<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/14">
    <title>DSpace Community: มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/14</link>
    <description>มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1167" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1100" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1099" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/995" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/994" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/676" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/672" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/662" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/657" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/655" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/654" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/652" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/651" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/649" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/647" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/646" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/643" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/641" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/640" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/638" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/632" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/631" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/629" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/627" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/624" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/620" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/154" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/153" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/133" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/127" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/126" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/123" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-07T17:40:58Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1167">
    <title>มาตรการทางกฎหมายในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุชุมชนตลิ่งงาม  อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1167</link>
    <description>Title: มาตรการทางกฎหมายในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุชุมชนตลิ่งงาม  อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ดนิตา เพ็ชรรัตน์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ 2) วิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ และ 3) เสนอแนะมาตราการทางกฎหมายในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ชุมชนตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้ศึกษาใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 2 วิธีหลัก ได้แก่ การศึกษาเอกสาร จากหนังสือ ตำรา บทความวิชาการ งานวิจัย และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์และใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความเพื่อให้ได้มาตราการทางกฎหมายในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ&#xD;
	ผลการศึกษาพบว่า 1) ชุมชนตลิ่งงามเป็นชุมชนชายฝั่งทะเลที่มีประชากรผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 16.23 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สภาพปัญหาหลักในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) การเข้าถึงบริการสุขภาพที่เกิดจากข้อจำกัดด้านการคมนาคมและระยะทาง รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากร (2) ระบบการให้บริการที่ขาดการบูรณาการและประสานงานระหว่างหน่วยงาน (3) การจัดบริการที่ขาดความหลากหลายและครอบคลุม (4) คุณภาพการให้บริการที่ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และ (5) การรับรู้สิทธิและการเข้าถึงบริการตามกฎหมายของผู้สูงอายุ 2) กรอบกฎหมายระดับชาติมีความครอบคลุมในเชิงหลักการ แต่ยังมีช่องว่างที่สำคัญในการบังคับใช้และการตอบสนองต่อปัญหาเฉพาะของพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาตรการและกฎหมายไปปฏิบัติยังไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ องค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งงามยังไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเต็มศักยภาพ และข้อบัญญัติท้องถิ่นยังขาดความครอบคลุมและกลไกการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ และ  3) จากการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาและช่องว่างทางกฎหมาย ผู้วิจัยได้พัฒนามาตรการทางกฎหมายที่ครอบคลุม สอดคล้องกับปัญหาเฉพาะของพื้นที่เกาะ 4 ประเด็นหลัก คือ (1) มาตรการด้านการปรับปรุงข้อบัญญัติท้องถิ่นสำหรับการให้บริการสุขภาพผู้สูงอายุ (2) มาตรการด้านการปรับปรุงการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ (3) มาตรการด้านการคุ้มครองสิทธิและการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้สูงอายุ และ (4) มาตรการด้านการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน ทั้งนี้ยังมีข้อเสนอแนะในการให้องค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งงามดำเนินการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นเรื่องมาตรฐานการให้บริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการให้บริการ และจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุในระดับนโยบาย
Description: บทความวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาโท แผน ข หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนากระบวนการยุติธรรม</description>
    <dc:date>2569-01-22T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1100">
    <title>ปัญหาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาลโดยผู้ประนีประนอม: กรณีศึกษาในศาลจังหวัดเกาะสมุย</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1100</link>
    <description>Title: ปัญหาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาลโดยผู้ประนีประนอม: กรณีศึกษาในศาลจังหวัดเกาะสมุย
Authors: ขนิษฐา เหงี่ยมไพศาล; สิทธิกร ศักดิ์แสง
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีผลต่อการดำเนินการไกล่เกลี่ยกับข้อพิพาททางแพ่งในศาล 2) ศึกษาวิเคราะห์ปัญหาที่มีผลต่อการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลโดยผู้ประนีประนอม : กรณีศึกษาในศาลจังหวัดเกาะสมุย และ 3) หาแนวทางในการพัฒนาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลโดยผู้ประนีประนอมในศาลจังหวัดเกาะสมุย&#xD;
การศึกษานี้ได้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาและการวิเคราะห์เอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและจากการสังเกตุ ผลการศึกษาพบว่า สิ่งที่มีปัญหาในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาล คือกฎหมายบางข้อไม่สนับสนุนการไกล่เกลี่ยในศาลอย่างเต็มที่ทำให้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลยังมีปัญหาข้อกฎหมายที่ควรปรับปรุงแก้ไข จำนวนทุนทรัพย์ที่ต้องไกล่เกลี่ยสูงมักไกล่เกลี่ยได้ยาก คู่พิพาทไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ไม่ทราบวัตถุประสงค์และประโยชน์ของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจึงไม่ให้ความยอมรับและความร่วมมือในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเท่าที่ควร ชาวต่างชาติมักจะระแวงไม่ไว้วางใจและไม่มีความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรมของไทยและมีปัญหาเรื่องภาษาที่ทำให้การเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นไปได้ด้วยความลำบากและใช้เวลานาน บทบาทของทนายความที่ให้น้ำหนักไปในการว่าความมากกว่าการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ผู้ประนีประนอมยังขาดคุณลักษณะบางประการที่ส่งเสริมการไกล่เกลี่ยให้มีมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะ ควรแก้ไขข้อกำหนดศาลฎีกากับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาลให้สนันสนุนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาลโดยผู้ประนีประนอม ควรตั้งผู้ประนีประนอมเป็นคณะในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่มีทุนทรัพย์สูง ควรส่งเสริมให้ทนายความสนับสนุนการไกล่เลกี่ยข้อพิพาทในศาล ควรมีล่ามที่เชี่ยวชาญในการแปลภาษาที่เกี่ยวกับศัพท์ทางกฎหมาย และควรส่งเสริมให้ผู้ประนีประนอมในศาลได้พัฒนาศักภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อการพัฒนาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาลโดยผู้ประนีประนอม
