<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection: การค้นคว้าอิสระ</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/841" />
  <subtitle>การค้นคว้าอิสระ</subtitle>
  <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/841</id>
  <updated>2026-04-06T21:36:42Z</updated>
  <dc:date>2026-04-06T21:36:42Z</dc:date>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวลึกน้อย อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1164" />
    <author>
      <name>หร่อเอน ตำหล๊ะ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1164</id>
    <updated>2026-01-13T10:10:55Z</updated>
    <published>2569-01-13T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวลึกน้อย อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่
Authors: หร่อเอน ตำหล๊ะ
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการ บริหารพัสดุภาครัฐ 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการการบริหารพัสดุ ภาครัฐ และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐตาม หลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวลึกน้อย อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ใช้รูปแบบการวิจัย แบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ อาศัยอยู่ในเขตตำบลอ่าวลึกน้อย จำนวน 378 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยวิธีเจาะจงจากคณะ ผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น และตัวแทนภาคประชาชน จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐ ในภาพรวม อยู่ในระดับ&#xD;
ปานกลาง เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านหลักความคุ้มค่า ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความ รับผิดชอบ ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักความโปร่งใส และด้านหลักนิติธรรม 2) ปัญหาและอุปสรรคการมี ส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการการบริหารพัสดุภาครัฐ คือ ปัญหาการขาดความรู้ ความเข้าใจและข้อมูล เกี่ยวกับการบริหารพัสดุ ปัญหาด้านการสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูล และขาดความต่อเนื่องของกลไกการมีส่วน ร่วม 3) แนวทางการพัฒนา การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐตามหลักธรรมาภิบาล คือ องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวลึกน้อยควรจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการที่อธิบายขั้นตอนการบริหาร พัสดุภาครัฐ สิทธิและหน้าที่ของประชาชน รวมถึงวิธีการตรวจสอบและร้องเรียนให้มีรูปแบบที่เข้าใจง่าย ใช้ภาษาท้องถิ่น และจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพิ่มช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลและวิธีการสื่อสารที่เหมาะสม ปรับปรุงระบบการเผยแพร่ข้อมูล เช่น ใช้เสียงตามสายในชุมชน วิทยุชุมชน กลุ่มไลน์ และสร้างแรงจูงใจและแรง ขับเคลื่อนภายในชุมชน โดยควรมีการยกย่องหรือให้รางวัลแก่บุคคลหรือชุมชนที่มีบทบาทในการมีส่วนร่วม
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2569-01-13T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวพระราชดำริในการปกครองของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1157" />
    <author>
      <name>วิษณุพงศ์  สุจารีย์</name>
    </author>
    <author>
      <name>มาดล  จรูญรัตน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1157</id>
    <updated>2025-11-06T03:59:58Z</updated>
    <published>2568-10-06T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวพระราชดำริในการปกครองของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)
Authors: วิษณุพงศ์  สุจารีย์; มาดล  จรูญรัตน์; อมร หวังอัครางกูร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวพระราชดำริในการปกครองของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร             มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) 2) ศึกษาความเป็นพลังอำนาจละมุนทางการเมืองของพระบาทสมเด็จ  พระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) และ 3) เสนอแนะรูปแบบในการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ  3 กลุ่ม จำนวน 17 คน/รูป โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาเพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัย&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ทรงมีแนวพระราชดำริในการปกครองที่สำคัญ 3 ประการ คือ ความเป็นธรรมราชา ความเป็นกลางทางการเมือง และการเป็นศูนย์กลางในการสร้างความสามัคคีและความสมานฉันท์ ทรงปกครองโดยยึดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ทศพิธราชธรรม และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเน้นความพอประมาณและความมีเหตุผล ในฐานะ “ธรรมราชา” และทรงเป็นต้นแบบของผู้นำที่ใช้หลักธรรมาภิบาลนอกจากนี้พระองค์ยังดำรงความเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด ไม่เข้าข้างฝ่ายใด เปรียบเสมือน “โซ่คล้องใจ”ในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมือง เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งและส่งเสริมความสงบสุขในสังคม &#xD;
2) ทรงใช้พลังทางศีลธรรมและพระบารมีอย่างแยบคายในการปกครองประเทศและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยไม่อาศัยอำนาจบังคับ แต่ใช้การนำด้วยความเมตตาและความเข้าใจผ่านพระราชกรณียกิจที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในระดับนานาชาติ ทรงเป็นสัญลักษณ์ของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติด้วยสันติวิธี แสดงให้เห็นว่า รัชกาลที่ 9 ทรงเป็น “ราชาปราชญ์” ที่นำพาประเทศโดยใช้หลักธรรมและพลังอำนาจละมุนอย่างสมดุล เพื่อความเจริญรุ่งเรืองและความยุติธรรม 3) รูปแบบการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) โดยมีใจความสำคัญคือ ศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาชีวิต การพัฒนาชุมชน องค์กร ประเทศและการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน
Description: บทความการค้นคว้าอิสระหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-10-06T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเมืองกับการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะ  กรณีศึกษา เทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1156" />
    <author>
      <name>พัชรพร เศษบุบผา</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1156</id>
    <updated>2025-11-25T04:31:23Z</updated>
    <published>2568-10-06T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเมืองกับการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะ  กรณีศึกษา เทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: พัชรพร เศษบุบผา; อมร หวังอัครางกูร; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน           2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน และ 3) เสนอแนะแนวการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยกลไกทางการเมือง ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน จำนวน 400 คน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน ประกอบด้วย นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเชี่ยวหลาน ปลัดเทศบาล สมาชิกสภาเทศบาล 2 คน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเขาพัง ผู้อำนวยการส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชี่ยวหลาน - ไกรสร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาสก กำนันตำบลเขาพัง และผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) คุณภาพการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพเป็นด้านที่มีคุณภาพการจัดบริการสาธารณะมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านความมั่นใจด้านการตอบสนอง ด้านความน่าเชื่อถือ และคุณภาพบริการต่ำที่สุด คือ ด้านการดูแลเอาใจใส่ปัญหาอุปสรรคในการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน พบว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การจัดบริการสาธารณะของเทศบาลยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง ได้แก่ งบประมาณที่จำกัด ความล่าช้าในการประสานงาน ข้อจำกัดด้านพื้นที่โดยเฉพาะเขตอุทยานความไม่ครอบคลุมของเทคโนโลยีต่อกลุ่มผู้สูงวัยการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง และอิทธิพลของการเมืองท้องถิ่นที่ส่งผลต่อการจัดลำดับโครงการในแผนพัฒนา และความทั่วถึงของการให้การจัดบริการสาธารณะ 3) แนวทางพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน คือ เทศบาลควรมีการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะทั้งในเชิงนโยบายและการบริหาร โดยการสรรหางบประมาณและเพิ่มแหล่งรายได้ท้องถิ่น สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วน การพัฒนาระบบบริการที่เข้าถึงทุกช่วงอายุ พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ และการส่งเสริมธรรมาภิบาลท้องถิ่นเพื่อให้การจัดลำดับโครงการในแผนพัฒนามีความโปร่งใส และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้การจัดบริการสาธารณะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง มีคุณภาพ เป็นธรรมและยั่งยืน
Description: บทความการค้นคว้าอิสระหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-10-06T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาการให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ กรณีศึกษาเทศบาลนครเกาะสมุย</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1115" />
    <author>
      <name>ปิยพร จันทร์บัว</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1115</id>
    <updated>2025-10-10T07:20:50Z</updated>
    <published>2568-10-10T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาการให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ กรณีศึกษาเทศบาลนครเกาะสมุย
Authors: ปิยพร จันทร์บัว; วาสนา จาตุรัตน์; ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุย 2) ปัญหา และอุปสรรคในการให้บริการการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุย และ 3) แนวทางการพัฒนา การให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุย ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 22 คน ประกอบด้วย ปลัดเทศบาลนครเกาะสมุยจำนวน 1 คน หัวหน้าส่วนราชการจำนวน 2 คน เจ้าหน้าที่การให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุยจำนวน 5 คน สมาชิกสภาเทศบาลนครเกาะสมุยจำนวน 4 คน และประชาชนที่มาใช้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุยจำนวน 10 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุย คือ มีเจ้าหน้าที่สำหรับให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ 2 ช่องทาง คือ หนังสือคำร้องทั่วไป และแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ซึ่งเป็นช่องทางที่ใช้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์มากที่สุด 2) ปัญหาและอุปสรรคในการให้บริการการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุย ได้แก่ มีจำนวนบุคลากรไม่เพียงพอ งบประมาณ ครุภัณฑ์ วัสดุอุปกรณ์ยังไม่เพียงพอต่อ&#xD;
ปริมาณงาน มีสถานที่ไม่เอื้ออำนวยความสะดวกต่อผู้พิการ และมีช่องทางการรับเรื่องราวร้องทุกข์ไม่เพียงพอ และ 3) แนวทางการพัฒนาการให้บริการการรับเรื่องร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุย ควรเพิ่มบุคลากรให้เพียงพอต่อความต้องการ เพิ่มงบประมาณให้เพียงพอในการบริหารจัดการ ปรับปรุงสถานที่ให้เหมาะสมและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทุกกลุ่ม เพิ่มช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ และปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาการให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุยให้มีประสิทธิ์เพิ่มมากขึ้น
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-10-10T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การขับเคลื่อนการบริหารกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบนฐานพลังอำนาจของชุมชนให้มีประสิทธิภาพ : กรณีศึกษา กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปากคู อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1114" />
    <author>
      <name>ละลินดา แดงก่อเกื้อ</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1114</id>
    <updated>2025-10-10T07:16:42Z</updated>
    <published>2568-10-10T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การขับเคลื่อนการบริหารกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบนฐานพลังอำนาจของชุมชนให้มีประสิทธิภาพ : กรณีศึกษา กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปากคู อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ละลินดา แดงก่อเกื้อ; ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบนฐานพลังอำนาจของชุมชนบ้านปากคู 2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบนฐานพลังอำนาจของชุมชน บ้านปากคู และ3) เสนอแนวทางการขับเคลื่อนการบริหารกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบนฐานพลังอำนาจของชุมชน บ้านปากคู อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน ประกอบด้วย ตัวแทนคณะกรรมการกลุ่ม ตัวแทนสมาชิกกลุ่ม ตัวแทนผู้นำในชุมชน ตัวแทนเจ้าหน้าที่องค์กรภาครัฐ และตัวแทนปราชญ์ชุมชน คัดเลือกโดยวิธีแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารของกลุ่มออมทรัพย์บ้านปากคูตั้งอยู่บนหลักการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ โดยใช้โครงสร้างการบริหารที่แบ่งหน้าที่ชัดเจน มีระเบียบข้อบังคับที่เป็นธรรม และกิจกรรมร่วมที่เสริมสร้างความสัมพันธ์และพลังชุมชน พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกในลักษณะของพี่เลี้ยง และยังมีปัจจัยสนับสนุนจากภายนอกและภายใน เช่น ทุนในชุมชน ความไว้เนื้อเชื่อใจภายในกลุ่มที่เข้มแข็ง และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ 2) ปัญหาและอุปสรรคของกลุ่มออมทรัพย์พบว่า กลุ่มยังขาดการหมุนเวียนผู้นำ ระบบบัญชีไม่ทันสมัย การพัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการไม่ต่อเนื่อง และระบบสวัสดิการยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สมาชิกขาดความเข้าใจด้านการเงินและมีการชำระหนี้ล่าช้า รวมถึงการสื่อสารภายในกลุ่มยังไม่ทั่วถึงและเป็นระบบ และ 3) แนวทางการขับเคลื่อนการบริหารกลุ่มออมทรัพย์ผ่านกรอบแนวคิด SCOBE Model ซึ่งประกอบด้วย (1) การจัดโครงสร้างและกระบวนการทำงานที่ชัดเจนและยืดหยุ่น (2) การบริหารทุนและทรัพยากรด้วยระบบดิจิทัลที่โปร่งใส (3) การพัฒนาศักยภาพองค์กรผ่านกระบวนการ “ชุมชนสอนชุมชน” (4) การขยายบทบาทของกลุ่มให้เป็นกลไกพัฒนาคุณภาพชีวิต และ (5) การเสริมสร้างพลังอำนาจจากภายในให้สมาชิกมีบทบาทอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน ทั้งนี้ โมเดลดังกล่าวได้รับการยอมรับจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาการบริหารกลุ่มออมทรัพย์ได้อย่างเหมาะสมในระดับชุมชน
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-10-10T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของกองทุนสวัสดิการชุมชน เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1106" />
    <author>
      <name>ปรียชาติ โชติทอง</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1106</id>
    <updated>2025-09-05T03:45:32Z</updated>
    <published>2568-09-05T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของกองทุนสวัสดิการชุมชน เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ปรียชาติ โชติทอง; ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของกองทุนสวัสดิการชุมชน 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชน และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ใช้รูปแบบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยใช้สูตรทาโร่ยามาเน่ จำนวน 380 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบง่าย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับคณะกรรมการบริหารกองทุนสวัสดิการชุมชน จำนวน 10 คน คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จำนวน 4 คน และผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกองทุนสวัสดิการชุมชนจำนวน 3 คน ใช้วิธีแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แบบสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลอยู่ในระดับมาก โดยหลักนิติธรรมอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือหลักคุณธรรม หลักความคุ้มค่า หลักความโปร่งใส หลักความรับผิดชอบ และหลักการมีส่วนร่วม ตามลำดับ 2) ปัญหาและอุปสรรคพบว่า เกิดความไม่ชัดเจนของข้อระเบียบ การรับสิทธิซ้ำซ้อน การเปิดเผยข้อมูลยังไม่ได้มาตรฐาน การสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์มีข้อจำกัดในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ภาระงานส่วนตัวของคณะกรรมการ และการขาดค่าตอบแทนลดแรงจูงใจ รวมถึงการพึ่งพาเจ้าหน้าที่ในการบริหาร และ 3) แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลพบว่า จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การทำงานอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้กองทุนตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้อย่างยั่งยืน การปรับปรุงระเบียบข้อบังคับให้ทันสมัย นำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการข้อมูลและสื่อสาร รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งในการพึ่งพาตนเอง และการมีส่วนร่วม ของชุมชนตั้งแต่การวางแผนจนถึงการติดตามงบประมาณ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ นอกจากนี้ การสนับสนุนจากภาครัฐและท้องถิ่นช่วยเสริมศักยภาพในการให้บริการและตอบสนองความต้องการของสมาชิก
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-09-05T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลสัมฤทธิ์ของนโยบายการบริหารพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2566 - 2567 กรณีศึกษา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1104" />
