<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community: บัณฑิตวิทยาลัย</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/2" />
  <subtitle>บัณฑิตวิทยาลัย</subtitle>
  <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/2</id>
  <updated>2026-04-06T06:21:19Z</updated>
  <dc:date>2026-04-06T06:21:19Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตรัง กระบี่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1168" />
    <author>
      <name>พรวรินทร์ ชดช้อย</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1168</id>
    <updated>2026-02-02T06:42:25Z</updated>
    <published>2569-02-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตรัง กระบี่
Authors: พรวรินทร์ ชดช้อย
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นวางแผน ขั้นลงมือปฏิบัติ ขั้นสังเกต และขั้นสะท้อนผล โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้ร่วมเรียนรู้ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ จำนวน 3 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบนิเทศการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และเรียบเรียงในเชิงพรรณนาวิเคราะห์ โดยมีสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
        ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ดังนี้ ครูผู้ร่วมเรียนรู้สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยมีผลการประเมินกิจกรรม การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีการจัดการตนเอง ตรวจสอบตนเองและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง ค่าเฉลี่ย 5.00 ระดับคุณภาพดีมาก มีการพัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง ผู้เรียนสามารถจัดการตนเองและตรวจสอบการทำงานของตนเองได้ ด้านครูต้องปรับปรุงข้อคำถามสะท้อนคิดเพื่อให้ผู้เรียนเสนอแนวทางการ ปรับปรุงตนเองครอบคลุมทุกมิติของทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง หลังจากนั้นนำปัญหาที่พบไปปรับปรุงพัฒนา ด้วยการวางแผนและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ฝึกตั้งคำถามสะท้อนคิดและดำเนินกิจกรรมที่ผู้เรียนได้เสนอแนวทางการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองในชั้นเรียน ซึ่งผลการจัดการเรียนรู้ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ในการนำตนเองครบทุกมิติ ทั้งการจัดการตนเอง การประเมินตรวจสอบตนเอง และการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง ผลการสะท้อนการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเองโดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ครูเกิดสมรรถนะในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และสามารถจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง สามารถประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ เป็นแนวทางในการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะ เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางวิชาชีพของตนเองได้ในอนาคต
Description: ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</summary>
    <dc:date>2569-02-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>มาตรการทางกฎหมายในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุชุมชนตลิ่งงาม  อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1167" />
    <author>
      <name>ดนิตา เพ็ชรรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1167</id>
    <updated>2026-01-22T11:18:33Z</updated>
    <published>2569-01-22T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: มาตรการทางกฎหมายในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุชุมชนตลิ่งงาม  อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ดนิตา เพ็ชรรัตน์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ 2) วิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ และ 3) เสนอแนะมาตราการทางกฎหมายในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ชุมชนตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้ศึกษาใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 2 วิธีหลัก ได้แก่ การศึกษาเอกสาร จากหนังสือ ตำรา บทความวิชาการ งานวิจัย และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์และใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความเพื่อให้ได้มาตราการทางกฎหมายในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ&#xD;