Description: การค้นคว้าอิสระศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพัฒนากระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2568-02-21T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1099">
    <title>มาตราการในการป้องกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรณีศึกษา การหลอกลวงให้โอนเงินทางออนไลน์ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1099</link>
    <description>Title: มาตราการในการป้องกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรณีศึกษา การหลอกลวงให้โอนเงินทางออนไลน์ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ณภพร นพสุวรรณ; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในกรณีการหลอกลวงให้โอนเงินออนไลน์ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) เพื่อศึกษาบทบาทของรัฐในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรณีศึกษา การหลอกลวงให้โอนเงินทางออนไลน์และ 3) เพื่อศึกษามาตราการในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรณีศึกษา การหลอกลวงให้โอนเงินทางออนไลน์ การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์จากเอกสาร การวิจัยแบบตีความ และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ จำนวน 7 ราย ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบการหลอกลวงออนไลน์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หน่วยงานขนส่ง และบริษัทต่าง ๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และใช้เทคนิคเร่งรัดหรือข่มขู่เหยื่อให้โอนเงิน รวมถึงการใช้โปรไฟล์ปลอมบนแพลตฟอร์มการลงทุน พบว่า มีรูปแบบการหลอกลวงถึง 12 ประเภท นอกจากนี้ 2) บทบาทของรัฐในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในรูปแบบการหลอกลวงให้โอนเงินออนไลน์ เกี่ยวข้องกับการพัฒนากฎหมายเฉพาะทาง การเสริมทักษะเจ้าหน้าที่ และการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นอกจากนี้ รัฐยังต้องประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อสร้างมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ดังนั้น 3) มาตรการป้องกันควรเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนทางกฎหมาย ช่วยให้การสืบสวนและดำเนินคดีมีประสิทธิภาพ การฝึกอบรมบุคลากร และการให้ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์และสื่อสาธารณะ เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ จะช่วยลดความเสี่ยงของการหลอกลวงทางออนไลน์ได้ การศึกษาครั้งนี้จึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายมี 7 ข้อ ได้แก่ 1) เพิ่มการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน 2) จัดตั้งศูนย์ประสานงานท้องถิ่น 3) สนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ 4) พัฒนาทักษะด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของบุคลากร 5) จัดตั้งกองทุนสนับสนุนการวิจัยเครื่องมือป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 6) ส่งเสริมการรายงานเหตุอาชญากรรมทางออนไลน์ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย และ 7) พัฒนาระบบเฝ้าระวังชุมชนผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและเอกชน
Description: การค้นคว้าอิสระศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนากระบวนการยุติธรรม</description>
    <dc:date>2568-02-21T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/995">
    <title>คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในตำบลบ้านยาง อำเภอรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/995</link>
    <description>Title: คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในตำบลบ้านยาง อำเภอรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: จุฑามาศ เพ็ชรมณี; บรรเจิด เจริญเวช; วาสนา จาตุรัตน์</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/994">
    <title>การบริหารจัดการส่งเสริมการออกกำลังกายของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/994</link>
    <description>Title: การบริหารจัดการส่งเสริมการออกกำลังกายของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
Authors: จุฑามาศ โขนขำ; พลกฤต แสงอาวุธ; ปุณยวีร์ หนูประกอบ</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/676">
    <title>คุณภาพชีวิตการทำงานของลูกจ้างในสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคใต้</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/676</link>
    <description>Title: คุณภาพชีวิตการทำงานของลูกจ้างในสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคใต้
Authors: ปิยานันท์ นิ่มวุ่น
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา เปรียบเทียบ และศึกษาปัญหา ข้อเสนอแนะ&#xD;
ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกจ้างในสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคใต้ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย&#xD;
คือ ลูกจ้างในสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคใต้ 4 แห่ง จำนวน 217 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดย&#xD;
วิธีการคำนวณของ Taro Yamane จำนวน 145 คน โดยใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์จาก&#xD;
ผู้บริหารที่เป็นรองอธิการบดีสถาบันการพลศึกษา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่าย&#xD;
วิชาการ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายแผนและพัฒนา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและกิจการพิเศษ&#xD;
ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและประเมินผลรองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ รองคณบดี&#xD;
คณะศึกษาศาสตร์รองคณบดีคณะศิลปะศาสตร์รวมทั้งสิ้น จำนวน 36 คน ใช้แบบสอบถามที่มีค่า&#xD;
ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
และสถิติทดสอบ ได้แก่สถิติทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพชีวิตการทำงานของลูกจ้างในสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขต&#xD;
ภาคใต้โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาในแต่ละด้านเรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย&#xD;
ด้านสภาพที่ทำงานปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ด้านการพัฒนาศักยภาพของผู้ปฏิบัติงาน&#xD;
ด้านความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว ด้านการปฏิบัติงานร่วมกันและความสัมพันธ์กับผู้อื่น&#xD;
ภายในองค์กร ด้านลักษณะการบริหารงาน ด้านสิทธิส่วนบุคคล ด้านความก้าวหน้าและความมั่นคง&#xD;
ในการทำงาน ด้านผลตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรม ผลการเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตการทำงาน&#xD;
ของลูกจ้างในสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคใต้ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน+ง เงินเดือน&#xD;
ระยะเวลาการทำงาน มีคุณภาพชีวิตการทำงานของลูกจ้างในสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคใต้&#xD;
ไม่แตกต่างกัน และแนวทางการพัฒนา คือ สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคใต้ควรส่งเจ้าหน้าที่&#xD;
ให้มีการอบรมวิชาชีพ ควรกำหนดอัตราค่าจ้างตามวุฒิการศึกษา จัดให้มีสวัสดิการเกี่ยวกับค่ารักษา&#xD;
พยาบาลเช่นเดียวกับข้าราชการหรือลูกจ้างประจำ</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/672">
    <title>การบริหารจัดการศูนย์ฟิตเนส กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี ตำบลชัยบุรี อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/672</link>
    <description>Title: การบริหารจัดการศูนย์ฟิตเนส กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี ตำบลชัยบุรี อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธีระพงษ์ บุญฤทธิ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับ เปรียบเทียบ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ&#xD;
การบริหารจัดการศูนย์ฟิตเนส กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี อำเภอชัยบุรี จังหวัด&#xD;
สุราษฎร์ธานี เก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนที่มาใช้บริการ จำนวน 171 คน โดยใช้แบบสอบถาม&#xD;
มีค่าความเชื่อมั่น 0.90 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ค่าเฉลี่ยค่าส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการศูนย์ฟิตเนส องค์การบริหาร&#xD;
ส"วนตำบลชัยบุรี ภาพรวมอยู่ในระดับมาก และรายด้านอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบระดับ&#xD;
