<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/19">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/19</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/657" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/655" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/654" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/652" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/651" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/649" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/647" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/646" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/643" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/641" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/640" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/638" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/624" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-08T07:41:23Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/657">
    <title>พฤติกรรมการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 14 ในจังหวัดพังงา</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/657</link>
    <description>Title: พฤติกรรมการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 14 ในจังหวัดพังงา
Authors: วีณา คำคุ้ม
Abstract: จากปัญหาด้านคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาส่วนหนึ่งที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์&#xD;
ของสถานศึกษาโดยรวม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริหาร&#xD;
ตามหลักพรหมวิหาร 4 และศึกษาแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4&#xD;
ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา&#xD;
เขต 14 ในจังหวัดพังงา ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 479 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่าง&#xD;
โดยใช้ตารางเทียบขนาดของเครจซี่ และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 214 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย&#xD;
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่&#xD;
ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน&#xD;
ทางเดียว&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เรียงลำดับดังนี้ ด้านมุทิตา ด้านเมตตา ด้านอุเบกขา และด้านกรุณา&#xD;
ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ด้านเพศ&#xD;
วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และขนาดของโรงเรียน มีความคิดเห็นโดยรวมแตกต่างกันอย่างมี&#xD;
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4&#xD;
ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูผู้สอน พบว่า ผู้บริหารควรมีจรรยาบรรณต่อตนเอง&#xD;
เป็นแบบอย่างที่ดี และพัฒนาตนเองให้มีคุณธรรมผู้บริหาร ควรทำหน้าที่ด้วยความเต็มใจ บริหารจัดการ&#xD;
ภายในโรงเรียนด้วยความซอื่ สัตย์สุจริตและมีความเสียสละ มีความเสมอภาค มีความยุติธรรม มีใจเป็นกลาง&#xD;
ไม่เลือกปฏิบัติด้วยความอคติ รักษาความสามัคคี ปฏิบัติต่อบุคลากรด้วยหลักการและเหตุผลมีมนุษยสัมพันธ์&#xD;
ที่ดี ช่วยเหลือเกื้อกูลและมีน้ำใจต่อบุคลากรในสถานศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/655">
    <title>การศึกษาการบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/655</link>
    <description>Title: การศึกษาการบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: วันใหม่ สืบชนะ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน&#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ประชากร ได้แก่ สถานศึกษา จำนวน&#xD;
189 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานศึกษา จำนวน 127 โรงเรียน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย กำหนด&#xD;
ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูหัวหน้ากิจกรรมลูกเสือ จำนวน 254 คน โดยใช้&#xD;
แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่น 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับดังนี้ การจัดการเรียนการสอน&#xD;
การจัดบุคลากร การวางแผน งบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ และการประเมินผล เมื่อพิจารณารายด้าน&#xD;
พบว่า การจัดการเรียนการสอน โรงเรียนจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักในคุณค่าและมีความสุขกับการ&#xD;
เป็นลูกเสือ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด การจัดบุคลากร โรงเรียนจัดตั้งหมู่ลูกเสืออย่างเป็นระบบชัดเจน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด&#xD;
การวางแผน โรงเรียนจัดกิจกรรมทุกกิจกรรมอยู่ในดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาลูกเสือ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด&#xD;
งบประมาณและวัสดุ อุปกรณ์ โรงเรียนมีการใช้สื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหา จุดหมายการเรียน&#xD;
รูปแบบการเรียนการสอน ผู้เรียนและสภาพแวดล้อม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และการประเมินผล โรงเรียนได้นำผล&#xD;
การประเมินไปปรับปรุงพัฒนา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน&#xD;
ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูหัวหน้ากิจกรรมลูกเสือ จำแนกตามเพศ วุฒิทางลูกเสือ&#xD;
และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านลูกเสือ พบว่า ไม่แตกต่างกัน</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/654">
    <title>การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/654</link>
    <description>Title: การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: ธารทิพย์ ดำยศ
Abstract: จากผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
สุราษฎร์ธานี เขต 3 คะแนนเฉลี่ยในหลายกลุ่มสาระต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับ สพฐ. และระดับประเทศ ซึ่งเป็นผล&#xD;
มาจากการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา การวิจัยเรื่องนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนิเทศภายใน&#xD;
ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูจำนวน 521 คน กลุ่มตัวอย่าง&#xD;
ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 217 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น&#xD;
เท่ากับ 0.89 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ&#xD;
ได้แก่ การทดสอบที และการทดสอบค่าเอฟ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยภาพรวม&#xD;
และรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านการ&#xD;
ปฏิบัติการนิเทศ ด้านการประเมินผลและรายงานผลการนิเทศ ด้านการสร้างสื่อและเครื่องมือในการนิเทศ&#xD;
