<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/8" />
  <subtitle />
  <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/8</id>
  <updated>2026-04-09T09:12:52Z</updated>
  <dc:date>2026-04-09T09:12:52Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยวิธีการวิเคราะห์อภิมาน</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/997" />
    <author>
      <name>ฉัตฑริกา อภิชนังกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง</name>
    </author>
    <author>
      <name>วัฒนา รัตนพรหม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/997</id>
    <updated>2023-01-03T09:29:49Z</updated>
    <published>2563-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยวิธีการวิเคราะห์อภิมาน
Authors: ฉัตฑริกา อภิชนังกูร; สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง; วัฒนา รัตนพรหม</summary>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง เซต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๑ (ดอนสักผดุงวิทย์)</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/993" />
    <author>
      <name>จิราพร อักษรทิพย์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง</name>
    </author>
    <author>
      <name>วัฒนา รัตนพรหม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/993</id>
    <updated>2023-01-03T08:02:05Z</updated>
    <published>2564-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง เซต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๑ (ดอนสักผดุงวิทย์)
Authors: จิราพร อักษรทิพย์; สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง; วัฒนา รัตนพรหม</summary>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา รายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนดอนสัก ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๑ (ดอนสักผดุงวิทย์)</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/880" />
    <author>
      <name>เพียงพิศ เล็กน้อย</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/880</id>
    <updated>2021-09-10T06:58:57Z</updated>
    <published>2564-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา รายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนดอนสัก ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๑ (ดอนสักผดุงวิทย์)
Authors: เพียงพิศ เล็กน้อย
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา รายวิชาภาษาอังกฤษ เพื่อการท่องเที่ยวชุมชนดอนสัก ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ศึกษาหาประสิทธิภาพของหลักสูตรสถานศึกษา รายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนดอนสัก 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา รายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนดอนสัก 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา รายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนดอนสัก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาผลการทดลองใช้หลักสูตร คือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๑ (ดอนสักผดุงวิทย์) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จํานวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษา รายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนดอนสัก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที&#xD;
หาประสิทธิภาพของหลักสูตร โดยใช้ E1/E2 การพัฒนาหลักสูตรประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน การพัฒนาและหาประสิทธิภาพหลักสูตร และการทดลองใช้หลักสูตร ผลการวิจัยพบว่า หลักสูตรสถานศึกษาที่พัฒนาขึ้น&#xD;
มีค่าความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก เฉลี่ยเท่ากับ 4.34 มีประสิทธิภาพ 87.31/83.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กําหนด คือ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษาที่พัฒนาขึ้นสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติในระดับ .01 และความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษาที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.88</summary>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การประเมินหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของโรงเรียนบ้านหินดาน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้รูปแบบซิปเปี้ยสท์</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/870" />
    <author>
      <name>สุดารัตน์ อมรชาติ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/870</id>
    <updated>2021-07-06T11:28:31Z</updated>
    <published>2564-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การประเมินหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของโรงเรียนบ้านหินดาน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้รูปแบบซิปเปี้ยสท์
Authors: สุดารัตน์ อมรชาติ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของโรงเรียนบ้านหินดาน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้รูปแบบซิปเปี้ยสท์ ด้านบริบท ด้านปัจจัยน าเข้า ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต ด้านผล กระทบ ด้านประสิทธิผล ด้านความยั่งยืน และด้านการถ่ายโยงความรู้ รวม 8 ด้าน โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง 78 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณะกรรมการสถานศึกษาหรือผู้นำชุมชน ครูผู้สอน&#xD;
ภาษาไทย ผู้ปกครองและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 ใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกข้อมูล เป็น &#xD;
เครื่องมือในการวิจัย การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและเชิงสถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการประเมินพบว่า ด้านบริบท มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.47) โดยมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร โครงสร้างหลักสูตร และเนื้อหาของหลักสูตรสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและหลักสูตรแกนกลาง         การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านปัจจัยน าเข้า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.02) โดยมีความพร้อมของบุคลากร    &#xD;
สื่อวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน และงบประมาณ ด้านกระบวนการ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=3.92) โดยมีการบริหารหลักสูตรที่ดี มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน วัดและประเมินผลตามหลักสูตร ด้านผลผลิต มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย=4.82) โดยนักเรียนมีผลสมัฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นและผลการทดสอบ      (O-NET) สูงกว่าระดับประเทศ ด้านผลกระทบ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย=4.70) โดยโรงเรียนมีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับจากชุมชน ด้านประสิทธิผลมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย=4.53) โดยนักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้น ผ่านเกณฑ์การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขียน ด้านความยั่งยืน มีความ&#xD;
เหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย= 4.62) โดยนักเรียนน าความรู้ไปบูรณาการกับวิชาอื่น และใช้ในการศึกษาต่อระดับชั้นที่สูงขึ้น และด้านการถ่ายโยงความรู้ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย=4.61) โดยนักเรียนสามารถนำทักษะภาษาไทยมาใช้ในชีวิตประจำวันและใช้ในชุมชนได้ ผลการประเมินโดยรวม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=4.46) หลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนบ้านหินดานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้</summary>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบพหุปัญญาเพื่อการ เรียนรู้ โดยใช้นิทานเป็นสื่อ เพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม การอยู่ร่วมกัน ของเด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านกะแดะแจะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/822" />
    <author>
      <name>อรอนงค์ หมิกพิมล</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/822</id>
    <updated>2021-03-11T09:01:11Z</updated>
    <published>2563-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบพหุปัญญาเพื่อการ เรียนรู้ โดยใช้นิทานเป็นสื่อ เพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม การอยู่ร่วมกัน ของเด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านกะแดะแจะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: อรอนงค์ หมิกพิมล
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบ&#xD;
พหุปัญญาเพื่อการเรียนรู้โดยใช้นิทานเป็นสื่อ เพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ให้มีประสิทธิภาพ &#xD;
(E1/E2) 80/80 และมีประสิทธิผล (E.I) 0.50 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถทางพหุปัญญาของเด็ก&#xD;
ปฐมวัยก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม 3) เพื่อเปรียบเทียบคุณธรรมจริยธรรมการอยู่ร่วมกันของเด็ก&#xD;
ปฐมวัยก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชายหญิงที่มีอายุ 3 - 4 ปี ที่ก าลัง&#xD;
ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านกะแดะแจะ &#xD;
จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ แบบประเมิน&#xD;
ความสามารถทางพหุปัญญา แบบวัดคุณธรรมจริยธรรมการอยู่ร่วมกัน สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วน&#xD;
เบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ค่าที (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบพหุปัญญาเพื่อการเรียนรู้&#xD;
โดยใช้นิทานเป็นสื่อ เพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมการอยู่ร่วมกันของเด็กปฐมวัย มีประสิทธิภาพ E1/ &#xD;
E2 เท่ากับ 90.49/89.58 และมีประสิทธิผล (E.I) เท่ากับ 72.65 2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถ&#xD;
ทางพหุปัญญาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่&#xD;
ระดับ .01 3) ผลการเปรียบเทียบคุณธรรมจริยธรรมการอยู่ร่วมกันของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้&#xD;
ชุดกิจกรรม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</summary>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระภูมิศาสตร์ ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองสุราษฎร์ธาน</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/814" />
    <author>
      <name>อุษา พร้อมประเสริฐ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/814</id>
    <updated>2021-03-11T08:15:06Z</updated>
    <published>2563-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระภูมิศาสตร์ ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองสุราษฎร์ธาน
Authors: อุษา พร้อมประเสริฐ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระภูมิศาสตร์ที่ส่งเสริม&#xD;
ทักษะการคิดวิเคราะห์ ด้วยการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2&#xD;
ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์&#xD;
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระภูมิศาสตร์ และการจัดการเรียนรู้&#xD;
แบบปกติ 3) ศึกษาทักษะการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนที่ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระภูมิศาสตร์&#xD;
ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ด้วยการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น 4) ศึกษาเจตคติของนักเรียน&#xD;
ที่ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระภูมิศาสตร์ ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ด้วยการสอนแบบวัฏจักร&#xD;
การเรียนรู้ 7 ขั้น โดยมีประชากรเป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562&#xD;
และกลุ่มตัวอย่าง ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม ทั้งกลุ่มควบคุม&#xD;
และกลุ่มทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์&#xD;
ทางการเรียน แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ และแบบวัดเจตคติ&#xD;
สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบทดสอบโดยใช้ค่าทีแบบกลุ่มอิสระ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ โดยมีค่าประสิทธิภาพ&#xD;
86.00/95.00 2) นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน&#xD;
สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียน&#xD;
ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระภูมิศาสตร์ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ อยู่ในระดับดีมาก&#xD;
4) นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีเจตคติที่ดีอย่างมาก ต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม&#xD;
การเรียนรู้สาระภูมิศาสตร์ ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ด้วยการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น</summary>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสต์ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เด็กปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลระนอง</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/813" />
    <author>
      <name>ธนพร สืบกระพันธ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/813</id>
    <updated>2021-03-11T09:17:51Z</updated>
    <published>2563-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสต์ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เด็กปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลระนอง
Authors: ธนพร สืบกระพันธ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสต์ของเด็กปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลระนองให้มีประสิทธิภาพ (E1/E2) ตามเกณฑ์ที่กําหนดและ 2) เปรียบเทียบความคิดสร่างสรรค่ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์ด้วยชุดกิจกรรมตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสต์ กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลระนอง 1ห้องเรียนจํานวน30 คน โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสต์ของเด็กปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลระนอง และแบบวัดความคิดสร้างสรรค์ตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสต์ ได้ค่าความสอดคล้องเชิงเนื้อหา 0.80 - 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) และค่าสถิติทดสอบ t-testผลการวิจัยพบว่า 1) จากการสร้างและพัฒนาชุดการจัดกิจกรรมตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสต์ของเด็กปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลระนอง เมื่อนําไปทดลองใช้กับเด็กปฐมวัยระดับชั้นปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาล จํานวน 30 คน ผลการเปรียบเทียบระหว่างเรียนและหลังเรียนของชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสต์เพื่อพัฒนาควาคิดสร้างสรรค์ ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยรวมของทั้งชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ คือ E1= 89.06/E2=84.75 ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสต์ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยระดับชั้นปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลระนอง มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยก่อนได้รับการจัดประสบการณ์ด้วยกิจกรรมตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสต์ มีค่าเฉลี่ย 67.33 และหลังได้รับการจัดประสบการณ์ด้วยกิจกรรมตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสต์ มีค่าเฉลี่ย 70.03 และผลการเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์ด้วยกิจกรรมตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสต์ ปรากฏว่า หลังจัดประสบการณ์ตามแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสต์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .001</summary>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การสร้างชุดการสอนตามรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับแผนผังมโนทัศน์ เรื่องบรรยากาศ สําหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดประสาทนิกร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/811" />
    <author>
      <name>วิธุดา คงมณี</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/811</id>
    <updated>2021-03-11T09:15:48Z</updated>
    <published>2563-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การสร้างชุดการสอนตามรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับแผนผังมโนทัศน์ เรื่องบรรยากาศ สําหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดประสาทนิกร
Authors: วิธุดา คงมณี
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างชุดการสอนตามรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับแผนผังมโนทัศน์ เรื่องบรรยากาศ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยชุดการสอนตามรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับแผนผังมโนทัศน์ 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยชุดการสอนตามรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับแผนผังมโนทัศน์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนวัดประสาทนิกร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จํานวน 30 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช่ในการวิจัย ได้แก่ ชุดการสอนตามรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับแผนผังมโนทัศน์ เรื่องบรรยากาศ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จํานวน 6 ชุด ประกอบด่วย บรรยากาศของเรา อุณหภูมิอากาศ ความกดอากาศ ความชื้น ลม และเมฆ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนตามรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับแผนผังมโนทัศน์เรื่องบรรยากาศ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับดีและประสิทธิภาพเท่ากับ 87.50/ 86.67 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05</summary>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาการคิดเชิงระบบโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานรายวิชาสังคมศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/735" />
    <author>
      <name>รักชนก โสอินทร์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/735</id>
    <updated>2020-03-03T03:47:12Z</updated>
    <published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาการคิดเชิงระบบโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานรายวิชาสังคมศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: รักชนก โสอินทร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้&#xD;
แบบโครงงาน 2) เพื่อเปรียบเทียบการคิดเชิงระบบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่าง&#xD;
ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้&#xD;
แบบโครงงาน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา&#xD;
2561 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน 43 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม&#xD;
(Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้&#xD;
แบบโครงงาน แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดเชิงระบบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน&#xD;
และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบน&#xD;
มาตรฐาน และการทดสอบค่าที</summary>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ร่วมกับการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านราษฎร์ประสานจิต อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/731" />
    <author>
      <name>นุรไอซา ดิง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/731</id>
    <updated>2020-03-03T03:22:11Z</updated>
    <published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ร่วมกับการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านราษฎร์ประสานจิต อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: นุรไอซา ดิง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) มีวัตถุประสงค์&#xD;
เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80&#xD;
2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียน&#xD;
และหลังเรียนด้วยวิธีสอนแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ร่วมกับการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์&#xD;
3) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและ&#xD;
หลังเรียน ด้วยวิธีสอนแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ร่วมกับการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์&#xD;
และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อวิธีสอนแบบวัฏจักรการสืบเสาะ&#xD;
หาความรู้ 7 ขั้นร่วมกับการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนโรงเรียน&#xD;
ขยายโอกาสในเครือข่ายสถานศึกษาพุนพิน 1 อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 2 โรงเรียน&#xD;
ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา&#xD;
2560 จำนวนทั้งสิ้น 33 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงจากโรงเรียนบ้านราษฎร์ประสานจิต&#xD;
อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 1 ห้องเรียน จำนวน 14 คน และโรงเรียนบ้านท่าม่วง อำเภอพุนพิน&#xD;
จังหวัดสุราษฎร์ธานี 1 ห้องเรียน จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่&#xD;
ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ จำนวน 2 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ที่สอนแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้&#xD;
7 ขั้น จำนวน 10 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจในการเรียน&#xD;
โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
และสถิติทดสอบค่าทีในการทดสอบสมมติฐาน</summary>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การประเมินหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 โรงเรียนธิดาแม่พระ</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/617" />
    <author>
      <name>อมรรัตน์ ปรีชา</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/617</id>
    <updated>2019-06-15T06:11:58Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การประเมินหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 โรงเรียนธิดาแม่พระ
Authors: อมรรัตน์ ปรีชา
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา&#xD;
