหมวดเบ็ดเตล็ด ความรู้ทั่วไป (000) สื่ออิเล็กทรอนิกส์ คือ ฐานข้อมูลออนไลน์ สื่อสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องได้แก่&#xD;
หนังสือพิมพ์ สื่อในการจัดทำผลงานทางวิชาการ คือ หนังสือและรายงานการวิจัย (ฉบับสมบูรณ์) และสื่อโสตทัศน์ คือ สื่อโสตทัศน์อื่น ๆ เช่น ภาพยนตร์ ฯลฯ 2) แนวทางการพัฒนาการให้บริการทรัพยากร(3) สารสนเทศห้องสมุดประชาชนในปัจจุบัน สภาพการดำเนินงานตามภารกิจด้านนโยบายและการดำเนินงานห้องสมุดประชาชน ผู้บริหารและบรรณารักษ์มีความคิดเห็นที่ตรงกันมากที่สุด ส่วนด้านบทบาทของห้องสมุดประชาชนผู้บริหารและบรรณารักษ์หรือผู้ให้บริการมีความคิดเห็นที่ตรงกันมากที่สุดคือ การส่งเสริมการรู้หนังสือ คือ การส่งเสริมการอ่านสร้างนิสัยรักการอ่าน ในด้านทรัพยากรสารสนเทศที่มีให้บริการของห้องสมุดประชาชนยังมีบริการทรัพยากรสารสนเทศทุกประเภทตามมาตรฐานห้องสมุดประชาชน 2550 3) รูปแบบการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดประชาชน เป็นรูปแบบที่ได้จากข้อมูลจากการวิจัยในระยะที่ 1 ระยะที่ 2 และเกณฑ์มาตรฐานห้องสมุดประชาชน พ.ศ. 2550 ผู้บริหารและบรรณารักษ์หรือผู้ให้บริการเห็นว่ามีความเหมาะสมโดยรวมในระดับมาก รูปแบบการให้บริการใหม่ที่ห้องสมุดประชาชนใช้เป็นแนวทางการพิจารณาปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการใน 5 ด้าน ด้านการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศมี 5 ประเภท คือ ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์จากเดิม 14 หมวด เหลือเพียงรูปแบบการให้บริการหลักและรอง รูปแบบการให้บริการหลัก 5 หมวด ในด้านบริการพื้นฐานที่ควรจัดให้มีในห้องสมุดประชาชนมี 13 ด้าน กำหนดรูปแบบการให้บริการหลักและรองรูปแบบการให้บริการหลัก 9 ด้าน ห้องสมุดในส่วนการดำเนินงานตามภารกิจต่อการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดประชาชนมี 3 ด้าน กำหนดจากผลที่เกิดจากการวิจัยในระยะที่สองและภารกิจจริง ๆ ต่อการทำงานของห้องสมุดประชาชนได้แก่ การจัดการศึกษาตามอัธยาศัยเดิมมี 11 ภารกิจ เหลือเพียง 5 ภารกิจ ในด้านการเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบเดิมมี 13 ภารกิจ เหลือเพียง 6 ภารกิจ ส่วนในด้านการจัดศูนย์ข้อมูลชุมชนเดิมมี 15 ภารกิจ เหลือเพียง 5 ภารกิจ ในด้านบทบาทของห้องสมุดประชาชนต่อการให้บริการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดประชาชนจำนวน 9 ด้าน กำหนดจากผลที่เกิดจากการวิจัยในระยะที่สองและภารกิจจริง ๆ ต่อการทำงานของห้องสมุดประชาชนได้แก่ ด้านการส่งเสริมการรู้หนังสือเดิมมี 8 บทบาท เหลือเพียง 4 บทบาท ในด้านการรู้สารสนเทศเดิมมี 10 บทบาท เหลือเพียง 5 บทบาท ส่วนด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตเดิมมี 10 บทบาท เหลือเพียง 4 บทบาท ในส่วนด้านการสนับสนุนการเป็นพลเมืองดีเดิมมี 8 บทบาท เหลือเพียง 4 บทบาท ส่วนด้านการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เดิมมี 9 บทบาท เหลือเพียง 6 บทบาท ด้านการพัฒนาชุมชนเดิมมี 11 บทบาท เหลือเพียง 5 บทบาท ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้เดิมมี 8 บทบาท เหลือเพียง 4 บทบาท ในส่วนสุดท้ายการบริการรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาที่พึงประสงค์ในอนาคตเดิมมี 7 บทบาท เหลือเพียง 5 บทบาท</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1048">
    <title>กระบวนการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชุมชนบ้านเกาะแรต ตําบลดอนสัก อําเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1048</link>
    <description>Title: กระบวนการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชุมชนบ้านเกาะแรต ตําบลดอนสัก อําเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: จีรวรรณ ศรีหนูสุด; วนิษา ติคํา