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการศูนย์ฟิตเนส องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี ของประชาชนที่มี&#xD;
เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพแตกต่างกัน มีระดับความคิดเห็นการบริหารจัดการศูนย์ฟิตเนส&#xD;
องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรีโดยรวมไม่แตกต่างกัน ข้อเสนอแนะการบริหารจัดการศูนย์ฟิตเนส&#xD;
องค์การบริหารส่วนตำบลชัยบุรี ควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้มีความพร)อม และจัดให้มีการรักษา&#xD;
ความปลอดภัยของผู้มาใช้บริการ ควรเพิ่มอุปกรณ์ให้เพียงพอ อุปกรณ์ที่ใช้ควรได)มาตรฐาน เพิ่มเวลา&#xD;
ในการให้บริการให้มากขึ้น ปรับปรุงความสะอาดของห้องน้ำและภูมิทัศน์รอบ ๆ ศูนย์ฟิตเนสให้มี&#xD;
ความร่มรื่นเหมาะแก่การออกกำลังกาย</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/662">
    <title>ประสิทธิภาพการจัดการงานสังคมสงเคราะห์ในเขตเทศบาลนครเกาะสมุย  จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/662</link>
    <description>Title: ประสิทธิภาพการจัดการงานสังคมสงเคราะห์ในเขตเทศบาลนครเกาะสมุย  จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ศิริรัตน์  จารุปกรณ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการจัดการงานสังคมสงเคราะห์      ในเขตเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเปรียบเทียบระดับประสิทธิภาพการจัดการงานสังคมสงเคราะห์ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ด้อยโอกาส และเพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการงานสังคมสงเคราะห์ในเขตเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เครื่องมือที่ใช้            ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่นเท่ากับ .91 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ด้อยโอกาสในอำเภอเกาะสมุย จำนวน 331 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คือสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และ          ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่า t-test, F-test &#xD;
	ผลการวิจัย พบว่า ข้อมูลพื้นฐานของผู้ด้อยโอกาส ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุสูงกว่า 60 ปี และเป็นผู้ด้อยโอกาสประเภทผู้สูงอายุ ส่วนข้อมูลย่อยของผู้ด้อยโอกาสแต่ละประเภทผลการศึกษาปรากฏผล ดังนี้ ด้านคนเร่ร่อนส่วนใหญ่เป็นคนเร่ร่อนที่มากจากภูมิภาคอื่น ร้อยละ 62.75 ด้านผู้พิการส่วนใหญ่เป็นผู้พิการทางสายตาร้อยละ 26.94 ด้านผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 60 - 69 ปี ร้อยละ 45.11 ด้านผู้ยากไร้ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ขาดแคลนรายได้ ร้อยละ 57.58 ส่วนประสิทธิภาพการจัดการงานสังคมสงเคราะห์ในเขตเทศบาลนครเกาะสมุย พบว่า โดยรวมมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านปรากฏว่าอยู่ในระดับมากที่สุด 1 ด้าน ได้แก่ ด้านการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ส่วนด้านอื่น ๆ มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการแก้ไขปัญหาสังคม ด้านการพัฒนาศักยภาพผู้ด้อยโอกาส และด้านนโยบายองค์กร ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการจัดการงานสังคมสงเคราะห์ในเขตเทศบาลนครเกาะสมุย          จำแนกตามข้อมูลพื้นฐานของผู้ด้อยโอกาส พบว่า เพศ อายุ และประเภทของการด้อยโอกาส         ไม่แตกต่างกัน ส่วนผลการทดสอบตัวแปรย่อย พบว่า ผู้ยากไร้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ  ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างกัน ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการงานสังคมสงเคราะห์ในเขตเทศบาลนครเกาะสมุย ส่วนใหญ่ต้องการได้รับโอกาสทางสังคมอย่าง       เท่าเทียมกันกับคนปกติ และต้องการให้หน่วยงานสังคมสงเคราะห์เกาะสมุยสนับสนุนการประกอบอาชีพที่เหมาะสม และมีรายได้ประจำ</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/657">
    <title>พฤติกรรมการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 14 ในจังหวัดพังงา</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/657</link>
    <description>Title: พฤติกรรมการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 14 ในจังหวัดพังงา
Authors: วีณา คำคุ้ม
Abstract: จากปัญหาด้านคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาส่วนหนึ่งที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์&#xD;
ของสถานศึกษาโดยรวม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริหาร&#xD;
ตามหลักพรหมวิหาร 4 และศึกษาแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4&#xD;
ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา&#xD;
เขต 14 ในจังหวัดพังงา ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 479 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่าง&#xD;
โดยใช้ตารางเทียบขนาดของเครจซี่ และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 214 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย&#xD;
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่&#xD;
ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน&#xD;
ทางเดียว&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เรียงลำดับดังนี้ ด้านมุทิตา ด้านเมตตา ด้านอุเบกขา และด้านกรุณา&#xD;
ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ด้านเพศ&#xD;
วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และขนาดของโรงเรียน มีความคิดเห็นโดยรวมแตกต่างกันอย่างมี&#xD;
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมการบริหารตามหลักพรหมวิหาร 4&#xD;
ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูผู้สอน พบว่า ผู้บริหารควรมีจรรยาบรรณต่อตนเอง&#xD;
เป็นแบบอย่างที่ดี และพัฒนาตนเองให้มีคุณธรรมผู้บริหาร ควรทำหน้าที่ด้วยความเต็มใจ บริหารจัดการ&#xD;
ภายในโรงเรียนด้วยความซอื่ สัตย์สุจริตและมีความเสียสละ มีความเสมอภาค มีความยุติธรรม มีใจเป็นกลาง&#xD;
ไม่เลือกปฏิบัติด้วยความอคติ รักษาความสามัคคี ปฏิบัติต่อบุคลากรด้วยหลักการและเหตุผลมีมนุษยสัมพันธ์&#xD;
ที่ดี ช่วยเหลือเกื้อกูลและมีน้ำใจต่อบุคลากรในสถานศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/655">
    <title>การศึกษาการบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/655</link>
    <description>Title: การศึกษาการบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: วันใหม่ สืบชนะ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน&#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ประชากร ได้แก่ สถานศึกษา จำนวน&#xD;
189 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานศึกษา จำนวน 127 โรงเรียน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย กำหนด&#xD;
ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูหัวหน้ากิจกรรมลูกเสือ จำนวน 254 คน โดยใช้&#xD;
แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่น 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับดังนี้ การจัดการเรียนการสอน&#xD;
การจัดบุคลากร การวางแผน งบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ และการประเมินผล เมื่อพิจารณารายด้าน&#xD;
พบว่า การจัดการเรียนการสอน โรงเรียนจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักในคุณค่าและมีความสุขกับการ&#xD;
เป็นลูกเสือ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด การจัดบุคลากร โรงเรียนจัดตั้งหมู่ลูกเสืออย่างเป็นระบบชัดเจน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด&#xD;
การวางแผน โรงเรียนจัดกิจกรรมทุกกิจกรรมอยู่ในดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาลูกเสือ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด&#xD;
งบประมาณและวัสดุ อุปกรณ์ โรงเรียนมีการใช้สื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหา จุดหมายการเรียน&#xD;
รูปแบบการเรียนการสอน ผู้เรียนและสภาพแวดล้อม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และการประเมินผล โรงเรียนได้นำผล&#xD;
การประเมินไปปรับปรุงพัฒนา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานลูกเสือสามัญในโรงเรียน&#xD;
ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูหัวหน้ากิจกรรมลูกเสือ จำแนกตามเพศ วุฒิทางลูกเสือ&#xD;
และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านลูกเสือ พบว่า ไม่แตกต่างกัน</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/654">
    <title>การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/654</link>
    <description>Title: การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: ธารทิพย์ ดำยศ
Abstract: จากผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