ศาสนา และวัฒนธรรม ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 โรงเรียนธิดาแม่พระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี&#xD;
ใน 4 ด้าน คือ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต เครื่องมือที่ใช้ประเมิน&#xD;
ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ประชากรที่ศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษา 4 คน คณะกรรมการ&#xD;
สถานศึกษา 14 คน คณะกรรมการกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 13 คน&#xD;
ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6&#xD;
จำนวน 6 คน และกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 จำนวน 179 คน และ&#xD;
ผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 จำนวน 179 คน ซึ่งขนาดตัวอย่างได้มาด้วยวิธีการ&#xD;
คำนวณจากของยามาเน่ และใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่า&#xD;
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ด้านบริบทในภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย&#xD;
อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ( X = 3.84 - 4.65) ด้านปัจจัยนำเข้าในภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับ&#xD;
มากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ( X = 4.00 - 4.64) ด้านกระบวนการในภาพรวมมี&#xD;
ความเหมาะสมในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ( X = 4.14 - 4.79) และ&#xD;
และด้านผลผลิตในภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากถึงมาก&#xD;
ที่สุด ( X = 4.13 - 4.75)</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไชยาวิทยา โดยใช้วิธีการแบบเปิด</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/614" />
    <author>
      <name>ศิริรัตน์ บัวชู</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/614</id>
    <updated>2019-06-15T05:59:45Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไชยาวิทยา โดยใช้วิธีการแบบเปิด
Authors: ศิริรัตน์ บัวชู
Abstract: จากการที่ผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไชยาวิทยา&#xD;
ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยเฉพาะทักษะการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมีสาเหตุ&#xD;
มาจากการจัดการเรียนรู้ที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิดอย่างหลากหลาย ดังนั้นผู้วิจัยจึงนำวิธีการ&#xD;
แบบเปิดมาใช้เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์&#xD;
การวิจัยเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ และเปรียบเทียบ&#xD;
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิด&#xD;
โดยทำการทดลองสอนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไชยาวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา&#xD;
2560 จำนวน 40 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม ใช้เวลาในการทดลองสอน 16 ชั่วโมง โดยการวิจัยแบบ&#xD;
การศึกษากลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการ&#xD;
จัดการเรียนรู้การส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีการแบบเปิด&#xD;
แบบทดสอบวัดทักษะการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์&#xD;
ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน&#xD;
และทดสอบสมมติฐานด้วยค่าสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวที่ไม่เป็นอิสระต่อกันผลการวิจัยพบว่า ทั้งผลสอบทักษะการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ และ&#xD;
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยที่ทักษะ&#xD;
การแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อย่างมี&#xD;
นัยสำคัญที่ระดับ 0.01 ซึ่งการสอนโดยใช้วิธีการแบบเปิดสามารถส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาและ&#xD;
การให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ รวมถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้เรื่อง เครื่องมือทางภูมิศาสตร์และการแบ่งเขตเวลาของโลก วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา โดยจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขา</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/613" />
    <author>
      <name>มนัญญา เมฆสุข</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/613</id>
    <updated>2019-06-15T05:55:45Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้เรื่อง เครื่องมือทางภูมิศาสตร์และการแบ่งเขตเวลาของโลก วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา โดยจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขา
Authors: มนัญญา เมฆสุข
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหน่วยการเรียนรู้เรื่อง เครื่องมือทางภูมิศาสตร์&#xD;
และการแบ่งเขตเวลาของโลก วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1&#xD;
โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา โดยจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขา 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน&#xD;
และหลังเรียนเรื่อง เครื่องมือทางภูมิศาสตร์และการแบ่งเขตเวลาของโลก วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ&#xD;
วัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา โดยจัดการเรียนรู้แบบไตรสิกขา&#xD;
และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา ที่มีต่อการจัด&#xD;
การเรียนรู้แบบไตรสิกขา เรื่อง เครื่องมือทางภูมิศาสตร์และการแบ่งเขตเวลาของโลก วิชาสังคมศึกษา&#xD;
ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จังหวัด&#xD;
สุราษฎร์ธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 35 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ด้วยวิธีการ&#xD;
จับสลาก ใช้เวลาในการทดลอง 6 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัด&#xD;
การเรียนรู้จำนวน 1 หน่วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็น&#xD;
ของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การทดสอบค่าที</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลการจัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ไทย โดยใช้ทักษะปฏฺบัติของเดวีส์ เพื่อส่งเสริม ความกล้าแสดงออกของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเกาะหมากน้อย จังหวัดพังงา</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/611" />
    <author>
      <name>ปานทิพย์ ตุลพันธ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/611</id>
    <updated>2019-06-15T05:45:43Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลการจัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ไทย โดยใช้ทักษะปฏฺบัติของเดวีส์ เพื่อส่งเสริม ความกล้าแสดงออกของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเกาะหมากน้อย จังหวัดพังงา
Authors: ปานทิพย์ ตุลพันธ์
Abstract: จากการที่ผู้วิจัยได้ปฏิบัติการสอนในรายวิชานาฏศิลป์ไทย นักเรียนส่วนใหญ่ขาดความกล้า&#xD;
แสดงออก ในเรื่องของการตอบข้อซักถาม ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นและไม่&#xD;
กล้าปฏิบัติทักษะนาฏศิลป์ไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ&#xD;
ความกล้าแสดงออกของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อ&#xD;
การจัดการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ไทย โดยใช้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ประชากรในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้น&#xD;
มัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 22 คน วิธีดำเนินการ ได้แก่ ศึกษาแนวคิด&#xD;
