<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/54" />
  <subtitle />
  <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/54</id>
  <updated>2026-04-06T22:34:49Z</updated>
  <dc:date>2026-04-06T22:34:49Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การออกแบบนวัตกรรมการกอบกู้ความถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผันของ นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กบนพื้นที่เกาะขนาดเล็ก</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1145" />
    <author>
      <name>ปารณีย์ ศรีสวัสดิ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1145</id>
    <updated>2025-10-17T07:05:57Z</updated>
    <published>2568-09-19T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การออกแบบนวัตกรรมการกอบกู้ความถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผันของ นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กบนพื้นที่เกาะขนาดเล็ก
Authors: ปารณีย์ ศรีสวัสดิ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผัน ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการกอบกู้ความถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผันของนักเรียนใน โรงเรียนขนาดเล็กบนพื้นที่เกาะขนาดเล็ก และถ่ายทอดนวัตกรรมดังกล่าว โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ อย่างมีส่วนร่วม ซึ่งรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์การสนทนากลุ่มย่อย การสังเกต การปฏิบัติการ ออกแบบและพัฒนานวัตกรรม การถอดบทเรียนภายหลังปฏิบัติการประเมินนวัตกรรมและการถ่ายทอด นวัตกรรมดังกล่าว ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักเรียน 54 คน ครูและผู้บริหารสถานศึกษา 12 คน กรรมการ สถานศึกษา 9 คน ผู้แทนชุมชน 5 คน ผู้ปกครองของนักเรียน 20 คน และนักการศึกษา 5 คน โดยวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนมีความถดถอยทางการเรียนรู้ประมาณ 1-2 ปี อันเนื่องมาจาก การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยมีความถดถอยด้านอารมณ์สูงที่สุด ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาเป็นด้านสติปัญญาและด้านสังคมอยู่ในระดับมาก และด้านร่างกายอยู่ในระดับน้อยที่สุด ตามลำดับ นวัตกรรมการกอบกู้ความถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผันของนักเรียนในโรงเรียนขนาด เล็กบนพื้นที่เกาะขนาดเล็กครั้งนี้ เรียกว่า “ฟื้นการเรียนรู้ ฟื้นวิถี ฟื้นชีวิต” ซึ่งออกแบบและพัฒนาตาม แนวคิดการคิดเชิงออกแบบ โดยใช้หลักการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน และอาศัยแนวคิดการเรียนรู้ โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และอาศัยพันธมิตรในชุมชนในการส่งเสริมให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ที่มีความเข้าใจและเข้าถึงวิถีชีวิตตนเองซึ่งจะสามารถใช้ดำเนินชีวิตใน อนาคต ส่วนผลการประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมและผลการประเมินการถ่ายทอดนวัตกรรม ดังกล่าวอยู่ในระดับมากที่สุด</summary>
    <dc:date>2568-09-19T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การใช้ชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตาม แนวทางของ PISA สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคณิตศาสตร์  คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1131" />
    <author>
      <name>ศิรเศรษฐ ภู่ศร๊</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1131</id>
    <updated>2025-10-16T10:50:33Z</updated>
    <published>2568-09-15T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การใช้ชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตาม แนวทางของ PISA สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคณิตศาสตร์  คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
Authors: ศิรเศรษฐ ภู่ศร๊
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA 2. เพื่อศึกษาประสิทธิผลของผู้เรียนชุดกิจกรรมออนไลน์ เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA และ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA จำนวน 4 กิจกรรม ซึ่งชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพ 81.08/80.48 และนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคณิตศาสตร์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีจำนวน 30 คน ซึ่งใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง ซึ่งประสิทธิผลของผู้เรียนชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA มีค่าเท่ากับ 75.60% และมีความพึงพอใจของผู้เรียนชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA เท่ากับ 4.73 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด</summary>
    <dc:date>2568-09-15T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดียบนดัชนีแฮชโค้ด K-means</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1130" />
    <author>
      <name>ศราวุธ มากชิต</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1130</id>
    <updated>2025-10-16T10:41:29Z</updated>
    <published>2568-09-15T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดียบนดัชนีแฮชโค้ด K-means
Authors: ศราวุธ มากชิต