	ผลการศึกษาพบว่า 1) ชุมชนตลิ่งงามเป็นชุมชนชายฝั่งทะเลที่มีประชากรผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 16.23 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สภาพปัญหาหลักในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) การเข้าถึงบริการสุขภาพที่เกิดจากข้อจำกัดด้านการคมนาคมและระยะทาง รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากร (2) ระบบการให้บริการที่ขาดการบูรณาการและประสานงานระหว่างหน่วยงาน (3) การจัดบริการที่ขาดความหลากหลายและครอบคลุม (4) คุณภาพการให้บริการที่ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และ (5) การรับรู้สิทธิและการเข้าถึงบริการตามกฎหมายของผู้สูงอายุ 2) กรอบกฎหมายระดับชาติมีความครอบคลุมในเชิงหลักการ แต่ยังมีช่องว่างที่สำคัญในการบังคับใช้และการตอบสนองต่อปัญหาเฉพาะของพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาตรการและกฎหมายไปปฏิบัติยังไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ องค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งงามยังไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเต็มศักยภาพ และข้อบัญญัติท้องถิ่นยังขาดความครอบคลุมและกลไกการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ และ  3) จากการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาและช่องว่างทางกฎหมาย ผู้วิจัยได้พัฒนามาตรการทางกฎหมายที่ครอบคลุม สอดคล้องกับปัญหาเฉพาะของพื้นที่เกาะ 4 ประเด็นหลัก คือ (1) มาตรการด้านการปรับปรุงข้อบัญญัติท้องถิ่นสำหรับการให้บริการสุขภาพผู้สูงอายุ (2) มาตรการด้านการปรับปรุงการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ (3) มาตรการด้านการคุ้มครองสิทธิและการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้สูงอายุ และ (4) มาตรการด้านการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน ทั้งนี้ยังมีข้อเสนอแนะในการให้องค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งงามดำเนินการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นเรื่องมาตรฐานการให้บริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการให้บริการ และจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุในระดับนโยบาย
Description: บทความวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาโท แผน ข หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนากระบวนการยุติธรรม</summary>
    <dc:date>2569-01-22T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวลึกน้อย อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1164" />
    <author>
      <name>หร่อเอน ตำหล๊ะ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1164</id>
    <updated>2026-01-13T10:10:55Z</updated>
    <published>2569-01-13T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวลึกน้อย อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่
Authors: หร่อเอน ตำหล๊ะ
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการ บริหารพัสดุภาครัฐ 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการการบริหารพัสดุ ภาครัฐ และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐตาม หลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวลึกน้อย อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ใช้รูปแบบการวิจัย แบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ อาศัยอยู่ในเขตตำบลอ่าวลึกน้อย จำนวน 378 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยวิธีเจาะจงจากคณะ ผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น และตัวแทนภาคประชาชน จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐ ในภาพรวม อยู่ในระดับ&#xD;
ปานกลาง เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านหลักความคุ้มค่า ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความ รับผิดชอบ ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักความโปร่งใส และด้านหลักนิติธรรม 2) ปัญหาและอุปสรรคการมี ส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการการบริหารพัสดุภาครัฐ คือ ปัญหาการขาดความรู้ ความเข้าใจและข้อมูล เกี่ยวกับการบริหารพัสดุ ปัญหาด้านการสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูล และขาดความต่อเนื่องของกลไกการมีส่วน ร่วม 3) แนวทางการพัฒนา การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐตามหลักธรรมาภิบาล คือ องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวลึกน้อยควรจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการที่อธิบายขั้นตอนการบริหาร พัสดุภาครัฐ สิทธิและหน้าที่ของประชาชน รวมถึงวิธีการตรวจสอบและร้องเรียนให้มีรูปแบบที่เข้าใจง่าย ใช้ภาษาท้องถิ่น และจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพิ่มช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลและวิธีการสื่อสารที่เหมาะสม ปรับปรุงระบบการเผยแพร่ข้อมูล เช่น ใช้เสียงตามสายในชุมชน วิทยุชุมชน กลุ่มไลน์ และสร้างแรงจูงใจและแรง ขับเคลื่อนภายในชุมชน โดยควรมีการยกย่องหรือให้รางวัลแก่บุคคลหรือชุมชนที่มีบทบาทในการมีส่วนร่วม
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2569-01-13T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเมืองเชิงนโยบายกับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ และความคาดหวังของประชาชน : กรณีศึกษาเทศบาลเมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1163" />
    <author>
      <name>มุกรินทร์ ปิ่นระลึก</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1163</id>
    <updated>2026-01-08T04:11:13Z</updated>