สุราษฎร์ธานี เขต 3 คะแนนเฉลี่ยในหลายกลุ่มสาระต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับ สพฐ. และระดับประเทศ ซึ่งเป็นผล&#xD;
มาจากการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา การวิจัยเรื่องนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนิเทศภายใน&#xD;
ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูจำนวน 521 คน กลุ่มตัวอย่าง&#xD;
ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 217 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น&#xD;
เท่ากับ 0.89 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ&#xD;
ได้แก่ การทดสอบที และการทดสอบค่าเอฟ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยภาพรวม&#xD;
และรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านการ&#xD;
ปฏิบัติการนิเทศ ด้านการประเมินผลและรายงานผลการนิเทศ ด้านการสร้างสื่อและเครื่องมือในการนิเทศ&#xD;
ด้านการวางแผนการนิเทศและกำหนดทางเลือก และด้านการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ&#xD;
ตามลำดับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการเปรียบเทียบการนิเทศภายในของผู้บริหาร&#xD;
สถานศึกษาในโรงเรียนนาดเล็ก จำแนกตามเพศ และวุฒิการศึกษา พบว่าไม่แตกต่างกัน จำแนกตาม&#xD;
ประสบการณ์ในการสอน พบว่า แตกต่างกัน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสร้างสื่อและเครื่องมือในการนิเทศ&#xD;
ด้านการปฏิบัติการนิเทศ และด้านการประเมินผลและรายงานผลการนิเทศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&#xD;
ที่ระดับ .05 ดังนั้น ควรมีการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกี่ยวกับการสร้างสื่อและเครื่องมือการนิเทศ&#xD;
กระบวนการนิเทศ และการประเมินผลการนิเทศ</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/652">
    <title>การศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็น ของครูในอำเภอเกาะสมุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/652</link>
    <description>Title: การศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็น ของครูในอำเภอเกาะสมุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: ตะวัน คงทวัน
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหาร&#xD;
สถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูในอำเภอเกาะสมุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
สุราษฎร์ธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครู จำนวน 161 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลโดยใช้&#xD;
แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.92 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบที และการทดสอบเอฟ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู&#xD;
ในอำเภอเกาะสมุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ในภาพรวมและ&#xD;
รายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการเข้าใจผู้อื่น ด้านการตระหนักรู้&#xD;
ตนเอง ด้านการมีทักษะทางสังคม ด้านการควบคุมอารมณ์ของตนเอง และด้านการจูงใจตนเองตามลำดับ&#xD;
ผลการเปรียบเทียบความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูในอำเภอ&#xD;
เกาะสมุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ที่มีเพศ ประสบการณ์สอน&#xD;
วุฒิการศึกษา และจำแนกตามขนาดโรงเรียน พบว่าไม่แตกต่างกัน</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/651">
    <title>การศึกษาการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/651</link>
    <description>Title: การศึกษาการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: สุภาวดี ทองสำฤทธิ์ กา
Abstract: การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพ&#xD;
การเรียนรู้ของนักเรียน การวิจัยครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการจัดสภาพแวดล้อม&#xD;
ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
สุราษฎร์ธานี เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
สุราษฎร์ธานี เขต 1 จำนวน 1,311 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 302 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่ม&#xD;
อย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้&#xD;
สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์&#xD;
ความแปรปรวนทางเดียว&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ตามความคิดเห็น&#xD;
ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้าน&#xD;
อยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับ ดังนี้ ด้านการจัดสภาพแวดล้อมทางการบริหาร ด้านการจัดสภาพแวดล้อม&#xD;
ทางวิชาการ และด้านการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และผลการเปรียบเทียบการจัดสภาพแวดล้อม&#xD;
ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์สอน&#xD;
และระดับชั้นที่สอน พบว่า ครูผู้สอนที่มีวุฒิการศึกษาและประสบการณ์สอนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อ&#xD;
การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05&#xD;
ส่วนครูผู้สอนที่มีระดับชั้นที่สอนต่างกันมีความคิดเห็นต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้&#xD;
โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จากผลการวิจัยผู้บริหารและบุคคลากรทางการศึกษา ควรให้ความสำคัญในด้าน&#xD;
การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา โดยการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อพัฒนาการจัดสภาพแวดล้อม&#xD;
ของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/649">
    <title>การศึกษาปัญหาและแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคล ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/649</link>
    <description>Title: การศึกษาปัญหาและแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคล ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 1
Authors: สุภาภรณ์ หาญณรงชัยกิจ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา&#xD;
2) เปรียบเทียบสภาพและปัญหาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา 3) ศึกษาข้อเสนอแนะและแนวทาง&#xD;
การพัฒนาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 1,157 คน&#xD;
กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธการสุ่มอย่างง่าย ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 297 คน เก็บรวบรวม&#xD;
ข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นที่ 0.98 และสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 8 คน&#xD;
โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
และสถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า สภาพการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับ&#xD;
มาก เรียงลำดับ ดังนี้ การบำรุงรักษาบุคลากร การพัฒนาบุคลากร การสรรหาบุคลากร และการให้บุคลากร&#xD;
พ้นจากงาน ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา พบว่า ครู ที่มีเพศ&#xD;
อายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และปัญหาการ&#xD;
บริหารงานบุคคลในสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับน้อย เรียงลำดับ ดังนี้ การสรรหาบุคลากร&#xD;
การบำรุงรักษาบุคลากร การพัฒนาบุคลากร และการให้บุคลากรพ้นจากงาน ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบ&#xD;
ปัญหาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา พบว่า ครู ที่มีเพศ อายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์&#xD;
การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 และแนวทางการพัฒนาการ&#xD;
บริหารงานบุคคลในสถานศึกษา ข้อที่ควรได้รับการพัฒนาเป็นอันดับแรกแต่ละด้าน ได้แก่ บุคลากร&#xD;
มีส่วนร่วมในการสรรหาบุคลากรและกำหนดตำแหน่ง การจัดบุคลากรเข้าปฏิบัติงานได้ตรงกับความรู้&#xD;
ความสามารถ จัดสรรงบประมาณสนับสนุน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาบุคลากร บุคลากรมีส่วนร่วม&#xD;
ในการกำหนดระเบียบวินัย มีกระบวนการป้องกันการลาออกจากราชการของข้าราชการครู</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/647">
    <title>ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับ การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาเขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สกา</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/647</link>
    <description>Title: ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับ การบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาเขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สกา
Authors: สกาวเดือน ศิริรัตน์
Abstract: จากผลการทดสอบการศึกษาระดับชาติ คุณภาพในแต่ละกลุ่มสาระหลักของสถานศึกษา&#xD;
ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีค่าเฉลี่ยลดลงกว่าปีที่ผ่านมา&#xD;
ตามลำดับ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา&#xD;
การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษาการ&#xD;
บริหารงานวิชาการของสถานศึกษา และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร&#xD;
สถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา&#xD;
เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชากรได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 2,699 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง&#xD;
โดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 335 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูล&#xD;
โดยใช้แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน&#xD;
ผลการศึกษา พบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน&#xD;
อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านการสร้าง&#xD;
แรงบันดาลใจ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และด้านการกระตุ้นทาง และการบริหารงาน&#xD;
วิชาการของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการ&#xD;
พัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน&#xD;
ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา และ&#xD;
ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงาน&#xD;
ค&#xD;
วิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัด&#xD;
สุราษฎร์ธานี โดยรวมมีความสัมพันธ์กันในทิศทางบวกในระดับสูง (r = .843**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&#xD;
ที่ระดับ .01 ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบควรมีการนิเทศ กำกับ ติดตาม ให้คำปรึกษา กระบวนการ&#xD;
การจัดการเรียนรู้ กระบวนการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา และควรจัดให้มีการพัฒนาผู้บริหารเกี่ยวกับ&#xD;
เทคนิคการบริหารงานวิชาการในศตวรรษที่ 21</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/646">
    <title>การศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างทักษะของผู้เรียน ในศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/646</link>
    <description>Title: การศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างทักษะของผู้เรียน ในศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: รุ่งระวี เมฆไลย
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
ในการเสริมสร้างทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ประชากร ได้แก่ ครู จำนวน 1,359 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครู จำนวน&#xD;
302 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูล&#xD;
โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติทดสอบที&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างทักษะของผู้เรียนในศตวรรษ&#xD;
ที่ 21 ตามการรับรู้ของครูโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับดังนี้ ด้านทักษะชีวิตและอาชีพ&#xD;
ด้านทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม และด้านทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี ผลการเปรียบเทียบ&#xD;
บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของครู&#xD;
จำแนกตามเพศ ประสบการณ์สอน และวุฒิการศึกษา โดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/643">
    <title>การศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/643</link>
    <description>Title: การศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่
Authors: ปรียาพร ไชยพลบาล
Abstract: การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
กระบี่ มีข้อบกพร่องและมีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินงานของการบริหารยังขาดการส่งเสริมความสัมพันธ์&#xD;
และความร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการศึกษา และสถานศึกษาขาดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน&#xD;
ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการบริหาร&#xD;
ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่&#xD;
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 2,437 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย&#xD;
จำนวน 335 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์&#xD;
ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบค่าที&#xD;
ผลการวิจัยพบว่าทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงาน&#xD;
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากเรียงจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้&#xD;
ทักษะด้านมนุษย์ ทักษะด้านเทคนิควิธี และทักษะด้านความคิดรวบยอด ผลการเปรียบเทียบทักษะการ&#xD;
บริหารของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์&#xD;
ในการปฏิบัติหน้าที่ พบว่า ไม่แตกต่างกัน จากผลการวิจัยนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาควรหาความรู้ และพัฒนา&#xD;
ตนเอง ให้สามารถแนะนำครูผู้สอนได้ ควรจัดการบริหารการมีส่วนร่วมและดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม&#xD;
ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/641">
    <title>การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/641</link>
    <description>Title: การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: จิราพรรณ เสียงเพราะ
Abstract: การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา&#xD;
เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีจุดที่ควรพัฒนาเกี่ยวกับการเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ ๆ และการจัดการ&#xD;
ความรู้ที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ&#xD;
การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
มัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนจำนวน 1,879 คน&#xD;
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 320 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้&#xD;
แบบสอบถามค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู&#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมและรายด้าน&#xD;
อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับดังนี้ การเรียนรู้เป็นทีม การคิดเชิงระบบ ความรอบรู้แห่งตน การมีแบบแผน&#xD;
ความคิด และการมีวิสัยทัศน์ร่วม ผลการเปรียบเทียบความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา&#xD;
ตามการรับรู้ของครู จำแนกตามอายุวุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยรวมไม่แตกต่างกัน&#xD;
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้ที่มีอายุต่างกันมีการรับรู้แตกต่างกันในด้านความรอบรู้แห่งตน อย่างมี&#xD;
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากผลวิจัย ผู้บริหารสถานศึกษาควรวางแผนและหาวิธีการที่หลากหลาย&#xD;
ในการพัฒนาบุคลากรและสถานศึกษาเพื่อความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/640">
    <title>การศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ ของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 อุไร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/640</link>
    <description>Title: การศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ ของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 อุไร
Authors: อุไรวรรณ ชูมี
Abstract: ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อผู้ใต้บังคับบัญชาจึงต้องมีความรู้ความสามารถ&#xD;
และมีความฉลาดทางด้านอารมณ์ควบคู่กันด้วย เพื่อทำให้การบริหารสถานศึกษาบรรลุผลตามเป้าหมาย&#xD;
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
ตามการรับรู้ของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ประชากร&#xD;
ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 1,325 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 302 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่ม&#xD;
อย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน&#xD;
ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์&#xD;
ความแปรปรวนทางเดียว&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูผู้สอน&#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก&#xD;
เรียงลำดับดังนี้ ความสามารถในการจูงใจตนเอง การควบคุมอารมณ์ของตนเอง การมีทักษะทางสังคม&#xD;
การตระหนักรู้ตนเอง และการเข้าใจผู้อื่น ผลการเปรียบเทียบความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
ตามการรับรู้ของครู จำแนกตามประสบการณ์การสอน วุฒิการศึกษาและขนาดสถานศึกษาที่ปฏิบัติงาน&#xD;
พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่เมื่อจำแนกตามเพศไม่แตกต่างกัน จาก&#xD;
ผลการวิจัยผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับความฉลาดทางอารมณ์ และควรหาทางพัฒนา&#xD;
ความฉลาดทางอารมณ์ของตนเอง เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/638">
    <title>การศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/638</link>
    <description>Title: การศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: อรสา เพชรนุ้ย
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู&#xD;
ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ประชากรที่ศึกษา ได้แก่&#xD;
ครูผู้สอน จำนวน 1,486 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 318 คน เก็บรวบรวม&#xD;
ข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย&#xD;
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบค่าที และค่าความแปรปรวนทางเดียว&#xD;
ผลการวิจัยพบว่าแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก&#xD;
เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านความรับผิดชอบ ด้านความสำเร็จในการปฏิบัติงาน ด้านลักษณะ&#xD;
ของงานที่ปฏิบัติด้านความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ และด้านการยอมรับนับถือ ตามลำดับ ผลการ&#xD;
เปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน จำแนกตามเพศ ประสบการณ์ทำงาน และขนาด&#xD;
ของโรงเรียน โดยรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ&#xD;
ทางสถิติที่ระดับ .05</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/632">
    <title>แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 11 สุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/632</link>
    <description>Title: แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 11 สุราษฎร์ธานี
Authors: อัญชิษฐา  ชาญณรงค์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และเพื่อศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะ เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 11 สุราษฎร์ธานี การวิจัยครั้งนี้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเจ้าหน้าที่ ของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 11 สุราษฎร์ธานี จำนวน 54 คน และกลุ่มประชาชนผู้รับบริการ จำนวน 350 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นกลุ่มตัวอย่างเจ้าหน้าที่ เท่ากับ 0.898 และค่าความเชื่อมั่นกลุ่มตัวอย่างประชาชนผู้รับบริการ เท่ากับ 0.867 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test และ F-test &#xD;
	 ผลการวิจัยพบว่า ระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนและปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 11 สุราษฎร์ธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน การเปรียบเทียบปัจจัย           ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 11 สุราษฎร์ธานี โดยจำแนกตามข้อมูลพื้นฐาน ผลการวิเคราะห์พบว่า โดยภาพรวม เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ โดยภาพรวมพบว่า ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค ด้านการให้บริการทันต่อเวลา ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ และด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ      ที่ 0.05 ส่วนด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า ไม่แตกต่างกัน ส่วนแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพ การให้บริการประชาชนของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 11 สุราษฎร์ธานี ต้องมีการบูรณาการการทำงาน กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาฝีมือแรงงาน การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ลดรอบระยะเวลาการทำงาน ใช้เทคโนโลยีช่วยในการปฏิบัติงาน และใช้กลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานฝึกอาชีพจังหวัด (กพร.ปจ.) การประกันคุณภาพ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน เป็นแนวทางในการดำเนินงานและขับเคลื่อนภารกิจของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 11สุราษฎร์ธานี ให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถตอบสนอง ความต้องการของประชาชนผู้รับบริการได้ตรงตามวัตถุประสงค์</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/631">
    <title>แนวทางการพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ สังกัดมหานิกาย : กรณีศึกษา การบริหารของเจ้าอาวาสของวัดในจังหวัดชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/631</link>
    <description>Title: แนวทางการพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ สังกัดมหานิกาย : กรณีศึกษา การบริหารของเจ้าอาวาสของวัดในจังหวัดชุมพร
Authors: อัครพงษ์  พูลผล
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของเจ้าอาวาสจากวัด แยกเป็นรายอำเภอของวัดในจังหวัดชุมพร และเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของเจ้าอาวาสของวัด ในจังหวัดชุมพร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก               การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าเอฟ (F-test) &#xD;
	ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ สังกัดมหานิกาย : กรณีศึกษาการบริหารของเจ้าอาวาสวัดในจังหวัดชุมพร ในภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการศาสนศึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนด้านการศึกษาสงเคราะห์มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ผลการเปรียบเทียบทั้งภาพรวมและรายด้าน พบว่าไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ       ที่ระดับ 0.05 แนวทางการพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ด้านการปกครอง ควรดูแลพระภิกษุสามเณรและไวยาวัจรกร ให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้ถูกต้องเรียบร้อย ด้านการศาสนศึกษา ควรส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีแบบแผนการพัฒนาในด้านศาสนศึกษาให้ชัดเจน  ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ควรสนับสนุนอุปกรณ์การศึกษาให้มากขึ้น เช่น มอบทุนการศึกษา และส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรเข้าไปสอนในสถานศึกษา เป็นต้น ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ส่งเสริมพระภิกษุ สามเณรให้มีความสามารถในการเผยแผ่ และจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นต้น       ด้านการสาธารณูปการ ควรมีคณะกรรมการผู้รับผิดชอบ ดูแล ควบคุมในการก่อสร้างให้มีความถูกต้อง และจัดระบบนิเวศน์ภูมิทัศน์ของวัดให้ถูกสุขลักษณะ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ควรสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของชุมชน เช่น การพัฒนาชุมชน การสร้างถนน และเป็นที่พึ่งด้านจิตใจ คือ ให้คำแนะนำโดยการใช้หลักธรรมะในพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางปฏิบัติ</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/629">
    <title>การศึกษาพฤติกรรมการใช้สารสนเทศเพื่อการทำภาคนิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษา : กรณีศึกษา นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/629</link>
    <description>Title: การศึกษาพฤติกรรมการใช้สารสนเทศเพื่อการทำภาคนิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษา : กรณีศึกษา นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
Authors: กมลวรรณ  ยุวเดชกุล
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและเปรียบเทียบ ความคิดเห็นของผู้ใช้บริการสารสนเทศเกี่ยวกับการบริหารจัดการสารสนเทศเพื่อการทำภาคนิพนธ์ ในระดับบัณฑิตศึกษา กรณีศึกษา นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา จำนวน 155 คน             ใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น = 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติทดสอบค่าที และสถิติทดสอบเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว &#xD;
ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ส่วนใหญ่มีระดับการบริหารจัดการสารสนเทศเพื่อการทำภาคนิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3.45 โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การเข้าถึงระบบสารสนเทศ รองลงมา คือ ความหลากหลายของข้อมูลสารสนเทศ การนำระบบสารสนเทศไปใช้เพื่อการตัดสินใจ และ      น้อยที่สุด คือ การนำลักษณะสารสนเทศไปใช้ และจากผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการบริหารจัดการสารสนเทศเพื่อการทำภาคนิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ที่เพศต่างกัน มีการบริหารจัดการสารสนเทศเพื่อการทำภาคนิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/627">