ด้านการวางแผนการนิเทศและกำหนดทางเลือก และด้านการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ&#xD;
ตามลำดับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการเปรียบเทียบการนิเทศภายในของผู้บริหาร&#xD;
สถานศึกษาในโรงเรียนนาดเล็ก จำแนกตามเพศ และวุฒิการศึกษา พบว่าไม่แตกต่างกัน จำแนกตาม&#xD;
ประสบการณ์ในการสอน พบว่า แตกต่างกัน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสร้างสื่อและเครื่องมือในการนิเทศ&#xD;
ด้านการปฏิบัติการนิเทศ และด้านการประเมินผลและรายงานผลการนิเทศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&#xD;
ที่ระดับ .05 ดังนั้น ควรมีการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกี่ยวกับการสร้างสื่อและเครื่องมือการนิเทศ&#xD;
กระบวนการนิเทศ และการประเมินผลการนิเทศ</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/652">
    <title>การศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็น ของครูในอำเภอเกาะสมุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/652</link>
    <description>Title: การศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็น ของครูในอำเภอเกาะสมุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: ตะวัน คงทวัน
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหาร&#xD;
สถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูในอำเภอเกาะสมุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
สุราษฎร์ธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครู จำนวน 161 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลโดยใช้&#xD;
แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.92 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบที และการทดสอบเอฟ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู&#xD;
ในอำเภอเกาะสมุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ในภาพรวมและ&#xD;
รายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการเข้าใจผู้อื่น ด้านการตระหนักรู้&#xD;
ตนเอง ด้านการมีทักษะทางสังคม ด้านการควบคุมอารมณ์ของตนเอง และด้านการจูงใจตนเองตามลำดับ&#xD;
ผลการเปรียบเทียบความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูในอำเภอ&#xD;
เกาะสมุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ที่มีเพศ ประสบการณ์สอน&#xD;
วุฒิการศึกษา และจำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่าไม่แตกต่างกัน</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/651">
    <title>การศึกษาการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/651</link>
    <description>Title: การศึกษาการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: สุภาวดี ทองสำฤทธิ์ กา
Abstract: การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพ&#xD;
การเรียนรู้ของนักเรียน การวิจัยครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการจัดสภาพแวดล้อม&#xD;
ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
สุราษฎร์ธานี เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
สุราษฎร์ธานี เขต 1 จำนวน 1,311 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 302 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่ม&#xD;
อย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้&#xD;
สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์&#xD;
ความแปรปรวนทางเดียว&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ตามความคิดเห็น&#xD;
ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้าน&#xD;
อยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับ ดังนี้ ด้านการจัดสภาพแวดล้อมทางการบริหาร ด้านการจัดสภาพแวดล้อม&#xD;
ทางวิชาการ และด้านการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และผลการเปรียบเทียบการจัดสภาพแวดล้อม&#xD;
ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์สอน&#xD;
และระดับชั้นที่สอน พบว่า ครูผู้สอนที่มีวุฒิการศึกษาและประสบการณ์สอนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อ&#xD;
การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05&#xD;
ส่วนครูผู้สอนที่มีระดับชั้นที่สอนต่างกันมีความคิดเห็นต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้&#xD;
โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จากผลการวิจัยผู้บริหารและบุคคลากรทางการศึกษา ควรให้ความสำคัญในด้าน&#xD;
การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา โดยการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อพัฒนาการจัดสภาพแวดล้อม&#xD;
ของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/649">
    <title>การศึกษาปัญหาและแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคล ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/649</link>
    <description>Title: การศึกษาปัญหาและแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคล ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 1
Authors: สุภาภรณ์ หาญณรงชัยกิจ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา&#xD;
2) เปรียบเทียบสภาพและปัญหาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา 3) ศึกษาข้อเสนอแนะและแนวทาง&#xD;
การพัฒนาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 1,157 คน&#xD;
กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธการสุ่มอย่างง่าย ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 297 คน เก็บรวบรวม&#xD;
ข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นที่ 0.98 และสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 8 คน&#xD;
โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
และสถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า สภาพการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับ&#xD;
มาก เรียงลำดับ ดังนี้ การบำรุงรักษาบุคลากร การพัฒนาบุคลากร การสรรหาบุคลากร และการให้บุคลากร&#xD;
พ้นจากงาน ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา พบว่า ครู ที่มีเพศ&#xD;
อายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และปัญหาการ&#xD;
บริหารงานบุคคลในสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับน้อย เรียงลำดับ ดังนี้ การสรรหาบุคลากร&#xD;
การบำรุงรักษาบุคลากร การพัฒนาบุคลากร และการให้บุคลากรพ้นจากงาน ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบ&#xD;
ปัญหาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา พบว่า ครู ที่มีเพศ อายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์&#xD;
การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 และแนวทางการพัฒนาการ&#xD;