Abstract: วิจัยเรื่อง กระบวนการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชุมชน บ้านเกาะแรต ตําบลดอนสัก อําเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สํารวจศึกษาทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชนบ้านเกาะแรต 2) ศึกษารูปแบบ กระบวนจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชนบ้านเกาะแรตและค้นหารูปแบบการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชนบ้านเกาะแรตที่เหมาะสม และ 3) พัฒนากระบวนการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชุมชนบ้านเกาะแรต เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม ด้วยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามร่วมกับทํากิจกรรมกับชุมชนและศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง มีการวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลและนําเสนอด้วยวิธีการพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า ทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชนบ้านเกาะแรตยังคงความเป็นวิถีจีนไหหลําผสมไทยภาคใต้ปรากฏใน 3 ลักษณะ คือ ทรัพยากรวัฒนธรรมที่จับต้องได้ ทรัพยากรทางศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญา มีรูปแบบและกระบวนการจัดการ คือ การจัดการที่มีการดําเนินการโดยชุมชนเป็นหลัก การพัฒนาสินค้าทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการศึกษาวิจัย ภายใต้กระบวนการการมองเห็นตัวตนและศักยภาพของตนเอง การสร้างสํานึกความเป็นตัวตน การเห็นคุณค่าของทรัพยากรการอนุรักษ์ การสืบทอด การพัฒนาต่อยอด การฟื้นฟู และการดําเนินการในเชิงธุรกิจส่วนรูปแบบการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในชุมชนบ้านเกาะแรตที่เหมาะสมที่เกิดจากการค้นหาร่วมกับชุมชนได้ข้อสรุป 2 รูปแบบ คือ การรักษาวิถีชีวิตและทรัพยากรชุมชนเชิงบูรณาการ และการพัฒนาเป็นพื้นที่ศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตแบบมีส่วนร่วม กระบวนการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมที่ดําเนินการภายใต้การทํากิจกรรมร่วมกับชุมชน ได้แก่ การศึกษา ค้นหาและสร้างความเข้าใจ การประเมินคุณค่าทรัพยากร กาสร้างสํานึกความเป็นตัวตน การอนุรักษ์ สืบทอด ต่อยอด ฟื้นฟู สร้างสรรค์ โดยการวิจัยนี้ค้นพบว่าการทํากิจกรรมด้านการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมชุมชนและการพัฒนาชุมชนบนฐานทรัพยากรที่มีเป็นเครื่องมือสําคัญหนึ่งที่ควรดํารงอยู่บนวิถีของแต่ละพื้นที่ เป็นไปตามสถานการณ์และสร้างการเห็นคุณค่าในทรัพยากรชุมชน</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1047">
    <title>การจัดการทรัพยากรทางศิลปะการแสดงท้องถิ่นเพื่อชุมชน ตําบลท่ามะเดื่อ อําเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1047</link>
    <description>Title: การจัดการทรัพยากรทางศิลปะการแสดงท้องถิ่นเพื่อชุมชน ตําบลท่ามะเดื่อ อําเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง
Authors: วนิษา ติคํา; จีรวรรณ ศรีหนูสุด
Abstract: การวิจัยเรื่องการจัดการทรัพยากรทางศิลปะการแสดงท้องถิ่นเพื่อชุมชน ตําบลท่ามะเดื่อ อําเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง มุ่งตอบคําถาม ๓ ประเด็น คือ เพื่อสํารวจ ศึกษาความเป็นมาและลักษณะของทรัพยากรทางศิลปะการแสดงท้องถิ่น เพื่อศึกษารูปแบบและกระบวนการจัดการทรัพยากรทางศิลปะการแสดงท้องถิ่นของตําบลท่ามะเดื่อในแต่ละช่วงพัฒนาการ และเพื่อศึกษาหารูปแบบที่เหมาะสมในการจัดการทรัพยากรทางศิลปะการแสดงท้องถิ่นเพื่อชุมชน ใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพบนฐานการมีส่วนร่วมกับชุมชน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การจัดเวทีแลกเปลี่ยนระดมความคิด