    <author>
      <name>ยุภาวดี แสงสุวรรณ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธุวพล ทองอินทราช</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1104</id>
    <updated>2025-07-04T01:17:28Z</updated>
    <published>2568-07-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลสัมฤทธิ์ของนโยบายการบริหารพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2566 - 2567 กรณีศึกษา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส
Authors: ยุภาวดี แสงสุวรรณ์; ธุวพล ทองอินทราช; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้2) กระบวนการปฏิบัติตามนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3) ผลสัมฤทธิ์ของนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2566-2567 กรณีศึกษา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ตำบลตันหยงมัสอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากข้าราชการและบุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 จำนวน 8 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปเชิงพรรณนาเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ของนโยบายการบริหารพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้พ.ศ. 2566 - 2567 ของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ผลการวิจัยพบว่า 1) นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งานควบคุมพื้นที่รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เป็นปัจจัยสำคัญลำดับแรกในสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ 2) กระบวนการปฏิบัติตามนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งานบูรณาการด้านความมั่นคงทางทหารความมั่นคงเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ต้องมีขีดความสามารถในการปฏิบัติทางยุทธวิธีเพื่อให้สามารถตอบโต้และต่อต้านการปฏิบัติของกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถป้องกันตนเองและประชาชนให้รอดพ้นจากการก่อเหตุการณ์ 3) ผลสัมฤทธิ์ของนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อให้เกิดการพัฒนาการบริหารจัดการทั้งบูรณาการการทำงานของรัฐทุกระดับ ทั้งมิติงานด้านความมั่นคงและมิติงานด้านการพัฒนาของการปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้
Description: การค้นคว้าอิสระหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-07-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำ ขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1103" />
    <author>
      <name>ชัชวาล ดำคำ</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธุวพล ทองอินทราช</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1103</id>
    <updated>2025-06-09T03:34:10Z</updated>
    <published>2568-06-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำ ขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
Authors: ชัชวาล ดำคำ; ธุวพล ทองอินทราช; อมร หวังอัครางกูร
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมืองขององค์การบริหารส่วนตำบล 2) วิเคราะห์ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำ 3) เสนอแนวทางพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร กำหนดรูปแบบเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยจำนวน 20 คน ประกอบด้วยข้าราชการการเมืองจำนวน 10 คน ข้าราชการประจำ จำนวน 10 คน เก็บข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกและนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และสรุปเชิงพรรณนา เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำของ องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำ ในอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร มีความสัมพันธ์แบบร่วมมือกันทำงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่น โดยข้าราชการการเมืองจะกำหนดทิศทางและนโยบาย ขณะที่ข้าราชการประจำจะช่วยดำเนินงานตามนโยบายเหล่านั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในการให้บริการประชาชน 2) ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ ได้แก่ ความเข้าใจบทบาทที่ไม่ตรงกัน,การสื่อสารไม่ชัดเจน, ขาดการสนับสนุนทรัพยากร, การเปลี่ยนแปลงนโยบายบ่อย, การแทรกแซงงานประจำ, และการขาดความโปร่งใส ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานและการพัฒนาชุมชน และ 3) การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำในองค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอท่าแซะ ควรเน้นการสร้างความเข้าใจในบทบาท, การสื่อสารที่เปิดเผย, การพัฒนาทักษะร่วมกัน, การส่งเสริมการเข้าร่วมของบุคลากร, และการสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
Description: การค้นคว้าอิสระหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-06-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการบริหารจัดการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1102" />
    <author>
      <name>พันธ์เทพ ดอนพต</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธุวพล ทองอินทราช</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1102</id>
    <updated>2025-06-07T07:13:32Z</updated>
    <published>2568-05-31T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการบริหารจัดการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: พันธ์เทพ ดอนพต; อมร หวังอัครางกูร; ธุวพล ทองอินทราช
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) เพื่อศึกษาความต้องการของประชาชนในการจัดการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน&#xD;
จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลวิจัยจำนวน 15 คน เป็นข้าราชการการเมือง จำนวน 2 คน ข้าราชการประจำและรัฐวิสาหกิจ จำนวน 3 คน ภาคเอกชน 5 คน ประธานชุมชน จำนวน 1 คน และกรรมการชุมชุน จำนวน 4 คน โดยกระบวนการเก็บข้อมูลเชิงลึกนำข้อมูลที่ได้มาสรุปเชิงพรรณนาเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี &#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารจัดการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังขาดการลำดับความสำคัญในการจัดบริการสาธารณะที่ควรมีการเตรียมการล่วงหน้าหรือควรมีการพิจารณาถึงความจำเป็นเร่งด่วน 2) ความต้องการประชาชนต้องการให้เทศบาลเมืองท่าข้าม แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องการวางระบบสาธารณูปโภค&#xD;
และแก้ปัญหาระบบการระบายน้ำให้ได้มาตรฐานบริเวณพื้นที่หลายแห่งในเขตเทศบาลเมืองท่าข้าม มีน้ำท่วมขังเมื่อเกิดฝนตกหนักระบบการระบายน้ำยังไม่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากเศษขยะมูลฝอยอุดตันท่อระบายน้ำทำให้น้ำไหลไม่สะดวก และการจัดบริการสาธารณะขาดคุณภาพขาดความชัดเจนไม่มีการวางแผนในการทำงาน 3) แนวทางการจัดการบริการสาธารณะในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ คือการไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างทั่วถึงเกี่ยวกับการดำเนินงานการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ฉะนั้นเทศบาลเมืองท่าข้ามจึงควรมีการปรับแนวทางการบริหารกิจการสาธารณะในรูปแบบใหม่ ๆให้ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อพัฒนาการบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหา เช่น แนวทางการทำงานในลักษณะของเครือข่ายที่เป็นการทำงานร่วมมือกันระหว่างเทศบาลประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อการบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-05-31T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1089" />
    <author>
      <name>วีรยุทธ สังข์สกุล</name>
    </author>
    <author>
      <name>ไชยวัฒน์ เผือกคง</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1089</id>
    <updated>2025-01-03T02:54:36Z</updated>
    <published>2568-01-03T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: วีรยุทธ สังข์สกุล; ไชยวัฒน์ เผือกคง; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน 2) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน และ 3) หาแนวทางในการพัฒนาประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในเขตพื้นที่อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่อำเภอดอนสักจำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสนทนากลุ่มจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 40 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ปกครอง 10 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 10 คน ปราชญ์ชาวบ้าน 5 คน แกนนำชาวบ้าน 10 คน และนักวิชาการ 5 คน เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาประสิทธิผลในการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างข้อสรุป ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านคุณลักษณะความเป็นผู้นำและด้านการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านความพึงพอใจต่อพฤติกรรมในฐานะผู้ช่วยเหลือนายอำเภอและหัวหน้าราษฎร และด้านการปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล 2) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ และด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล และ 3) แนวทางในการพัฒนาประสิทธิผลการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านมีดังนี้ ควรเพิ่มระยะเวลาในการอบรมหลักสูตรกำนันผู้ใหญ่บ้านมากกว่า 12 วัน มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานของกำนัน&#xD;
ผู้ใหญ่บ้านอย่างสม่ำเสมอ ควรจัดโครงการพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้นำ ยึดหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” นำไปสู่การ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับประชาชน กำนันผู้ใหญ่บ้านต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต และมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ มีสัมพันธ์ที่ดีกับส่วนราชการต่าง ๆ และกำนันผู้ใหญ่บ้านจะต้องนำหลัก “ครองตน ครองคน ครองงาน” ซึ่งเป็นหัวใจหลักของนักปกครองมาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้งานประสบผลสำเร็จ
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-03T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเปลี่ยนผ่านระบบปฏิบัติการทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ กรณีศึกษา ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1088" />
    <author>
      <name>ธนาธิป แซ่เตียว</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>ไชยวัฒน์ เผือกคง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1088</id>
    <updated>2025-01-02T03:26:44Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเปลี่ยนผ่านระบบปฏิบัติการทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ กรณีศึกษา ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธนาธิป แซ่เตียว; อมร หวังอัครางกูร; ไชยวัฒน์ เผือกคง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความสําเร็จของการใช้ระบบ ปฏิบัติการทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ 2) ระดับความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานต่อการเปลี่ยนผ่านระบบปฏิบัติการทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ 3) แนวทางการพัฒนาการใช้งานระบบปฏิบัติการทางด้านดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ กรณีศึกษา : ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสมใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จํานวน 58 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จํานวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยโดยการสังเคราะห์และตีความหาข้อสรุปเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความสําเร็จของการใช้ระบบปฏิบัติการทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการบริหารจัดการองค์กร มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านทัศนคติ ด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัลในองค์กร และด้านบุคลากร ตามลําดับ 2) ความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานต่อการเปลี่ยนผ่านระบบปฏิบัติการทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ (1) ประโยชน์ที่ได้รับจากเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบต่าง ๆ ขององค์กร (2) การให้ความสนับสนุน ช่วยเหลือ ของเพื่อนร่วมงานในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบต่าง ๆ ภายในองค์กร (3) เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบต่าง ๆ ขององค์กรที่ช่วยอํานวยความสะดวก (4) ความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบต่าง ๆ ที่ใช้งานภายในองค์กร (5) คุณภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบต่าง ๆ ภายในองค์กร (6) ความปลอดภัยเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ เมื่อทํางานผ่านระบบขององค์กร (7) ปริมาณงานหลังจากที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบต่าง ๆ ขององค์กร และ (8) เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบต่าง ๆ ภายในองค์กร ตามลําดับ 3) แนวทางการพัฒนาการใช้งานระบบปฏิบัติการทางด้านดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ คือ (1) ควรให้ความสําคัญในการปลูกฝังวัฒนธรรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้กับบุคลากรทุกระดับ สื่อสารให้บุคลากรรับทราบวัตถุประสงค์และความสําคัญของการนําเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการทํางาน (2) สร้างความรู้ความเข้าใจและทัศนคติที่ดี เพื่อช่วยลดปัญหาการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและเตรียมความพร้อมสําหรับการเปลี่ยนผ่านระบบปฏิบัติการทางดิจิทัลขององค์กร (3) ควรมีบุคลากรในสาขาวิชาชีพด้านดิจิทัลและสารสนเทศที่มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอต่อการให้คําชี้แนะกับบุคลากรทุกภาคส่วน
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>บทบาทการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1087" />
    <author>
      <name>สุกัญญา วัชรมูสิก</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1087</id>
    <updated>2025-01-02T03:22:27Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: บทบาทการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สุกัญญา วัชรมูสิก; อมร หวังอัครางกูร; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรม 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคของสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรม และ 3) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาบทบาทการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรม เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกสภาเด็กและเยาวชนเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการคำนวณตามหลักการของทาโรยามาเน่ จำนวน 394 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ คณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้บริหารเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน รวมจำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การรับประโยชน์จากกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ การดำเนินกิจกรรม การติดตามและประเมินผลและการวางแผนและตัดสินใจ ตามลำดับ 2) ปัญหาและอุปสรรคของสภาเด็ก และเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมคือนโยบายและกิจกรรมของสภาเด็กและเยาวชนถูกกำหนดโดยผู้บริหารและข้าราชการ ทำให้เด็กและเยาวชนขาดบทบาทในการแสดงความคิดเห็น ความหลากหลายของสมาชิก ขาดตัวแทนจากกลุ่มนอกระบบหรือกลุ่มเปราะบาง และขาดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และทักษะการพัฒนาสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม ทางสังคม และ 3) ข้อเสนอแนะและแนวทางในการพัฒนาบทบาทการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมคือ ต้องเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและกิจกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของสมาชิก รวมถึง การคัดเลือกสมาชิกที่หลากหลาย การสนับสนุนการคิดเชิงนวัตกรรม และการสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการสร้างเครือข่ายสนับสนุนจากผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง เพื่อสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากร ทั้งนี้ สามารถสังเคราะห์ข้อมูลได้เป็นองค์ความรู้ใหม่ คือ กลไกการพัฒนาบทบาทการมีส่วนร่วมจำเป็นต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของสมาชิก ความพร้อมของทรัพยากร&#xD;
และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างเด็กและเยาวชน ภาคีเครือข่าย และเทศบาล นำไปสู่การสร้างพื้นที่ปลอดภัย การส่งเสริมทักษะการบริหารจัดการ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้นำของเด็กและเยาวชนเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างยั่งยืน
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน ขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1086" />
    <author>
      <name>สุจิรา กุลศิริ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1086</id>