บริหารงานบุคคลในสถานศึกษา ข้อที่ควรได้รับการพัฒนาเป็นอันดับแรกแต่ละด้าน ได้แก่ บุคลากร&#xD;
มีส่วนร่วมในการสรรหาบุคลากรและกำหนดตำแหน่ง การจัดบุคลากรเข้าปฏิบัติงานได้ตรงกับความรู้&#xD;
ความสามารถ จัดสรรงบประมาณสนับสนุน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาบุคลากร บุคลากรมีส่วนร่วม&#xD;
ในการกำหนดระเบียบวินัย มีกระบวนการป้องกันการลาออกจากราชการของข้าราชการครู</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/647">
    <title>ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับ การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาเขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สกา</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/647</link>
    <description>Title: ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับ การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาเขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สกา
Authors: สกาวเดือน ศิริรัตน์
Abstract: จากผลการทดสอบการศึกษาระดับชาติ คุณภาพในแต่ละกลุ่มสาระหลักของสถานศึกษา&#xD;
ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีค่าเฉลี่ยลดลงกว่าปีที่ผ่านมา&#xD;
ตามลำดับ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา&#xD;
การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษาการ&#xD;
บริหารงานวิชาการของสถานศึกษา และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร&#xD;
สถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา&#xD;
เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชากรได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 2,699 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง&#xD;
โดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 335 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูล&#xD;
โดยใช้แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน&#xD;
ผลการศึกษา พบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน&#xD;
อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านการสร้าง&#xD;
แรงบันดาลใจ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และด้านการกระตุ้นทาง และการบริหารงาน&#xD;
วิชาการของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการ&#xD;
พัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน&#xD;
ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา และ&#xD;
ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงาน&#xD;
ค&#xD;
วิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัด&#xD;
สุราษฎร์ธานี โดยรวมมีความสัมพันธ์กันในทิศทางบวกในระดับสูง (r = .843**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&#xD;
ที่ระดับ .01 ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบควรมีการนิเทศ กำกับ ติดตาม ให้คำปรึกษา กระบวนการ&#xD;
การจัดการเรียนรู้ กระบวนการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา และควรจัดให้มีการพัฒนาผู้บริหารเกี่ยวกับ&#xD;
เทคนิคการบริหารงานวิชาการในศตวรรษที่ 21</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/646">
    <title>การศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างทักษะของผู้เรียน ในศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/646</link>
    <description>Title: การศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างทักษะของผู้เรียน ในศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: รุ่งระวี เมฆไลย
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
ในการเสริมสร้างทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ประชากร ได้แก่ ครู จำนวน 1,359 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครู จำนวน&#xD;
302 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูล&#xD;
โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติทดสอบที&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างทักษะของผู้เรียนในศตวรรษ&#xD;
ที่ 21 ตามการรับรู้ของครูโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับดังนี้ ด้านทักษะชีวิตและอาชีพ&#xD;
ด้านทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม และด้านทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี ผลการเปรียบเทียบ&#xD;
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของครู&#xD;
จำแนกตามเพศ ประสบการณ์สอน และวุฒิการศึกษา โดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/643">
    <title>การศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/643</link>
    <description>Title: การศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่
Authors: ปรียาพร ไชยพลบาล
Abstract: การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
กระบี่ มีข้อบกพร่องและมีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินงานของการบริหารยังขาดการส่งเสริมความสัมพันธ์&#xD;
และความร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการศึกษา และสถานศึกษาขาดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน&#xD;
ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการบริหาร&#xD;
ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่&#xD;
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 2,437 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย&#xD;
จำนวน 335 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์&#xD;
ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบค่าที&#xD;
ผลการวิจัยพบว่าทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงาน&#xD;
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากเรียงจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้&#xD;
ทักษะด้านมนุษย์ ทักษะด้านเทคนิควิธี และทักษะด้านความคิดรวบยอด ผลการเปรียบเทียบทักษะการ&#xD;
บริหารของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์&#xD;
ในการปฏิบัติหน้าที่ พบว่า ไม่แตกต่างกัน จากผลการวิจัยนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาควรหาความรู้ และพัฒนา&#xD;
ตนเอง ให้สามารถแนะนำครูผู้สอนได้ ควรจัดการบริหารการมีส่วนร่วมและดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม&#xD;
ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/641">
    <title>การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/641</link>
    <description>Title: การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: จิราพรรณ เสียงเพราะ
Abstract: การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา&#xD;
เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีจุดที่ควรพัฒนาเกี่ยวกับการเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ ๆ และการจัดการ&#xD;