    <published>2568-12-27T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเมืองเชิงนโยบายกับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ และความคาดหวังของประชาชน : กรณีศึกษาเทศบาลเมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร
Authors: มุกรินทร์ ปิ่นระลึก
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายและการดำเนินงานด้านสวัสดิการผู้สูงอายุ เปรียบเทียบความสอดคล้องระหว่างนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุที่เป็นอยู่กับความต้องการสวัสดิการที่คาดหวังของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบสวัสดิการผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองชุมพรให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน กลุ่มตัวอย่างคือ ประชากรผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร จำนวน 382 คน แต่เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนของข้อมูล จึงทำการเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมเป็น 400 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงค่าความถี่ ค่าร้อยละ สถิติค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และจัดลำดับความสำคัญของค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นของผู้สูงอายุต่อสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุของเทศบาล เมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้านที่พักอาศัยเป็นลำดับแรก แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุในพื้นที่ ยังคงให้ความสำคัญในเรื่องของที่พักอาศัย เนื่องจากในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองชุมพร มีประชากรที่เข้าสู่วัยผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก จึงต้องการที่อยู่อาศัยที่มั่นคง รู้สึกปลอดภัย สะดวกและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงวัยที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ รองลงมาคือสวัสดิการด้านรายได้ ด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลเป็นลำดับที่ 3 ด้านความมั่นคงทางสังคม ครอบครัว และผู้ดูแลเป็นลำดับที่ 4 และสุดท้ายคือ ด้านสันทนาการ อาจเนื่องมาจากผู้สูงอายุมีข้อจำกัดในด้านสุขภาพ จึงอาจไม่สามารถที่จะเข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการได้อย่างเต็มที่&#xD;
ข้อเสนอแนะจากการวิจัยได้แก่ เทศบาลเมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ควรจัดให้มีบริการสุขภาพเชิงรุก เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี การเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุติดบ้าน-ติดเตียง และการจัดทีมแพทย์หรืออาสาสมัครสาธารณสุขเข้าไปในชุมชนอย่างสม่ำเสมอ ดำเนินโครงการปรับปรุงและซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกรวมถึงจัดให้มีการสนับสนุนผู้ดูแลผู้สูงอายุ อบรมทักษะต่างๆ ในการดูแลผู้สูงอายุ</summary>
    <dc:date>2568-12-27T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1162" />
    <author>
      <name>ศิรณัฏฐ์ สำเร</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1162</id>
    <updated>2026-01-08T04:07:44Z</updated>
    <published>2568-12-27T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ศิรณัฏฐ์ สำเร
Abstract: การค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี จำแนกตามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพการสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ และตำบลที่อาศัย 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี 4) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน และใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกรวบรวมข้อมูลจากลุ่มเป้าหมายโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 10 คน&#xD;
วิเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลนครเกาะสมุย โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประชาชนที่มีสถานภาพการสมรสที่แตกต่างกัน การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลนครเกาะสมุย ไม่แตกต่างกัน โดยมีเพียง 1 ด้านที่พบความแตกต่าง คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่วางไว้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ปัญหาอุปสรรคประชาชนบางส่วนรู้สึกว่าการแสดงความคิดเห็นไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงแผนงานจริง หรือเคยเข้าร่วมแล้วแต่ข้อเสนอแนะไม่ได้รับการนำไปพิจารณาทำให้เกิดความท้อแท้และไม่อยากเข้าร่วมอีกในอนาคต 4) แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองควรมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงช่องทางหลายๆ รูปแบบ จัดเวทีประชาคมเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง</summary>
    <dc:date>2568-12-27T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาระบบการประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วมของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1161" />
    <author>
      <name>อัจฉริยา เพชรรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1161</id>
    <updated>2026-01-08T03:57:16Z</updated>