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ศึกษาแผนการสอนรายวิชานาฏศิลป์ไทยและกำหนดเนื้อหาเพื่อนำมาสร้างแผนการ&#xD;
จัดการเรียนรู้ โดยใช้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดย&#xD;
ใช้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ แบบประเมินความกล้าแสดงออก และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์&#xD;
ผลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความเชื่อมั่น</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลของโปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จังหวัดกระบี่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/610" />
    <author>
      <name>จุติมาศ เม่งช่วย</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/610</id>
    <updated>2019-06-14T09:17:20Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลของโปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จังหวัดกระบี่
Authors: จุติมาศ เม่งช่วย
Abstract: วัยรุ่นในสังคมไทยช่วงอายุ 14 - 16 ปี โดยปกติเป็นช่วงวัยที่มีความเปิดเผย อันนำไปสู่&#xD;
ความเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางเพศ และมีแนวโน้มที่จะเกิดการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ปัญหาเหล่านี้มี&#xD;
หลากหลายมิติ ทั้งประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม และด้านสาธารณสุข สามารถแก้ปัญหาได้หากได้ให้&#xD;
ความรู้เรื่องเพศ ให้รับรู้จุดอ่อนของปัญหา และสร้างความคาดหวังในผลของการตอบสนอง ตลอดจน&#xD;
สร้างความสามารถในการป้องกันได้อย่างเหมาะสม การศึกษาครั้งนี้ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค&#xD;
โดยสร้างเป็นโปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร โดยการ&#xD;
ประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จังหวัดกระบี่ การวิจัย&#xD;
กึ่งทดลองครั้งนี้ ใช้ประชากรจำนวน 3,283 คน ในนักเรียนชายและหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน&#xD;
16 แห่ง ในจังหวัดกระบี่ ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกโดย&#xD;
วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) ได้แก่ นักเรียนชายและหญิงชั้นมัธยมศึกษา&#xD;
ปีที่ 2 จำนวน 76 คน จากโรงเรียนเมืองกระบี่ ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 38&#xD;
คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร&#xD;
โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค ประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 4 ครั้ง&#xD;
ในระยะเวลา 4 สัปดาห์ รวบรวมข้อมูลก่อนและหลังทดลองโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป&#xD;
โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยนำมาเปรียบเทียบกับ&#xD;
การทดสอบสมมติฐานการวิจัยภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยใช้สถิติการทดสอบความแตกต่าง&#xD;
ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มไม่อิสระ และทดสอบสมมติฐานการวิจัยระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่ม&#xD;
ควบคุม โดยใช้สถิติการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของกลมุ่ ตัวอย่าง 2 กลุ่มที่มีความเป็นอิสระต่อกัน</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การประเมินหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนชุมชนวัดบางคู อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้รูปแบบซิปป์</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/609" />
    <author>
      <name>สาระภี สินธุ์ทอง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/609</id>
    <updated>2019-06-14T09:17:52Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การประเมินหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนชุมชนวัดบางคู อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้รูปแบบซิปป์
Authors: สาระภี สินธุ์ทอง
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้&#xD;
ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนชุมชนวัดบางคู อำเภอขนอม&#xD;
จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้รูปแบบซิปป์ ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า&#xD;
ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ประชากรที่ใช้ในการวิจัย จำนวนทั้งสิ้น 82 คน ประกอบด้วย&#xD;
ผู้อำนวยการ 1 คน หัวหน้างานบริหารวิชาการ 1 คน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ&#xD;
(ภาษาอังกฤษ) 1 คน คณะกรรมการสถานศึกษา 7 คน ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ&#xD;
(ภาษาอังกฤษ) ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 3 คน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 69 คน&#xD;
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้&#xD;
ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับการหลักสูตร&#xD;
สถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ&#xD;
แบบบันทึกข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา&#xD;
ตอนต้น การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงสถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย&#xD;
และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การประเมินหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาการตลาด ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/608" />
    <author>
      <name>ณัฏฐามณี พุทธกุลหิรัญเมธา</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/608</id>
    <updated>2019-06-14T09:18:05Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การประเมินหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาการตลาด ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี
Authors: ณัฏฐามณี พุทธกุลหิรัญเมธา
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขา&#xD;
การตลาด ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี โดยใช้รูปแบบ&#xD;
การประเมินแบบซิปป์ ใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต&#xD;
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้บริหาร ครูผู้สอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)&#xD;
สาขาการตลาด ตัวแทนสถานประกอบการในอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี และนักศึกษาหลักสูตร&#xD;
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาการตลาด ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย&#xD;
อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ปีการศึกษา 2560 จำนวน 68 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบ&#xD;
สัมภาษณ์ผู้บริหาร 2) แบบสัมภาษณ์ตัวแทนสถานประกอบการ 3) แบบสอบถามสำหรับครูผู้สอน&#xD;
มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 4) แบบสอบถามสำหรับนักศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97&#xD;
5) แบบสอบถามสำหรับตัวแทนสถานประกอบการ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 6) แบบบันทึกข้อมูล&#xD;
ด้านผลการเรียนรู้ของนักศึกษา และมีค่า IOC ตั้งแต่ 0.6 - 1.0 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่&#xD;
ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาเกณฑ์การประเมินวิชาภาษาไทย วรรณคดีวิจักษ์ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/607" />
    <author>
      <name>มนพร เหมทานนท์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/607</id>
    <updated>2019-06-14T09:18:21Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาเกณฑ์การประเมินวิชาภาษาไทย วรรณคดีวิจักษ์ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา
Authors: มนพร เหมทานนท์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเกณฑ์การประเมินวิชาภาษาไทย วรรณคดีวิจักษ์&#xD;
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา 2) ประเมินคุณภาพเกณฑ์การประเมิน&#xD;
วิชาภาษาไทย วรรณคดีวิจักษ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา และ 3)&#xD;
ประเมินการใช้เกณฑ์การประเมินวิชาภาษาไทย วรรณคดีวิจักษ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6&#xD;
โรงเรียนสุราษฎร์พิทยากลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/8 ปีการศึกษา 2560&#xD;
โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จำนวน 44 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ&#xD;
1) เกณฑ์การประเมินที่สร้างขึ้นจำนวน 2 เกณฑ์ คือ เกณฑ์การประเมินการแสดงบทบาทสมมติ และ&#xD;
เกณฑ์การประเมินแผนผังความคิด 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเขียนแผนผังความคิด&#xD;
และกิจกรรมการแสดงบทบาทสมมติ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้เกณฑ์&#xD;
การประเมิน และ 4) แบบตรวจสอบรายการการใช้เกณฑ์การประเมินวิชาภาษาไทยวรรณคดีวิจักษ์&#xD;
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยาการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติพื้นฐาน&#xD;
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความเชื่อมั่นแบบสอดคล้องภายในระหว่างผู้ประเมิน</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การประเมินหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 โรงเรียนวัดนอก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้รูปแบบซิป</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/606" />
    <author>
      <name>จิตรา เผือกสวัสดิ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/606</id>
    <updated>2019-06-14T09:18:37Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การประเมินหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 โรงเรียนวัดนอก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้รูปแบบซิป
Authors: จิตรา เผือกสวัสดิ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน&#xD;
อาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 โรงเรียนวัดนอก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี&#xD;
โดยใช้รูปแบบซิป ในด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ประชากรที่ใช้&#xD;
ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนวัดนอก จำนวน 6 คน ครูผู้สอนกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี&#xD;
จำนวน 6 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 จำนวน 52 คน กรรมการสถานศึกษา/ผู้นำชุมชน&#xD;
จำนวน 9 คน และผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 จำนวน 52 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ&#xD;
วิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างวิเคราะห์ และจัดกลุ่มข้อมูลตามโครงสร้างการประเมินรูปแบบ&#xD;
ซิป โดยการสรุปอุปนัย และเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่า&#xD;
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไชยาวิทยา โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบเอสทีเอดี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/605" />
    <author>
      <name>สมศักดิ์ เวชแดง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/605</id>
    <updated>2019-06-14T08:40:11Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไชยาวิทยา โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบเอสทีเอดี
Authors: สมศักดิ์ เวชแดง
Abstract: การวิจัยนี้เป็นการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบเอสทีเอดีที่ทำให้นักเรียน&#xD;
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการทำงานกลุ่ม และผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทาง&#xD;
ในการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนในกลุ่มสาระอื่น ๆ ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างกิจกรรม การ&#xD;
เรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบเอสทีเอดี 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และ 3)&#xD;
ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบเอสทีเอดี มี&#xD;
วิธีดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย การสร้างกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบเอสทีเอดี จากการ&#xD;
ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการศึกษาผลการทดลองใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น&#xD;
โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ประชากรในการวิจัยคือ นักเรียน&#xD;
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไชยาวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 360 คน กลุ่มตัวอย่าง&#xD;
ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 31 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่&#xD;
ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 - 6 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลัง&#xD;
เรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย&#xD;
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป์ เรื่องรำวงมาตรฐาน โดยใช้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/236" />
    <author>
      <name>วิไลรัตน์  แซ่เอี้ยว</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/236</id>
    <updated>2019-01-24T08:33:05Z</updated>
    <published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป์ เรื่องรำวงมาตรฐาน โดยใช้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์
Authors: วิไลรัตน์  แซ่เอี้ยว
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป์ เรื่องรำวงมาตรฐาน โดยใช้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และศึกษาผลการจัดกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป์ เรื่องรำวงมาตรฐาน โดยใช้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น นำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 ที่ลงทะเบียนเรียนในกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป์ โรงเรียนสวนศรีวิทยา จังหวัดชุมพร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 30 คน &#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป์เรื่องรำวงมาตรฐานโดยใช้ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ มีค่าความเหมาะสมและความสอดคล้องเท่ากับ 4.40 ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) ของการทดลองแบบเดี่ยว แบบกลุ่ม และแบบสนาม มีค่าเท่ากับ 85.00/82.50, 87.78/85.28 และ 97.08/95.83 ตามลำดับ  ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.4 คิดเป็นร้อยละ 40.00, 0.4854 คิดเป็นร้อยละ 48.54 และ 0.9119 คิดเป็นร้อยละ 91.19 ตามลำดับ แผนการจัดการเรียนรู้ของชุดกิจกรรมมีค่าความเหมาะสม และ ความสอดคล้องเท่ากับ 4.38 แบบประเมินทักษะปฏิบัติ มีค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.0 ค่าความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมิน (IRR) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.9980 และแบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.80 - 1.00 ผลการจัดกิจกรรมชุมนุมนาฏศิลป์ ด้านทักษะปฏิบัติ มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับร้อยละ 53.08 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับร้อยละ 95.83 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 98.78</summary>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เทคนิค KWDL ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสามัคคีธรรม จังหวัดนครศรีธรรมราช</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/235" />