Abstract: เทคนิค Vector Quantization (VQ) ได้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการจัดการกับปัญหาและอุปสรรคของการจัดเก็บและเวลาในการประมวลผลข้อมูล สำหรับการค้นหาเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุด (Nearest Neighbors: NN) ในแอปพลิเคชันต่าง ๆ ของข้อมูลมัลติมีเดีย ซึ่งอัลกอริทึม K means clustering เป็นวิธีการหนึ่งของ VQ เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ปัจจุบันการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดีย (Cross-media retrieval) มีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูลทางด้านมัลติมีเดีย เช่น ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ เสียง และ ข้อมูล 3 มิติเราสามารถค้นคืนข้อมูลโดยการส่งคำถาม (query) ของสื่อประเภทหนึ่งเพื่อค้นคืนสื่ออีกประเภทหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีการนำเสนอเทคนิค VQ หรืออัลกอริธึมการทำแฮชชิง (Hashing) จำนวนมาก เพื่อรหัสขนาดกะทัดรัด (Compact code) โดยมีวัตถุประสงค์ในการทำงานแบบเรียลไทม์แต่ถ้าจะค้นหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน (Exhaustive search) นั้นไม่สามารถทำได้ในโลกแห่งความเป็นจริง และการคำนวณระยะทางแฮมมิง&#xD;
(Hamming distance) ก็ให้ผลลัพธ์ที่คลาดเคลื่อนสูง เนื่องจากมีการสูญเสียข้อมูลขณะทำการเข้ารหัส (Quantization loss) ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตารางดัชนีแบบกลับด้านด้วยรหัส K-means และ 2) นำเสนอแนวทางและวิเคราะห์ประสิทธิภาพการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดียแบบใหม่ที่ผ่านการเรียนรู้เชิงลึก (DNN) โดยใช้วิธีการเรียนรู้คุณสมบัติของข้อมูลมัลติมีเดีย (Multimedia features) เพื่อการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดีย วิธีการที่นำเสนอเป็นวิธีการค้นหาแบบใหม่ที่ใช้ค่าความสัมพันธ์ (Relevant score) ของตารางดัชนีแบบกลับด้าน (Inverted index) ด้วยรหัสกลุ่ม K-means จับคู่กับคำถามดิบ (Raw query) โดยผ่านการเรียนรู้ด้วยโครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึก (DNN) เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของดัชนี K-means แบบดั้งเดิม การทดสอบได้ดำเนินการกับชุดข้อมูลมัลติมีเดียมาตรฐาน 4 ชุด ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับการค้นคืนแบบพื้นฐาน (baseline) ด้วยรหัส K-means ทั้งด้านความถูกต้องและเวลา ซึ่งสามารถกล่าวสรุปได้ว่า โมเดลการเรียนรู้ DNN สามารถเรียนรู้คุณสมบัติข้อมูลคำถามดิบของข้อมูล มัลติมีเดียได้ดีในการเชื่อมโยงกับค่าคะแนนความสัมพันธ์ของแต่ละกลุ่ม K-means ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</summary>
    <dc:date>2568-09-15T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>นวัตกรรมการเสริมสร้างทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จของเด็กปฐมวัย ด้อยโอกาสด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการวิถีชีวิตแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1111" />
    <author>
      <name>ชิตาพร เอี่ยมสะอาด</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1111</id>
    <updated>2025-10-08T09:14:36Z</updated>
    <published>2568-09-06T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: นวัตกรรมการเสริมสร้างทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จของเด็กปฐมวัย ด้อยโอกาสด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการวิถีชีวิตแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ชิตาพร เอี่ยมสะอาด
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเสริมสร้างทักษะสมองสู่ชีวิตที่สำเร็จของเด็กปฐมวัยด้อยโอกาสด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการวิถีชีวิตแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอน 13 คน ได้มาโดยเลือกแบบสมัครใจ เด็กปฐมวัย 67 คน และผู้ปกครอง 67 คน ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มาโดยเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการ 4 ระยะ คือ 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน 2) พัฒนานวัตกรรมฉบับร่าง 3) ทดลองใช้และประเมินนวัตกรรม และ 4) พัฒนา&#xD;
นวัตกรรมฉบับสมบูรณ์เครื่องมือวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้ปกครองแบบสอบถามวัดสมรรถนะครูแบบสังเกตพฤติกรรมวัดทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัย และแบบสอบถามความคิดเห็นผู้มีส่วนร่วมในการใช้นวัตกรรม สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าทีIndependent ผลการวิจัยพบว่า 1. ได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการวิถีชีวิตแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม 8 ชุด 40 กิจกรรม ได้แก่ 1) ชุดบูรณาการงานบ้าน : กิจกรรมวิศวกรน้อยกับบ้านในฝัน บ้านสะอาดด้วยไม้กวาดวิเศษหุ่นยนต์ถูพื้นระรื่นบ้าน ซักเสื้อซักผ้าแสนสนุก และจัดระเบียบฉันหน่อย 2) ชุดบูรณาการงานครัว : &#xD;