    <published>2568-12-27T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาระบบการประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วมของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: อัจฉริยา เพชรรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ของเทศบาลนครเกาะสมุย&#xD;
อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของระบบการประชาสัมพันธ์ของเทศบาลนคร&#xD;
เกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) เสนอแนวทางการพัฒนาระบบการประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นอย่างมี&#xD;
ส่วนร่วมของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูล&#xD;
โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูล&#xD;
โดยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ของเทศบาลนครเกาะสมุยมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่มีการวางแผนการทำงาน ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โปรแกรมแคนวา โฟโตช็อป พรีเมียร์ โปร แอปแคปคัท และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับสนทนาอัตโนมัติ พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งสื่อสังคมออนไลน์และสื่อแบบดั้งเดิม ผู้บริหารให้การสนับสนุนการสื่อสารที่โปร่งใสและมีระบบติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ 2) ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ ได้แก่ บุคลากรมีจำนวนไม่เพียงพอและขาดทักษะด้านเทคโนโลยี อุปกรณ์ไม่ทันสมัย ขาดการติดต่อสื่อสารกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง ขาดหลักการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมีงบประมาณไม่เพียงพอสำหรับพื้นที่รับผิดชอบขนาดใหญ่ถึง 252 ตารางกิโลเมตร 3) แนวทางการพัฒนาระบบการประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม ประกอบด้วย การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การสร้างนวัตกรรมการบูรณาการสื่อ การเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารที่ตอบสนอง การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้วิจัยสังเคราะห์เป็นรูปแบบเรียกว่า “PRSAMUI” ซึ่งแนวทางดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้บริหาร และประชาชน เพื่อให้เกิดการประชาสัมพันธ์แบบสองทางที่มีประสิทธิภาพ</summary>
    <dc:date>2568-12-27T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเมืองกับการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นสู่การเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นดิจิทัล : กรณีศึกษาเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1160" />
    <author>
      <name>วนิดา สันขาว</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1160</id>
    <updated>2026-01-08T02:54:53Z</updated>
    <published>2568-12-27T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเมืองกับการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นสู่การเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นดิจิทัล : กรณีศึกษาเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: วนิดา สันขาว
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบททางการเมืองในกระบวนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร&#xD;
ท้องถิ่นสู่การเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดิจิทัล เทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) วิเคราะห์ปัญหา&#xD;
อุปสรรค และปัจจัยทางการเมืองที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรเทศบาลนครเกาะสมุย&#xD;
สู่การเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดิจิทัล และ 3) เสนอแนวทางเชิงนโยบายทางการเมืองกับการมีส่วนร่วม&#xD;
ในกระบวนการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น สู่การเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดิจิทัล ของเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัด&#xD;
สุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ จากบุคลากรในสังกัดเทศบาลนครเกาะสมุย จำนวน&#xD;
295 คน โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง จากกลุ่มเป้าหมาย&#xD;
ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 8 คน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร&#xD;
ท้องถิ่นสู่การเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดิจิทัล มีความคิดเห็นในค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การพัฒนา&#xD;
บุคลากรของเทศบาลนครเกาะสมุย มีปัญหาหรืออุปสรรคในด้าน ปัญหาด้านทรัพยากร งบประมาณทีมีอย่างจำกัด&#xD;
ขาดบุคลากรเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และยังขาดทักษะในหลายด้าน ต้องจัดให้มีการพัฒนาหลักสูตรอบรม สร้างแรง จูงใจ&#xD;
ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ในส่วนของปัจจัยทางการเมืองที่มีผลต่อการ&#xD;
มีส่วนร่วมในการส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรเทศบาลนครเกาะสมุย ได้แก่ ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร ปัจจัย&#xD;