และดําเนินกิจกรรมร่วมกับคนในตําบล เพื่อนําไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แนวคิดเกี่ยวกับศิลปะการแสดง การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม การจัดการเรียนรู้ของสวนโมกขพลาราม พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตหรือแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต การพัฒนาแนววัฒนธรรมชุมชน การพึ่งตนเอง และแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการความรู้ ผลการวิจัย พบว่า ทรัพยากรทางศิลปะการแสดงโนรา เกิดขึ้นและดํารงอยู่ในตําบลมานาน กว่า ๑๐๐ ปี ส่วนทรัพยากรทางศิลปะการแสดงหนังลุงเกิดขึ้นและดํารงอยู่ในตําบลไม่น้อยกว่า ๘๐ ปี&#xD;
มีประวัติบอกเล่าเกี่ยวกับทรัพยากรทางศิลปะการแสดงโนรา – หนังลุงของฅนในตําบล ทรัพยากรทางศิลปะการแสดงโนรา ปรากฏ ๘ ลักษณะ คือ โนราแสดง โนราพิธีกรรม โนราโบราณหรือโนราดั้งเดิม โนราร่วมสมัย โนราประยุกต์ โนราเดี่ยว โนราแท้จริง และโนราเทียม ส่วนทรัพยากรทางศิลปะการแสดงหนังลุง ปรากฏ ๕ ลักษณะ คือ การแสดงหนังลุงแบบพากษ์สด การแสดงหนังลุงแบบพากย์เทป การแสดงหนังลุงในรูปแบบทอล์คโชว์ การแสดงหนังลุงแบบหนังคน และการแกะ รูปหนัง ทรัพยากรทางศิลปะการแสดงทั้งสอง มีความเชื่อ พิธีกรรมเกี่ยวกับครูหมอและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีบทกลอนทั้งแบบดั้งเดิมและการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ การแต่งกายของโนราและเครื่องดนตรีเป็นไปตามรูปแบบดั้งเดิม ส่วนหนังลุงมีรูปหนังทั้งแบบดั้งเดิม แบบใหม่ และงานสร้างสรรค์ เครื่องดนตรีมีทั้งแบบเดิมและผสมผสานเครื่องดนตรีสมัยใหม่ ปัจจุบันมีผู้รู้ในตําบลไม่น้อยกว่า ๑๔๒ คน มีการเคลื่อนไหวตลอดมาทั้งรุ่งเรืองและซบเซา การจัดการจากอดีตถึงปัจจุบันเกิดขึ้นหลากหลายแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงปรากฏใน ๔ ช่วงพัฒนาการ คือ ช่วงแรก เป็นช๋วงของการเริ่มมีทรัพยากรทางศิลปะการแสดง เป็นช่วงของการเสพความสุข สนุกสนานบนความชื่นชอบ และการมีความเชื่อต่อครูหมอ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการสืบทอดสิ่งเหล่านี้แก่ลูกหลาน ช่วงที่สอง เป็นช่วงก่อเกิดศิลปินของทรัพยากรทางศิลปะการแสดงในตําบล โดยโนราคนแรก คือ “โนราเล็ก” และขยายผลเกิดศิลปิน ผู้รู้โนราตามมาจํานวนไม่น้อย ขณะที่หนังลุง ปรากฏทั้งศิลปินนายหนัง คือ “หนังเส็น ฟักหมัด” ละช่างแกะรูปหนัง คือ “นายอิ่ม จันทร์ชุม” ช่วงที่สาม เป็นช่วงพลวัตของทรัพยากรทางศิลปะการแสดงโนรา-หนังลุงที่มีทั้งการเคลื่อนไหวแบบเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ การสืบทอด การสร้างสรรค์ใหม่ รวมถึงการประยุกต์ใช้ในงานพัฒนา และภาวะแห่งการซบเซา และช่วงสุดท้ายในปัจจุบัน การดํารงอยู่และปรับตัวของทรัพยากรทางศิลปะการแสดงโนรา – หนังลุง คือ ทรัพยากรทางศิลปะการแสดงโนรามีลักษณะของการประคับประคองและรักษาความเป็นโนราของกลุ่มคนโนราในภาวะใกล้หยุดนิ่งขณะที่ทรัพยากรทางศิลปะการแสดงหนังลุงมีลักษณะของการดํารงอยู่และการประยุกต์สร้างสรรค์ของทรัพยากรทางศิลปะการแสดงหนังลุง การจัดการทรัพยากรทางศิลปะการแสดงท้องถิ่นเกิดขึ้นทั้งด้านบันเทิง พิธีกรรม งานสร้างสรรค์ การอนุรักษ์ การฟื้นฟู การสืบทอด การประยุกต์ใช์ และเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาชุมชน สร้างคุณูปการมากมายแก่ชุมชนทั้งความสบายใจ ความสุนทรีย์ สนุกสนาน เป็นที่พึ่งทางใจ เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณ คลายทุกข์ สร้างอัตลักษณ์ สร้างความเป็นหมู่พวกเดียวกันบนฐานกลุ่มทางวัฒนธรรม สร้างความเป็นชุมชน สร้างความภาคภูมิใจ สร้างอาชีพ และแสดงถึงการมีพลัง&#xD;