    <updated>2025-01-02T03:18:20Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน ขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สุจิรา กุลศิริ; วาสนา จาตุรัตน์; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา 2) เปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) หาแนวทางการพัฒนาคุณภาพในการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา จำนวน 378 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปวนทางเดียว การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเจาะจงจากผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล หัวหน้าสำนักงานปลัด ผู้อำนวยการกองคลัง และผู้อำนวยการกองช่าง จำนวนทั้งสิ้น 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างข้อสรุป ผลการศึกษาพบว่า 1) คุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านความรวดเร็ว ด้านขั้นตอน ด้านบุคลากร ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์ 2) ผลการเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการประชาชนจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า เพศและอายุที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา ประกอบด้วย (1) ด้านความรวดเร็ว กำหนดมาตรฐานเวลาการให้บริการ การให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ จัดตั้งแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีความหลากหลาย (2) ด้านขั้นตอน การรวมขั้นตอนการยื่นเอกสารหลาย ๆ ส่วนไว้ในจุดเดียว (3) ด้านบุคลากร ฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสาร การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการบริการด้วยใจ (4) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก จัดสถานที่รอคอยที่สะดวกสบาย มีป้ายบอกทางชัดเจนและเข้าใจง่ายเพื่อลดความสับสน และปรับปรุงพื้นที่ให้บริการให้ทันสมัย และ (5) ด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์ การนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกและลดขั้นตอน การนำเครื่องมืออัตโนมัติมาใช้เพื่อลดความแออัดของผู้ใช้บริการ
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ภาวะผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาเทศบาลตำบลวัดประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1085" />
    <author>
      <name>สุดาพร ย่องแก้ว</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธุวพล ทองอินทราช</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1085</id>
    <updated>2025-01-02T03:14:03Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ภาวะผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาเทศบาลตำบลวัดประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สุดาพร ย่องแก้ว; ธุวพล ทองอินทราช; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) เปรียบเทียบปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารงานของผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาเทศบาลตำบลวัดประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในเขตเทศบาลตำบลวัดประดู่ จำนวน 393 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเจาะจงจากนายกเทศมนตรี ประธานสภา รองปลัดเทศบาล กำนันตำบลวัดประดู่ จำนวนทั้งสิ้น 5 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างข้อสรุป ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการกระตุ้นความสามารถ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านลักษณะทางกายภาพ และด้านการสร้าง แรงจูงใจ 2) ผลการ&#xD;
เปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อายุ การศึกษา รายได้ อาชีพ สถานะภาพการสมรส และพื้นที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมี&#xD;
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) แนวทางในการบริหารงานของผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนของผู้บริหาร&#xD;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาเทศบาลตำบลวัดประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีดังนี้ ด้านการกระตุ้น&#xD;
ความสามารถ ผู้บริหารต้องมีการพัฒนาตนเองทั้งด้านการแสวงหาข้อมูล คิดริเริ่มนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการ&#xD;
ปฏิบัติงานเพื่อการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ มีวิสัยทัศน์นักพัฒนามองการไกลและ&#xD;
สามารถขับเคลื่อนชุมชนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ด้านลักษณะทางกายภาพ ผู้บริหารมีความเป็นกันเองสามารถเข้าถึงได้ง่าย&#xD;
มีการเพิ่มช่องทางในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อใช้ประกอบการพัฒนาท้องถิ่น และด้านการสร้างแรงจูงใจ&#xD;
ผู้บริหารมีความเสียสละเพื่อให้การบริหารเป็นผลสำเร็จ ให้ลำดับความสำคัญของงานโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตน
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสาร ในยุคราชการ 4.0</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1084" />
    <author>
      <name>เกศรินทร์ นามวัชระโสพิศ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1084</id>
    <updated>2025-01-02T03:08:52Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสาร ในยุคราชการ 4.0
Authors: เกศรินทร์ นามวัชระโสพิศ; วาสนา จาตุรัตน์; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะการใช้ดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสาร 2) เปรียบเทียบทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสาร จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสารในยุคราชการ 4.0 เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ เก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรที่ปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสาร จำนวน 89 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยวิธีเจาะจงจากรองนายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาลเมืองนาสาร หัวหน้าสำนักปลัด ผู้อำนวยการ กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ นักทรัพยากรบุคคล และนักวิชาการคอมพิวเตอร์ จำนวน 6 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า 1) ทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสารในยุคราชการ 4.0 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล ด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการบริการ ด้านการปฏิบัติตามและใช้กฎหมายด้านดิจิทัล และด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนางาน 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า อายุและระดับการศึกษาสูงสุดที่แตกต่างกันมีการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสารในยุคราชการ 4.0 แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำ สำนักงานเทศบาลเมืองนาสารในยุคราชการ 4.0 คือ การปรับทัศนะคติ การหมุนเวียนงาน จัดอบรมทั้งด้านทฤษฎีและทางปฏิบัติ จัดสรรระยะเวลาอบรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้เหมาะสม และเพิ่มจำนวนนักวิชาการคอมพิวเตอร์
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนใน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรณีศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมือง ระหว่างปี พ.ศ. 2564-2566</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1083" />
    <author>
      <name>กนกวรรณ ศรีวิเศษ</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1083</id>
    <updated>2025-01-02T03:04:05Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนใน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรณีศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมือง ระหว่างปี พ.ศ. 2564-2566
Authors: กนกวรรณ ศรีวิเศษ; อมร หวังอัครางกูร; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 3) นำเสนอแนวทางในการพัฒนาการรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้กรณีศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างปี พ.ศ. 2564 - 2566 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามการรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1) การรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการแสดงออกทางการเมือง เป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด เนื่องจากเยาวชนส่วนใหญ่นิยมใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางในการติดตามข่าวสารและแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางการเมือง 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านกลุ่มเพื่อนเป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด เนื่องจากกลุ่มเพื่อนมีอิทธิพลต่อการติดตามข่าวส ารและแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางการเมือง ส่วนด้านสถาบันเป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด เนื่องจากสถาบันการศึกษาหรือสถานที่ทำงานส่วนใหญ่มีการกำหนดขอบเขตหรือควบคุมการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ 3) แนวทางในการพัฒนาการรับรู้และการแสด งออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดราษฎร์ธานี มี 3 ประเด็น ได้แก่ 1. แนวทางพัฒนาในการเปิดกว้างในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร 2. แนวทางพัฒนาสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น 3.แนวทางพัฒนาในการส่งเสริมความรู้ในการใช้สื่อ ซึ่งแนวทางพัฒนาทั้ง 3 จะทำงานร่วมการเพื่อเป็นแนวทางการรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในรูปแบบ OFD MODEL
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วน ตำบลทุ่งระยะ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1082" />
    <author>
      <name>จิราภา เดชวิเศษ</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1082</id>
    <updated>2025-01-02T02:58:24Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วน ตำบลทุ่งระยะ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร
Authors: จิราภา เดชวิเศษ; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน 2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งระยะ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลทุ่งระยะ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์ เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งระยะและข้าราชการที่มีอายุงาน 3 ปีขึ้นไป จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างข้อสรุปผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านสถานที่สิ่งอำนวยความสะดวก ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ด้านกระบวนการและขั้นตอน และด้านช่องทางการให้บริการ 2) ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า อายุและระดับการศึกษาที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งระยะอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ด้านกระบวนการ ต้องใช้ภาษาหรือการสื่อสารที่เกิดความเข้าใจง่ายและไขข้อสงสัยของประชาชน ด้านช่องทางการให้บริการ ต้องมีรูปแบบการติดต่อที่เข้าใจง่าย สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ต้องมีวิธีการสื่อสารและการแสดงออก ที่ดี&#xD;
เพื่อที่จะช่วยเหลือและเข้าใจความต้องการของประชาชนผู้มาติดต่อได้อย่างถูกต้อง และด้านสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก ต้องมีภูมิทัศน์ที่สะดวกสบายและปลอดภัย ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน กรณีศึกษา ชุมชนมะขามเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1081" />
    <author>
      <name>จิรนันท์ แสงสุวรรณ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ</name>
    </author>
    <author>
      <name>เพ็ญนภา สวนทอง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1081</id>
    <updated>2025-01-02T02:53:54Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน กรณีศึกษา ชุมชนมะขามเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: จิรนันท์ แสงสุวรรณ์; ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ; เพ็ญนภา สวนทอง
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทของชุมชนและปัญหาอุปสรรคต่อการส่งเสริม&#xD;
ความเข้มแข็งของชุมชน 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความเข้มแข็งของชุมชน และ 3) เสนอแนวทางการ&#xD;
ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัย&#xD;
เชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 30 คน ได้แก่ นายกองค์การบริหาร&#xD;
ส่วนตำบลและสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล 6 คน ผู้ใหญ่บ้าน 4 คน ตัวแทนองค์กรในชุมชน 10 คน&#xD;
ประชาชน 4 คน นักวิชาการ 3 คน และภาคีเครือข่าย 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความและพรรณนา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนมะขามเตี้ย เป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท และชุมชนพหุวัฒนธรรม&#xD;
เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะตกต่ำ สมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ในบริบทด้านความเข้มแข็ง&#xD;
มีภาคีเครือข่ายมากมายตั้งอยู่ในพื้นที่ ซึ่งชุมชนมีความพยายามในการยกระดับคุณภาพชีวิต&#xD;
ของสมาชิกในทุกมิติ สิ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการส่งเสริมความเข้มแข็ง โดยหลักคืองบประมาณ&#xD;
ที่ไม่เพียงพอต่อการดำเนินการต่าง ๆ ในชุมชน 2) ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน&#xD;
มะขามเตี้ย เรียงลำดับ ดังนี้ 1) ผู้นำ 2) ภาคีเครือข่าย 3) การพึ่งพาตนเองของชุมชน 4) การจัดการ&#xD;
ตนเองของชุมชน 5) การมีส่วนร่วม 6) สังคม 7) ทุน และ 8) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&#xD;
ตามลำดับ และ 3) แนวทางการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี&#xD;
จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมชนมีแนวทางการส่งเสริมความเข้มแข็งภายใต้แนวคิด “มะขามเตี้ยแห่ง&#xD;
ความสุข” โดยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนและอาศัยหลักการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งมุ่งพัฒนา 4 ด้าน&#xD;
ได้แก่ (1) ส่งเสริมด้านอาชีพและรายได้ (2) การจัดการสิ่งแวดล้อม ชุมชนปลอดขยะ (3) ส่งเสริม&#xD;
การสร้างพื้นที่กลางในชุมชน และ (4) การส่งเสริมด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ชุมชน&#xD;
ได้แสดงออกถึงศักยภาพของตนเอง และสามารถจัดการตนเองได้ในทุกมิติอย่างยั่งยืน
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ กรณีศึกษา ประชาชนในอ าเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1076" />
    <author>
      <name>ณัฐวดี เสนขำ</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธุวพล ทองอินทราช</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1076</id>
    <updated>2024-09-19T06:45:24Z</updated>
    <published>2567-09-19T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ กรณีศึกษา ประชาชนในอ าเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่
Authors: ณัฐวดี เสนขำ; อมร หวังอัครางกูร; ธุวพล ทองอินทราช
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยทีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ 2) เปรียบเทียนปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ในการพาเสียงเลือกตั้งของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ที่ลอดลดล้องกับความต้องการของประชาชนในอำเภอเมืองกระบี่&#xD;
จังหวัดกระบี่ เป็นการวิจัยเชิงบริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในเขตอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ จำนวน 398 คน สถิติที่ใช้ในการวิเศราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที่ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ของประชาชนในอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของผู้สมัคร รองลงลงมาด้านนโยบายของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านพรรคการเมืองที่สังกัด 2) ผลการเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ในด้านพรรคการเมืองที่สังกัด ด้านโยบายของผู้สมัครด้านความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของผู้สมัคร ด้านการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัคร และด้านปัจจัยสื่อบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ได้แก่ การรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ การทำประโยชน์ให้กับพื้นที่ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการสร้างความไว้วางใจอันจะนำไปสู่การได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้ง
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-09-19T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎร ของสำนักทะเบียนท้องถิ่น เทศบาลตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1075" />
    <author>
      <name>โศภิชา ลิ้มสุวรรณ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1075</id>
    <updated>2024-09-19T06:39:10Z</updated>
    <published>2567-09-19T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎร ของสำนักทะเบียนท้องถิ่น เทศบาลตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
Authors: โศภิชา ลิ้มสุวรรณ; วาสนา จาตุรัตน์; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎร 2) วิเคราะห์องค์ประกอบประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎร และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรของสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในเขตเทศบาลตำบลท้องเนียนโดยใช้สูตรทาโร่ยามาเน่จำนวน 375 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์องค์ประกอบ การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และตัวแทนประชาชน จำนวน 8 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยโดยการสังเคราะห์และตีความหาข้อสรุปเนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการตอบสนองความต้องการและความรวดเร็ว ด้านความคุ้มค่า ด้านความเสมอภาคและเป็นธรรม และด้านความทั่วถึง 2) การวิเคราะห์องค์ประกอบประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรพบว่า ความเหมาะสมของกลุ่มตัวอย่าง KMO=0.849 และค่า Bartlett’s Test มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 หมายความว่าตัวแปรนำไปวิเคราะห์องค์ประกอบได้ และสามารถสังเคราะห์ออกมาเป็น 5 องค์ประกอบ ดังนี้ ด้านบุคลากรและการให้บริการ ด้านเทคโนโลยีและความรู้ ด้านความชัดเจนและการบริหารงาน ด้านการพัฒนาและปรับปรุง และด้านการตอบสนองและการรับฟัง และ 3) แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎร ได้ค้นพบองค์ความรู้ใหม่ที่สอดคล้องกับองค์ประกอบประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรประกอบด้วย การจัดทำขั้นตอนและคู่มือในการให้บริการ การพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในกระบวนการทำงาน การสร้างจิตสำนึกและมีความรับผิดชอบ ในการให้บริการ การประเมินความพึงพอใจและปรับปรุงกระบวนการให้บริการ การอบรมพัฒนาความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับงานทะเบียน การอำนวยความสะดวกและสถานที่บริการที่เหมาะสมเพื่อนำไปสู่การยกระดับการให้บริการ ที่มีความทันสมัย ไม่เกิดความซับซ้อนการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จและตอบสนองความต้องการของประชาชน
