<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/10">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/10</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/998" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/996" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/990" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/989" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/988" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/986" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/985" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/983" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/971" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/828" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/827" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/826" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/825" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/824" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/823" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/821" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/820" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/819" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/818" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/817" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/816" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/815" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/812" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/809" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/759" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/758" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/756" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/755" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/754" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/753" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/749" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/748" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/746" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/745" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/744" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/733" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/732" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/730" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/729" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/728" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/727" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/726" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/725" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/724" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/723" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/644" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/642" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/618" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/612" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/225" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-08T19:29:35Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/998">
    <title>ภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/998</link>
    <description>Title: ภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ชนิดาภา จันทร์มีศรี; สมคิด นาคขวัญ; ชูศักดิ์ เอกเพชร</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/996">
    <title>รูปแบบการพัฒนาตนเองของครูในการจัดการเรียนรู้ในศตรรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/996</link>
    <description>Title: รูปแบบการพัฒนาตนเองของครูในการจัดการเรียนรู้ในศตรรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: จุฑามาศ เมืองม่วง</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/990">
    <title>การพัฒนาคู่มือการบริหารกิจการลูกเสือในโรงเรียนประถมศึกษา เครือข่ายสถานศึกษาขั้นพื้นฐานพุนพิน 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/990</link>
    <description>Title: การพัฒนาคู่มือการบริหารกิจการลูกเสือในโรงเรียนประถมศึกษา เครือข่ายสถานศึกษาขั้นพื้นฐานพุนพิน 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: กิติยา แก้วผุดผ่อง; ญาณิศา บุญจิตร์; บรรจง เจริญสุข</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/989">
    <title>การพัฒนาผู้บังคับบัญชาลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ในโรงเรียนปะทิววิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/989</link>
    <description>Title: การพัฒนาผู้บังคับบัญชาลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ในโรงเรียนปะทิววิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร
Authors: กิจติพงศ์ บู้หลง; บรรจง เจริญสุข; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/988">
    <title>ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิซาการในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/988</link>
    <description>Title: ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิซาการในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: กิตติ วิเศษ; โสภณ เพ็ชรพวง; บรรจง เจริญสุข</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/986">
    <title>ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/986</link>
    <description>Title: ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: กอบเกียรติ กาญจนเทพ; โสภณ เพ็ชรพวง; บรรจง เจริญสุข</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/985">
    <title>การมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาสถานศึกษาของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/985</link>
    <description>Title: การมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาสถานศึกษาของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: กรรณิการ์ ถนิมกาญจน์; บรรจง เจริญสุข; สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/983">
    <title>การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนของสถานศึกษา สังกัดเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/983</link>
    <description>Title: การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนของสถานศึกษา สังกัดเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี
Authors: กนิษฐ์ ธรรมพิทักษ์</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/971">
    <title>การพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายใน โรงเรียนบ้านในเหมือง สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/971</link>
    <description>Title: การพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายใน โรงเรียนบ้านในเหมือง สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 2
Authors: ทิพย์ชนก มณีนวล
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการมีส่วนร่วมของครูในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายใน 2) พัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายใน และ 3) ประเมินผลการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการดําเนินงานการประกันคุณภาพภายใน โรงเรียนบ้านในเหมือง สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุ มพร เขต 2 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแทกการ์ดประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ดําเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จํานวน 20 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นําเสนอผลในเชิงบรรยายและพรรณนาวิเคราะห์ &#xD;
          ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการมีส่วนร่วมของครูในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียนบ้านในเหมือง พบว่า โดยรวมมีสภาพปัญหาอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ ดังนี้ ด้านการดําเนินงาน ด้านการวางแผน ด้านการตรวจสอบและทบทวน และด้านการพัฒนา และปรับปรุง 2) การพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายใน ได้ดําเนินการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์สภาพปัญหาในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และร่วมกันวางแผนกําหนดแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา กําหนดแนวทางในการมีส่วนร่วมของครู ในการประกันคุณภาพภายใน โดยใช้กระบวนการกลุ่ม เน้นการจัดทําแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามวงจรคุณภาพ 3) ผลการประเมินการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการดําเนินงานการประกันคุณภาพภายใน พบว่า โรงเรียนเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการกําหนดมาตรฐานการศึกษา การวางแผน การปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย ประเมินผล และตรวจสอบคุณภาพการศึกษา และพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามวงจรคุณภาพ โดยกํากับติดตามผลการดําเนินงานอย่างมี ระบบ และผลการประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการดําเนินงานประกันคุณภาพภายใน พบว่า ผู้เข้าร่วมปฏิบัติการมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/828">
    <title>การพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนตลาดหนองหวาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/828</link>
    <description>Title: การพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนตลาดหนองหวาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: ณัฐิกานต์  ปังศรีวงศ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการใช้เทคโนโลยี&#xD;
สารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนตลาดหนองหวาย &#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 2) พัฒนาทักษะด้านการใช้&#xD;
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนตลาด&#xD;
หนองหวาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 และ 3) ติดตามและ&#xD;
ประเมินผลการพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดการเรียนรู้&#xD;
ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนตลาดหนองหวาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
สุราษฎร์ธานี เขต 2 กลุ่มเข้าร่วมปฏิบัติการ เป็นครูของโรงเรียนตลาดหนองหวาย สำนักงานเขตพื้นที่&#xD;
การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย &#xD;
แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการประชุม แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ แบบสังเกตพฤติกรรม &#xD;
แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการประชุมเชิงปฏิบัติการ และแบบประเมินผลการพัฒนาทักษะครู &#xD;
ใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยดำเนินการเป็น 2 วงรอบ แต่ละวงรอบ ประกอบด้วย 1) การวางแผน&#xD;
2) การปฏิบัติการ 3) การสังเกต 4) การสะท้อนผล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ &#xD;
ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา &#xD;
ผลการวิจัยพบว่า สภาพ ปัญหาและความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร&#xD;
เพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ด้านการบริหารจัดการ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการพัฒนา&#xD;
บุคลากร ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ พบว่า โรงเรียนมีการจัดระบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไม่มีการจัดทำแผนพัฒนาความรู้และทักษะของครูผู้สอนในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ&#xD;
และการสื่อสารเพื่อการจัดการเรียนการสอน ควรจัดให้มีศูนย์ซ่อมบำรุงในกลุ่มเครือข่ายควรมีการจัดตั้ง&#xD;
ห้องสื่อ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และส่งเสริมการใช้สื่อของนักเรียนและครู การพัฒนาทักษะด้านการใช้&#xD;
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พบว่า การทดสอบวัดความรู้ ก่อนและหลังการฝึกอบรมการใช้&#xD;
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เรื่อง การใช้ Google Site&#xD;
พบว่า หลังการอบรมครูมีความรู้เพิ่มขึ้น และครูมีความรู้ความเข้าใจก่อนและหลังการอบรม แตกต่าง&#xD;
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยี&#xD;
สารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 พบว่า ครูโรงเรียนตลาดหนองหวาย &#xD;
มีความต้องการให้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้แก่ครู เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง&#xD;
การติดตามและประเมินผลการพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการสังเกต&#xD;
พบว่า ครูมีการใช้ Google Site ในการจัดการเรียนการสอน และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ &#xD;
การสื่อสารมีบทบาทและมีประสิทธิภาพ ความพึงพอใจต่อการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การใช้เทคโนโลยี&#xD;
สารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนตลาดหนองหวาย &#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/827">
    <title>ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/827</link>
    <description>Title: ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: วิษณุกร แตงแก้ว
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้น าตามสถานการณ์ของผู้บริหารโรงเรียน 2) ศึกษาประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลของโรงเรียน 3) ศึกษาภาวะผู้น าตามสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 จำนวน 1,578 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหาร 113 คน ครู 302 คน รวม 415 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารโรงเรียนโดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ภาวะผู้นำแบบสั่งการ ภาวะผู้นำแบบขายความคิด ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม และภาวะผู้นำแบบมอบหมายงาน 2) ประสิทธิผลในการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ด้านการธำรงรักษาบุคลากร ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการสรรหา และบรรจุแต่งตั้ง และด้านการวางแผนอัตรากำลังและกำหนดตำแหน่ง 3) ผลการวิเคราะห์ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 พบว่า ภาวะผู้น าตามสถานการณ์ของผู้บริหารภาวะผู้นำแบบมอบหมายงาน ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม และภาวะผู้นำแบบขายความคิด ส่งผลต่อประสิทธิผลในการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ตามลำดับ สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลในการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ได้ร้อยละ 43 (R2 = 0.43) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/826">
    <title>รูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสร้างสรรค์เป็นฐาน โรงเรียนในเครือข่ายเกาะพะงัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/826</link>
    <description>Title: รูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสร้างสรรค์เป็นฐาน โรงเรียนในเครือข่ายเกาะพะงัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: อุบล หนูฤกษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนของครูโรงเรียนในเครือข่ายเกาะพะงัน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสร้างสรรค์เป็นฐาน โรงเรียนในเครือข่ายเกาะพะงัน สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 3) เพื่อประเมินผลการใช้รูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสร้างสรรค์เป็นฐานโรงเรียนในเครือข่ายเกาะพะงัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 92 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ ขั้นตอนที่ 3 ประเมินผลการใช้รูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสร้างสรรค์เป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนจำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่น .91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนของครูโรงเรียนในเครือข่ายเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงตามลำดับคือ ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ และด้านการวางแผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2) ผลการพัฒนารูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสร้างสรรค์เป็นฐาน พบว่า รูปแบบประกอบด้วย หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์&#xD;
เป้าหมาย การพัฒนาครู การฝึกอบรม การนิเทศ การประเมินผล การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน และการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามล าดับคือ ด้านความเป็นมาและความสำคัญของรูปแบบ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านองค์ประกอบของรูปแบบ ด้านทฤษฎี แนวคิดพื้นฐานของรูปแบบ และด้านความเป็นไปได้ของรูปแบบ มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) ผลการประเมินผลการใช้รูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสร้างสรรค์เป็นฐาน พบว่า เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนวัดความรู้ความเข้าใจก่อนและหลังการอบรม พบว่า แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความพึงพอใจต่อการฝึกอบรมอบรมครู ตามรูปแบบการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การสร้างสรรค์เป็นฐานโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามลำดับคือ ด้านการจัดการโครงการ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงสุด รองลงมาคือ ด้านเนื้อหา และด้านวิทยากร มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำสุด</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/825">
    <title>การพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอน โรงเรียนบ้านนาวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/825</link>
    <description>Title: การพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอน โรงเรียนบ้านนาวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สงการนต์ รัตนแสงศร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอน 2) พัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอน 3)ประเมินผลการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอน รูปแบบของการวิจัยเป็นการวิจัยปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 22 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามสภาพการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความรู้ แบบประเมินทักษะ แบบสังเกต แบบประเมินความพึงพอใจ และคู่มือการอบรมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอนทั้ง 3 ด้าน คือ ความรู้พื้นฐานในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสภาพการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพความต้องการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศในระดับมากที่สุด 2) การพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอน พบว่าหลังจากการพัฒนาโดยใช้วิธีการอบรมเชิงปฏิบัติการทำให้กลุ่มเป้าหมายมีการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ในการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศสร้างสื่อในการจัดการเรียนรู้ และการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศจัดเก็บข้อมูลในการจัดการเรียนรู้ 3) การประเมินผลการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอน พบว่า คะแนนทดสอบหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการของกลุ่มเป้าหมายสูงกว่าก่อนอบรมเชิงปฏิบัติการ ผลการเปรียบเทียบทักษะก่อนและหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการ พบว่า ทักษะหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการสูงกว่าก่อนอบรมเชิงปฏิบัติการ การสังเกตทักษะการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอน พบว่า ครูผู้สอนมีทักษะอยู่ในระดับมาก และผลการศึกษาความพึงพอใจในการอบรม เชิงปฏิบัติการในการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศของครูผู้สอน ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการอบรมเชิงปฏิบัติการและด้านกระบวนการ อบรมเชิงปฏิบัติการอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านการนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน อยู่ในระดับมาก</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/824">
    <title>แนวทางพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู โดยผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11  สุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/824</link>
    <description>Title: แนวทางพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู โดยผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11  สุราษฎร์ธานี
Authors: ปณิธิ เจริญรักษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ทักษะการจัด&#xD;
การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู และ 3) แนวทางการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 &#xD;
ของครู โดยผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 สุราษฎร์ธานี &#xD;
ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การวิจัยมี 2 ขั้นตอน ประกอบด้วย &#xD;
ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาและทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 &#xD;
ของครู ประชากร ได้แก่ ครูผู้สอน 2,124 คน กลุ่มตัวอย่าง 333 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย &#xD;
เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ &#xD;
ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และขั้นตอนที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการจัดการ&#xD;
เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 สุราษฎร์ธานี&#xD;
กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 &#xD;
สุราษฎร์ธานี โดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก &#xD;
เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการเป็นผู้นำวิชาการ ด้านการติดตามและประเมินผล &#xD;
ด้านการพัฒนาครูและบุคลากร และด้านการเป็นผู้อำนวยความสะดวก 2) ทักษะการจัดการเรียนรู้ &#xD;
ในศตวรรษที่ 21 ของครู โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย &#xD;
ได้แก่ ทักษะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทักษะชีวิตและอาชีพทักษะการจัดการชั้นเรียน และ&#xD;
ทักษะการสร้างชุมชนการเรียนรู้ 3) แนวทางการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครได้แก่ 3.1) ด้านการจัดการชั้นเรียนการเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดการชั้นเรียน&#xD;
จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อหาแนวทางร่วมกันในการดำเนินการจัดการชั้นเรียนกำหนดให้มีการนิเทศ&#xD;