ของชุมชน แต่ขณะเดียวกันการจัดการยังเกิดภาวะอ่อนแอในปัจจุบัน ทั้งการบูรณาการกับวิถีชุมชนที่เปลี่ยนไปยังเกิดขึ้นน้อย ความนิยมที่เปลี่ยนไป การหมดกําลังใจของ “ฅนใน” และการไม่สามารถพึ่งตนเองได้ในทุกมิติ ซึ่งนํามาสู่การดําเนินกิจกรรมและการเคลื่อนไหวที่ลดน้อยลง รูปแบบการจัดการจัดการทรัพยากรทางศิลปะการแสดงโนรา – หนังลุงที่เหมาะสมเพื่อชุมชน&#xD;
ของตําบลท่ามะเดื่อ อําเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ได้ดําเนินการได้ ๒ ลักษณะ คือ ๑. การจัดการในรูปแบบกิจกรรมความเป็นศิลปะการแสดงทั้งด้านความบันเทิง พิธีกรรม และงานสร้างสรรค์ โดยสามารถจัดการได้ใน ๓ ระดับ คือ ๑) ระดับบุคคล / ครอบครัว ผ่านการสืบทอด ฝึกหัด ผลิตงานสร้างสรรค์ / สินค้าทางวัฒนธรรม ๒) ระดับชุมชน ผ่านกาสร้างคณะชุมชน พิธีกรรมชุมชน หลักสูตรชุมชน เป็นต้น ๓) ระดับตําบล เป็นคณะตําบล พิธีกรรมตําบล หลักสูตรท้องถิ่น สินค้า / งานสร้างสรรค์ และชื่อมเครือข่ายกัลญาณมิตร ๒. การจัดการในรูปแบบพื้นที่เรียนรู้ทางศิลปะการแสดงสามารถแบ่งได้ ๓ ระดับ เช่นเดียวกัน คือ ๑) ระดับบุคคล / ครอบครัว ในลักษณะพื้นที่เรียนรู้ในบ้าน ๒) ระดับชุมชน ในลักษณะพื้นที่เรียนรู้ / พิพิธณฑ์โนรา – หนังลุงของชุมชน ๓) ระดับตําบล พื้นที่เรียนรู้ / พิพิธภัณฑ์โนรา – หนังลุงของตําบล ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อมโยงกันได้ทั้งหมด โดย&#xD;
สามารถจัดการได้หลายมิติทั้งมิติศิลปะการแสดง การศึกษาเรียนรู้ สุขภาพ สังคม การท่องเที่ยวเศรษฐกิจ การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชน ผ่านการจัดการร่วมกันทั้งจากฅนในชุมชน ตําบล และฅนหรือหน่วยงานภายนอกที่จะเป็นผู้หนุนเสริม ซึ่งสามารถดําเนินการเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตามสภาพการณ์และความพร้อมของพื้นที่</description>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1046">
    <title>วัฒนธรรมหมากและการจัดการหมากของตำบลบางสวรรค์ อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1046</link>
    <description>Title: วัฒนธรรมหมากและการจัดการหมากของตำบลบางสวรรค์ อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: จีรวรรณ  ศรีหนูสุด; วนิษา ติคำ
Abstract: งานวิจัยเรื่องวัฒนธรรมหมากและการจัดการหมากของตำบลบางสวรรค์ อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) สำรวจ ศึกษา ลักษณะของหมากและการมีอยู่ของหมาก๒) เพื่อศึกษาวัฒนธรรมหมากและการจัดการหมากของตำบลบางสวรรค์ในปัจจุบัน และ ๓) เพื่อศึกษาหารูปแบบการจัดการหมากที่นำไปสู่การเสริมสร้างคุณภาพชีวิต โดยการบูรณาการแนวคิดเกี่ยวกับหมาก วัฒนธรรม ภูมิปัญญา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเศรษฐกิจพอเพียง การพึ่งตนเอง การจัดการเชิงบูรณาการ คุณภาพชีวิต การพัฒนาที่ยั่งยืน และแนวคิดการพัฒนาของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาในกระบวนการวิจัย ใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร การเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม การจัดเวที และการทำกิจกรรมร่วมกับฅนในชุมชนภายใต้กระบวนการเรียนรู้ กระบวนการมีส่วนร่วม ประโยชน์ร่วม อย่างบูรณาการและพึ่งตนเอง นำเสนอ&#xD;
ผลการวิจัยด้วยวิธีการพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า ๑) ลักษณะของหมากและการมีอยู่ของหมากในตำบลบางสวรรค์ ปัจจุบันมี ๓ สายพันธุ์ คือ หมากพื้นเมือง หมากพันธุ์ใหม่ และหมากป่า แต่เดิมนิยมปลูกพันธุ์พื้นเมืองโดยปลูกปะปนไม้อื่นและปลูกเป็นแนวเขตแดนเพื่อใช้ในครอบครัว ภายหลังปลูกเป็นสวนแยกต่างหาก ปัจจุบันมีการปลูกทุกชุมชนโดยเฉพาะบริเวณบ้าน สวน แต่มีจำนวนลดลงเนื่องจากปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากขึ้น ๒) วัฒนธรรมหมากและการจัดการหมากของตำบลบางสวรรค์ในปัจจุบัน