<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection: ดุษฎีนิพนธ์</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/615" />
  <subtitle>ดุษฎีนิพนธ์</subtitle>
  <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/615</id>
  <updated>2026-04-13T05:43:16Z</updated>
  <dc:date>2026-04-13T05:43:16Z</dc:date>
  <entry>
    <title>รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/734" />
    <author>
      <name>มาเรียม ลูกสะเดา</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/734</id>
    <updated>2020-03-03T03:41:09Z</updated>
    <published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
Authors: มาเรียม ลูกสะเดา
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบและประเมินผลการใช้รูปแบบการจัดการ&#xD;
เรียนรู้ แบบโครงสร้างความรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาไทย สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6&#xD;
สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน (Mixed&#xD;
Methods) โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อพัฒนารูปแบบด้วยการศึกษา&#xD;
แนวคิด ทฤษฎี และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรูปแบบการจัด การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน&#xD;
ภาษาไทยที่เหมาะสมกับบริบท 5 จังหวัด เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์และแบบประเมิน&#xD;
ความเป็นไปได้และความเหมาะสมของรูปแบบ ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อประเมินผลการ&#xD;
ใช้รูปแบบโดยประเมินความพึงพอใจของครูต่อการใช้รูปแบบและประเมินผลการใช้รูปแบบโดยนาไป&#xD;
ทดลองกับนักเรียน ในโรงเรียนเทศบาล สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่จังหวัดสงขลา จานวน&#xD;
3 โรง ได้มาด้วยวิธีเจาะจง ซึ่งเป็นตัวแทนของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีบริบทสภาพแวดล้อมทาง&#xD;
กายภาพด้านวัฒนธรรม ประเพณีและสังคมของนักเรียนที่คล้ายคลึงกัน และคณะผู้บริหาร ครูสมัครใจ&#xD;
เข้าร่วมในการทดลองนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คู่มือการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบประเมิน&#xD;
ความพึงพอใจ แบบทดสอบการประเมินทักษะ การอ่านภาษาไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่&#xD;
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว (ก่อน - หลังการทดลอง)</summary>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>องค์ประกอบ ตัวชี้วัด และปัจจัยเชิงสาเหตุของความเป็นพลเมืองของนักเรียน อาชีวศึกษา ในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/666" />
    <author>
      <name>สุนันทา  ภักดีไทย</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/666</id>
    <updated>2019-06-18T04:49:01Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: องค์ประกอบ ตัวชี้วัด และปัจจัยเชิงสาเหตุของความเป็นพลเมืองของนักเรียน อาชีวศึกษา ในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
Authors: สุนันทา  ภักดีไทย
Abstract: สังคมไทยในปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการศึกษา ส่งผลต่อความเจริญทางด้านวัตถุเพียงด้านเดียว แต่ความเจริญทาง ด้านจิตใจกลับเสื่อมลงทำให้เกิดปัญหามากมายในสังคม ส่งผลให้ความเป็นพลเมืองดีของเยาวชนไทยลดลง โดยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบ และตัวชี้วัดความเป็นพลเมืองของของนักเรียนอาชีวศึกษา       ในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุของความเป็นพลเมืองของนักเรียนอาชีวศึกษา และตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น  2 ระยะคือ ระยะที่ 1 การสร้างรูปแบบโดยการวิเคราะห์สังเคราะห์แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้วยแบบสัมภาษณ์ 5 คน และระยะที่ 2 การตรวจสอบความสอดคล้อง        ของรูปแบบกับข้อมูล เชิงประจักษ์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนอาชีวศึกษา ในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 320 คน ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามมาตรวัดประมาณค่า 6 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสังเคราะห์องค์ประกอบของความเป็นพลเมือง วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ              ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบ ตัวชี้วัดของความเป็นพลเมือง มี 4 องค์ประกอบ 20 