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-09-19T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารต่อทัศนคติด้านการเมืองของประชาชน ในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1071" />
    <author>
      <name>ณปภัช ลอยชูศักดิ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1071</id>
    <updated>2024-07-17T07:00:42Z</updated>
    <published>2567-07-17T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารต่อทัศนคติด้านการเมืองของประชาชน ในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี
Authors: ณปภัช ลอยชูศักดิ์; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; อัศว์ศิริ ลาปีอี
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารของประชาชน 2) ทัศนคติด้านการเมืองปัจจุบันของประชาชน 3) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อทัศนคติด้านการเมืองปัจจุบันของประชาชน และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารกับทัศนคติด้านการเมืองปัจจุบันของประชาชนในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที สถิติเอฟ และทำการทดสอบด้วย LSD วิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลักด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจงจากนักการเมืองท้องถิ่น นักวิชาการ สื่อมวลชน ผู้จัดทำเว็บไซต์และเพจในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ผู้ปฏิบัติงานด้านประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ จำนวน 6 คน วิเคราะห์เนื้อหาโดยการตีความสร้างข้อสรุป&#xD;
	ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมการเปิดรับข้อมูลข่าวสารของประชาชนในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีโดยรวมอยู่ในระดับน้อย เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยคือ เปิดรับข่าวการเมืองจากสรยุทธ สุทัศนจินดา เรื่องเล่าเช้านี้ เว็บไซต์/เพจ/ทวิตเตอร์มติชนออนไลน์ และเว็บไซต์/เพจ/ทวิตเตอร์ไทยโพสต์ และจากหฤทัย ม่วงบุญศรี/อุ๊หฤทัย ม่วงบุญศรีแฟนคลับ 2) ทัศนคติด้านการเมืองปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยคือ การแสดงความคิดเห็น วิพากษ์ วิจารณ์ สถาบันพระมหากษัตริย์สามารถทำได้อย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์ และการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์ วิจารณ์การเมืองสามารถทำได้อย่างเปิดเผย การเลือกตั้งควรใช้บัตรใบเดียวในการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ และนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งหากมีคุณสมบัติเหมาะสม และรัฐสภาลงมติแต่งตั้งด้วยเสียงส่วนใหญ่ 3) ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ อาชีพ และระดับการศึกษาที่ต่างกันมีผลต่อทัศนคติด้านการเมืองปัจจุบันแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารกับทัศนคติด้านการเมืองปัจจุบัน พบว่า พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารไม่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติด้านการเมืองปัจจุบันของประชาชนในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ทั้งนี้ในการเปิดรับข่าวสารทางการเมืองและทัศนคติด้านการเมืองนั้น ประชาชนยึดหลักเหตุและผล มีความเข้าใจการตีความทางกฎหมาย ความถูกต้องชอบธรรม ตลอดจนผู้ที่ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์จากประเด็นทางการเมือง โดยจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันการรับรู้ความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนเปิดกว้างมากขึ้น ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐผ่านสื่อต่าง ๆ ที่ตรงกับความต้องการของตน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้สื่อในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและส่วนรวม ลดการนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่าง เพื่อหลีกเลี่ยงความแตกแยกและสร้างจิตสำนึกที่ดี เข้าใจถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-07-17T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การมีส่วนร่วมทางการเมืองของเกษตรกรในเขตอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1052" />
    <author>
      <name>ประเสริฐพงษ์ มงคล</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1052</id>
    <updated>2024-02-07T01:36:03Z</updated>
    <published>2567-02-07T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การมีส่วนร่วมทางการเมืองของเกษตรกรในเขตอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ประเสริฐพงษ์ มงคล; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; อัศว์ศิริ ลาปีอี
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง 2) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง และ 3) เสนอแนวทางการเสริมสร้างทางการเมืองของเกษตรกรในเขตอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายจากครัวเรือนเกษตรกร ในเขตอำเภอท่าชนะ จำนวน 382 ครัวเรือน ใช้วิธีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.957 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกในการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากบุคลากรหน่วยงานภาครัฐที่ เกี่ยวข้องในการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลวิจัยโดยการตีความหาข้อสรุปเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเกษตรกรในเขตอำเภอท่าชนะ ภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง เรียงจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการติดตามข่าวสารทาง ด้านการสนทนาเรื่องการเมืองด้านการใช้สิทธิ์และการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง ด้านการเข้าร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมืองและกลุ่มทางการเมือง ด้านการติดต่อกับนักการเมือง และด้านการชุมนุมทางการเมือง 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเกษตรกรในเขตอำเภอท่าชนะ ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ การรับรู้ข่าวสารทางการเมือง การสนับสนุนพรรคการเมือง การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ และการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง 3) แนทางกรสริมสร้างทางการเมืองของเกษตรกรในเขตอำเภอท่าชนะ ได้แก่ (1) กำหนดมาตรการในการกระตุ้นให้เกษตรกรมีความตื่นตัว สนใจและติดตามข่าวสารด้านการเมืองจากสื่อหรือวิธีการต่าง ๆ ที่หลากหลาย (2) การให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแก่กษตรกร (3) การกำหนดมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนช่วยเหลือให้เกษตรกรมีกระบวนการติดตามตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง และต่อต้านนักการเมืองที่ไม่ดี (4) การสนับสนุนผู้สมัครและนักการเมืองที่ดี (5) การให้ความร่วมมือกับทางราชการและปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี (6) การร่วมรณรงค์ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจทางการเมืองที่ถูกต้องให้กับสมาชิก ในครอบครัวเกษตรและบุคคลอื่น ๆ ในพื้นที่อย่างแพร่หลาย (7) การร่วมเสนอปัญหาและความต้องการให้ หน่วยงานรัฐมีการแก้ไข (8) การร่วมคัดค้านนโยบายที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน และเสียหายแก่ส่วนรวม (9) การปกป้องคุ้มครองสิทธิของตนมิให้ถูกละเมิดโดยการตรวจสอบสิทธิของตนตามกฎหมายมิให้ผู้อื่นมาละเมิดได้ และ (10) การร่วมสนับสนุนพรรคการเมืองที่ดีและมีคุณภาพ
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-02-07T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การปรับตัวของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลต่อการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ในเขตจังหวัดชุมพร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1045" />
    <author>
      <name>รัตนมน รักนุ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธุวพล ทองอินทราช</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1045</id>
    <updated>2023-12-01T05:05:51Z</updated>
    <published>2566-12-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การปรับตัวของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลต่อการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ในเขตจังหวัดชุมพร
Authors: รัตนมน รักนุ่ม; อมร หวังอัครางกูร; ธุวพล ทองอินทราช
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบัญญัติของพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 (พระราชบัญญัติฯ) 2) ศึกษาการปรับตัวของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดชุมพรต่อการประกาศใช้พระราชบัญญัติฯ และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการปรับตัวของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติฯ ภายใต้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน ประกอบด้วย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลและปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดชุมพร โดยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอในรูปแบบพรรณนา &#xD;
	 ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบัญญัติของพระราชบัญญัติฯ ได้บัญญัติถึงรูปแบบการกระจายอำนาจในการปกครองส่วนท้องถิ่นผ่านองค์การบริหารส่วนตำบล มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ใน 3 ประเด็น คือ (1) การแก้ไขจำนวนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (2) การแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม และการกระทำอันต้องห้ามของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และ (3) การแก้ไขเขตเลือกตั้ง และการได้มาซึ่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล 2) การปรับตัวของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลต่อการประกาศใช้พระราชบัญญัติฯ ประเด็นที่ 1 การแก้ไขจำนวนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลที่ลดลงเหลือเพียงเขตเลือกตั้งละ 1 คน พบว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการปรับลดจำนวนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เพราะมีภาระงานที่ค่อนข้างหนัก ประเด็นที่ 2 การปรับเพิ่มอายุของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี พบว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่มีความเห็นว่า อายุไม่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของแต่ละบุคคล ประเด็นที่ 3 การแก้ไขเขตเลือกตั้ง และการได้มาซึ่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้บริหารส่วนใหญ่เห็นว่า การกำหนดให้ผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตพื้นที่ใดก็ได้ในตำบลนั้น ถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้สมัครมากขึ้น 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการปรับตัวของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติฯ พบว่า ผู้บริหารทั้งหมดสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติฯ ในการลงสมัครรับเลือกตั้งที่ผ่านมาได้อย่างไรก็ตามควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องจำนวนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เขตเลือกตั้ง และการได้มาซึ่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลให้มีสัดส่วนที่สอดคล้องกับจำนวนประชาชนในแต่ละเขตเลือกตั้ง เพื่อให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้แทนในการสะท้อนความต้องการของประชาชนในแต่ละเขตเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2566-12-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองในท้องถิ่น ภายใต้องค์การบริหารส่วนตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1044" />
    <author>
      <name>พัณณิตา พรหมเมศร์</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1044</id>
    <updated>2023-11-15T03:16:26Z</updated>
    <published>2566-11-15T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองในท้องถิ่น ภายใต้องค์การบริหารส่วนตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
Authors: พัณณิตา พรหมเมศร์; วาสนา จาตุรัตน์; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงาน ปกครองในท้องถิ่น 2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองในท้องถิ่น โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) แนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการ บริหารงานปกครองในท้องถิ่น ภายใต้องค์การบริหารส่วนตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัด นครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่ม อย่างง่ายจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตการบริหารงานปกครองในท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วน ตำบลควนทอง จำนวน 386 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีค่าความ เชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน สถิติที และสถิติเอฟ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญด้วยวิธีการเลือก ตัวอย่างแบบเจาะจงจากคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลควนทอง ข้าราชการ ผู้นำ ท้องถิ่น และตัวแทนภาคประชาชน จำนวน 12 คน อาศัยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกในการเก็บรวบรวม ข้อมูล ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาโดยการตีความสร้างข้อสรุป&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ ด้านการมีส่วนร่วมในการ ปฏิบัติการ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล 2) ผลการ เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีอายุ อาชีพ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน และระยะเวลาที่อยู่อาศัยต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ของประชาชนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางส่งเสริมการมีส่วน ร่วมของประชาชนต่อการบริหารงานปกครองในท้องถิ่นภายใต้องค์การบริหารส่วนตำบลควนทอง คือ 1) ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ควรส่งเสริมให้สมาชิกในองค์การบริหารส่วนตำบลหรือผู้นำชุมชน เป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานให้มากขึ้น 2) ด้านการมีส่วนร่วมใน การปฏิบัติการ ควรส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ทางโซเชียลที่สร้างสรรค์และดึงดูดความน่าสนใจ 3) ด้าน การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ ควรส่งเสริมการจัดสรรงบประมาณและสอบถามความต้องการของ ประชาชน และ 4) ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล ควรส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและ ตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2566-11-15T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนของเทศบาลตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1043" />
    <author>
      <name>ศิวพร ศรชัย</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1043</id>
    <updated>2023-11-15T03:12:51Z</updated>
    <published>2566-11-15T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนของเทศบาลตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
Authors: ศิวพร ศรชัย; วาสนา จาตุรัตน์; ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน 2) เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของประชาชนจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิธีวิจัยแบบผสานวิธี กำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 382 คน ใช้วิธีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกในการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากนายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาล นักพัฒนาชุมชนในเทศบาล และผู้ใหญ่บ้านทั้ง 8 หมู่บ้าน จำนวนทั้งหมด 11 คน วิเคราะห์ข้อมูลวิจัยโดยการตีความหาข้อสรุปเนื้อหา&#xD;
 ผลวิจัยพบว่า 1) ระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายได้ พบว่า อยู่ในระดับมากจำนวน 5 ด้าน เรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ด้านความสงบและความปลอดภัย ด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการสังคม ด้านเศรษฐกิจ ส่วนด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน อยู่ในระดับปานกลาง 2) ผลการเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของประชาชน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคล พบว่า ประชาชนที่มีอาชีพต่างกัน มีคุณภาพชีวิตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือนต่างกัน มีคุณภาพชีวิตไม่แตกต่างกัน และ 3) แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน ควรมีการลงมาสำรวจและจัดการให้ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ๆ ของทุกหมู่บ้านอยู่ในรูปแบบเดียวกันเพื่อความเท่าเทียมกันของประชาชน ด้านเศรษฐกิจ ควรมีการแนะนำและส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพเป็นของตัวเองเป็นหลัก ด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการสังคม ควรมีเรื่องของสวัสดิการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สิ่งอำนวยความสะดวกในการศึกษาหาความรู้เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้านความสงบและความปลอดภัย ควรสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชน ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่ครอบครัวเพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนแก่ส่วนรวม ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์และการช่วยกันอนุรักษ์เอาไว้ และ ด้านการศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ควรส่งเสริมให้เยาวชนหันมาสนใจในเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้น