ติดตาม โดยการสังเกตพฤติกรรมการสอนของครูและพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน และกำหนด&#xD;
แนวทางการปรับปรุงและพัฒนาการจัดการชั้นเรียนไว้ในแผนการดำเนินการและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง &#xD;
3.2) ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารวางแผน กำหนดนโยบายพัฒนาครูและบุคลากร &#xD;
และวิเคราะห์การพัฒนาสื่อเทคโนโลยีและการสื่อสารสนับสนุนการพัฒนาตนเองของครูในการใช้&#xD;
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารติดตาม กำกับดูแลการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร&#xD;
ของครูเปิดโอกาสให้ครูแลกเปลี่ยนความรู้และเทคนิควิธีการนำเทคโนโลยีสู่ห้องเรียน 3.3) ด้านการสร้าง&#xD;
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ กำหนดเป้าหมายและวิธีการขับเคลื่อนชุมชนแห่งการเรียนรู้จัดทำคู่มือกำหนด&#xD;
แนวปฏิบัติสนับสนุนการดำเนินงานการนิเทศแบบกัลยาณมิตร และจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ &#xD;
3.4) ด้านชีวิตและทักษะอาชีพกำหนดนโยบายส่งเสริมความสามารถของครูจัดการประชุมปฏิบัติการ&#xD;
วิชาการ เน้นการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมพัฒนา ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กำกับติดตามการดำเนินงาน และ&#xD;
นำผลที่ได้จากการตรวจสอบมาปรับปรุงแก้ไข</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/823">
    <title>การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ สำหรับนักเรียนในโรงเรียนสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/823</link>
    <description>Title: การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ สำหรับนักเรียนในโรงเรียนสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: สายเพ็ญ บุญทองแก้ว
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและแนวทางในการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับนักเรียน 2) สร้างรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับนักเรียน และ 3) ศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับนักเรียนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 การวิจัยมี 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 การศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับนักเรียน ตอนที่ 2 การศึกษาแนวการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพที่มีแนวทางการปฏิบัติที่ดี ตอนที่ 3 การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับนักเรียน และตอนที่ 4 การประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 &#xD;
จำนวน 127 คน และผู้บริหารในโรงเรียนที่มีแนวทางการปฏิบัติที่ดี จำนวน 5 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้&#xD;
เป็นแบบสัมภาษณ์แนวทางการปฏิบัติที่ดี แบบสอบถามการศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษา และ&#xD;
แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ มีค่าความเชื่อมั่น .97 และ .87 ตามลำดับ&#xD;
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 โดยรวมและรายด้าน มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางในการบริหารพบว่า ด้านวิชาการ มีการพัฒนาหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ อาชีพในท้องถิ่น และความเปลี่ยนแปลงของสังคมมีการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงและเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ชุมชน หน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมทักษะอาชีพในโรงเรียน ด้านบริหารบุคคล มีการพัฒนาบุคลากรให้เอื้ออ านวยต่อการพัฒนาทักษะอาชีพนักเรียน ครูได้รับการเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับทักษะอาชีพที่หลากหลาย ด้านงบประมาณ มีการวางแผนร่วมกับชุมชนในการใช้ทรัพยากร สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์หรือสื่อสำหรับการเรียนสอนอาชีพและการจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอ ด้านการบริหารทั่วไปมีการส่งเสริมให้สถาบันอาชีวศึกษา สถานประกอบการ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 3) ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับนักเรียน พบว่า มี 4 องค์ประกอบ คือ (1) ปัจจัยนำเข้า ประกอบด้วย การบริหารงานหลัก 4 งาน คือ งานวิชาการ งานงบประมาณ งานบุคคล และงานบริหารทั่วไป (2) กระบวนการ การบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ ใช้วงจรการบริหารคุณภาพ 4 ขั้นตอนคือ การวางแผน การลงมือปฏิบัติ การตรวจสอบ และการปรับปรุง (3) ด้านผลผลิต นักเรียนมีทักษะอาชีพ ประกอบด้วย ทักษะในการท างานและมีรายได้ระหว่างเรียน และ (4) เงื่อนไขความสำเร็จเป็นองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย การสร้างเครือข่ายและการประสานงาน 4) ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบพบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/821">
    <title>การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูโรงเรียนวัดประตูใหญ่ อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/821</link>
    <description>Title: การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูโรงเรียนวัดประตูใหญ่ อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: พรสุดา แก้วสุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการปฏิบัติปัจจุบันและความต้องการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงพัฒนาของครู 2) เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครู 3) ประเมินผลการพัฒนา ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครู และประเมินการศึกษาความพึงพอใจของครูในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง คือ ครูโรงเรียนวัดประตูใหญ่ ในการศึกษา 2562 จำนวน 19 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยแบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม คู่มือการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ แบบประเมินพฤติกรรมภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการปฏิบัติภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูโรงเรียนวัดประตูใหญ่ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางทั้งด้านวิสัยทัศน์ ด้านการมีจินตนาการ ด้านการมีแรงจูงใจ ด้านความยืดหยุ่น ด้านความสามารถในการแก้ปัญหา และด้านการปฏิบัติสู่เป้าหมาย และกลุ่มเป้าหมายมีความต้องการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์อยู่ในระดับมาก ทั้ง 6 ด้าน 2) ผลการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครู โดยใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการ พบว่า ด้านการมีวิสัยทัศน์ กลุ่มเป้าหมายสามารถระบุเป้าหมายที่ชัดเจนสามารถรับรู้และเข้าใจถึงวิสัยทัศน์ ด้านความยืดหยุ่น กลุ่มเป้าหมายรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองเมื่อเผชิญกับปัญหาและมีแนวทางในการแก้ไขด้านการมีแรงจูงใจ กลุ่มเป้าหมายได้เรียนรู้ถึงความต้องการของตนเอง พร้อมทั้งยังสามารถหาแนวทางให้บรรลุความต้องการได้ ด้านการมีจินตนาการ กลุ่มเป้าหมายมีความกระตือรือร้น คิดได้&#xD;
หลายทิศทางหลายแง่มุม มีลักษณะของความคิดแปลกใหม่ มีความสามัคคีปรองดองช่วยให้งานเกิดความสำเร็จ ด้านความสามารถในการแก้ปัญหา กลุ่มเป้าหมายมีความสามารถในการวิเคราะห์สังเคราะห์ และการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ และสามารถใช้ความรู้กับประสบการณ์ที่ผ่านมาแก้ปัญหาได้ ด้านการปฏิบัติสู่เป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายรับรู้ความสามารถของตนเองช่วยให้เกิดการเรียนรู้และหาแนวทางในการปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์ และ 3) การประเมินการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ พบว่า ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูโรงเรียนวัดประตูใหญ่หลังพัฒนาสูงกว่าก่อนพัฒนา และกลุ่มเป้าหมายการวิจัยมีระดับความพึงพอใจในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์อยู่ในระดับมากที่สุด</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/820">
    <title>การพัฒนาคู่มือการใช้งานโปรแกรมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการบริหารของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/820</link>
    <description>Title: การพัฒนาคู่มือการใช้งานโปรแกรมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการบริหารของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: ปิยะวรรณ เวชสุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาในการใช้งานโปรแกรมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) 2) พัฒนาคู่มือการใช้งานโปรแกรมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) และ 3) ประเมินความเหมาะสมในการใช้คู่มือการใช้งานโปรแกรม การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) เพื่อการบริหารของโรงเรียนสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษา ปัญหาการใช้งานโปรแกรมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประชากร ได้แก่ ผู้บริหาร สถานศึกษาและเจ้าหน้าที่พัสดุ จำนวน 366 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และ เจ้าหน้าที่พัสดุ จำนวน 192 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ความเชื่อมั่น เท่ากับ .93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาคู่มือ ดำเนินการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของคู่มือ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเหมาะสมของคู่มือ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และเจ้าหน้าที่พัสดุ จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาในการใช้งานโปรแกรมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง ด้านการลงทะเบียน ด้านการบันทึกรายงานผลการพิจารณา ด้านการจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้าง ด้านการจัดทำสัญญา และด้านการบริหารสัญญา 2) ผลการพัฒนาคู่มือการใช้ งานโปรแกรมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1) บทนำ  วัตถุประสงค์ ประโยชน์ของคู่มือ 2) คำชี้แจงคู่มือการใช้งานโปรแกรมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ&#xD;
อิเล็กทรอนิกส์ 3) ระบบงานโปรแกรมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวปฏิบัติ&#xD;
ครอบคลุมการปฏิบัติงาน 3 ด้าน คือ ด้านการลงทะเบียน ด้านวิธีการจัดซื้อจัดจ้างและด้านการบันทึก&#xD;
ผลการพิจารณา ภาคผนวก ประกอบด้วยระเบียบและแนวทางการปฏิบัติที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงาน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ผลการตรวจสอบคู่มือโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน&#xD;
พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 - 1.00 3) ผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มือ&#xD;
พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงล าดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านการน าไปใช้ &#xD;
ด้านเนื้อหา ด้านการใช้ภาษา และด้านรูปแบบ</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/819">
    <title>การพัฒนาคู่มือการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/819</link>
    <description>Title: การพัฒนาคู่มือการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ณฐพัฒน์ ถุงพลอย
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน &#xD;
2) เพื่อพัฒนาคู่มือการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน และ 3) เพื่อประเมินความเหมาะสมของคู่มือ&#xD;
การบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 &#xD;
ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการบริหารกิจการนักเรียน&#xD;
ของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 39 คน ครูผู้สอน จำนวน 331 คน รวม&#xD;
ทั้งสิ้น 370 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน&#xD;
ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาคู่มือการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน&#xD;
โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินค่าความสอดคล้องของคู่มือ ขั้นตอนที่ 3&#xD;
ประเมินความเหมาะสมของคู่มือการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหาร&#xD;
สถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .88 &#xD;
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน &#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่&#xD;
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย&#xD;
คือ ด้านการบริหารงานกิจการนักเรียน ด้านการประเมินผลการดำเนินงานกิจการนักเรียน ด้าน&#xD;
การวางแผนงานกิจการนักเรียน ด้านการส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรม ด้าน&#xD;
การดำเนินการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน และด้านการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน &#xD;
2) การพัฒนาคู่มือการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา&#xD;
เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า คู่มือประกอบด้วย หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ เป้าหมายกรอบเนื้อหา งานกิจการนักเรียน หลักในการจัดกิจการนักเรียน ความสำคัญของการบริหารงานกิจการ&#xD;
นักเรียน กระบวนการบริหารงานกิจการนักเรียน วัตถุประสงค์ของงานกิจการนักเรียน บทบาทหน้าที่&#xD;
ของผู้บริหารโรงเรียนในการบริหารงานกิจการนักเรียน หลักการบริหารงานกิจการนักเรียน ขอบข่าย&#xD;
การบริหารงานกิจการนักเรียน การบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
มัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี กฎหมาย ระเบียบและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานกิจการ&#xD;
นักเรียน เงื่อนไขความสำเร็จ และการประเมินผลการบริหารกิจการนักเรียน ผลการวิเคราะห์ความ&#xD;
สอดคล้องของคู่มือ มีค่าระหว่าง 0.80 - 1.00 แสดงว่าคู่มือมีความเหมาะสมและสอดคล้องสามารถ&#xD;
นำไปใช้ได้ 3) ผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มือการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียน สังกัด&#xD;
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมอยู่ในระดับมาก &#xD;
เรียงตามลำดับเฉลี่ย คือ ด้านรูปแบบ ด้านการใช้ภาษา ด้านการออกแบบ ด้านประโยชน์จากการนำ&#xD;
คู่มือไปใช้ ด้านเนื้อหา ด้านรูปเล่ม และด้านความเป็นไปได้</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/818">
    <title>ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/818</link>
    <description>Title: ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
Authors: มัทนิตา  คงช่วย
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียน &#xD;
2) ประสิทธิผลของโรงเรียน 3) วิเคราะห์ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน&#xD;
ประถมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ประชากร &#xD;
ได้แก่ โรงเรียน จำนวน 242 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียน จำนวน 151 โรงเรียน ได้มาโดย&#xD;
การสุ่มอย่างง่าย กำหนดผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการ และครูผู้สอน โรงเรียนละ 2 คน รวม 302 คน&#xD;
เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ &#xD;
ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียน โดยรวมและรายด้าน &#xD;
อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ด้านการ&#xD;
ควบคุมและการประเมินกลยุทธ์ และด้านการกำหนดทิศทางขององค์การ 2) ประสิทธิผลของโรงเรียน &#xD;
โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านความสามารถ&#xD;
ในการพัฒนานักเรียนให้มีทัศนคติทางบวก ด้านความพึงพอใจในงานด้านความสามารถในการแก้ปัญหา&#xD;
ภายในโรงเรียน ด้านความสามารถในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาโรงเรียน และความสามารถในการ&#xD;
ผลิตนักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง 3) ผลการวิเคราะห์ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิผล&#xD;
ของโรงเรียน พบว่า ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์และ ด้านการกำหนด&#xD;
ทิศทางขององค์การ ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
ประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ตามลำดับ สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของโรงเรียน&#xD;
ประถมศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ได้ร้อยละ 68 อย่างมี&#xD;
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/817">
    <title>การพัฒนาครูโดยใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมความสามารถจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาของโรงเรียนอนุบาลสวี (บ้านนาโพธิ์) จังหวัดชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/817</link>
    <description>Title: การพัฒนาครูโดยใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมความสามารถจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาของโรงเรียนอนุบาลสวี (บ้านนาโพธิ์) จังหวัดชุมพร
Authors: ภัทรวดี จำใบรัตน์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนตามแนวสะเต็มศึกษา 2) พัฒนาศักยภาพของครู และ 3) ประเมินผลการพัฒนาศักยภาพของครูด้าน&#xD;
การจัดการเรียนรู้ ตามแนวสะเต็มศึกษา โดยใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการ 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมายการวิจัยประกอบด้วย ครูโรงเรียน อนุบาลสวี (บ้านนาโพธิ์) จำนวน 8 คน ได้มาด้วยความสมัครใจตามเงื่อนไขของกระบวนการเรียนรู้ชุมชนวิชาชีพ แนวทางที่ใช้ในการพัฒนาครู คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการปฏิบัติกิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย คู่มือประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการเอกสารประกอบการปฏิบัติกิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบทดสอบก่อนและหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการ แบบติดตามการจัดการเรียนรู้ของครู และแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอผลในเชิงบรรยายและพรรณนาวิเคราะห์ โดยการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อส่งเสริมความสามารถจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา พบว่า ผู้บริหารและครู ขาดความรู้ ทักษะ และแนวทางในการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบสะเต็มศึกษา ไม่มีการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา และการจัดการเรียนการสอนยังไม่สอดคล้องกับแนวทาง&#xD;
สะเต็มศึกษา 2) การพัฒนาศักยภาพของครูด้านการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการคือ การประชุม &#xD;
เชิงปฏิบัติการ และการปฏิบัติกิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ พบว่า ทำให้ครูมีความรู้และความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตามแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาเพิ่มขึ้น ครูสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา แล้วนำไปปฏิบัติจริงกับนักเรียนในแต่ละชั้นเรียนได้ และจากการพัฒนาครูโดยใช้กิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ พบว่าครูสามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 3) การประเมินผลการพัฒนาศักยภาพของครูด้านการจัดการเรียนรู้ซึ่งสะท้อนผลได้จากการที่ครูน าความรู้จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ ไปใช้ในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา และได้มีการดำเนินการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ตามระยะเวลาและกิจกรรมที่กำหนดไว้ อีกทั้งจากการประเมินผลการสังเกตพฤติกรรม พบว่า หลังจากที่ครูนำแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาไปปฏิบัติจริงในชั้นเรียน ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น นอกจากนี้จากการปฏิบัติกิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ทำให้ครูสามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาได้ ซึ่งสะท้อนผลได้จากบันทึกหลังสอนที่ครูได้จัดทำขึ้น</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/816">
    <title>การพัฒนารูปแบบการสร้างความสุขในการทำงานของผู้บริหารและครู ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/816</link>
    <description>Title: การพัฒนารูปแบบการสร้างความสุขในการทำงานของผู้บริหารและครู ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: กษมา ช่วยยิ้ม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพความสุขในการทำงานของผู้บริหารและครู&#xD;
ในสถานศึกษา 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการสร้างความสุขในการทำงานของผู้บริหารและครูในสถานศึกษา&#xD;
3) เพื่อประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการสร้างความสุขในการทำงาน&#xD;
ของผู้บริหารและครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2&#xD;
มีวิธีดำเนินการวิจัยและพัฒนา 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพความสุขในการทำงาน &#xD;
ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ ขั้นตอนที่ 2&#xD;
พัฒนารูปแบบการสร้างความสุขในการทำงาน โดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้&#xD;
เป็นประเด็นการสนทนากลุ่ม ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบ&#xD;
การสร้างความสุขในการทำงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร จ านวน 111 คน และครูผู้สอน จำนวน &#xD;
312 คน รวม 423 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบ&#xD;
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
วิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพความสุขในการทำงาน ของผู้บริหารและครูในสถานศึกษาสังกัด&#xD;
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 พบว่าสภาพความสุขในการทำงาน &#xD;
มีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ด้านการติดต่อสัมพันธ์ ด้านความรักในงาน ด้าน&#xD;
ความสำเร็จในงาน ด้านการเป็นที่ยอมรับ และด้านความพึงพอใจในงานและมีองค์ประกอบย่อย &#xD;
66 องค์ประกอบ 2) ผลการพัฒนารูปแบบการสร้างความสุขในการทำงานของผู้บริหารและคร ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 พบว่า รูปแบบ&#xD;
การสร้างความสุขในการทำงาน ของผู้บริหารและครูในสถานศึกษา ประกอบด้วย หลักการและเหตุผล &#xD;
วัตถุประสงค์ เป้าหมาย รูปแบบการสร้างความสุขในการทำงานของผู้บริหารและครูในสถานศึกษา &#xD;
องค์ประกอบ และตัวชี้วัดของรูปแบบการสร้างความสุขในการทำงานของผู้บริหารและครูในสถานศึกษา&#xD;
และการบริหารจัดการ เพื่อสนับสนุนการสร้างความสุขในการทำงาน ในการนำแนวทางไปใช้ในทำการ&#xD;
กำหนดเป็นองค์ประกอบของร่างรูปแบบการสร้างความสุขในการทำงานของผู้บริหารและครูในสถานศึกษา&#xD;
และ 3) ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการสร้างความสุขในการทำงาน &#xD;
ของผู้บริหารและครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2&#xD;
พบว่า ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการสร้างความสุขในการทำงาน โดยภาพรวม&#xD;
อยู่ในระดับมาก</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/815">
    <title>การพัฒนาการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ โรงเรียนเวียงสระ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/815</link>