กิจกรรมเมนูรักษ์สุขภาพ สูตรอาหารหนูน้อย เชฟตัวน้อย 100 ฝีมือ จัดจานสวยหรูและมารยาทงามกับอาหารอร่อย 3) ชุดบูรณาการงานกิจวัตรประจำวัน : กิจกรรมอวัยวะแสนวิเศษ ล้างมือสร้างสุขนิสัย แปรงฟันสร้างสุขนิสัย อาบน้ำสร้างสุข เก็บที่นอนสอนนิสัย 4) ชุดบูรณาการงานอดิเรก : กิจกรรมหลากหลายสัมผัสรู้ลิ้นสัมผัส สำคัญที่ตา กายสัมผัสรู้รับรู้หูสัมผัส 5) ชุดบูรณาการงานอาชีพ: กิจกรรมอาชีพน่ารู้ในชุมชน นักเกษตรกรรุ่นเยาว์ค้าขายพาเพลิน ช่างเสริมสวยรวยทรัพย์รับราชการสรรค์สร้าง 6) ชุดบูรณาการงานสิ่งแวดล้อมในบริบทชุมชน : กิจกรรมนักจัดการขยะ ขยะสร้างคุณค่า โลกสวยด้วยขยะ ของเล่นขยะ DIY ขยะกับความพอเพียง 7) ชุดรู้บูรณาการงานวัฒนธรรมทางศาสนา : กิจกรรมวันอาสาฬหบูชา น้ำตาเทียน จัดดอกไม้บูชาพระ ทำบุญตักบาตรเวียนเทียนจำลอง 8) ชุดบูรณาการงานประเพณีท้องถิ่น : กิจกรรมชักพระประเพณีถิ่นใต้ขนมต้มวันชักพระ สถาปนิกเรือพระ แข่งเรือยาวชาวสุราษฎร์ชักพระจำลอง แต่ละกิจกรรม ดำเนินการ 5 ขั้น ได้แก่ ขั้นจุดประกายคิด (Stimulus) ขั้นพิชิตแผนการ (Plan) ขั้นปฏิบัติการกิจ (Action) ขั้นคิดทบทวน (Reflection) ขั้นชวนนำใช้(Applying) เรียกว่า สปาร์โมเดล (SPAR(A) MODEL) ทั้งนี้จัดทำเป็นเอกสารคู่มือ 4 ส่วน ได้แก่ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับนวัตกรรม แผนการจัดกิจกรรม แนวทางการนำนวัตกรรมไปใช้ และภาคผนวก ซึ่งคุณภาพโดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 2. เด็กปฐมวัยที่ครูใช้นวัตกรรมมีทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ครูผู้สอนที่ใช้นวัตกรรมมีสมรรถนะในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะสมองเพื่อะชีวิตที่สำเร็จของเด็กปฐมวัยโดยภาพรวมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. ผู้มีส่วนร่วมในการใช้นวัตกรรมมีความคิดเห็นต่อการใช้นวัตกรรมหลังการทดลองโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</summary>
    <dc:date>2568-09-06T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>นวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์ โครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ด้วยนวัตกรรม เลียนแบบธรรมชาติผ่านชุมชนบนเส้นทางการเรียนรู้</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1109" />
    <author>
      <name>อาทิตยา จิตร์เอื้อเฟื้อ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1109</id>
    <updated>2025-10-08T08:50:24Z</updated>
    <published>2568-09-06T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: นวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์ โครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ด้วยนวัตกรรม เลียนแบบธรรมชาติผ่านชุมชนบนเส้นทางการเรียนรู้
Authors: อาทิตยา จิตร์เอื้อเฟื้อ
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาการทำโครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษา 2) พัฒนานวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาด้วยนวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติและศึกษาผลการนำไปใช้และ 3) นำเสนอนวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาต่อหน่วยงานและกลุ่มเป้าหมาย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ประยุกต์ใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ระยะที่ 1 วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาการทำโครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลการสนทนากลุ่มกับผู้ที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการตีความหมายข้อมูล ระยะที่ 2 พัฒนานวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาด้วยนวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติและศึกษาผลการนำไปใช้และศึกษาปัจจัยส่งเสริมและอุปสรรค กลุ่มนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์29 คน เข้าร่วมในโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพฯ เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมินการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษา และสัมภาษณ์ใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหาและใช้เทคนิคสามเส้า ระยะที่ 3 นำเสนอนวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาต่อหน่วยงานและกลุ่มเป้าหมาย ผลการศึกษาทั้ง 3 ระยะ พบว่า 1) สภาพปัจจุบันและปัญหาการทำโครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษา มีข้อจำกัด ทั้งการคิดหัวข้อโครงงานการบูรณาการความรู้ที่ไม่เพียงพอ นวัตกรรมโครงงานที่ไม่ตอบโจทย์บริบทชุมชน 2) โปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาอาศัยหลักการของ Biomimicry ซึ่งเป็นการเลียนแบบสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วยการวิเคราะห์ปัญหา การค้นพบข้อมูลทางธรรมชาติการเลียนแบบ การออกแบบ การแลกเปลี่ยน ตัวแบบจำลอง ทดสอบ และประเมินผล นวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพ ฯ ดังกล่าวประสบความสำเร็จในการเสริมสร้างการทำโครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษาครูและ 3) การนำเสนอนวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพต่อหน่วยงานและกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในกิจกรรมทุกด้าน มีความรู้ความเข้าใจ และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ อยู่ในระดับมากที่สุด</summary>
    <dc:date>2568-09-06T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>นวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์  โครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ด้วยนวัตกรรม  เลียนแบบธรรมชาติผ่านชุมชนบนเส้นทางการเรียนรู้</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1107" />