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2566-11-15T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>บทบาทและภาพลักษณ์ของนักการเมืองสตรีระดับท้องถิ่นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน ในเขตพื้นที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1042" />
    <author>
      <name>พรธิดา ช่วยสำราญ</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>ไชยวัฒน์ เผือกคง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1042</id>
    <updated>2023-11-14T07:20:36Z</updated>
    <published>2566-11-14T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: บทบาทและภาพลักษณ์ของนักการเมืองสตรีระดับท้องถิ่นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน ในเขตพื้นที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: พรธิดา ช่วยสำราญ; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; ไชยวัฒน์ เผือกคง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของสตรีต่อการดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของนักการเมืองสตรีระดับท้องถิ่นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง และ 3) แนวทางการพัฒนาบทบาทและภาพลักษณ์ทางการเมืองของนักการเมืองสตรีที่มีผลต่อการเลือกตั้งเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตพื้นที่อำเภอไชยา จำนวน 396 คน ใช้วิธีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.957 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกในการเก็บข้อมูล               เชิงคุณภาพ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง นักการเมืองระดับท้องถิ่น ผู้ที่มีบทบาท              ทางการเมืองระดับท้องถิ่น จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลวิจัยโดยการตีความ หาข้อสรุปเนื้อหา&#xD;
	ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของสตรีต่อการดำรงตำแหน่ง                      ทางการเมือง ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง                  และพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ ด้านการประสานงานเป็นคนกลาง ด้านความโปร่งใส และด้านการบริหาร 2) ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของนักการเมืองสตรีระดับท้องถิ่นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านบุคลิกภาพ ด้านการมีมนุษยสัมพันธ์ ด้านการทำงานภายใต้กรอบของคุณธรรม จริยธรรม และกฎหมาย และด้านผลงาน/การบริหารงาน และ 3) แนวทางการพัฒนาบทบาทและภาพลักษณ์ทางการเมืองของนักการเมืองสตรีที่มีผลต่อการเลือกตั้งเป็นการสร้างบุคลิกเป็นคนที่มีรูปลักษณ์ดูดี มีภูมิฐาน มีความน่าเชื่อถือ การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง การเปิดเผยข้อมูล เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมตรวจสอบ การใช้จุดเด่นของสตรีที่มีความอ่อนโยน ใช้จุดเด่นตรงนี้ในการพัฒนาภาพลักษณ์ให้มีความเป็นกันเอง เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับประชาชน
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2566-11-14T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การสื่อสารเพื่อบูรณาการด้านภาพลักษณ์ของเครือข่าย สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1022" />
    <author>
      <name>รัตนา เรือนไทย</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1022</id>
    <updated>2023-07-17T03:31:03Z</updated>
    <published>2566-07-17T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การสื่อสารเพื่อบูรณาการด้านภาพลักษณ์ของเครือข่าย สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร
Authors: รัตนา เรือนไทย; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากระบวนการการสื่อสารของเครือข่ายสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของเครือข่ายสำนักงานพัฒนาชุมชน อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และ 3) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารเพื่อบูรณการด้านภาพลักษณ์ของเครือข่ายสำนักงานพัฒนาชุมชน อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method) โดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 400 คน ใช้สถิติและผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) จำนวน 15 คน โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (In-Depth Interview) &#xD;
ผลการวิเคราะห์ด้านกระบวนการการสื่อสารของเครือข่ายสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร (โดยรวม) มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ได้แก่ การสื่อสารจากบนลงล่าง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และ การสื่อสารแบบต่างหน่วยงานและต่างระดับภายในองค์กร มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ด้านภาพลักษณ์ของเครือข่ายสำนักงานพัฒนาชุมชน พบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของเครือข่ายสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร (โดยรวม) มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ได้แก่ สภาพแวดล้อมภายในองค์กร มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และการสร้างความสัมพันธ์มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า โดยรวมปัจจัยด้านกระบวนการการสื่อสารมีความสัมพันธ์กับด้านภาพลักษณ์ของเครือข่ายสำนักงานพัฒนาชุมชน อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร มีนัยความสำคัญที่ระดับ .05 แนวทางการพัฒนาการสื่อสารเพื่อบูรณการด้านภาพลักษณ์ของเครือข่ายสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร พบว่า ผู้บริหารและบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถยกระดับด้านการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งปัจจัยภายในและภายนอก เพื่อสามารถพัฒนาภาพลักษณ์ขององค์กรผ่านกระบวนการสื่อสารที่ถูกวิธี
Description: บทความ การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2566-07-17T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะของระบบประปาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลเขาตอก อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1021" />
    <author>
      <name>เบญจมาศ สุทธิรักษ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1021</id>
    <updated>2023-07-14T05:01:19Z</updated>
    <published>2566-07-14T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะของระบบประปาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลเขาตอก อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: เบญจมาศ สุทธิรักษ์; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; อัศว์ศิริ ลาปีอี
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับกระบวนการบริหารระบบประปา 2) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะของระบบประปา 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะของระบบประปาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลเขาตอก อำเภอเคียนซา จังหวัด           สุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายจากประชาชนในตำบลเขาตอก จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเจาะจง ซึ่งมีค่าความสอดคล้องเท่ากับ 0.88 เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ประกอบการ และประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้บริการระบบประปา จำนวน 11 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง แล้ววิเคราะห์เนื้อหาโดยการตีความสร้างข้อสรุป &#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับกระบวนการบริหารระบบประปาขององค์การบริหารส่วนตำบลเขาตอก ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการควบคุมคุณภาพระบบประปา ด้านการวางแผน และด้านการปรับปรุงคุณภาพ 2) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะของระบบประปา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ ด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า และด้านการให้บริการตรงต่อเวลา 3) แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะของระบบประปา ได้แก่ การรจัดหาเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบผลิตน้ำประปาให้ทันสมัย นำระบบออนไลน์เข้ามาช่วยในการให้บริการทางด้านการเงินและการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ และการเพิ่มศักยภาพของบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจเพื่อเพิ่มทักษะในการปฏิบัติงานและการบริการ
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2566-07-14T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลไสหร้า อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1019" />
    <author>
      <name>อนุชา สโมทาน</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1019</id>
    <updated>2023-05-23T02:04:08Z</updated>
    <published>2566-05-23T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลไสหร้า อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช
Authors: อนุชา สโมทาน; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; อัศว์ศิริ ลาปีอี
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการ&#xD;
ดำเนินงานการบริหารจัดการสาธารณภัย และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลไสหร้า อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีเจาะจงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระดับพื้นที่ ประกอบด้วย ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผู้นำท้องที่และอาสาสมัครในพื้นที่ จำนวน 18 คน ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกในการเก็บรวมรวมข้อมูล มีค่าความสอดคล้องเท่ากับ 0.97 แล้ววิเคราะห์เนื้อหาโดยการตีความสร้างข้อสรุป การวิจัยเชิงปริมาณกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่ วนประชากร 9 หมู่บ้านขององค์การบริหารส่วนตำบลไสหร้า จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) บริบทการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลไสหร้า สภาพพื้นที่มีความแตกต่างจากอดีตแบบค่อยเป็นค่อยไป มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น สังคมและวัฒนธรรมมีความแตกต่างจากอดีต ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมโดยรวมอันนำมาซึ่งสาเหตุของการเกิดสาธารณภัยระดับพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น 2) ระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานการบริหารจัดการสาธารณภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลไสหร้า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านเรียงตามลำดับ คือ ด้านการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัย ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ด้านระเบียบกฎหมาย ด้านการมีส่วนร่วม และด้านการคลังและงบประมาณและ 3) แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลไสหร้า ควรส่งเสริมสิทธิและสวัสดิการให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนโครงการก่อสร้าง&#xD;
ขนาดใหญ่ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดสาธารณภัยของชุมชน ส่งเสริม การบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งเน้นการลดความเสี่ยงที่มีอยู่เดิมและป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงใหม่ จัดหาวัสดุ อุปกรณ์ที่พร้อมในการช่วยเหลือประชาชน ควบคู่กับความรู้และความชำนาญของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ส่งเสริมการฝึกอบรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชน สร้างความตระหนักให้ชุมชนได้เห็นถึงความสำคัญของสาธารณภัย และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้มีความพร้อมในการอยู่ร่วมกับสาธารณภัยรูปแบบต่าง ๆ
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2566-05-23T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติต่อการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในเขตอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/982" />
    <author>
      <name>อรอุมา ชูแก้ว</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/982</id>
    <updated>2022-12-09T07:50:53Z</updated>
    <published>2565-12-09T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติต่อการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในเขตอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: อรอุมา ชูแก้ว; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; อัศว์ศิริ ลาปีอี
Abstract: การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติต่อการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในเขตอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2. เพื่อศึกษาการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติต่อการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 ในเขตอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3. เพื่อนำเสนอแนวทางใน&#xD;
การพัฒนาบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติต่อการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในเขตอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างตามสะดวก และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 11 คน โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุ 36 – 45 ปี ศึกษาในระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพ รับจ้าง/ค้าขาย มีรายได้ 10,001-30,000 บาท ผลการวิเคราะห์ พบว่า 1) บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติต่อการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในเขตอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี (โดยรวม) มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.07, S.D. = 0.27) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากทุกข้อ ได้แก่ การจัดการมูลฝอยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 รองลงมา การควบคุม กำกับ ดูแลสุขลักษณะ สถานประกอบการและกิจการและการสื่อสารให้ความรู้คำแนะนำกับประชาชน ตามลำดับ 2) การนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติต่อการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในเขตอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี (โดยรวม) มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.23, S.D. =0.38) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากทุกข้อ ได้แก่ การก่อตัวของนโยบาย (Policy Formation) รองลงมาขั้นตอนความต่อเนื่อง/การทดแทน/สิ้นสุด/ปรับปรุง ขั้นตอนการกำหนดนโยบายสาธารณะและขั้นตอนการนำนโยบายไปปฏิบัติ ตามลำดับ และ 3) ผลการวิเคราะห์จากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 11 คน ได้สรุปการนำเสนอแนวทางในการพัฒนาบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติต่อการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในเขตอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกระบวนการจัดการตามมาตรการฉุกเฉินและมีหน่วยงานภาคี ที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมการควบคุมและการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเพื่อให้ชุมชนประชาชนเกิดการตื่นตัวและสามารถดูแลตนเองตามข้อระเบียบที่กำหนด ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&#xD;
2019 ในเขตอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมกับการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติมีความสัมพันธ์ทุกด้าน&#xD;
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-12-09T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเมืองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้มุมมองของประชาชน อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/978" />
    <author>
      <name>ขวัญชัยวัฒนา รอดทอง</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/978</id>
    <updated>2022-09-14T03:41:40Z</updated>
    <published>2565-09-14T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเมืองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้มุมมองของประชาชน อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ขวัญชัยวัฒนา รอดทอง; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในมุมมองของประชาชน 2) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อกระบวนการทางการเมืองภายใต้มุมมองของประชาชน และ 3) หาแนวทางในการพัฒนาทัศนคติทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้มุมมองของประชาชนในเขต อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระเบียบและวิธีวิจัยใช้แบบผสานวิธีประกอบด้วยวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามจำนวน 400 ชุด และวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและมีประสบการณ์ด้านการปกครอง จำนวน 13 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบียงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ t-test , One way Anova และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการทงการเมือง มีความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคต่างกันส่งผลต่อกระบวนการทางการเมืองในทัศนคติของประชาชนที่ไม่แตกต่าง ด้านเพศ อายุ สถานภาพ อาชีพ และรายได้เฉลี่ย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3 แนวทางการพัฒนาทัศนคติทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้มุมมองของประชาชนอำเภอข้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี คือรูปแบบ ECP ได้แก่ E คือ การสร้างความเสมอภาคของประชาชน เพื่อให้เกิดความยุติธรรม C คือการ พัฒนาการสื่อสารเพื่อเสริมสร้างช่องทางให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจทางการเมืองมากยิ่งขึ้นตลอดถึง P ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อสร้างพื้นที่ให้มีการแลกเปลี่ยนและแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยผ่านผู้นำและเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้เกิดความคิดเห็นที่หลากหลายเพื่อสร้างความเป็นประชาธิปไตยในพื้นที่