ด้าน กลยุทธ์ดิจิทัล ปัจจัยด้านเทคโนโลยี ปัจจัยด้านผู้น าองค์กร ปัจจัยด้านผู้ปฏิบัติงาน และปัจจัยด้านกระบวนการ&#xD;
จัดการ และ 3) แนวทางเชิงนโยบายทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น สู่การเป็น&#xD;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดิจิทัล ประกอบด้วย การพัฒนาทักษะและเพิ่มศักยภาพของบุคลากร ด้านการเพิ่มความรู้และทักษะในการทำงาน ด้านการปรับปรุงกฎหมาย/กฎระเบียบเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน และด้านการพัฒนาและการจัดหาวัสดุอุปกรณ์</summary>
    <dc:date>2568-12-27T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเมืองกับนโยบายการพัฒนาสถานธนานุบาลเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1159" />
    <author>
      <name>สัจพงศ์ แข่งขัน</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1159</id>
    <updated>2026-01-08T02:29:21Z</updated>
    <published>2568-12-27T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเมืองกับนโยบายการพัฒนาสถานธนานุบาลเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สัจพงศ์ แข่งขัน
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณภาพการให้บริการปัญหาและอุปสรรคในการให้บริการ 2) เพื่อ&#xD;
เปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการจําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายและกลไก&#xD;
ลการพัฒนาสถานธนานุบาลเทศบาลนครเกาะสมุย อําเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัย&#xD;
แบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้มารับบริการจํานวน 330 คน การวิจัย&#xD;
เชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสําคัญเจ้าหน้าที่ของสถานธนานุบาลเทศบาลนครเกาะสมุย 8 คน&#xD;
วิเคราะห์ผล แบ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณใช้สถิติค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) สถิติ&#xD;
เชิงอนุมาน ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว F-test การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลเชิง&#xD;
เนื้อหา พบว่า สถานธนานุบาล เทศบาลนครเกาะสมุยมีคุณภาพการให้บริการโดยรวมในระดับสูง ปัญหาและ&#xD;
อุปสรรคในการให้บริการที่พบ คือ 1) ปัญหาด้านป้ายบอกตําแหน่งที่ตั้ง 2) ปัญหาด้านการให้บริการกับชาวต่างชาติ&#xD;
3) ปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์ และ 4) ปัญหาด้านการจัดเก็บสินค้าแบรนด์เนม ผลการเปรียบเทียบคุณภาพการ&#xD;
ให้บริการของสถานธนานุบาลเทศบาลนครเกาะสมุยจําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ และรายได้ที่&#xD;
แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการแตกต่างกัน แนวทางเชิงนโยบายและกลไกลการพัฒนาสถานธ&#xD;
นานุบาล คือ 1) ควรเพิ่มป้ายบอกตําแหน่งที่บริเวณตัวอาคารสถานธนานุบาล 2) ควรมีการแปลเอกสารที่สําคัญให้มี&#xD;
อย่างน้อย 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) พร้อมคู่มือคําอธิบาย 3) ควรมีการสร้างทีมเฉพาะกิจด้านประชาสัมพันธ์ และ&#xD;
4) ควรมีการดําเนินการจัดอบรมสินค้าแบรนด์เนม พร้อมปรับปรุงสถานที่จัดเก็บให้เหมาะสมมากขึ้น</summary>
    <dc:date>2568-12-27T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>มาตรการคุ้มครองการใช้แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืนในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1158" />
    <author>
      <name>ธีรพงษ์ ยืนนาน</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1158</id>
    <updated>2025-12-15T09:45:13Z</updated>
    <published>2568-12-15T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: มาตรการคุ้มครองการใช้แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืนในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธีรพงษ์ ยืนนาน
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่นำไปสู่การใช้แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืน ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี (2) วิเคราะห์กฎหมายและมาตรการคุ้มครองแรงงานเด็กในประเทศไทย และ (3) หามาตรการคุ้มครองการใช้แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืน ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการวิเคราะห์เอกสารและการสังเกตทั้งแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม โดยกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาคือ แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืนในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการใช้แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืนในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย 5 ปัจจัย ดังนี้ 1) ปัจจัยทางเศรษฐกิจและความเปราะบางของครอบครัว 2) ปัจจัยเชิงโครงสร้างทางสังคมและการขาดระบบคุ้มครองทางสังคมที่มีประสิทธิภาพ 3) ปัจจัยด้านการศึกษาและโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ 4) ปัจจัยด้านพื้นที่และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และ 5) ปัจจัยด้านการกำกับดูแลและบทบาทของครอบครัว