วัฒนธรรมหมากเกิดขึ้นผ่านการใช้ในชีวิตของผู้ฅนมาแต่อดีต ปัจจุบันคุณค่าของหมากมีมากขึ้นในฐานะพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้เสริม ในมิติความสัมพันธ์ระหว่างฅนกับสิ่งเหนือธรรมชาติที่ใช้ในพิธีกรรม ความเชื่อ และประเพณียังคงอยู่อย่างอดีต ส่วนมิติความสัมพันธ์ระหว่างฅนกับฅนซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพ วิถีเศรษฐกิจพอเพียง ยังมีความชัดเจนอยู่เพียงแต่ลดน้อยลงไปบ้าง ขณะที่มิติความสัมพันธ์ระหว่างฅนกับธรรมชาติที่ใช้เป็นอาหารการกิน เป็นทรัพยากรในสวนผสมผสาน เป็นสิ่งของเครื่องใช้สร้างที่อยู่อาศัย ใช้รักษาโรค ลดน้อยลงมากในปัจจุบัน ด้านการจัดการหมากเป็นลักษณะของการ&#xD;
ส่งต่อ สืบทอดวิธีคิดจากบรรพบุรุษ การให้คุณค่า การใช้ประโยชน์ตามสมัยและความรู้ที่มีในรูปแบบการเรียนรู้ การอนุรักษ์ การผลิตซ้ำ และการจัดการความรู้ การจัดการทางเศรษฐกิจ การประยุกต์และสร้างสรรค์ การรวมกลุ่ม และการเชื่อมโยงกับภายนอก โดยฅนในตำบลดำเนินการเป็นหลักภายใต้ฐานคิดแห่งความพอเพียง ปัญหาสำคัญ คือ ค่านิยมที่เปลี่ยนไป การแทนที่ด้วยความรู้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงความรู้เรื่องหมากและการจัดการเชิงบูรณาการบนฐานความเหมาะสมกับวิถีชีวิตกำลังลดลง ๓) รูปแบบการจัดการหมากที่นำไปสู่การเสริมสร้างคุณภาพชีวิต เป็นรูปแบบที่ได้จากการสร้างกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการมีส่วนร่วมกับฅนในชุมชน ภายใต้การสังเคราะห์แนวคิดการพัฒนาของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมร่วมกับปรากฏการณ์ของการจัดการหมากที่เกิดขึ้น ได้รูปแบบการจัดการหมากซึ่งสามารถดำเนินการภายใต้การปฏิบัติในชีวิตจริงและการสร้างกระบวนการเรียนรู้ใน ๒ รูปแบบ คือ ๑) รูปแบบการจัดการบนฐานชีวิตแบบองค์รวม/บูรณาการ/วัฒนธรรมหมาก ภายใต้การรักษา สืบทอด ต่อยอด ประยุกต์ สร้างสรรค์ ฟื้นฟู ทุกมิติให้เหมาะสมกับสภาพชุมชนและยุคสมัย สร้างการ “อยู่ได้ อยู่รอด อยู่ร่วม” และ ๒) รูปแบบแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมหมากในฐานะแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต บนฐานวิถีวัฒนธรรม ซึ่งสามารถดำเนินการได้อย่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กันทั้ง ๒ รูปแบบ</description>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/722">
    <title>เทคนิคการเขียนผลงานเพื่อบูรณาการวิชาการ</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/722</link>
    <description>Title: เทคนิคการเขียนผลงานเพื่อบูรณาการวิชาการ
Authors: สิทธิกร ศักดิ์แสง
Abstract: การเขียนผลงานทางวิชาการของผู้เขียนจะเน้นเขียนผลงานวิชาการที่&#xD;
เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนเป็นหลัก เช่น เขียนเอกสารประกอบการสอน นำ&#xD;
เนื้อหาของเอกสารประกอบการสอนบางหัวข้อ มาเขียนเป็นบทความวิชาการ แล้วนำ&#xD;
บทความวิชาการมาบูรณาการเขียนตำรา/หนังสือ และถ้าบทความวิชาการนั้นมีประเด็นที่&#xD;
จะขยายวิจัยได้ก็ทำวิจัย และเมื่อทำวิจัยเสร็จก็ทำเป็นหนังสือวิจัยใช้ในการเรียนการ&#xD;
สอนหรือนำงานวิจัยมาเขียนในตำราต่างๆเพื่อนำไปสู่การเผยแพร่สู่สาธารณชน</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/187">
    <title>รูปแบบการวางแผนทางการเงินเพื่อการออมของผู้สูงอายุในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/187</link>
    <description>Title: รูปแบบการวางแผนทางการเงินเพื่อการออมของผู้สูงอายุในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ภวิษณ์ณัฏฐ์    เวชวิฐาน; หรรษา    เฉลิมพิพัฒน์; วัฎนา    ทองมณี