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-09-14T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การยอมรับบทบาทผู้นำสตรีในบริบทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กรณีศึกษา : ในตำบลบางใบไม้ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/975" />
    <author>
      <name>ภาวิณี เจนุโร</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/975</id>
    <updated>2022-08-24T01:24:23Z</updated>
    <published>2565-08-24T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การยอมรับบทบาทผู้นำสตรีในบริบทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กรณีศึกษา : ในตำบลบางใบไม้ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ภาวิณี เจนุโร; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของผู้นำสตรีในบริบทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 2) ศึกษาการยอมรับ&#xD;
ผู้นำสตรีในบริบทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทและการยอมรับผู้นำสตรีในบริบทของกำนัน&#xD;
ผู้ใหญ่บ้าน และ 4) เป็นแนวทางการพัฒนาในการยอมรับบทบาทผู้น าสตรีในบริบทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตำบลบางใบไม้&#xD;
อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล จากประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลบางใบไม้ จำนวน 322 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย การวิจัยเชิงคุณภาพ&#xD;
ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือเก็บรวมรวมข้อมูลจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและมีประสบการณ์ด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น&#xD;
จำนวน 13 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย&#xD;
และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ วิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหพันธ์แบบเพียร์สัน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับ&#xD;
ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทผู้นำสตรีในบริบทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลบางใบไม้ มีความคิดเห็นในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) การยอมรับผู้นำสตรีในบริบทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลางยกเว้นด้านการพัฒนาหมู่บ้าน ตำบล อยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทผู้นำสตรีและการยอมรับผู้นำสตรี พบว่า ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ด้านความสามารถ และด้านความสำเร็จ มีระดับความสัมพันธ์อยู่ในระดับปานกลาง และ 4) แนวทางการพัฒนาในการยอมรับบทบาทผู้นำสตรีในบริบทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในตำบลบางใบไม้ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ 1) แนวทางด้านภาวะผู้นำ ผู้นำสตรี ที่ได้รับการยอมรับ ต้องสร้างกิจกรรมและผลงานที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน 2) ด้านวิสัยทัศน์ ผู้นำสตรีต้องมีวิสัยทัศน์จะทำให้ชาวบ้านเกิดความศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวผู้นำ 3) ด้านการประสานงาน ผู้นำสตรีต้องแสวงหาเครือข่ายมาสร้างกิจกรรมในการพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง (บทความ)</summary>
    <dc:date>2565-08-24T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารจัดการอุทยานธรรมเขานาในหลวงขององค์การบริหารส่วนตำบลต้นยวน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/963" />
    <author>
      <name>สมฤทัย จันทร์คง</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/963</id>
    <updated>2022-07-25T04:52:07Z</updated>
    <published>2565-07-22T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารจัดการอุทยานธรรมเขานาในหลวงขององค์การบริหารส่วนตำบลต้นยวน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สมฤทัย จันทร์คง; อัศว์ศิริ ลาปีอี; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารจัดการอุทยานธรรมเขานาในหลวง 2) วิเคราะห์คุณลักษณะทั่วไปของประชาชนที่มีผลต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการอุทยานธรรมเขานาในหลวง 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการจัดการอุทยานธรรมเขานาในหลวงโดยองค์การบริหารส่วนตำบลต้นยวน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลต้นยวน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 385 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบง่าย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งทดสอบสมมติฐานที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 5 คน ได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารจัดการอุทยานธรรมเขานาในหลวง โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง เรียงตามลำดับดังนี้ ด้านผู้เชื่อมร้อยเครือข่าย ด้านผู้อำนวยความสะดวก และด้านผู้ดำเนินการหลัก 2) คุณลักษณะทั่วไปของประชาชนที่มีผลต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการอุทยานธรรมเขานาในหลวงแตกต่างกัน ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษาสูงสุด อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ภูมิลำเนาเดิมและที่อยู่อาศัยในปัจจุบันและการรับรู้เกี่ยวกับบริบททั่วไปของอุทยานธรรมเขานาในหลวงส่วนเพศ ไม่มีผลต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการอุทยานธรรมเขานาในหลวง 3) แนวทางพัฒนาการจัดการอุทยานธรรมเขานาในหลวง ควรสะท้อนบทบาทด้านผู้เชื่อมร้อยเครือข่ายการดำเนินงาน โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการจัดทำบริการสาธารณะ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การสร้างถนนและจัดทำระบบไฟส่องสว่าง เพื่อสนับสนุนกลไกเชิงบูรณาการการท่องเที่ยว รวมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับท้องถิ่นที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-07-22T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้นำท้องที่และผู้นำท้องถิ่นในการจัดทำแผนพัฒนา องค์การบริหารส่วนตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/962" />
    <author>
      <name>ศิริลักษณ์ พรมบังเกิด</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/962</id>
    <updated>2022-07-25T04:48:46Z</updated>
    <published>2565-07-22T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้นำท้องที่และผู้นำท้องถิ่นในการจัดทำแผนพัฒนา องค์การบริหารส่วนตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร
Authors: ศิริลักษณ์ พรมบังเกิด; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้นำท้องที่และผู้นำท้องถิ่น (2) ความสัมพันธ์ทางปฏิบัติระหว่างผู้นำท้องที่และผู้นำท้องถิ่น (3) ปัญหาและอุปสรรคขององค์การบริหารส่วนตำบลครน ในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น (4) แนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนข้อเสนอแนะในการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบลครน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยวิธีปรากฎการณ์วิทยา ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) ผู้ให้ข้อมูลหลักแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้นำ ได้แก่ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และกลุ่มประชาคมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบลครน รวมทั้งสิ้น 13 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลแบบการพรรณนาวิเคราะห์ภายในกรอบทฤษฎีที่กำหนดไว้ สร้างข้อสรุปแบบอุปนัยบนพื้นฐานของการสังเกตการณ์หรือข้อเท็จจริงโดยการนำข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่ในภาคสนามมาเชื่อมโยงกับแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมผ่านทางเอกสารและผลของการวิจัยต่าง ๆ ผลการวิจัยพบว่า (1) คณะกรรมการหมู่บ้านเป็นกลไกอำนาจเชิงกฎหมายที่ก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นำท้องที่และผู้นำท้องถิ่นในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น (2) การทางานร่วมกันเพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จต้องมีกระบวนการบริหารจัดการที่มีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันมีทรัพยากรในการบริหารที่เพียงพอพร้อมต่อการทำงานโดยเฉพาะในด้านของ คน (Man) และวัสดุอุปกรณ์ (Material) ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้น กระบวนการทำงาน ผู้ร่วมงานต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานด้วยความเต็มใจหรือความสมัครใจตามทักษะความรู้ ความสามารถเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานสามารถแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะในการทำงานได้อย่างอิสระและเท่าเทียมกัน โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติและมีการสื่อสารอย่างชัดเจนตรงไปตรงมาเกี่ยวกับรายละเอียดของงาน นอกจากนี้ผู้นำท้องที่และผู้นำท้องถิ่นต้องมีการแสดงออกในด้านของภาวะผู้นำไม่ยึดติดกับบทบาท และอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกฎหมายหรือข้อบังคับ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมรับฟังและเคารพในความคิดเห็นของผู้ร่วมงานสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานโดยการให้กำลังใจและให้คำปรึกษาหรือคำแนะนาอย่างไม่ถือตัว (3) ระเบียบกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัตมีผลต่อการมีส่วนร่วมโดยปัญหาและอุปสรรคที่พบมีดังนี้ 1) ประชาชนไม่เข้าใจถึงความสำคัญของบทบาทการมีส่วนร่วม 2) ประชาชนยังไม่เข้าใจถึงความสำคัญของแผนพัฒนาท้องถิ่น 3) งบประมาณไม่เพียงพอต่อปัญหาและความต้องการของประชาชน ดังนั้น การส่งเสริมการมีส่วนร่วมต้องทำในเชิงรุกให้สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตของคนในพื้นที่ ในการจัดทำแผนพัฒนา (4) แนวทางในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ดังนี้ 1) การจัดโครงการอบรม/กิจกรรม ชี้แจง หรือประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเ ข้าใจถึง&#xD;
บทบาทการมีส่วนร่วม 2) ประชาสัมพันธ์ในหลากหลายช่องทาง/จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องแผนพัฒนาท้องถิ่น 3) จัดลำดับความสาคัญของโครงการ ประสานของบประมาณสนับสนุนในโครงการที่เกินศักยภาพ และข้อเสนอแนะในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลครน คือ 1) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของหน่วยงานทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการลงประชาคมท้องถิ่น 2) ชี้แนะให้ประชาชนเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาในแต่ละปีให้เหมาะสมกับงบประมาณ 3) จัดประชาคมในช่วงเวลาที่เหมาะสม 4) ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันของประชาชนและเจ้าหน้าที่
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-07-22T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/961" />
    <author>
      <name>กฤษดา ปี้บ้านท่า</name>
    </author>
    <author>
      <name>ไชยวัฒน์ เผือกคง</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/961</id>
    <updated>2022-07-25T04:40:55Z</updated>
    <published>2565-07-22T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
Authors: กฤษดา ปี้บ้านท่า; ไชยวัฒน์ เผือกคง; อมร หวังอัครางกูร
Abstract: การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษารายละเอียด และความสำคัญว่าด้วยเรื่องของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อวิเคราะห์เจตนารมณ์ในประเด็นว่าด้วยเรื่องของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และเพื่อสะท้อนผลการบังคับใช้ และแนวทางการอนุวัตรให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในประเด็นการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ผลการศึกษาพบว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยประชาชนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยฝ่ายนิติบัญญัติ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยองค์กรอิสระและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยฝ่ายตุลาการ ซึ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้มีความสมบูรณ์ในลักษณะเนื้อหา วิธีการตรวจสอบในกระบวนการต่าง ๆ มีการให้อำนาจประชาชน รัฐสภา องค์กรอิสระ และศาล ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้โดยสรุปดังนี้&#xD;
1. การตรวจสอบ/เปิดเผยทรัพย์สิน หนี้สิน ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการทางการเมือง และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลดังกล่าวต่อคณะกรรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.&#xD;
2. การกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น การห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐ ตำแหน่งในสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมถึงห้ามเป็นคู่สัญญากับรัฐ ไม่แทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ ตลอดจนถึงห้ามกระทำการใดเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์&#xD;
3. การถอดถอนออกจากตำแหน่ง ซึ่งกรณี ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีพฤติการณ์ร่ำรวย ผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อาจนำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งได้&#xD;
4. การดำเนินคดีอาญาต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กรณีเมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ตรวจสอบพบว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ฝ่าฝืนหรือ ประพฤติ ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ป.ป.ช. มีอำนาจเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้ โดยตรงกรณีดังกล่าว โดยไม่ต้องส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดให้ดำเนินการฟ้องคดี แต่หาก เป็นกรณีที่ ป.ป.ช. ไต่สวนและมีมติว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวข้างต้น มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จะต้องส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป&#xD;
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังจะได้บัญญัติหมวดใหม่เพิ่มเติม คือ หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ และหมวด 12 การปฏิรูปประเทศ ซึ่งไม่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก่อน เพื่อเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐผ่านการตรากฎหมายรองเพื่อมารองรับการใช้อำนาจรัฐ พร้อมทั้งอธิบายถึงวิธีการกระบวนการ กลไกในการตรวจสอบ ตลอดจนอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพเกิดผลสัมฤทธิ์ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 ที่ได้บัญญัติไว้
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-07-22T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเสริมพลังอำนาจชุมชนกับบทบาทของศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด กรณีศึกษา ตำบลท่าชนะ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/960" />
    <author>
      <name>จันทรา มณีฉาย</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/960</id>
    <updated>2022-07-25T04:35:46Z</updated>
    <published>2565-07-22T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเสริมพลังอำนาจชุมชนกับบทบาทของศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด กรณีศึกษา ตำบลท่าชนะ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: จันทรา มณีฉาย; อัศว์ศิริ ลาปีอี; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทบทวนบทบาทของศูนย์ปฏิบัติการและป้องกันการปราบปรามยาเสพติด 2) ศึกษาปัจจัยการเสริมพลังอำนาจชุมชนกับบทบาทของศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 3) นำเสนอรูปแบบการเสริมพลังอำนาจชุมชน ผ่านปฏิบัติการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการแก้ปัญหายาเสพติด ตำบลท่าชนะ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในตำบลท่าชนะ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 371 คน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ปฏิบัติงานสังกัดศูนย์ปฏิบัติการและป้องกันการปราบปรามยาเสพติด จำนวน 15&#xD;
ราย ซึ่งได้มาด้วยวิธีคัดเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) บทบาทของศูนย์ปฏิบัติการและป้องกันการปราบปรามยาเสพติดในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยมีบทบาทดังนี้ ปฏิบัติหน้าที่อื่นเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดตามที่รับมอบหมาย ดำเนินการและประสานงานให้เกิดผลในทางปฏิบัติเชิงบูรณาการ จัดชุดปฏิบัติการสนับสนุนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพผู้ติดยาเสพติดจัดชุดสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงคำร้องเรียนของประชาชนและให้มีผลการปฏิบัติอย่างรวดเร็ว จัดกิจกรรมด้านการพัฒนารองรับผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดที่ละเลิกพฤติการณ์มิให้กลับมามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องยาเสพติด มีฐานข้อมูลของผู้เสพ ผู้ติด ผู้ค้ายาเสพติดทุกรายในพื้นที่ จัดชุดปราบปรามยาเสพติด กดดัน และ&#xD;
กวาดล้างผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ รายงานผลการปฏิบัติงานและสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ที่รับผิดชอบให้ทราบทุกระยะ จัดชุดวิทยากรและชุดชุมชนสัมพันธ์ ปลุกพลังมวลชนในพื้นที่รับผิดชอบให้ตื่นตัวและร่วมตัวกันต่อต้านยาเสพติด จัดทำและส่งเสริมสนับสนุนแนะนำการจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับอำเภอและระดับตำบล และเสนอผู้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้คุณให้โทษ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ตามลำดับ 2) ปัจจัยการเสริมพลังอำนาจชุมชน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านสร้างความไว้วางใจ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา ด้านการประสานความร่วมมือ ด้านกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่ม ด้านการสร้างทีมงาน ด้านการสื่อสารที่มีประสิทธิผล ด้านความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กร ด้านการมีส่วนร่วม และด้านความตระหนักท้องถิ่น ตามลำดับ 3) รูปแบบวิธีการเสริมพลัง&#xD;