เกิดปัญหากฎหมายการใช้แรงงานเด็กและกฎหมายคุ้มครองเด็กไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้เด็กยังคงถูกใช้แรงงานผิดกฎหมายและมาตรการคุ้มครองแรงงานเด็กที่ส่งผลต่อการทำให้เกิดปัญหาการใช้แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืนในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย เนื่องจากข้อบัญญัติและกฎหมายท้องถิ่นที่ขาดบทบาทและอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานเด็ก ในพื้นที่ เกาะสมุย เกิดช่องว่าของการบังคับใช้ข้อบัญญัติและกฎหมายมิ้งถิ่นที่ไม่สามารถคุ้มครองเด็กในพื้นที่เฉพาะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยได้เสนอมาตรการคุ้มครองการใช้แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืนสำหรับพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อแก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วย 3 มาตรการหลัก คือ มาตรการคุ้มครองทางกฎหมายเฉพาะสำหรับการขายพวงมาลัยในเวลากลางคืน มาตรการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและสังคม และมาตรการด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะสำหรับเด็ก</summary>
    <dc:date>2568-12-15T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวพระราชดำริในการปกครองของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1157" />
    <author>
      <name>วิษณุพงศ์  สุจารีย์</name>
    </author>
    <author>
      <name>มาดล  จรูญรัตน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1157</id>
    <updated>2025-11-06T03:59:58Z</updated>
    <published>2568-10-06T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวพระราชดำริในการปกครองของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)
Authors: วิษณุพงศ์  สุจารีย์; มาดล  จรูญรัตน์; อมร หวังอัครางกูร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวพระราชดำริในการปกครองของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร             มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) 2) ศึกษาความเป็นพลังอำนาจละมุนทางการเมืองของพระบาทสมเด็จ  พระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) และ 3) เสนอแนะรูปแบบในการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ  3 กลุ่ม จำนวน 17 คน/รูป โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาเพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัย&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ทรงมีแนวพระราชดำริในการปกครองที่สำคัญ 3 ประการ คือ ความเป็นธรรมราชา ความเป็นกลางทางการเมือง และการเป็นศูนย์กลางในการสร้างความสามัคคีและความสมานฉันท์ ทรงปกครองโดยยึดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ทศพิธราชธรรม และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเน้นความพอประมาณและความมีเหตุผล ในฐานะ “ธรรมราชา” และทรงเป็นต้นแบบของผู้นำที่ใช้หลักธรรมาภิบาลนอกจากนี้พระองค์ยังดำรงความเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด ไม่เข้าข้างฝ่ายใด เปรียบเสมือน “โซ่คล้องใจ”ในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมือง เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งและส่งเสริมความสงบสุขในสังคม &#xD;
2) ทรงใช้พลังทางศีลธรรมและพระบารมีอย่างแยบคายในการปกครองประเทศและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยไม่อาศัยอำนาจบังคับ แต่ใช้การนำด้วยความเมตตาและความเข้าใจผ่านพระราชกรณียกิจที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในระดับนานาชาติ ทรงเป็นสัญลักษณ์ของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติด้วยสันติวิธี แสดงให้เห็นว่า รัชกาลที่ 9 ทรงเป็น “ราชาปราชญ์” ที่นำพาประเทศโดยใช้หลักธรรมและพลังอำนาจละมุนอย่างสมดุล เพื่อความเจริญรุ่งเรืองและความยุติธรรม 3) รูปแบบการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) โดยมีใจความสำคัญคือ ศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาชีวิต การพัฒนาชุมชน องค์กร ประเทศและการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน
Description: บทความการค้นคว้าอิสระหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-10-06T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเมืองกับการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะ  กรณีศึกษา เทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1156" />
    <author>
      <name>พัชรพร เศษบุบผา</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1156</id>
    <updated>2025-11-25T04:31:23Z</updated>