Abstract: การวิจัยเรื่อง รูปแบบการวางแผนทางการเงินเพื่อการออมของผู้สูงอายุในจังหวัด               สุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการวางแผนทางการเงินเพื่อการออมของผู้สูงอายุในจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการวางแผนทางการเงินเพื่อการออมของผู้สูงอายุในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และศึกษาความพึงพอใจในการวางแผนทางการเงินเพื่อการออมของผู้สูงอายุในจังหวัดสุราษฎร์เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุจำนวน  400  คน ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติ  ค่าร้อยละ   ค่าเฉลี่ย และ     ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</description>
    <dc:date>2557-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/185">
    <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “โลกของเรา และตรีโกณมิติ” เพื่อพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู  หลักสูตรสาขาวิชาคณิตศาสตร์</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/185</link>
    <description>Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “โลกของเรา และตรีโกณมิติ” เพื่อพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู  หลักสูตรสาขาวิชาคณิตศาสตร์
Authors: พิมพลักษณ์ ว่องอภิวัฒน์กุล
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู หลักสูตรสาขาวิชาคณิตศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เปรียบเทียบการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาทั้งก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “โลกของเราและตรีโกณมิติ” และ ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “โลกของเราและตรีโกณมิติ” การเก็บรวบรวมข้อมูลมีขั้นตอนดังนี้ 1. นักศึกษาทำแบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2. ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู หลักสูตรสาขาวิชาคณิตศาสตร์ โดยชุดกิจกรรมนี้แบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมย่อย ในแต่ละกิจกรรม ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มเพื่อทำใบงานของแต่ละกิจกรรม มีการอภิปรายภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม โดยมีครูคอยช่วยเหลือให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา 3. นักศึกษาทำแบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 4. นักศึกษาทำแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ 81.2/81.9 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ผลปรากฏว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาสูงขึ้นหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ระดับมากที่สุด</description>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/117">
    <title>ความสัมพันธ์ของชุมชนกับป่าสาคู อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/117</link>
    <description>Title: ความสัมพันธ์ของชุมชนกับป่าสาคู อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง
Authors: พงศ์เทพ แก้วเสถียร
Abstract: บทความนี้นำเสนอแง่มุมความสัมพันธ์ของชุมชนกับป่าสาคู ซึ่งมีความสำคัญยิ่ง&#xD;
ต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชนในมิติต่าง ๆ คือ ป่าสาคูมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นที่อยู่&#xD;
อาศัย ขยายพันธุ์ และเป็นแหล่งหากินของสัตว์ เป็นแหล่งอาหารให้กับคนในชุมชน&#xD;
มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่ช่วยในการรักษาโรคและบำรุงร่างกาย นอกจากนั้นป่าสาคูยังมี&#xD;
ความสัมพันธ์กับชุมชนทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ในปัจจุบันสภาพเหล่านี้&#xD;
ลบเลือนไปเหลือแต่คำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนจึงควร&#xD;