    <title>การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเขานิพันธ์  อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/627</link>
    <description>Title: การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเขานิพันธ์  อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: กฤติเดช พรหมเสน
Abstract: วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการปฏิบัติงานเปรียบเทียบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และเพื่อนำข้อเสนอแนะที่ได้ไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเขานิพันธ์ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่เข้ามาใช้บริการของสถานีตำรวจ จำนวน 233 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบบังเอิญเครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-testและ ค่า F-test&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า ระดับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเขานิพันธ์ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีในภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมากผลการเปรียบเทียบระดับการปฏิบัติงานจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ไม่แตกต่างกัน ข้อเสนอแนะและแนวทางในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจคือควรมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่จำเป็นให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง ควรมีขั้นตอนการให้บริการเรียงตามลำดับก่อนหลังในการมารับบริการ ควรมีการจัดเตรียมเอกสารและคำแนะนำให้กับผู้มาใช้บริการอย่างครบถ้วน และจัดวางหรือติดประกาศเพื่อให้ประชาชนที่มารับบริการมองเห็นอย่างชัดเจน</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/624">
    <title>การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลบางงอน อำเภอพุนพิน  จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/624</link>
    <description>Title: การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลบางงอน อำเภอพุนพิน  จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สุดารัตน์  เกตุแก้ว
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลบางงอน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และเพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามกับประชาชนที่อาศัยในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลบางงอน จำนวน 336 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t - test และ F - test &#xD;
	ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหาร ส่วนตำบล โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมในการตัดสินใจระดับปานกลาง รองลงมา มีส่วนร่วมในการรับติดตามและประเมินผล ระดับปานกลางและต่ำสุดมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษา อาชีพ ตำแหน่ง ระยะเวลา  ในการปฏิบัติงาน และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน มีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบลไม่แตกต่างกัน พิจารณาเป็นรายด้านพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ      ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัญหา อุปสรรค คือ ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ประชาชนส่วนใหญ่ทำงานไม่ค่อยได้ร่วมกิจกรรมหรือออกมามีส่วนร่วมน้อย ประชาชนไม่เห็นความสำคัญของแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล และประชาชนไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างครอบคลุมทุกชุมชน ข้อเสนอแนะ คือ จัดให้มีการฝึกอบรม ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ มีการแจ้งหรือประชาสัมพันธ์การเข้าร่วมประชุม ล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนได้เตรียมตัวและค้นหาปัญหาและ ตั้งคณะทำงานในภาคประชาชนในการตรวจสอบ ประเมินการทำงานขององค์การบริหารส่วนตำบล</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/620">
    <title>การดูแลผู้สูงอายุของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลกาญจนดิษฐ์   อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/620</link>
    <description>Title: การดูแลผู้สูงอายุของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลกาญจนดิษฐ์   อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: นันทพงศ์  เพชรรักษ์
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อศึกษาการดูแลผู้สูงอายุของประชาชน           ในเขตเทศบาลตำบลกาญจนดิษฐ์ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเปรียบเทียบปัจจัย        ที่ส่งผลต่อการดูแลผู้สูงอายุของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลกาญจนดิษฐ์ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรค์การดูแลผู้สูงอายุ      ของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลกาญจนดิษฐ์ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าสถิติทดสอบที (t-test) และค่าสถิติทดสอบเอฟ (F-test)&#xD;
	ผลการวิจัยพบว่า ระดับการดูแลผู้สูงอายุของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลกาญจนดิษฐ์ โดยภาพรวมมีระดับการดูแลผู้สูงอายุอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงตามลำดับพบว่า ด้านสังคม ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์และจิตใจ และด้านเศรษฐกิจ อยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับ  การเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อการดูแลผู้สูงอายุของประชาชนในเขตเทศบาล ตำบลกาญจนดิษฐ์ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า เพศ ที่พักอาศัย ภาวะสุขภาพ มีปัจจัยที่ส่งผลต่อการดูแลผู้สูงอายุของประชาชนไม่แตกต่างกัน ส่วนอายุ สถานภาพ รายได้ การศึกษา ความพอเพียงของรายได้ ความเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ และระยะเวลาในการดูแลผู้สูงอายุ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัญหาและอุปสรรคของประชาชนในการดูแลผู้สูงอายุด้านร่างกาย ด้านอารมณ์และจิตใจ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ พบว่า ปัญหาด้านร่างกาย          ในส่วนปัญหา 3 อันดับแรก คือ ปวดหลัง ปวดต้นคอ และปวดเมื่อยตามร่างกาย ปัญหาด้านอารมณ์และจิตใจ ในส่วนปัญหา 3 อันดับแรก คือ ความเครียดความเบื่อหน่าย และความวิตกกังวล ปัญหาด้านสังคม ในส่วนปัญหา 3 อันดับแรก คือ มีเวลาน้อยไม่มีเวลาให้ครอบครัว และต้องลาออกจากงานมาดูแลผู้สูงอายุ ปัญหาด้านเศรษฐกิจในส่วนปัญหา 3 อันดับแรก คือ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ในส่วนปัญหา 3 อันดับแรก คือ รายได้ลดลงจากปัญหาความไม่สมดุลของภาคเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ รองลงมาคือ มีหนี้สินเพิ่มขึ้น รายได้ส่วนใหญ่หมดไปกับค่าสาธารณูปโภค       ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ การศึกษาของบุตรและรายได้บางเดือนไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/154">
    <title>การพัฒนายุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการกลุ่ม/สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน  ในเขตอำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/154</link>
    <description>Title: การพัฒนายุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการกลุ่ม/สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน  ในเขตอำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธัญวรัชย์  แซ่เต้ง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับศักยภาพ กำหนด และประเมินยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการและสมาชิกในการบริหารจัดการกลุ่ม/สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในเขตอำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาปัญหาศักยภาพการบริหารจัดการของคณะกรรมการและสมาชิกในการบริหารจัดการกลุ่ม/สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ในเขตอำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการและสมาชิกในการบริหาร จัดการกลุ่ม/สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และ 3) ประเมินยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพ ของคณะกรรมการและสมาชิก กลุ่มตัวอย่าง คือ คณะกรรมการและสมาชิก จำนวน 125 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการสนทนากลุ่ม และประเมินยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการและสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ในเขตบ้านนาเดิม จำนวน 15 คน</description>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/153">
    <title>การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านถ้ำผึ้ง  ตำบลต้นยวน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/153</link>