    <published>2568-10-06T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเมืองกับการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะ  กรณีศึกษา เทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: พัชรพร เศษบุบผา; อมร หวังอัครางกูร; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน           2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน และ 3) เสนอแนะแนวการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยกลไกทางการเมือง ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน จำนวน 400 คน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน ประกอบด้วย นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเชี่ยวหลาน ปลัดเทศบาล สมาชิกสภาเทศบาล 2 คน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเขาพัง ผู้อำนวยการส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชี่ยวหลาน - ไกรสร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาสก กำนันตำบลเขาพัง และผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) คุณภาพการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพเป็นด้านที่มีคุณภาพการจัดบริการสาธารณะมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านความมั่นใจด้านการตอบสนอง ด้านความน่าเชื่อถือ และคุณภาพบริการต่ำที่สุด คือ ด้านการดูแลเอาใจใส่ปัญหาอุปสรรคในการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน พบว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การจัดบริการสาธารณะของเทศบาลยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง ได้แก่ งบประมาณที่จำกัด ความล่าช้าในการประสานงาน ข้อจำกัดด้านพื้นที่โดยเฉพาะเขตอุทยานความไม่ครอบคลุมของเทคโนโลยีต่อกลุ่มผู้สูงวัยการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง และอิทธิพลของการเมืองท้องถิ่นที่ส่งผลต่อการจัดลำดับโครงการในแผนพัฒนา และความทั่วถึงของการให้การจัดบริการสาธารณะ 3) แนวทางพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน คือ เทศบาลควรมีการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะทั้งในเชิงนโยบายและการบริหาร โดยการสรรหางบประมาณและเพิ่มแหล่งรายได้ท้องถิ่น สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วน การพัฒนาระบบบริการที่เข้าถึงทุกช่วงอายุ พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ และการส่งเสริมธรรมาภิบาลท้องถิ่นเพื่อให้การจัดลำดับโครงการในแผนพัฒนามีความโปร่งใส และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้การจัดบริการสาธารณะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง มีคุณภาพ เป็นธรรมและยั่งยืน
Description: บทความการค้นคว้าอิสระหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-10-06T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาการให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ กรณีศึกษาเทศบาลนครเกาะสมุย</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1115" />
    <author>
      <name>ปิยพร จันทร์บัว</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1115</id>
    <updated>2025-10-10T07:20:50Z</updated>
    <published>2568-10-10T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาการให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ กรณีศึกษาเทศบาลนครเกาะสมุย
Authors: ปิยพร จันทร์บัว; วาสนา จาตุรัตน์; ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุย 2) ปัญหา และอุปสรรคในการให้บริการการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุย และ 3) แนวทางการพัฒนา การให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุย ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 22 คน ประกอบด้วย ปลัดเทศบาลนครเกาะสมุยจำนวน 1 คน หัวหน้าส่วนราชการจำนวน 2 คน เจ้าหน้าที่การให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุยจำนวน 5 คน สมาชิกสภาเทศบาลนครเกาะสมุยจำนวน 4 คน และประชาชนที่มาใช้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุยจำนวน 10 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุย คือ มีเจ้าหน้าที่สำหรับให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ 2 ช่องทาง คือ หนังสือคำร้องทั่วไป และแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ซึ่งเป็นช่องทางที่ใช้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์มากที่สุด 2) ปัญหาและอุปสรรคในการให้บริการการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุย ได้แก่ มีจำนวนบุคลากรไม่เพียงพอ งบประมาณ ครุภัณฑ์ วัสดุอุปกรณ์ยังไม่เพียงพอต่อ&#xD;
ปริมาณงาน มีสถานที่ไม่เอื้ออำนวยความสะดวกต่อผู้พิการ และมีช่องทางการรับเรื่องราวร้องทุกข์ไม่เพียงพอ และ 3) แนวทางการพัฒนาการให้บริการการรับเรื่องร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุย ควรเพิ่มบุคลากรให้เพียงพอต่อความต้องการ เพิ่มงบประมาณให้เพียงพอในการบริหารจัดการ ปรับปรุงสถานที่ให้เหมาะสมและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทุกกลุ่ม เพิ่มช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ และปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาการให้บริการเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของเทศบาลนครเกาะสมุยให้มีประสิทธิ์เพิ่มมากขึ้น
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-10-10T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การขับเคลื่อนการบริหารกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบนฐานพลังอำนาจของชุมชนให้มีประสิทธิภาพ : กรณีศึกษา กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปากคู อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1114" />