ความรู้ที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ&#xD;
การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
มัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนจำนวน 1,879 คน&#xD;
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 320 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้&#xD;
แบบสอบถามค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู&#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมและรายด้าน&#xD;
อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับดังนี้ การเรียนรู้เป็นทีม การคิดเชิงระบบ ความรอบรู้แห่งตน การมีแบบแผน&#xD;
ความคิด และการมีวิสัยทัศน์ร่วม ผลการเปรียบเทียบความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา&#xD;
ตามการรับรู้ของครู จำแนกตามอายุวุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมไม่แตกต่างกัน&#xD;
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้ที่มีอายุต่างกันมีการรับรู้แตกต่างกันในด้านความรอบรู้แห่งตน อย่างมี&#xD;
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากผลวิจัย ผู้บริหารสถานศึกษาควรวางแผนและหาวิธีการที่หลากหลาย&#xD;
ในการพัฒนาบุคลากรและสถานศึกษาเพื่อความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/640">
    <title>การศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ ของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 อุไร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/640</link>
    <description>Title: การศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ ของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 อุไร
Authors: อุไรวรรณ ชูมี
Abstract: ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อผู้ใต้บังคับบัญชาจึงต้องมีความรู้ความสามารถ&#xD;
และมีความฉลาดทางด้านอารมณ์ควบคู่กันด้วย เพื่อทำให้การบริหารสถานศึกษาบรรลุผลตามเป้าหมาย&#xD;
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
ตามการรับรู้ของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ประชากร&#xD;
ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 1,325 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 302 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่ม&#xD;
อย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน&#xD;
ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์&#xD;
ความแปรปรวนทางเดียว&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูผู้สอน&#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก&#xD;
เรียงลำดับดังนี้ ความสามารถในการจูงใจตนเอง การควบคุมอารมณ์ของตนเอง การมีทักษะทางสังคม&#xD;
การตระหนักรู้ตนเอง และการเข้าใจผู้อื่น ผลการเปรียบเทียบความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
ตามการรับรู้ของครู จำแนกตามประสบการณ์การสอน วุฒิการศึกษาและขนาดสถานศึกษาที่ปฏิบัติงาน&#xD;
พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่เมื่อจำแนกตามเพศไม่แตกต่างกัน จาก&#xD;
ผลการวิจัยผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับความฉลาดทางอารมณ์ และควรหาทางพัฒนา&#xD;
ความฉลาดทางอารมณ์ของตนเอง เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/638">
    <title>การศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/638</link>
    <description>Title: การศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: อรสา เพชรนุ้ย
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู&#xD;
ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ประชากรที่ศึกษา ได้แก่&#xD;
ครูผู้สอน จำนวน 1,486 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 318 คน เก็บรวบรวม&#xD;
ข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย&#xD;
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบค่าที และค่าความแปรปรวนทางเดียว&#xD;
ผลการวิจัยพบว่าแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก&#xD;
เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านความรับผิดชอบ ด้านความสำเร็จในการปฏิบัติงาน ด้านลักษณะ&#xD;
ของงานที่ปฏิบัติด้านความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ และด้านการยอมรับนับถือ ตามลำดับ ผลการ&#xD;
เปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน จำแนกตามเพศ ประสบการณ์ทำงาน และขนาด&#xD;
ของโรงเรียน โดยรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ&#xD;
ทางสถิติที่ระดับ .05</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/624">
    <title>การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลบางงอน อำเภอพุนพิน  จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/624</link>
    <description>Title: การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลบางงอน อำเภอพุนพิน  จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สุดารัตน์  เกตุแก้ว
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลบางงอน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และเพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามกับประชาชนที่อาศัยในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลบางงอน จำนวน 336 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test และ F - test &#xD;
	ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหาร ส่วนตำบล โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมในการตัดสินใจระดับปานกลาง รองลงมา มีส่วนร่วมในการรับติดตามและประเมินผล ระดับปานกลางและต่ำสุดมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษา อาชีพ ตำแหน่ง ระยะเวลา  ในการปฏิบัติงาน และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน มีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบลไม่แตกต่างกัน พิจารณาเป็นรายด้านพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ      ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัญหา อุปสรรค คือ ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ประชาชนส่วนใหญ่ทำงานไม่ค่อยได้ร่วมกิจกรรมหรือออกมามีส่วนร่วมน้อย ประชาชนไม่เห็นความสำคัญของแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล และประชาชนไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างครอบคลุมทุกชุมชน ข้อเสนอแนะ คือ จัดให้มีการฝึกอบรม ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีการแจ้งหรือประชาสัมพันธ์การเข้าร่วมประชุม ล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนได้เตรียมตัวและค้นหาปัญหาและ ตั้งคณะทำงานในภาคประชาชนในการตรวจสอบ ประเมินการทำงานขององค์การบริหารส่วนตำบล</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