อำนาจชุมชนเชื่อมโยงกับการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นระหว่างสมาชิกในชุมชนซึ่งกันและกัน มีการประสานความร่วมมือเชิงบูรณาการสำหรับแก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งในและนอกชุมชน มีการให้ข้อมูลสำคัญต่อการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด มีกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะการส่งเสริมกลไกให้สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการจัดการภายในชุมชน อันส่งผลให้ปัญหายาเสพติดในชุมชนลดลงได้
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-07-22T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>เศรษฐศาสตร์การเมืองของการสร้างเครือข่ายธุรกิจ กรณีปฏิบัติการเชิงอำนาจ ผ่านกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/950" />
    <author>
      <name>ธงชัย มาสังข์</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <author>
      <name>ไชยวัฒน์ เผือกคง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/950</id>
    <updated>2022-06-24T01:39:57Z</updated>
    <published>2565-06-24T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: เศรษฐศาสตร์การเมืองของการสร้างเครือข่ายธุรกิจ กรณีปฏิบัติการเชิงอำนาจ ผ่านกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธงชัย มาสังข์; อัศว์ศิริ ลาปีอี; ไชยวัฒน์ เผือกคง
Abstract: การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาเบื้องหลังอุดมการณ์ธุรกิจกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง 2) ศึกษากระบวนการสร้างเครือข่ายธุรกิจกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง และ 3) ศึกษาอิทธิพลของเครือข่ายธุรกิจกลุ่ม สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง ภายใต้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ให้ข้อมูลหลักจ้านวน รวม 15 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จากสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง โดยอาศัยวิธีการ วิเคราะห์แนวเศรษฐศาสตร์การเมือง ผลการศึกษาพบว่า&#xD;
1) เบื้องหลังการสร้างเครือข่ายธุรกิจมีพัฒนาการสืบทอดจากครอบครัว โดยมีปัจจัยเกี่ยวเนื่องด้วยการขยาย กิจการดำเนินงาน บนฐานการช่วงชิงเป็นอาชีพหลักและกำหนดเป้าหมายของการสร้างพื้นที่พัฒนาเครือข่ายทางธุรกิจที่ เป็นรูปธรรมและน้าไปสู่การขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้รูปแบบของการจัดตั้งสหกรณ์ ซึ่งยืนยันถึงการก่อรูปอุดมการณ์ทาง ธุรกิจที่มุ่งต้องการต่อรองผลประโยชน์แก่เครือข่ายกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี&#xD;
2) การประกอบสร้างเครือข่ายธุรกิจกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เชื่อมโยงกับ ปฏิบัติการที่เข้มแข็งพร้อมเชื่อมโยงการสนับสนุนกระบวนการต่อรองผลประโยชน์ร่วมระหว่างสมาชิกของเครือข่ายกลุ่ม ธุรกิจผู้เลี้ยงกุ้ง บทบาทร่วมส่งเสริมการสร้างรายได้ที่หลากหลายผ่านกลไกยึดครองพื้นที่ทางความคิดรวมทั้งผลิตซ้ำความ เข้มแข็งในการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ในระยะยาวผ่านปฏิบัติการของเครือข่าย&#xD;
3) อิทธิพลของเครือข่ายธุรกิจ ส่งผลต่อการดำเนินงานของเครือข่ายกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จังหวัด สุราษฎร์ธานี สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างปฏิบัติการของชุดอุดมการณ์ผ่านการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้วย ชุดอุดมการณ์เสรีนิยม ผ่านปฏิบัติการระหว่างตัวแสดงที่เป็นภาคเอกชน ภาครัฐแลชุมชนกับการพยายามขยายบทบาท ต่อรองพื้นที่ร่วมจัดการผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกับทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน ด้วยปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงตอกย้ำถึง พื้นฐานชุดอุดมการณ์ที่มีผลต่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เกิดการกระจายผลประโยชน์แก่ชุมชน บนฐานปฏิบัติการ ของธุรกิจกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานีครั้งนี้
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-06-24T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนากระบวนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลท่าชนะ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/949" />
    <author>
      <name>ศุภิสรา ขาวเงิน</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/949</id>
    <updated>2022-06-24T01:34:31Z</updated>
    <published>2565-06-24T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนากระบวนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลท่าชนะ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ศุภิสรา ขาวเงิน; อัศว์ศิริ ลาปีอี; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้สูงอายุต่อการดำเนินงานเกี่ยวกับการ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ 2) วิเคราะห์กระบวนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และ 3) สังเคราะห์ข้อเสนอ เชิงนโยบายเตรียมความพร้อมสาหรับเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยองค์การบริหารส่วนตำบลท่าชนะ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุ ราษฎร์ธานี เป็นรูปแบบวิจัยเชิงผสมผสาน ซึ่งกาหนดประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้สูงอายุสัญชาติไทยที่อาศัยอยู่ใน เขตองค์การบริหารส่วนตำบลท่าชนะ รวม 1,031 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 289 คน ขณะที่กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง จากเจ้าหน้าที่ดำเนินงานตามภารกิจส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ จำนวน 10 คน ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ทั้งนี้ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งใช้ การวิเคราะห์เนื้อหา &#xD;
ผลการศึกษาพบว่า 1) ความคิดเห็นของผู้สูงอายุต่อการดำเนินงานเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของ ผู้สูงอายุโดยองค์การบริหารส่วนตำบลท่าชนะ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านสวัสดิการสังคม มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านการส่งเสริมอาชีพ ด้านนันทนาการ ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านการปรับปรุงชุมชนแออัด และด้านการจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยตามลำดับ 2) กระบวนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยองค์การบริหาร ส่วนตำบลท่าชนะ ควรยึดรูปแบบดำเนินงานตามมาตรฐานการจัดทาบริการสาธารณะที่เชื่อมโยงกับกลไกการพัฒนา คุณภาพชีวิตในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ด้านการกาหนดนโยบายและแผน ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ด้านการปฏิบัติงานและด้านบุคคล 3) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการเตรียมความพร้อม สาหรับเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยองค์การบริหารส่วนตำบลท่าชนะ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ควรมุ่งเน้น เปูาหมายของผลิตภาพการดำเนินงานผ่านรูปแบบที่หลากหลาย โดยผู้บริหารต้องตระหนักถึงความสำคัญในการจัดเตรียม ทรัพยากรที่ได้มาตรฐานและมีจำนวนเพียงพอต่อการสนับสนุนภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งจัดโครงการอบรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถแก่บุคลากรที่รับผิดชอบดำเนินงานตามภารกิจอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนจัดสรรงบประมาณที่ เหมาะสมตามความต้องการและจาเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในทุกมิติ
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-06-24T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/948" />
    <author>
      <name>ผกาวรรณ ราชรักษ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/948</id>
    <updated>2022-06-24T01:29:22Z</updated>
    <published>2565-06-24T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ผกาวรรณ ราชรักษ์; อัศว์ศิริ ลาปีอี; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจบริบทการดาเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม ภายหลังประกาศของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 96/2557 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาประสิทธิภาพการดาเนินงานของศูนย์ดำรง ธรรม และ 3) วิเคราะห์แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการดาเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กลุ่มเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ดาเนินงานในศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพุนพิน จำนวน 50 คน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ จำนวน 44 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างตามเป้าประสงค์ กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ จำนวน 10 คน คัดเลือกโดยวิธีแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .89 และแบบสัมภาษณ์เชิง ลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์ เนื้อหาสาหรับข้อมูล เชิงคุณภาพ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) บริบทการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม กาหนดเป้าหมายดำเนินงานการแก้ไขปัญหา เร่งด่วนเป็นการเฉพาะ เนื่องจากอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 96/2557 ในการอำนวย ความยุติธรรมแก่ประชาชนพื้นที่อำเภอพุนพินในด้านต่าง ๆ เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาที่ดิน รวมทั้งปัญหาจากผู้มีอิทธิพล ทั้งนี้ ด้วยกลไกการทำงานเชิงรุกมากกว่าเชิงรับส่งผลให้ข้อร้องเรียนสามารถตอบสนองตามความต้องการของผู้ได้รับความเดือดร้อน อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความรวดเร็ว 2) ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านบุคลากร อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านค่านิยมร่วม ด้านกลยุทธ์ ด้านโครงสร้าง ด้านระบบ ด้านรูปแบบการบริหาร และด้านความสามารถของบุคลากร ตามลำดับ 3) แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม ควรเพิ่มช่องทางให้บริการรับข้อร้องเรียน ผ่านระบบออนไลน์หรือการโทรศัพท์มากขึ้นเพื่อความสะดวกในการติดต่อขอรับบริการ และควรนำข้อคิดเห็นของประชาชนมา ปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงควรรูปแบบการบริหารจัดการโครงสร้าง รวมทั้งพัฒนาขีดความสามารถ ของบุคลากรในการประสานงาน พร้อมสร้างเครือข่าย ความร่วมมือไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง สาหรับกาหนดเป็นแนวทางการ พัฒนาประสิทธิภาพการดาเนินงานต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-06-24T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาความต้องการและแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงกลวง อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/947" />
    <author>
      <name>ลลิตา หาญโสดา</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/947</id>
    <updated>2022-06-24T01:23:48Z</updated>
    <published>2565-06-24T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาความต้องการและแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลม่วงกลวง อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง
Authors: ลลิตา หาญโสดา; อัศว์ศิริ ลาปีอี; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของผู้สูงอายุต่อการให้บริการ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตตามมาตรฐานที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดในการสงเคราะห์ผู้สูงอายุ 2) เปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการในการให้บริการด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และ 3) เสนอแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุภายใต้ภารกิจการให้บริการขององค์การบริการส่วนตำบลม่วงกลวง อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง&#xD;
การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุที่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลม่วงกลวง อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง จำนวน 207 คน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสนทนากลุ่ม จากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลม่วงกลวง จำนวน 5 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเจาะจง การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้สูงอายุมีความต้องการในการให้บริการด้านการส่งเสริมและ&#xD;
พัฒนาคุณภาพชีวิต โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นด้าน พบว่า อยู่ในระดับมาก 4 ด้าน คือ ด้านรายได้ ด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล ด้านความมั่นคงทางสังคม ครอบครัว ผู้ดูแล และการคุ้มครอง และด้านนันทนาการ ส่วนระดับปานกลาง ได้แก่ ด้านการสร้างบริการและเครือข่ายการเกื้อหนุน และด้านที่พักอาศัย 2) การเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการของผู้สูงอายุ จำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคล พบว่า อายุ การอาศัยอยู่ร่วมกันภายในบ้าน การอุปการะเลี้ยงดูผู้อื่น การมีผู้อุปการะเลี้ยงดู โรคประจำตัว ระดับการศึกษา และอาชีพ ที่แตกต่างกัน มีความต้องการในการให้บริการด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ได้แก่ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน ภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการระดมความคิดเห็น โดยให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับนโยบาย การวางแผน และระดับบริหาร เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ ควรเพิ่มงบประมาณในการจัดโครงการส่งเสริมอาชีพ และควรสำรวจ ความต้องการของผู้สูงอายุหรือครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุในการอบรมฝึกอาชีพ ควรจัดอบรมให้ความรู้ ในการดูแลผู้สูงอายุโดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดให้มีรถฉุกเฉินในการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ส่งเสริมให้มีกิจกรรมจิตอาสาในการดูแลผู้สูงอายุที่อาศัยโดยลำพัง จัดตั้งโรงเรียนและศูนย์สำหรับผู้สูงอายุ ตลอดถึงปรับสภาพที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้สูงอายุที่มีความลำบาก โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลม่วงกลวงกับกรมกิจการผู้สูงอายุ
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-06-24T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>พลเมืองศึกษากับการพัฒนาประชาธิปไตยในพื้นที่ ตำบลตะเคียนทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/946" />
    <author>
      <name>กนกวรรณ ปลอดชุ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/946</id>
    <updated>2022-06-24T01:19:23Z</updated>
    <published>2565-06-24T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: พลเมืองศึกษากับการพัฒนาประชาธิปไตยในพื้นที่ ตำบลตะเคียนทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: กนกวรรณ ปลอดชุ่ม; อัศว์ศิริ ลาปีอี; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเป็นพลเมืองของประชาชนต่อการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 2) เปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความเป็นพลเมืองศึกษา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) นำเสนอรูปแบบพลเมืองศึกษากับการพัฒนาประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ตำบลตะเคียนทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่ตำบลตะเคียนทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 6,333 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 377 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบสัดส่วน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติเชิงอนุมาน &#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความเป็นพลเมืองของประชาชนพื้นที่ตำบลตะเคียนทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการเคารพหลักความเสมอภาค มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการเคารพสิทธิผู้อื่น ด้านการเคารพความแตกตาง ด้านการเคารพกติกา ด้านการรับผิดชอบตนเองและพึ่งตนเองได้ และด้านการรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความเป็นพลเมืองศึกษา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ ระดับการศึกษา และรายได้ที่ต่างกัน ส่งผลต่อระดับความเป็นพลเมือง ไม่แตกต่างกัน ส่วนอายุและอาชีพที่ต่างกันส่งผลต่อระดับความเป็นพลเมืองแตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ .05 3) รูปแบบที่สัมพันธ์กับข้อเสนอพลเมืองศึกษากับการพัฒนาประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ตำบลตะเคียนทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีรูปแบบที่สะท้อนการขับเคลื่อนการดำเนินนงานแบบมีส่่วนร่วมภายใต้เครือข่ายระดับชุมชนท้องถิ่นด้วยการบูรณาการเชื่อมโยงสถาบันครอบครัว สถาบันทางการเมือง สถาบันทางสังคม รวมถึงสถาบัน การศึกษาทั้งในและนอกระบบ รวมทั้งผสานกลไกระหว่างสภาพแวดล้อมกับข้อเสนอการจัดพลเมืองศึกษาอย่างเป็นระบบ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยแก่ประชาชนที่มีส่วนสำคัญในการร่วมออกแบบกระบวนการ เพื่อบรรลุเป้าหมายสร้างการเปลี่ยนแปลงการใช้อำนาจปกครองตนเองตามแนวทางการศึกษาพลเมืองที่เหมาะสมบริบทเชิงพื้นที่
Description: การค้นดว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-06-24T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ภาพลักษณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางมะเดื่อ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/941" />