    <description>Title: การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านถ้ำผึ้ง  ตำบลต้นยวน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: อังคณา  ฤทธิกุล
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพที่มีความสัมพันธ์กับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืนของชุมชนและพัฒนายุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศแบบมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนของชุมชน ประชากรศึกษาเป็นผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการกลุ่มอาชีพท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ผู้แทนส่วนราชการ และประชาชนในชุมชน ซึ่งได้จาการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจำนวน 50 คน เครื่องมือในการแบบสอบถามและเทคนิค SWOT Analysis การวิเคราะห์ข้อมูลค่าร้อยละและวิเคราะห์เนื้อหา ซึ่งผลการวิจัยมีดังนี้&#xD;
ผลการศึกษาศักยภาพที่มีความสัมพันธ์กับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืนของชุมชน พบว่า ยังขาดความรู้และความเข้าใจในการบริหารจัดการ การประชาสัมพันธ์ยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควรมีการกระจายรายได้ภายในชุมชนเพราะไห้ความร่วมมือ การมีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรม มีความสะดวก ปลอดภัย สะอาด และสวยงามมีที่พักเพียงพอกับนักท่องเที่ยว ภาครัฐยังไม่ไห้ความสำคัญในด้านการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวของชุมชนเท่าทีควร บริบทด้านพื้นที่มีความหลายหลายทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ มีความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นเกษตรกรรมสวนยางพาราเป็นอาชีพหลักประชาชนส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกลุ่มต่าง ๆ มีลักษณะการมีส่วนร่วมทางสังคมที่ดี ต้องการสนับสนุนจากภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐาน</description>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/133">
    <title>ประสิทธิผลการให้บริการสาธารณะ กรณีศึกษา การประปาส่วนภูมิภาค สาขาสุราษฎร์ธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/133</link>
    <description>Title: ประสิทธิผลการให้บริการสาธารณะ กรณีศึกษา การประปาส่วนภูมิภาค สาขาสุราษฎร์ธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: อภิชาติ  ถ้ำจันทร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลการให้บริการสาธารณะและศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประสิทธิผลการให้บริการสาธารณะ กรณีศึกษา การประปาส่วนภูมิภาคสาขาสุราษฎร์ธานี เก็บข้อมูลจากประชาชนผู้ใช้บริการการประปาส่วนภูมิภาคสาขาสุราษฎร์ธานี จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ ค่าทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบ&#xD;
ทางเดียว &#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิผลการให้บริการสาธารณะของการประปาส่วนภูมิภาค ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับดังนี้ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ด้านกระบวนการขั้นตอนในการให้บริการด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และด้านความไว้วางใจของการบริการ ผลการเปรียบเทียบประสิทธิผลการให้บริการสาธารณะของประชาชนผู้ใช้บริการไม่ต่างกัน ข้อเสนอแนะควรปรับปรุงเรื่องแรงดันการไหลของน้ำประปา คุณภาพน้ำประปาและสถานที่จอดรถ เป็นต้น</description>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/127">
    <title>การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริการสาธารณะ กรณีศึกษา เทศบาลตำบลพนม อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/127</link>
    <description>Title: การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริการสาธารณะ กรณีศึกษา เทศบาลตำบลพนม อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธรรมนูญ ทองส่งโสม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริการสาธารณะ ศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริการสาธารณะ กรณีศึกษาเทศบาลตำบลพนม อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เก็บข้อมูลจากประชาชนในเขตเทศบาลตำบลพนม จำนวน 349 คน โดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติทดสอบที และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริการสาธารณะ ในภาพรวมและ รายด้านอยู่ในระดับปานกลาง โดยเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อยได้ดังนี้ การมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ และการมีส่วนร่วม ในการตรวจสอบและประเมินผล ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการบริการสาธารณะ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยรวมไม่แตกต่างกัน ข้อเสนอแนะให้บทบาทแก่ประชาชนให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ดำเนินภารกิจ และเทศบาลมีหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุน การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ของเทศบาล การจัดทำสื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และเว็บไซต์การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลเท็จจริง ความรู้สึกและความคิดเห็นประกอบการตัดสินใจ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทำงานตลอดกระบวนการตัดสินใจร่วมกับภาคประชาชน ในรูปแบบการประชุมเชิงปฏิบัติการ</description>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/126">
    <title>พัฒนารูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตร ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/126</link>
    <description>Title: พัฒนารูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตร ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
Authors: ทวีวัฒน์ คงวุ่น
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการในการจัดการขยะมูลฝอย สร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการขยะมูลฝอย มีวิธีดำเนินการ 3 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 ศึกษาปัญหาและความต้องการ เก็บข้อมูลจากนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตร ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต จำนวน 108 คน โดยใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่น 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นที่ 2 พัฒนารูปแบบการจัดการขยะมูลฝอย โดยนำข้อมูลจากการศึกษาในขั้นที่ 1 เป็นข้อมูลพื้นฐานในการสร้างโครงร่างรูปแบบ แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ตรวจสอบ และให้นักเรียนจำนวน 50 คน ประเมินความเหมาะสม&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาในการจัดการขยะมูลฝอย โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลางและความต้องการในการจัดการขยะมูลฝอยโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก รูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยเนื้อหา 5 เรื่องคือ 1) ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับขยะมูลฝอย 2) การกำจัดขยะมูลฝอย 3) การลดปริมาณขยะมูลฝอย 4) การคัดแยกขยะมูลฝอย 5) การนำขยะมูลฝอยกลับมาใช้ประโยชน์ จากนั้นนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ตรวจสอบความถูกต้องครบ ทุกรายการ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.60 - 1.00 และให้นักเรียนประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการขยะอยู่ในระดับมาก</description>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/123">
    <title>ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพของผู้นำในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ตำบลท่าขนอน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/123</link>
    <description>Title: ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพของผู้นำในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ตำบลท่าขนอน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ศุภศักดิ์ โมรา
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการพัฒนาศักยภาพของผู้นำในการพัฒนา&#xD;
ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ตำบลท่าขนอน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเพื่อสร้างยุทธศาสตร์&#xD;
การพัฒนาศักยภาพของผู้นำในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สมาชิกองค์การ&#xD;
บริหารส่วนตำบล สมาชิกสภาเทศบาล ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจงให้&#xD;
ได้บุคคลที่ให้ข้อมูลได้ดี จำนวน 40คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่ม&#xD;
และ SWOT Analysis วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</description>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