    <author>
      <name>นฤมล  ทิพย์พินิจ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/235</id>
    <updated>2019-01-24T07:43:52Z</updated>
    <published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เทคนิค KWDL ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสามัคคีธรรม จังหวัดนครศรีธรรมราช
Authors: นฤมล  ทิพย์พินิจ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ การบวก ลบ คูณ หารระคน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  โดยใช้เทคนิค KWDL เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์การบวก ลบ คูณ หารระคน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์การบวก ลบ คูณ หารระคน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสามัคคีธรรม จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 2 ห้องเรียน ๆ ละ 30 คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนบ้านสามัคคีธรรม จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 3) แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์การบวก ลบ คูณ หารระคนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อคณิตศาสตร์ ด้วยการจัดเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที &#xD;
ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างและพัฒนาขึ้น มีค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด E1/E2 เท่ากับ 87.33/84.33 และ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เทคนิค KWDL หลังเรียน ( = 16.87, S.D. = 1.74) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 10.27, S.D. = 1.70) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL              อยู่ในระดับมาก ( = 4.13, S.D. = 0.90)</summary>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เทคนิค KWDL ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสามัคคีธรรม จังหวัดนครศรีธรรมราช</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/234" />
    <author>
      <name>นฤมล  ทิพย์พินิจ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/234</id>
    <updated>2019-03-15T04:32:45Z</updated>
    <published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เทคนิค KWDL ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสามัคคีธรรม จังหวัดนครศรีธรรมราช
Authors: นฤมล  ทิพย์พินิจ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ การบวก ลบ คูณ หารระคน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ โดยใช้เทคนิค KWDL เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์การบวก ลบ คูณ หารระคน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์การบวก ลบ คูณ หารระคน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสามัคคีธรรม จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 2 ห้องเรียน ๆ ละ 30 คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนบ้านสามัคคีธรรม จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL  2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 3) แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์การบวก ลบ คูณ หารระคนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อคณิตศาสตร์ ด้วยการจัดเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที &#xD;
ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างและพัฒนาขึ้น มีค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด E1/E2 เท่ากับ 87.33/84.33 และ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เทคนิค KWDL หลังเรียน ( = 16.87, S.D. = 1.74) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 10.27, S.D. = 1.70) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL              อยู่ในระดับมาก ( = 4.13, S.D. = 0.90)</summary>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามแนวคิดสะเต็มศึกษาที่มีต่อความสามารถ ในการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น : กรณีศึกษาโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/226" />
    <author>
      <name>จารี พรมสง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/226</id>
    <updated>2019-03-29T02:07:13Z</updated>
    <published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามแนวคิดสะเต็มศึกษาที่มีต่อความสามารถ ในการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น : กรณีศึกษาโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุราษฎร์ธานี
Authors: จารี พรมสง
Description: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารกับความสำเร็จในการบริหาร กิจการลูกเสือ ตามความคิดเห็นของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 1</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/223" />
    <author>
      <name>เอกพล กาญจน์สำเริง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/223</id>
    <updated>2019-03-29T03:52:59Z</updated>
    <published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารกับความสำเร็จในการบริหาร กิจการลูกเสือ ตามความคิดเห็นของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 1
Authors: เอกพล กาญจน์สำเริง
Description: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิคตั้งคำถามตามแนวคิดของบลูม ในการ ส่งเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โวหารภาพพจน์ในวรรณคดีไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเกาะสมุย  จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/180" />
    <author>
      <name>ภารตี  โพธิ์ราม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/180</id>
    <updated>2019-03-29T03:53:17Z</updated>
    <published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิคตั้งคำถามตามแนวคิดของบลูม ในการ ส่งเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โวหารภาพพจน์ในวรรณคดีไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเกาะสมุย  จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ภารตี  โพธิ์ราม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิคตั้งคำถามตามแนวคิดของบลูม ในการส่งเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โวหารภาพพจน์ในวรรณคดีไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียนโดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิคตั้งคำถามตามแนวคิดของบลูม ในการส่งเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โวหารภาพพจน์ในวรรณคดีไทย และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคตั้งคำถามตามแนวคิดของบลูม ในการส่งเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โวหารภาพพจน์ในวรรณคดีไทยกับการเรียนแบบปกติ ประชากรที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 7 ห้องเรียน โดยจัดห้องเรียนแบบคละความสามารถ รวมทั้งสิ้น 210 คน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 ห้องเรียน โดยใช้วิธีการสุ่มแบ่งกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ให้เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 27 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิคตั้งคำถามตามแนวคิดของบลูม ในการส่งเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โวหารภาพพจน์ ในวรรณคดีไทยจำนวน 8 แผน แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ในการอ่านเชิงวิเคราะห์โวหารภาพพจน์ ในวรรณคดีไทย  สถิติใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และสถิติทดสอบที</summary>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาชุดกิจกรรม เรื่อง การรำมโนราห์ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/179" />