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) มีความรับผิดชอบ ประกอบด้วย 5 ตัวชี้วัด 2) มีจิตสาธารณะ ประกอบด้วย 5 ตัวชี้วัด 3) มีวินัย ประกอบด้วย 5 ตัวชี้วัด 4 ซื่อสัตย์สุจริตประกอบด้วย 5 ตัวชี้วัด มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ 0.875, 0.875, 0.831 และ 0.767 ตามลำดับ และรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุจากปัจจัยด้านลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตน ภาวะผู้นำครู การรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อ และการสนับสนุนทางสังคม ที่มีต่อความเป็นพลเมืองของนักเรียนอาชีวศึกษาพบว่า การรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อ มีอิทธิพลทางตรงต่อความเป็นพลเมืองของนักเรียนด้วยค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลเท่ากับ 0.47 ส่วนปัจจัยอื่น ๆ จะเป็นอิทธิพลทางอ้อมเท่านั้นโดยตัวแปรเชิงสาเหตุในรูปแบบนี้มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์และสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวน    ของความเป็นพลเมืองของนักเรียนได้ร้อยละ 74.00 ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างแบบอย่างการประพฤติปฏิบัติที่ดีและเหมาะสมโดยประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>โมเดลเชิงสาเหตุพหุระดับพฤติกรรมการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาคใต้ตอนบน</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/616" />
    <author>
      <name>อภิจิตร์ ณ นคร</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/616</id>
    <updated>2019-06-15T06:08:09Z</updated>
    <published>2561-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: โมเดลเชิงสาเหตุพหุระดับพฤติกรรมการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาคใต้ตอนบน
Authors: อภิจิตร์ ณ นคร
Abstract: จากการปฏิรูปการศึกษาไทยที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีความจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพ&#xD;
ผู้เรียนให้มีพฤติกรรมและความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพในโลก&#xD;
ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ การจัดการศึกษาในปัจจุบันไม่มีหลักสูตรเฉพาะเพื่อการฝึก&#xD;
พฤติกรรมการคิดวิเคราะห์สำหรับผู้เรียนในระดับประถมศึกษาโดยตรง เพราะโรงเรียนมีข้อจำกัด&#xD;
ในด้านเนื้อหาและรูปแบบการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนทั่วไป ทำให้ผลการประเมินมาตรฐานผู้เรียน&#xD;
ด้านความสามารถการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดไตร่ตรองอยู่ในระดับ&#xD;
ที่ต่ำมากที่สุด โดยเฉพาะปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ทักษะและความสามารถ&#xD;
ให้เกิดพฤติกรรมการคิดวิเคราะห์ในการเรียนรู้ของผู้เรียนซึ่งต้องคอยรับจากครูผู้สอนและคิดตามผู้อื่น&#xD;
มากกว่าการคิดด้วยตนเอง ครูจึงเป็นบุคคลสำคัญในการสร้างพฤติกรรมการคิดวิเคราะห์ ครูต้องไม่สอน&#xD;
แต่ต้องออกแบบการเรียนรู้และอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้ลงมือทำแล้วเกิดพฤติกรรมการคิด&#xD;
วิเคราะห์เพื่อให้ผู้สร้างเจตคติ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่จะผลักดันการพัฒนาพฤติกรรมการคิดวิเคราะห์&#xD;
ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ผู้วิจัยเห็นความสำคัญในการพัฒนาพฤติกรรมการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน&#xD;
ระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคใต้ตอนบน&#xD;
ด้วยการมุ่งศึกษาปัจจัยระดับนักเรียนและระดับครูที่มีความสำคัญต่อการส่งเสริมพฤติกรรมการคิด&#xD;
วิเคราะห์ เพื่อนำปัจจัยเหล่านั้นมาร่วมวางแผนนโยบายสนับสนุนการศึกษาที่เน้นพัฒนาพฤติกรรม&#xD;
การคิดวิเคราะห์ของนักเรียน และนำปัจจัยที่มีความสำคัญมาสร้างสมการพยากรณ์พหุระดับพฤติกรรม&#xD;
การคิดวิเคราะห์ของนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ครูที่ปฏิบัติการสอนนักเรียนชั้นประถมศึกษา&#xD;
ปีที่ 6 จำนวน 30 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 900 คน จากวิธีการสุ่มหลายขั้นตอน&#xD;
มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือวิจัยด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน&#xD;
2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับสำหรับครูและฉบับสำหรับนักเรียนด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลสมการถดถอยพหุระดับ</summary>
    <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