ร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนเห็นคุณค่า ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งเสริมให้ชุมชนอนุรักษ์&#xD;
ป่าสาคู ด้วยการจัดการและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เพื่อให้ป่าสาคูคงอยู่กับชุมชนสืบไป</description>
    <dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/116">
    <title>ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ในปัจจุบัน : กรณีศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/116</link>
    <description>Title: ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ในปัจจุบัน : กรณีศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สมเจตน์ ผิวทองงาม; สิทธิชัย ชีวะโรรส
Abstract: จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย มีพื้นที่กว้างใหญ่&#xD;
และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมค่อนข้างสูง สถานการณ์ปัญหาความ&#xD;
รุนแรงของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในปัจจุบันนั้น ได้ข้อสรุปว่า ความรุนแรงต่อบุคคลทั่วไป&#xD;
ที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย เพศ และประทุษร้าย&#xD;
ต่อทรัพย์ ส่วนความรุนแรงในครอบครัวนั้น ครอบคลุมพฤติกรรมเกี่ยวกับการทำร้าย&#xD;
ร่างกาย การขู่บังคับ การดุด่า การข่มขืน การล่อลวง อนาจารและการละเลยทอดทิ้ง&#xD;
ความรุนแรงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุข&#xD;
แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐได้นำมาตรการต่าง ๆ มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขความรุนแรง&#xD;
ที่เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถหยุดยั้งหรือลดปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ ยิ่งกว่านั้นปัญหา&#xD;
ความรุนแรงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น และระดับของความรุนแรงก็เป็นไปอย่างซับซ้อนมากขึ้น</description>
    <dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/115">
    <title>พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อ อาชญากรรมทางเพศของนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษา ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/115</link>
    <description>Title: พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อ อาชญากรรมทางเพศของนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษา ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: อภิรญา นิจจันพันธ์ศรี
Abstract: การศึกษาเรื่อง พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม&#xD;
ทางเพศของนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการศึกษา&#xD;
เชิงสำรวจ (Survey Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความรู้และทัศนะเกี่ยวกับ&#xD;
เรื่องเพศของนักเรียนหญิง เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อ&#xD;
อาชญากรรมทางเพศของนักเรียนหญิง และเพื่อแสวงหาแนวทางการป้องกันการตกเป็น&#xD;
เหยื่ออาชญากรรมทางเพศของนักเรียนหญิง โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaires)&#xD;
เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 393 คน ของ&#xD;
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปีการศึกษา 2555&#xD;
จำนวน 6 โรงเรียน สถิติที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่ามัชฌิม&#xD;
เลขคณิต (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการทดสอบ&#xD;
สมมติฐานด้วยการวิเคราะห์เพื่อหาความแตกต่างระหว่างตัวแปรอิสระกับตัวแปรตาม&#xD;