    <author>
      <name>วิทยา อำนวย</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/941</id>
    <updated>2022-06-01T03:03:46Z</updated>
    <published>2565-05-30T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ภาพลักษณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางมะเดื่อ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: วิทยา อำนวย; อัศว์ศิริ ลาปีอี; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาพลักษณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตารวจสถานีตำรวจภูธรบางมะเดื่อ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) เพื่อศึกษาบทบาทและอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ตามสิทธิของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ปฏิบัติงานในสถานีตำรวจภูธรบางมะเดื่อ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการปรับสร้างภาพลักษณ์ในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรบางมะเดื่อ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้ระเบียบวิธีวิจัยวิทยาการวิจัยแบบผสม ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ของสถานีตำรวจภูธรบางมะเดื่อ จำนวน 22 หมู่บ้าน รวมเป็นขนาดตัวอย่าง 391 ตัวอย่าง และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก โดยการสุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพคือผู้นำชุมชน จำนวน 14 ราย ผลการศึกษาพบว่า 1) ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางมะเดื่อ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.10, SD=.228) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านบริการทั่วไป อยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย=4.17, SD=.330) รองลงมาคือ ด้านการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน (ค่าเฉลี่ย=4.12, SD=.394) ด้านการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา (ค่าเฉลี่ย=4.08, SD=.425) และด้านการควบคุมและจัดการจราจร (ค่าเฉลี่ย=4.05, SD=.444) ตามลำดับ&#xD;
2) ความเข้าใจในบทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางมะเดื่อ อาเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งนี้มีผู้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม พบว่า การปฏิบัติหน้าที่เป็นเรื่องที่ประชาชนทราบเป็นอย่างดีแล้วเพราะประชาชนส่วนใหญ่ รู้จักมักคุ้นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่แล้ว และอยากเสนอแนะว่าหากเป็นข้อหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อน รำคาญให้กับผู้ใด อยากให้ตักเตือน แทนการจับกุม 3) แนวทางการสร้างภาพลักษณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางมะเดื่อ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี อาจจะต้องให้มีการแลกเปลี่ยนปัญหาระหว่างเจ้าหน้าที่ตารวจและประชาชนในพื้นที่ ให้ตำรวจทราบความต้องการของประชาชน และให้ประชาชนทราบถึงหน้าที่ของตำรวจ
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-05-30T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาการบริการสู่ความเป็นเลิศของงานทะเบียนราษฎรและงานบัตร ประจำตัวประชาชน สำนักทะเบียนอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/940" />
    <author>
      <name>ศวพร ชุมทอง</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/940</id>
    <updated>2022-06-01T02:56:59Z</updated>
    <published>2565-05-30T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาการบริการสู่ความเป็นเลิศของงานทะเบียนราษฎรและงานบัตร ประจำตัวประชาชน สำนักทะเบียนอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ศวพร ชุมทอง; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; อัศว์ศิริ ลาปีอี
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบทการให้บริการงานทะเบียนราษฎรและงานบัตรประจำตัว&#xD;
ประชาชน 2) เพื่อเปรียบเทียบบริบทการให้บริการที่ส่งผลต่อแนวทางการพัฒนาการบริการสู่ความเป็นเลิศของ&#xD;
งานทะเบียนราษฎรและงานบัตรประจำตัวประชาชน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนา&#xD;
การบริการสู่ความเป็นเลิศของงานทะเบียนราษฎรและงานบัตรประจำตัวประชาชน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มา&#xD;
ติดต่อขอรับบริการงานทะเบียนราษฎรและงานบัตรประจำตัวประชาชน สำนักทะเบียนอำเภอบ้านนาสาร จำนวน 385&#xD;
คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย&#xD;
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test ความแปรปรวนทางเดียว และการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 7 คน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) บริบทการให้บริการของงานทะเบียนราษฎรและงานบัตรประจำตัวประชาชน ในภาพรวมอยู่ใน&#xD;
ระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านบุคลากร อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านสถานที่และสิ่งอำนวย&#xD;
ความสะดวก และด้านการให้บริการ อยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบบริบทการให้บริการที่ส่งผลต่อแนวทาง&#xD;
การพัฒนาการบริการสู่ความเป็นเลิศของงานทะเบียนราษฎรและงานบัตรประจำตัวประชาชน จำแนกตามปัจจัย&#xD;
ส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ ภาพรวมไม่แตกต่างกัน จำแนกตามความถี่ในการใช้บริการ ภาพรวมมี&#xD;
ความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) แนวทางการพัฒนาการบริการสู่ความเป็นเลิศของ&#xD;
งานทะเบียนราษฎรและงานบัตรประจำตัวประชาชน ได้แก่ จัดหาเทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์ และครุภัณฑ์ ให้มี&#xD;
ความทันสมัย องค์กรควรมีการวิเคราะห์ความต้องการกำลังคนของหน่วยงานที่เหมาะสมกับปริมาณงานเสนอความ&#xD;
ต้องการกำลังคนให้ผู้บริหารที่มีอำนาจพิจารณา และมีการเพิ่มศักยภาพ ทักษะในการปฏิบัติงานที่จำเป็นและทันสมัย&#xD;
ให้กับบุคลากร
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-05-30T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปรากฏการณ์การเข้าสู่ตาแหน่งทางการเมืองของสตรีในบทบาทผู้นาทางการเมืองท้องถิ่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/939" />
    <author>
      <name>นิตยา เทพแป้น</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <author>
      <name>ไชยวัฒน์ เผือกคง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/939</id>
    <updated>2022-06-01T02:53:20Z</updated>
    <published>2565-05-30T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปรากฏการณ์การเข้าสู่ตาแหน่งทางการเมืองของสตรีในบทบาทผู้นาทางการเมืองท้องถิ่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: นิตยา เทพแป้น; อัศว์ศิริ ลาปีอี; ไชยวัฒน์ เผือกคง
Abstract: การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการการเข้าสู่ตาแหน่งทางการเมืองของสตรีในบทบาท&#xD;
ผู้นาทางการเมืองท้องถิ่นจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) เพื่อศึกษาบทบาทและความสาคัญทางการเมืองของสตรีที่ดารงตาแหน่ง&#xD;
ทางการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 3) เพื่อศึกษาเงื่อนไขที่ส่งเสริมกระบวนการสร้างพื้นที่ให้สตรีสามารถเข้า&#xD;
มามีบทบาททางการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จาก&#xD;
ผู้ให้ข้อมูลหลักจานวนรวม 15 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง อันสะท้อนภาพตัวแทนของสตรีที่เป็น&#xD;
ผู้นาทางการเมืองระดับท้องถิ่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในสัดส่วนที่เท่ากัน หน่วยละ 5 คน ภายใต้ความครอบคลุมบริบท&#xD;
ขององค์การบริหารส่วนตาบล เทศบาลรวมทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า 1) พัฒนาการเข้าสู่ตาแหน่งทางการเมืองของสตรีระดับท้องถิ่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เริ่ม&#xD;
เป็นผลตามคาสั่งวุฒิสภา ที่ 651/2563 เรื่อง ตั้งคณะกรรมการโครงการส่งเสริมบทบาทสตรีผู้นาองค์กรปกครองส่วน&#xD;
ท้องถิ่นสู่ผู้นาทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย นับเป็นนัยยะสาคัญสาหรับขยายบทบาททางการเมืองของสตรีระดับ&#xD;
ท้องถิ่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่เชื่อมโยงกับปัจจัยของการมีญาติพี่น้องเคยดารงตาแหน่ง ความชอบและอยากพัฒนา&#xD;
หมู่บ้าน/ชุมชนบนฐานของความรักประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง 2) บทบาททางการเมืองของสตรีเกิดขึ้นได้จากการ&#xD;
เห็นคุณค่าและความเชื่อมั่นในตนเองประกอบกับการส่งเสริมด้านการศึกษาและความพร้อมของครอบครัว นับว่ามีผลต่อ&#xD;
การส่งเสริมให้สตรีก้าวเข้ามามีบทบาททางการเมืองในระดับท้องถิ่นและนาไปสู่การตอกย้าถึงความสาคัญทางการเมือง&#xD;
ของสตรีในขอบข่ายของการร่วมขับเคลื่อนพัฒนากลไกทางการเมืองในจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้ดาเนินไปได้อย่างมี&#xD;
ประสิทธิภาพ 3) การปรับเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งโดยใช้ระบบโควตาถือว่ามีผลต่อการเพิ่มพื้นที่ทางการเมืองระดับ&#xD;
ท้องถิ่นของสตรีในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นับเป็นเงื่อนไขผลักดันให้เกิดการส่งเสริมแก่สตรีให้สามารถเข้ามามีบทบาทและมี&#xD;
ส่วนร่วมพัฒนาการเมืองในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-05-30T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ประสิทธิภาพการบริหารการศึกษาของเทศบาลตำบลวัดประดู่ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/938" />
    <author>
      <name>มลลิกา ศศานนท์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/938</id>
    <updated>2022-06-01T02:49:39Z</updated>
    <published>2565-05-30T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ประสิทธิภาพการบริหารการศึกษาของเทศบาลตำบลวัดประดู่ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: มลลิกา ศศานนท์; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารการศึกษาของเทศบาลตำบลวัดประดู่ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพ&#xD;
ของการบริหารการศึกษาของเทศบาลตำบลวัดประดู่ 3) เพื่อศึกษาหาแนวทางการพัฒนาการบริหารการศึกษาของเทศบาล&#xD;
ตำบลวัดประดู่ ประชากรกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้ปกครองของนักเรียนที่ศึกษาในสถานศึกษาในสังกัดเทศบาล&#xD;
ตำบลวัดประดู่ จำนวน 344 คน และผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามและแบบ&#xD;
สัมภาษณ์ โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติถดถอยพหุคูณ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาความคิดเห็นผู้ปกครองที่มีต่อการบริหารจัดการสถานศึกษา ของสถานศึกษาในสังกัด&#xD;
เทศบาลตำบลวัดประดู่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา&#xD;
ด้านบุคลากร ด้านอาคาร สถานที่ สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ด้านวิชาการและกิจกรรมตามหลักสูตร และด้านการมีส่วน&#xD;
ร่วมและส่งเสริมสนับสนุน มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านส่งเสริมเครือข่ายการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีความคิดเห็น&#xD;
อยู่ในระดับมาก และปัจจัยภายในมีผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการสถานศึกษา ของสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลตำบล&#xD;
วัดประดู่ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้ง 6 ด้าน ทั้งนี้นายกเทศมนตรีและผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการ&#xD;
สถานศึกษาที่ชัดเจน มีการกำกับการปฏิบัติงานของบุคคลากรภายในสถานศึกษาอย่างใกล้ชิด และมีนโยบายที่จะส่งเสริม&#xD;
บุคลากรให้มีการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสถานศึกษาตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม มีความสะอาด ปลอดภัยและมีพื้นที่&#xD;
เพียงพอต่อการจัดกิจกรรมที่บุคคลากรของสถานศึกษาจัดให้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการทั้ง 4&#xD;
ด้าน ซึ่งแนวทางการพัฒนาการบริหารการศึกษาของเทศบาลตำบลวัดประดู่ ได้แก่ ควรมีการกำหนดและแถลงนโยบาย&#xD;
เกี่ยวกับการสรรหาครูและบุคลากรทางการศึกษารวมถึงแนวทางการจัดการศึกษาที่ชัดเจน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้าน&#xD;
การทำงานเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการทำงานร่วมกัน สนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับสถานศึกษาใกล้เคียงเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ และเพื่อเป็นแนวทางใหม่ๆในการจัดการศึกษา และสนับสนุนให้ครูและ&#xD;
บุคลากรทางการศึกษามีการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแรงจูงใจในการทำงาน
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2565-05-30T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัจจัยในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของเทศบาลตำบลตลาดไชยา อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/935" />
    <author>
      <name>พีรพัฒน์ หนูยัง</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/935</id>
    <updated>2022-04-29T03:39:46Z</updated>
    <published>2565-04-29T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัจจัยในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของเทศบาลตำบลตลาดไชยา อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: พีรพัฒน์ หนูยัง; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลตลาดไชยา อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามมาตรฐานการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) เพื่อศึกษาปัญหาและปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลตลาดไชยา อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) เพื่อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของเทศบาลตำบลตลาดไชยา อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์&#xD;
ธานี อย่างมีประสิทธิภาพ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ จำนวนทั้งสิ้น 100 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและแบบ&#xD;
สัมภาษณ์ โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติถดถอยพหุคูณ&#xD;
ผลวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นผู้ปกครองที่มีต่อการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของเทศบาลตำบลตลาดไชยา อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านอาคาร สถานที่ สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด และระดับมาก ในด้านวิชาการและกิจกรรมตามหลักสูตร ด้านการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้านการมีส่วนร่วมและส่งเสริมสนับสนุน ด้านบุคลากร ด้านส่งเสริมเครือข่ายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามลำดับ และมีปัจจัยภายในเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลตลาดไชยา แนวทางการขับเคลื่อนการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของเทศบาลตำบลตลาดไชยา 1) ควรรมอบหมายงานต้องให้ตรงตามตำแหน่ง 2) ควรพัฒนาครูอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 20 ชั่วโมงต่อปี และควรจัดตั้งกองการศึกษา 3) ควรปรับปรุงสถานที่ให้มี&#xD;
ความสวยงาม 4) ควรจัดให้มีกิจกรรมเสริมหลักสูตร 5) เน้นการมีส่วนร่วมจากผู้ปกครองและองค์กรอื่นและควรสร้างเครือข่าย&#xD;
อย่างเป็นทางการกับองค์กรอื่น
Description: การค้นคว้าอิสระนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง</summary>
    <dc:date>2565-04-29T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองพา อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/934" />
    <author>
      <name>นภาพร จิรภิวงศ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/934</id>
    <updated>2022-04-29T03:37:12Z</updated>
    <published>2565-04-29T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองพา อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: นภาพร จิรภิวงศ์; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) บริบทการจัดเก็บรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองพา 2) ประสิทธิภาพต่อการจัดเก็บรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองพา และ 3) การพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองพา อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติ (enter method) ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ไม่มีโครงสร้าง เก็บข้อมูลผู้ให้ข้อมูลหลัก 8 คน ได้แก่ ผู้บริหารท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องการจัดเก็บรายได้ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) บริบทการจัดเก็บรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองพา เปลี่ยนแปลงบริบทไปจากสภาพเศรษฐกิจที่มีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของการจัดเก็บรายได้โดยตรง แต่ผลโดยอ้อมมาจากความเหลื่อมล้ำทางสังคมและด้านกายภาพในพื้นที่ (2) ความคิดเห็นประสิทธิภาพต่อการจัดเก็บรายได้ภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษี ด้านนโยบายและการบริหารจัดการเก็บภาษี ด้านการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านเศรษฐกิจการเมืองและสังคม ตามลำดับ ส่วนด้านกฎหมายจัดเก็บภาษีและบทลงโทษ ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (3) การพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ควรสร้างความพึงพอใจการบริการประชาชนในการจัดเก็บรายได้และเสียภาษีท้องถิ่น เช่น การออกบริการรับชำระภาษีเคลื่อนที่ การชำระเงินแบบออนไลน์การประชาสัมพันธ์ถึงระบบและวิธีการจ่ายภาษีให้ครบทุกขั้นตอนครอบคลุมทุกพื้นที่ ปรับโครงสร้างตำแหน่งผู้ใต้บังคังบัญชาและการบริหารจัดเก็บรายได้ และประสิทธิภาพต่อการจัดเก็บรายได้ด้านเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษี
Description: การค้นคว้าอิสระนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง</summary>
    <dc:date>2565-04-29T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