    <author>
      <name>วรรณดี  ธานีรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/179</id>
    <updated>2019-03-29T03:53:36Z</updated>
    <published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาชุดกิจกรรม เรื่อง การรำมโนราห์ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์
Authors: วรรณดี  ธานีรัตน์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรม เรื่อง การรำมโนราห์ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การรำมโนราห์ของผู้เรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้น ทำการทดลองสอนกับกลุ่มประชากร คือ นักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์โรงเรียนวัดมุขธาราม จำนวน 30 คน ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 โดยความสมัครใจของนักเรียนที่มีความสนใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดความรู้ และแบบประเมินทักษะการรำมโนราห์ก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความเหมาะสมของชุดกิจกรรม เรื่อง การรำมโนราห์ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ มีค่าดัชนีความเหมาะสมระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ยของประชากร เท่ากับ 4.33 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร มีค่าเท่ากับ 0.26 และค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ (IOC) เท่ากับ 1.00 และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีค่า E1/E2 เท่ากับ 90.98/84.16 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 และ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม เรื่อง การรำมโนราห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 11.00±1.29 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 25.23±0.90</summary>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาชุดกิจกรรม เรื่อง การรำมโนราห์ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/178" />
    <author>
      <name>วรรณดี  ธานีรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/178</id>
    <updated>2018-10-25T08:08:35Z</updated>
    <published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาชุดกิจกรรม เรื่อง การรำมโนราห์ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์
Authors: วรรณดี  ธานีรัตน์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรม เรื่อง การรำมโนราห์ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การรำมโนราห์ของผู้เรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้น ทำการทดลองสอนกับกลุ่มประชากร คือ นักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์โรงเรียนวัดมุขธาราม จำนวน 30 คน ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 โดยความสมัครใจของนักเรียนที่มีความสนใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดความรู้ และแบบประเมินทักษะการรำมโนราห์ก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความเหมาะสมของชุดกิจกรรม เรื่อง การรำมโนราห์ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ มีค่าดัชนีความเหมาะสมระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ยของประชากร เท่ากับ 4.33 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร มีค่าเท่ากับ 0.26 และค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ (IOC) เท่ากับ 1.00 และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีค่า E1/E2 เท่ากับ 90.98/84.16 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 และ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม เรื่อง การรำมโนราห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 11.00±1.29 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 25.23±0.90</summary>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์โดยการใช้การจัดการ เรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัย เรื่อง เล่าเรื่องเมืองชุมพร รายวิชาประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสอาดเผดิมวิทยา</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/177" />
    <author>
      <name>ปิยวรรณ  บุนนาค</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/177</id>
    <updated>2019-03-29T03:53:58Z</updated>
    <published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์โดยการใช้การจัดการ เรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัย เรื่อง เล่าเรื่องเมืองชุมพร รายวิชาประวัติศาสตร์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสอาดเผดิมวิทยา
Authors: ปิยวรรณ  บุนนาค
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะ  การคิดวิเคราะห์โดยการใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัย เรื่อง เล่าเรื่องเมืองชุมพร รายวิชาประวัติศาสตร์ไทยกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสอาดเผดิมวิทยา 2) ศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ที่เกิดจากการใช้ชุดกิจกรรมทดลองสอนกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนสะอาดเผดิมวิทยา 3) ศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนที่เกิดจากการใช้ชุดกิจกรรมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น และผ่านการตรวจคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน ทดลองสอนกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนสอาดเผดิมวิทยา จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 30 คน จากประชากร 9 ห้องเรียน จำนวน 250 คน โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์โดยการใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัย เรื่อง เล่าเรื่องเมืองชุมพร รายวิชาประวัติศาสตร์ไทยกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2) แบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เล่าเรื่องเมืองชุมพร</summary>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/132" />
    <author>
      <name>ยศวดี ดำทรัพย์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/132</id>
    <updated>2019-03-29T03:54:12Z</updated>
    <published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม
Authors: ยศวดี ดำทรัพย์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม เพื่อหาองค์ประกอบของการพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม และยกร่างรูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรมควรเป็นอย่างไร ทำการตรวจสอบความเป็นไปได้ของการพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งมีกระบวนการดำเนินการวิจัย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรมตามสภาพจริง โดยการวิเคราะห์เอกสารและการสำรวจ ใช้การยืนยันโดยประยุกต์ใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) และมีการสัมภาษณ์ยืนยันข้อค้นพบ ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบและทดลองใช้รูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม ระยะที่ 3 การตรวจสอบความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้องครอบคลุม และความเป็นประโยชน์ ของรูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม</summary>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