    <author>
      <name>อาทิตยา  จิตร์เอื้อเฟื้อ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1107</id>
    <updated>2025-10-06T12:07:35Z</updated>
    <published>2568-09-06T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: นวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์  โครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ด้วยนวัตกรรม  เลียนแบบธรรมชาติผ่านชุมชนบนเส้นทางการเรียนรู้
Authors: อาทิตยา  จิตร์เอื้อเฟื้อ
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาการทำโครงงานสะเต็ม ศึกษาของนักศึกษา 2) พัฒนานวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์ โครงงานสะเต็มศึกษาด้วยนวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติ และศึกษาผลการนำไปใช้ และ 3) นำเสนอนวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาต่อหน่วยงาน และกลุ่มเป้าหมาย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ประยุกต์ใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการ วิจัย 3 ระยะ ระยะที่ 1 วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาการทำโครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลการสนทนากลุ่มกับผู้ที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการตีความหมายข้อมูล ระยะที่ 2 พัฒนานวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาด้วย นวัตกรรมเลียนแบบธรรมชาติ และศึกษาผลการนำไปใช้ และศึกษาปัจจัยส่งเสริมและอุปสรรค กลุ่ม นักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ 29 คน เข้าร่วมในโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพฯ เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมิน การสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษา และสัมภาษณ์ ใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหาและใช้เทคนิคสามเส้า ระยะที่ 3 นำเสนอนวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์ โครงงานสะเต็มศึกษาต่อหน่วยงานและกลุ่มเป้าหมาย ผลการศึกษาทั้ง 3 ระยะ พบว่า 1) สภาพ ปัจจุบันและปัญหาการทำโครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษา มีข้อจำกัด ทั้งการคิดหัวข้อโครงงาน การบูรณาการความรู้ที่ไม่เพียงพอ นวัตกรรมโครงงานที่ไม่ตอบโจทย์บริบทชุมชน 2) โปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพเพื่อยกระดับการสร้างสรรค์โครงงานสะเต็มศึกษาอาศัยหลักการของ Biomimicry ซึ่ง เป็นการเลียนแบบสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วยการวิเคราะห์ ปัญหา การค้นพบข้อมูลทางธรรมชาติ การเลียนแบบ การออกแบบ การแลกเปลี่ยน ตัวแบบจำลอง ทดสอบ และประเมินผล นวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพ ฯ ดังกล่าวประสบความสำเร็จในการเสริมสร้างการทำโครงงานสะเต็มศึกษาของนักศึกษาครู และ 3) การนำเสนอนวัตกรรมโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพต่อหน่วยงานและกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในกิจกรรมทุก ด้าน มีความรู้ความเข้าใจ และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ อยู่ในระดับมากที่สุด</summary>
    <dc:date>2568-09-06T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “โลกของเรา และตรีโกณมิติ” เพื่อพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู  หลักสูตรสาขาวิชาคณิตศาสตร์</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/185" />
    <author>
      <name>พิมพลักษณ์ ว่องอภิวัฒน์กุล</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/185</id>
    <updated>2019-03-29T03:29:00Z</updated>
    <published>2558-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “โลกของเรา และตรีโกณมิติ” เพื่อพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู  หลักสูตรสาขาวิชาคณิตศาสตร์
Authors: พิมพลักษณ์ ว่องอภิวัฒน์กุล
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู หลักสูตรสาขาวิชาคณิตศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เปรียบเทียบการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาทั้งก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “โลกของเราและตรีโกณมิติ” และ ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “โลกของเราและตรีโกณมิติ” การเก็บรวบรวมข้อมูลมีขั้นตอนดังนี้ 1. นักศึกษาทำแบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2. ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู หลักสูตรสาขาวิชาคณิตศาสตร์ โดยชุดกิจกรรมนี้แบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมย่อย ในแต่ละกิจกรรม ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มเพื่อทำใบงานของแต่ละกิจกรรม มีการอภิปรายภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม โดยมีครูคอยช่วยเหลือให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา 3. นักศึกษาทำแบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 4. นักศึกษาทำแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ 81.2/81.9 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ผลปรากฏว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาสูงขึ้นหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ระดับมากที่สุด</summary>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