    <description>Title: การพัฒนาการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ โรงเรียนเวียงสระ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11
Authors: ปริตา พืชผล
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ 2) พัฒนาการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ และ 3) ประเมินผลการพัฒนาการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ของโรงเรียนเวียงสระ โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ซึ่งปรับขั้นตอน การดำเนินการวิจัยเป็น 5 ขั้นตอน คือ การเตรียมการ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผล และการสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมายการวิจัยคือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่โรงเรียนเวียงสระ จำนวน 36 คน แนวทางที่ใช้ในการพัฒนาคือ การอบรมเชิงปฏิบัติการและกิจกรรมปฏิบัติการภาคสนาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอผลในเชิงบรรยายและพรรณนาวิเคราะห์ โดยการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ของโรงเรียนเวียงสระในภาพรวม มีปัญหาอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการจัดกิจกรรมลูกเสือ &#xD;
มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ปัญหาด้านการเงินลูกเสือ ด้านการตั้งกลุ่ม กองลูกเสือและผู้บังคับบัญชา&#xD;
ลูกเสือ และด้านพิธีการลูกเสือ ตามลำดับ 2) การพัฒนาการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ 4 ด้าน&#xD;
คือ ด้านการตั้งกลุ่ม กองลูกเสือ และผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ด้านการจัดกิจกรรมลูกเสือ ด้านการเงิน ลูกเสือ และด้านพิธีการลูกเสือ ใช้กิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการและกิจกรรมฝึกปฏิบัติภาคสนาม และ 3) ผลการประเมินการพัฒนาการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ พบว่า ผู้บังคับบัญชาลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ หลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรม และผลการประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนาการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่โรงเรียงเวียงสระ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/812">
    <title>การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียนบ้านนาสาร  อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/812</link>
    <description>Title: การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพของครูในโรงเรียนบ้านนาสาร  อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: เซน ร่มพฤกษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาคุณธรรมจริยธรรมและ&#xD;
จรรยาบรรณวิชาชีพของครู 2) เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพของครู 3) เพื่อ&#xD;
เปรียบเทียบผลการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพของครูก่อนและหลังการพัฒนา&#xD;
และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพของครู&#xD;
ในโรงเรียนบ้านนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการพัฒนา ได้แก่ &#xD;
ครูผู้สอนในโรงเรียนบ้านนาสาร จำนวน 16 คน กลุ่มสาระการเรียนรู้ละ 2 คน เลือกแบบเจาะจง &#xD;
ใช้วิธีการวิจัยปฏิบัติการ โดยดำเนินการตามขั้นตอน PAOR เป็น 2 วงรอบ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้&#xD;
แบบสอบถามสภาพปัญหา แบบทดสอบก่อนและหลัง แบบประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ &#xD;
แบบสอบถามความพึงพอใจและแบบสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ &#xD;
ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที                                                                                                                       &#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัญหาคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณของครู โดยรวมอยู่&#xD;
ในระดับมาก เรียงล าดับดังนี้ ด้านการควบคุมอารมณ์ตนเอง ด้านการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ด้านการปฏิบัติ&#xD;
ตามจรรยาบรรณวิชาชีพ ด้านความรับผิดชอบในการทำงาน และด้านความซื่อสัตย์ 2) การพัฒนา&#xD;
คุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพของครู โดยการจัดอบรมตามหลักสูตร เรียงลำดับดังนี้ &#xD;
ด้านพฤติกรรมตามจรรยาบรรณวิชาชีพ และด้านพฤติกรรมเชิงจริยธรรม 3) การเปรียบเทียบผล&#xD;
การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพของครูก่อนและหลังการพัฒนา พบว่า ค่าเฉลี่ย&#xD;
หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4) การศึกษาความพึงพอใจในการ&#xD;
พัฒนาคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับดังนี้ &#xD;
ด้านสถานที่/ระยะเวลา ด้านวิทยากร และด้านการนำความรู้ไปใช้</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/809">
    <title>การพัฒนาแนวทางประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมความต้องการเลือกเข้าศึกษา  ต่อในวิทยาลัยการอาชีพไชยา ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/809</link>
    <description>Title: การพัฒนาแนวทางประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมความต้องการเลือกเข้าศึกษา  ต่อในวิทยาลัยการอาชีพไชยา ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
Authors: กอบเกียรติ  ยังเจริญ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแนวทางประชาสัมพันธ์ส่งเสริมความต้องการ&#xD;
เลือกศึกษาต่อ 2) ปฏิบัติการตามแนวทางประชาสัมพันธ์ส่งเสริมความต้องการเลือกศึกษาต่อ และ &#xD;
3) เปรียบเทียบความต้องการเลือกเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยการอาชีพไชยาของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา&#xD;
ตอนปลาย ก่อนและหลังการปฏิบัติตามแนวทางประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมความต้องการศึกษาต่อ&#xD;
ในวิทยาลัยการอาชีพไชยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนที่ก าลังศึกษา&#xD;
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จ านวน 200 คน การวิจัยมีกระบวนการด าเนินงานแบ่งเป็น 2 วงรอบ &#xD;
ทั้ง 2 วงรอบ ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นการวางแผน ขั้นการปฏิบัติการ ขั้นการสังเกตการณ์ &#xD;
และขั้นการสะท้อนผล เครื่องมือที่ใช้ในรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามการรับรู้ข้อมูลการประชาสัมพันธ์&#xD;
และความต้องการเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยการอาชีพไชยาก่อนและหลังการด าเนินงานตามแนวทาง &#xD;
แบบสังเกตพฤติกรรม แบบนิเทศติดตามการปฏิบัติการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ &#xD;
ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาแนวทางประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมความต้องการเลือก&#xD;
เข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยการอาชีพไชยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ&#xD;
พบว่า ควรจัดให้มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก (โร้ดโชว์) ภายใต้แนวคิด “ถึงตัวได้ใจ ถึงใจได้ตัว” โดยมี&#xD;
แนวปฏิบัติ คือ ใช้การประชาสัมพันธ์เชิงรุก (โร้ดโชว์) โดยการจัดนิทรรศการโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย และ&#xD;
ใช้การประชาสัมพันธ์ทางเฟสบุ๊คกลุ่มเป้าหมายโดยมีเนื้อหา 3 ด้าน คือ สามารถหารายได้ระหว่างเรียน &#xD;
เมื่อส าเร็จการศึกษาสามารถประกอบอาชีพอิสระ และเป็นงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ 2) ผลการปฏิบัติการ&#xD;
ตามแนวทางประชาสัมพันธ์ส่งเสริมความต้องการเลือกศึกษาต่อในวิทยาลัยการอาชีพไชยาของนักเรียนค&#xD;
มัธยมศึกษาตอนปลาย จากการนิเทศติดตามการปฏิบัติการตามแนวทาง พบว่า ผลการปฏิบัติการ&#xD;
โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก และ 3) ผลการเปรียบเทียบความต้องการเลือกเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัย&#xD;
การอาชีพไชยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย หลังการปฏิบัติตามแนวทางประชาสัมพันธ์ พบว่า &#xD;
นักเรียนรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับวิทยาลัยการอาชีพไชยา เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 28.50 และมีความต้องการ&#xD;
เข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยการอาชีพไชยาเพิ่มขึ้น จ านวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 7.5</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/759">
    <title>ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/759</link>
    <description>Title: ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: ศิวพร ละหารเพชร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ 2)เปรียบเทียบ&#xD;
ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการตามสถานภาพส่วนบุคคล 3) ศึกษาแนวทางในการปรับปรุงการ&#xD;
บริหารงานวิชาการสถานศึกษาขนาดเล็กตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ประชากร ได้แก่สถานศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 92 โรงเรียน&#xD;
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สถานศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 76 โรงเรียน โดยการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่&#xD;
ครูผู้สอน โรงเรียนละ 3 คนรวม 228 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น&#xD;
0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่&#xD;
การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟชนิดความแปรปรวนทางเดียว</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/758">
    <title>พฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของครู ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/758</link>
    <description>Title: พฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของครู ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: วิไลวรรณ ขวัญใจ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษา&#xD;
สมรรถนะการปฏิบัติงานของครู 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
กับสมรรถนะการปฏิบัติงานของครู และ 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์สมรรถนะการปฏิบัติงานของครู&#xD;
ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชากร&#xD;
คือ ครูผู้สอน จำนวน 2,669 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 335 คน กำหนดโดยใช้เกณฑ์ตารางของเครจซี่&#xD;
และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยกำหนดสัดส่วน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม&#xD;
มีค่าความเชื่อมั่น .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยพหุคูณ</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/756">
    <title>แบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อกระบวนการนิเทศ ภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/756</link>
    <description>Title: แบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อกระบวนการนิเทศ ภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ปิยรัตน์ พารเพิง
Abstract: การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) เพื่อศึกษากระบวนการ&#xD;
นิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานี&#xD;
และ 3) เพื่อศึกษาแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อกระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา&#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/755">
    <title>วัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/755</link>