โดยใช้สถิติ One - way ANOVA (F - test) และ Independent Sample t - test เพื่อ&#xD;
วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรม SPSS</description>
    <dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/114">
    <title>ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนชายขอบ : ภาพสะท้อน จิตวิญญาณประชาธิปไตยในเรื่องสั้น</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/114</link>
    <description>Title: ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนชายขอบ : ภาพสะท้อน จิตวิญญาณประชาธิปไตยในเรื่องสั้น
Authors: ชฎารัตน์ สุนทรธรรม
Abstract: บทความเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์&#xD;
ของคนชายขอบที่ตกเป็นผู้ถูกกระทำจากผู้ที่มีสถานภาพเหนือกว่า กระบวนการเรียนรู้&#xD;
การต่อสู้ของคนชายขอบผ่านเรื่องสั้นเป็นทางหนึ่งที่จะทำให้เข้าใจศักยภาพของความ&#xD;
เปน็ คนของพวกเขาว่าสามารถดำรงอยู่ได้ แม้ตกอยู่ในสภาพที่ถูกลดทอนความเป็นมนุษย ์&#xD;
จนถึงที่สุดและเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีวิถีปฏิบัติเพื่อให้อยู่ร่วมกับคนส่วนใหญ่&#xD;
ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีหรือพยายามธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีที่ตนเองมีอยู่ในฐานะที่เป็นมนุษย์&#xD;
คนหนึ่ง ผลจากการศึกษาพบว่าวิถีทางที่คนชายขอบยืนหยัดเพื่อรักษาศักดิ์ศรีโดยไม่ยอม&#xD;
จำนนต่อการถูกดูหมิ่นเหยียดหยามหรือถูกข่มเหงรังแก สะท้อนผ่านเรื่องสั้นในลักษณะของ&#xD;
การทคี่ นชายขอบสรา้ งพืน้ ทีข่ องการขดั ขนื เพือ่ ตอ่ ตา้ นอาํ นาจทีไ่ มเ่ ปน็ ธรรมและการประกาศ&#xD;
ความมีตัวตนเพื่อรักษาศักดิ์ศรี ส่วนการถูกลดทอนที่ทำให้พวกเขาไร้แรงต่อสู้ขัดขืน&#xD;
ถูกกระทำด้วยวิธีการทำให้เป็น “สินค้า” การ “ติดป้าย” หรือการถูกกำหนดความหมาย&#xD;
ตายตัวให้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งในแง่ลบ การกีดกันให้เป็น “คนอื่น” หรือการถูก&#xD;
ทำให้ไร้อำนาจ และการลดทอนศักดิ์ศรีโดยลดคุณค่าของความเป็นคนด้วยค่านิยม&#xD;
ของสังคม</description>
    <dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/113">
    <title>การสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ ในองค์การภาครัฐยุคใหม่</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/113</link>
    <description>Title: การสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ ในองค์การภาครัฐยุคใหม่
Authors: กิตติ มิลำเอียง
Abstract: การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานขององค์การภาครัฐหลายแห่ง ถึงความไม่มี&#xD;
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทั้งภายใน&#xD;
และภายนอก ทำให้องค์การภาครัฐต้องมีการเปลี่ยนแปลง ปรับตัว เพื่อให้องคก์ ารอยรู่ อด&#xD;
และสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้&#xD;
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวประสบความสำเร็จนั้นก็คือ องค์การภาครัฐต้องมีการปรับปรุง&#xD;
รูปแบบการสรรหาและการคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อให้การ&#xD;
ได้มาซึ่งบุคลากรภายในองค์การมีความเหมาะสมทั้งในด้านความรู้ความสามารถ ทัศนคติ&#xD;
บุคลิกภาพ อันจะนำไปสู่การพัฒนาและความสำเร็จขององค์การอย่างยั่งยืน บทความนี้&#xD;
มุ่งอธิบายถึงสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อการสรรหาและคัดเลือก&#xD;
ทรัพยากรมนุษย์ขององค์การภาครัฐในปัจจุบัน พร้อมนำเสนอแนวคิดในการสรรหาและ&#xD;
คัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการประยุกต์ใช้&#xD;
ขององค์การภาครัฐต่อไปในอนาคต</description>
    <dc:date>2559-02-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