    <description>Title: วัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: กิ่งกมล เกลี้ยงแก้ว
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวัฒนธรรมองค์กรของโรงเรียน 2) ศึกษาการบริหาร&#xD;
งานงบประมาณของโรงเรียน และ 3) ศึกษาวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อการบริหารงานงบประมาณ&#xD;
ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชากร&#xD;
ได้แก่ ครู จำนวน 2,358 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 331 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย&#xD;
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน&#xD;
ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ&#xD;
แบบเป็นขั้นตอน</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/754">
    <title>แรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/754</link>
    <description>Title: แรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11
Authors: ธีรดา ไชยบรรดิษฐ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจในการทำงานของครูในโรงเรียน&#xD;
2) เพื่อศึกษาความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการ&#xD;
ทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียน และ 4) หาอำนาจในการทำนายแรงจูงใจ&#xD;
ในการทำงานกับความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
มัธยมศึกษา เขต 11 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&#xD;
มัธยมศึกษา เขต 11 จำนวน 3,484 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 346 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย&#xD;
เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น ปัจจัยจูงใจ เท่ากับ .99 ปัจจัยค้ำจุน เท่ากับ .95&#xD;
ความผูกพันต่อองค์การ เท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย&#xD;
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และ&#xD;
การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/753">
    <title>การพัฒนาการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการของนักเรียน ระดับประถมศึกษา โรงเรียนบ้านขวัญพัฒน์ สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/753</link>
    <description>Title: การพัฒนาการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการของนักเรียน ระดับประถมศึกษา โรงเรียนบ้านขวัญพัฒน์ สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: ธีปภา สารพงษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาถึงปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการตัดสินใจ&#xD;
เลือกศึกษาต่อระดับปริญญาโท 2) ศึกษาการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาโท และ 3) ศึกษาปัจจัย&#xD;
ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี การวิจัย&#xD;
เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 คน ใน 5 สาขาวิชาที่กำลังศึกษาระดับปริญญาโท&#xD;
ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น&#xD;
เท่ากับ 0.824 การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี&#xD;
พบว่า ส่วนใหญ่สาขาที่เลือกศึกษาต่อ คือ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา แรงจูงใจที่ผู้ตอบแบบสอบถาม&#xD;
ส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาโท คือ ต้องการวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโทในการ&#xD;
ปรับตำแหน่งงานที่ดีขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้เหตุผลที่เลือกเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏ&#xD;
สุราษฎร์ธานีเพราะมีความสะดวกในการเดินทาง ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ใช้ทุนส่วนตัวในการศึกษาต่อ&#xD;
ระดับปริญญาโท และบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ได้แก่ ตนเอง&#xD;
การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาโท&#xD;
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ใน&#xD;
ระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความน่าเชื่อถือของสถาบัน อยู่ในระดับมากที่สุด&#xD;
ส่วนด้านอื่น ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อม ด้านหลักสูตรการศึกษา ด้านการประชาสัมพันธ์ และด้าน&#xD;
ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ตอบแบบสอบถาม&#xD;
ส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกเรียนอยู่ในระดับมาก</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/749">
    <title>แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/749</link>
    <description>Title: แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: อ้อมฤทัย สีวันนู
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู 2) ศึกษาประสิทธิผล&#xD;
ของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูกับประสิทธิผล&#xD;
ของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา&#xD;
ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ประชากร&#xD;
ได้แก่ ครู จำนวน 1,608 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครู จำนวน 313 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวม&#xD;
ข้อมูล โดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่&#xD;
ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอย&#xD;
พหุคูณแบบขั้นตอน</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/748">
    <title>การดำเนินงานลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ของโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/748</link>
    <description>Title: การดำเนินงานลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ของโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: อมรรัตน์ ภูริเจริญวงศ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ 2) เปรียบเทียบ&#xD;
การดำเนินงานลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ของโรงเรียนจำแนกตามสภาพส่วนบุคคล 3) ศึกษาแนวทาง&#xD;
การพัฒนาการดำเนินงานลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้สู่การปฏิบัติของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่&#xD;
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ โรงเรียน&#xD;
จำนวน 44 โรง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียน จำนวน 40 โรง ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย กำหนดผู้ให้ข้อมูล&#xD;
ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานวิชาการ ครูผู้ปฏิบัติหน้าที่สอนกิจกรรมลดเวลาเรียน&#xD;
เพิ่มเวลารู้ทุกกลุ่มสาระ รวมทั้งหมด 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น&#xD;
.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่&#xD;
การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/746">
    <title>ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงาน ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/746</link>
    <description>Title: ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงาน ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: วิภัสสร ชุ่มจิตร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
2) คุณภาพชีวิตการทำงานของครู 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต&#xD;
การทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี&#xD;
ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 1,960 คน กลุ่มตัวอย่าง&#xD;
ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 70 คนและครูผู้สอนจำนวน 320 คน รวม 390 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย&#xD;
ด้วยวิธีการจับฉลาก เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้&#xD;
สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอย&#xD;
พหุคูณ</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/745">
    <title>การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญของสถานศึกษา สังกัดเทศบาลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/745</link>
    <description>Title: การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญของสถานศึกษา สังกัดเทศบาลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: นุชจรีย์ สุขเจริญ
Abstract: การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญทำให้การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน&#xD;
เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด โดยครูผู้สอนบางท่านไม่สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม&#xD;
ดังนั้นการบริหารงานวิชาการมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนส่งเสริมให้ครูจัดกิจกรรมการเรียน&#xD;
การสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการ&#xD;
2) การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และ 3) การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อการจัด&#xD;
การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของสถานศึกษา สังกัดเทศบาลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่าง&#xD;
ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนและครู จำนวน 270 คน จากสถานศึกษา จำนวน 30 โรงเรียน โดยการสุ่ม&#xD;
อย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน&#xD;
ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/744">
    <title>การพัฒนาการบริหารแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนท่าชนะ สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/744</link>
    <description>Title: การพัฒนาการบริหารแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนท่าชนะ สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธัญรัตน์ บุตรพรหม
Abstract: ความเจริญก้าวหน้าในสังคมยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และเป็นการเรียนรู้&#xD;
ตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมในการปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น&#xD;
อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เกิดความอยู่รอดได้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหาร&#xD;
แหล่งเรียนรู้ 2) ศึกษากระบวนการและวิธีการการพัฒนาการบริหารแหล่งเรียนรู้ และ 3) ศึกษาข้อเสนอแนะ&#xD;
ในการบริหารแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนท่าชนะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11&#xD;
ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชากร คือ ผู้บริหาร ครูผู้สอน นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และ&#xD;
ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 83 คน และสุ่มตัวอย่างในการสัมภาษณ์ ร้อยละ 5 ของนักเรียนและผู้ปกครอง&#xD;
นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต และแบบ&#xD;
ประเมินผลการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน&#xD;
ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/733">
    <title>การศึกษาสมรรถนะหลักของผู้บริหารที่ส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/733</link>
    <description>Title: การศึกษาสมรรถนะหลักของผู้บริหารที่ส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: กัญญานิษฐ์ ขุนประดิษฐ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
2) คุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียน และ 3) สมรรถนะหลักของผู้บริหารที่ส่งผลต่อคุณภาพ&#xD;
การจัดการศึกษาในโรงเรียน ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา&#xD;
เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชากร ได้แก่ ครู จำนวน 1,789 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู&#xD;
จำนวน 317 คน ได้มาจากวิธีการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความ&#xD;
เชื่อมั่นเท่ากับ .96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ&#xD;
ทดสอบได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/732">
    <title>การศึกษาการบริหารกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/732</link>
    <description>Title: การศึกษาการบริหารกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ปริญ รักษาคง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”&#xD;
2) เปรียบเทียบการบริหารกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” จำแนกตามสถานภาพส่วนบุคคล&#xD;
3) ศึกษาแนวทางการบริหารกิจกรรม ตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของโรงเรียนสังกัด&#xD;
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชากรที่ใช้ในการศึกษา&#xD;
ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 44 คน และครูผู้สอนจำนวน 2,373 คน รวมทั้งสิ้น 2,417 คน กลุ่ม&#xD;
ตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 40 คน และครูผู้สอน จำนวน 331 รวมทั้งสิ้น 371 คน&#xD;
ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น .93 วิเคราะห์&#xD;
ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติทดสอบที&#xD;
และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/730">
    <title>การศึกษาสภาพปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาการออกกลางคันของผู้เรียน วิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/730</link>
    <description>Title: การศึกษาสภาพปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาการออกกลางคันของผู้เรียน วิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
Authors: สุเกษร ชุ่มสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการออกกลางคันของผู้เรียนวิทยาลัย&#xD;
อาชีวศึกษาชุมพร 2) เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการออกกลางคันของผู้เรียนวิทยาลัยอาชีวศึกษา&#xD;
ชุมพร ประชากร ได้แก่ ผู้เรียนของวิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพรที่ออกกลางคัน ในปีการศึกษา 2558&#xD;
จำนวน 181 คน ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ตัวแทนผู้ปกครอง ชุมชน และสถานประกอบการ&#xD;
ที่ลงนามความร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร จำนวน 40 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เรียนของ&#xD;
วิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพรที่ออกกลางคัน จำนวน 158 คน จากผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา&#xD;
ตัวแทนผู้ปกครอง ชุมชน และสถานประกอบการที่ลงนามความร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร&#xD;
จำนวน 29 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ&#xD;
0.92 และโดยการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ&#xD;
การวิเคราะห์เนื้อหา</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/729">
    <title>ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดสภาพแวดล้อม ในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/729</link>
    <description>Title: ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดสภาพแวดล้อม ในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: จุฑามาส ซุ่นห้วน
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
2) การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา และ 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
ที่ส่งผลต่อการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11&#xD;
ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชากร ได้แก่ ครู จำนวน 2,372 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 331 คน&#xD;
ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 วิเคราะห์&#xD;
ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ การวิเคราะห์&#xD;
ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมมีค่าเฉลี่ย&#xD;
อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านวิสัยทัศน์ ด้านความยืดหยุ่น ด้านการ&#xD;
แก้ปัญหา และด้านจินตนาการ ตามลำดับ 2) การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา โดยรวมมีค่าเฉลี่ย&#xD;
อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการ ด้านวิชาการ&#xD;
และด้านกายภาพ ตามลำดับ 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านวิสัยทัศน์ ด้าน&#xD;
จินตนาการ และด้านความยืดหยุ่น ส่งผลต่อการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาตามลำดับ และ&#xD;
สามารถร่วมกันทำนายการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา ได้ร้อยละ 67 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่&#xD;
ระดับ .01 จากผลการวิจัย ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีทักษะในการบริหารงานเพื่อให้สอดคล้องกับ&#xD;
บริบท นำมาปรับใช้ให้เข้ากับสถานศึกษา พัฒนารูปแบบการจัดสภาพแวดล้อม ให้เอื้อต่อการเรียนรู้&#xD;
ของผู้เรียน ควรมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนา และมีการวัดผลประเมินผล ในด้านการบริหารงาน&#xD;
และการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา เพื่อนำสถานศึกษาไปยังเป้าหมายที่กำหนดไว้</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/728">
    <title>การดำเนินงานตามนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้สู่การปฏิบัติของโรงเรียนนำร่อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/728</link>
    <description>Title: การดำเนินงานตามนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้สู่การปฏิบัติของโรงเรียนนำร่อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: สุรทรรศน์ สุขทองเส้ง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานตามนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้&#xD;
2) เปรียบเทียบผลการดำเนินงาน ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ของโรงเรียนนำร่องจำแนก&#xD;
ตามสภาพของโรงเรียน 3) ศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะในการดำเนินงานตามนโยบายลดเวลาเรียน&#xD;
เพิ่มเวลารู้ของโรงเรียนนำร่อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3&#xD;
ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ โรงเรียนนำร่อง จำนวน 79 โรง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนนำร่อง&#xD;
จำนวน 63 โรง ได้มาโดยการสุ่มแบบสัดส่วน กำหนดผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียนละ 1 คน&#xD;
หัวหน้างานวิชาการ โรงเรียนละ 1 คน และครูผู้สอนในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้โรงเรียนละ 2 คน&#xD;
รวมโรงเรียนละ 4 คน รวมทั้งหมด 252 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.96&#xD;
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่&#xD;
ค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/727">
    <title>ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/727</link>
    <description>Title: ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: ปัทมา ประทุมสุวรรณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหาร&#xD;
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2&#xD;
2) ศึกษาประสิทธิผลโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2&#xD;
และ 3) ศึกษาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่ส่งผลต่อ&#xD;
ประสิทธิผลโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ประชากร&#xD;
ที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูหัวหน้ากลุ่มบริหารวิชาการ จำนวน 366 คน&#xD;
กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูหัวหน้ากลุ่มบริหารวิชาการ จำนวน 188 คน ซึ่งได้มา&#xD;
โดยกำหนดสัดส่วนแล้วสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีความเชื่อมั่น 0.985&#xD;
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่&#xD;
การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/726">
    <title>ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/726</link>
    <description>Title: ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: นันท์นภัส สุทธิการ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนใน&#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) ศึกษาประสิทธิผลของ&#xD;
โรงเรียนใน 3) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน&#xD;
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานี&#xD;
จำนวน 352 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้&#xD;
แบบสอบถาม มีความเชื่อมั่น 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ&#xD;
ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบได้แก่ การถดถอยพหุคูณโดยใช้วิธี แบบขั้นตอน</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/725">
    <title>การศึกษาการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการของครูผู้สอน ระดับปฐมวัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพังงา</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/725</link>
    <description>Title: การศึกษาการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการของครูผู้สอน ระดับปฐมวัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพังงา
Authors: ชนิกา นาคแก้ว
Abstract: การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการของครูผู้สอน&#xD;
ระดับปฐมวัย 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการของครูผู้สอนระดับปฐมวัย&#xD;
จำแนกตามขนาดของโรงเรียน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการ&#xD;
ของครูผู้สอนระดับปฐมวัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพังงา การวิจัยครั้งนี้เป็นการ&#xD;
วิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ ครูผู้สอนระดับปฐมวัย จำนวน 1,640 คน&#xD;
กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 318 คน กำหนดโดยใช้เกณฑ์ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มอย่าง&#xD;
ง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ที่มีความเชื่อมั่น .95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่&#xD;
ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความ&#xD;
แปรปรวนแบบทางเดียว สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพกลุ่มตัวอย่างได้จากการใช้เทคนิคการเลือกแบบ&#xD;
เจาะจง จากผู้บริหารโรงเรียน ครูหัวหน้างานวิชาการ ศึกษานิเทศก์ และครูผู้สอนปฐมวัยดีเด่น จำนวน&#xD;
20 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์และใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท&#xD;
นำเสนอเป็นความเรียง</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/724">
    <title>พฤติกรรมการบริหารงานของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพงานวิชาการ ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/724</link>
    <description>Title: พฤติกรรมการบริหารงานของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพงานวิชาการ ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: กฤษณพร จันทวงศ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา&#xD;
2) ศึกษาประสิทธิภาพงานวิชาการในสถานศึกษา 3) ศึกษาพฤติกรรมการบริหารงานของผู้บริหาร&#xD;
ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพงานวิชาการในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
สุราษฎร์ธานี เขต 3 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 157 คน และ&#xD;
ครูผู้สอน จำนวน 1,421 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 113 คน และครูผู้สอน&#xD;
จำนวน 302 รวม 415 คน ได้มาโดยการกำหนดสัดส่วนแยกตามอำเภอแล้วสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูล&#xD;
โดยใช้แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และ&#xD;
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/723">
    <title>การพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 1</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/723</link>
    <description>Title: การพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 1
Authors: นันทรัตน์ เกตุพงษ์พันธ์
Abstract: การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทางการพัฒนาการมีส่วนร่วม 2) เพื่อเปรียบเทียบ&#xD;
การพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง&#xD;
ในการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา&#xD;
สุราษฎร์ธานี เขต 1 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ&#xD;
ผู้ปกครองนักเรียนระดับปฐมวัยจำนวน 4,893 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 357 คน กำหนดโดยใช้เกณฑ์&#xD;
ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการเลือกอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ที่มี&#xD;
ความเชื่อมั่น 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ&#xD;
สถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพกลุ่มตัวอย่าง&#xD;
ได้จากการใช้เทคนิคการสุ่มแบบเจาะจง จากผู้บริหารโรงเรียนครูผู้สอนระดับปฐมวัย ตัวแทนศิษย์เก่า&#xD;
และคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 20 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์และใช้เทคนิค&#xD;
การวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท นำเสนอเป็นความเรียง</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/644">
    <title>บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการจัดการเรียนการสอน ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/644</link>
    <description>Title: บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการจัดการเรียนการสอน ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2
Authors: วัฒนชัย  บุญสนอง
Abstract: ในปัจจุบันระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 มีการใช้งานเพื่อใช้ติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลและค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตอยู่ในวงจำกัดไม่ครอบคลุมเพียงพอทั้งสำนักงาน และในกลุ่มต่าง ๆ ยังไม่สามารถใช้งานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศได้ จึงทำให้ได้ข้อมูลสารสนเทศและการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อศึกษาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนการสอน ตามการรับรู้ของครู เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนการสอนตามการรับรู้ของครู และเพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนการสอน ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 ประชากร ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 1,224 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 360 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูล    โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการถดถอยพหุคูณ &#xD;
ผลการวิจัยพบว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านผู้บริหารมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับดังนี้ ด้านการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการนิเทศ กำกับ ติดตาม ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน และด้านการสนับสนุนด้านทรัพยากรการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนการสอนของครู มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนการสอนของครู โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับดังนี้ ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดเก็บข้อมูลการจัดการเรียนการสอน ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศศึกษาคว้าข้อมูลการจัดการเรียนการสอน ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสื่อการจัดการเรียน การสอน และด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสร้างสื่อการจัดการเรียนการสอนความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนการสอน ตามการรับรู้ของครู โดยรวมมีความสัมพันธ์ระดับค่อนข้างสูง (r = 0.773) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีผลต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนการสอน ตามการรับรู้ของครู สามารถพยากรณ์การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนการสอนของครู ร้อยละ 60 ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรกำหนดนโยบายในการพัฒนาผู้บริหารและครูผู้รับผิดชอบในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผล การบริหารเทคโนโลยีในสถานศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/642">
    <title>ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/642</link>
    <description>Title: ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: วณัฐสนันท์  กมลบูรณ์
Abstract: จากปัญหาการบริหารงานสถานศึกษาทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ การบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นนโยบายสำคัญของรัฐในการปฏิรูปการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการประยุกต์ใช้หลักธรรมาภิบาลเพื่อการบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีประสิทธิผลการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ประชากร ได้แก่ สถานศึกษา 156 โรงเรียน และกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สถานศึกษา 113 โรงเรียน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายโดยกำหนดผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 339 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับดังนี้ ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักการ       มีส่วนร่วม ด้านหลักความคุ้มค่า ด้านหลักความสำนึกรับผิดชอบ ด้านหลักความเสมอภาค ด้านหลักคุณธรรม และด้านหลักประสิทธิผล ประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับดังนี้ การผลิตนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง การแก้ปัญหาภายในสถานศึกษา        การปรับเปลี่ยนและการพัฒนาสถานศึกษา และการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในยุคไทยแลนด์ 4.0 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษา ในระดับต่ำมาก (r = 0.196) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากผลการวิจัยผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยการใช้ระเบียบ กฎหมาย หรือกฎเกณฑ์อย่างเป็นธรรมด้วยความเสมอภาค การบริหารโดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรมในการบริหารงาน สร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การบริหารจัดการภายในสถานศึกษาเกิดผลดีต่อผู้เรียนและสังคม</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/618">
    <title>ทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/618</link>
    <description>Title: ทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
Authors: กณิษฐา ทองสมุทร
Abstract: การศึกษาในอดีตถึงปัจจุบันสร้างผู้ตามสอนแบบท่องจำ สอนให้เชื่อ คิดเหมือน ๆ กัน&#xD;
ไม่แตกต่าง การศึกษาไทยในอนาคตต้องสร้างคุณภาพผู้เรียนให้ได้มาตรฐานการศึกษาที่สอดคล้องกับ&#xD;
ศตวรรษที่ 21 การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่&#xD;
21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตาม&#xD;
การรับรู้ของครู โดยจำแนกตาม เพศ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และขนาดของโรงเรียน&#xD;
ประชากรได้แก่ ครูผู้สอน ปีการศึกษา 2561 จำนวน 2,348 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 331 คน ได้มา&#xD;
โดยการสุ่มประชากรแบบแบ่งชั้น เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ&#xD;
เท่ากับ 0.85 สถิติวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ&#xD;
ทดสอบ ได้แก่ การทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการบริหารงานในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวม&#xD;
อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน ยกเว้นทักษะด้านการใช้ดิจิตอล&#xD;
อยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ำ ดังนี้ ทักษะทางมนุษย์ ทักษะทางเทคนิค ทักษะ&#xD;
ด้านความรู้ความคิด ทักษะการทำงานเป็นทีม ทักษะทางความคิดรวบยอด ทักษะการสื่อสาร ทักษะ&#xD;
การศึกษาและการสอน ทักษะด้านการใช้ดิจิตอล ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานในศตวรรษที่ 21&#xD;
ของผู้บริหารสถานศึกษา ตามการรับรู้ของครู จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน&#xD;
และขนาดโรงเรียน ไม่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้มีส่วนรับผิดชอบในการจัดการศึกษาควรสนับสนุนส่งเสริม&#xD;
ให้ผู้บริหารและครูผู้สอนพัฒนาตนเอง และมีการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลงานของ&#xD;
ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ และวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อเป็นการประกัน&#xD;
คุณภาพการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/612">
    <title>ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/612</link>
    <description>Title: ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
Authors: พรพิมล อุ่นเสียม
Abstract: การบริหารจัดการสถานศึกษาในปัจจุบัน พบว่า มีสถานศึกษาหลายแห่งยังขาดประสิทธิภาพ&#xD;
ส่งผลให้คุณภาพผู้เรียนไม่เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาที่กำหนด การบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร&#xD;
สถานศึกษาเป็นนวัตกรรมการบริหารที่สามารถพัฒนาสถานศึกษาไปสู่ทิศทางแห่งความสำเร็จ ซึ่งการ&#xD;
วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารงานเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ประสิทธิผลของ&#xD;
สถานศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษา&#xD;
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ประชากร ได้แก่ ผู้บริหาร&#xD;
สถานศึกษาและครูปฏิบัติการสอน จำนวน 1,663 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ผู้บริหารและครูปฏิบัติการ&#xD;
สอน จำนวน 313 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น&#xD;
เท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า&#xD;
สัมประสิทธิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</description>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/225">
    <title>การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการส่งเสริมกระบวนการคิดเชิงระบบกับความสำเร็จ ในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดชุมพร</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/225</link>
    <description>Title: การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการส่งเสริมกระบวนการคิดเชิงระบบกับความสำเร็จ ในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดชุมพร
Authors: อาทิตยา ศักดิ์จันทร์
Description: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