    <author>
      <name>ละลินดา แดงก่อเกื้อ</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1114</id>
    <updated>2025-10-10T07:16:42Z</updated>
    <published>2568-10-10T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การขับเคลื่อนการบริหารกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบนฐานพลังอำนาจของชุมชนให้มีประสิทธิภาพ : กรณีศึกษา กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปากคู อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ละลินดา แดงก่อเกื้อ; ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบนฐานพลังอำนาจของชุมชนบ้านปากคู 2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบนฐานพลังอำนาจของชุมชน บ้านปากคู และ3) เสนอแนวทางการขับเคลื่อนการบริหารกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบนฐานพลังอำนาจของชุมชน บ้านปากคู อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน ประกอบด้วย ตัวแทนคณะกรรมการกลุ่ม ตัวแทนสมาชิกกลุ่ม ตัวแทนผู้นำในชุมชน ตัวแทนเจ้าหน้าที่องค์กรภาครัฐ และตัวแทนปราชญ์ชุมชน คัดเลือกโดยวิธีแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารของกลุ่มออมทรัพย์บ้านปากคูตั้งอยู่บนหลักการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ โดยใช้โครงสร้างการบริหารที่แบ่งหน้าที่ชัดเจน มีระเบียบข้อบังคับที่เป็นธรรม และกิจกรรมร่วมที่เสริมสร้างความสัมพันธ์และพลังชุมชน พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกในลักษณะของพี่เลี้ยง และยังมีปัจจัยสนับสนุนจากภายนอกและภายใน เช่น ทุนในชุมชน ความไว้เนื้อเชื่อใจภายในกลุ่มที่เข้มแข็ง และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ 2) ปัญหาและอุปสรรคของกลุ่มออมทรัพย์พบว่า กลุ่มยังขาดการหมุนเวียนผู้นำ ระบบบัญชีไม่ทันสมัย การพัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการไม่ต่อเนื่อง และระบบสวัสดิการยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สมาชิกขาดความเข้าใจด้านการเงินและมีการชำระหนี้ล่าช้า รวมถึงการสื่อสารภายในกลุ่มยังไม่ทั่วถึงและเป็นระบบ และ 3) แนวทางการขับเคลื่อนการบริหารกลุ่มออมทรัพย์ผ่านกรอบแนวคิด SCOBE Model ซึ่งประกอบด้วย (1) การจัดโครงสร้างและกระบวนการทำงานที่ชัดเจนและยืดหยุ่น (2) การบริหารทุนและทรัพยากรด้วยระบบดิจิทัลที่โปร่งใส (3) การพัฒนาศักยภาพองค์กรผ่านกระบวนการ “ชุมชนสอนชุมชน” (4) การขยายบทบาทของกลุ่มให้เป็นกลไกพัฒนาคุณภาพชีวิต และ (5) การเสริมสร้างพลังอำนาจจากภายในให้สมาชิกมีบทบาทอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน ทั้งนี้ โมเดลดังกล่าวได้รับการยอมรับจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาการบริหารกลุ่มออมทรัพย์ได้อย่างเหมาะสมในระดับชุมชน
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-10-10T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของกองทุนสวัสดิการชุมชน เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1106" />
    <author>
      <name>ปรียชาติ โชติทอง</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1106</id>
    <updated>2025-09-05T03:45:32Z</updated>
    <published>2568-09-05T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของกองทุนสวัสดิการชุมชน เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ปรียชาติ โชติทอง; ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของกองทุนสวัสดิการชุมชน 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชน และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ใช้รูปแบบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยใช้สูตรทาโร่ยามาเน่ จำนวน 380 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบง่าย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับคณะกรรมการบริหารกองทุนสวัสดิการชุมชน จำนวน 10 คน คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จำนวน 4 คน และผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกองทุนสวัสดิการชุมชนจำนวน 3 คน ใช้วิธีแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แบบสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลอยู่ในระดับมาก โดยหลักนิติธรรมอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือหลักคุณธรรม หลักความคุ้มค่า หลักความโปร่งใส หลักความรับผิดชอบ และหลักการมีส่วนร่วม ตามลำดับ 2) ปัญหาและอุปสรรคพบว่า เกิดความไม่ชัดเจนของข้อระเบียบ การรับสิทธิซ้ำซ้อน การเปิดเผยข้อมูลยังไม่ได้มาตรฐาน การสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์มีข้อจำกัดในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ภาระงานส่วนตัวของคณะกรรมการ และการขาดค่าตอบแทนลดแรงจูงใจ รวมถึงการพึ่งพาเจ้าหน้าที่ในการบริหาร และ 3) แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลพบว่า จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การทำงานอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้กองทุนตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้อย่างยั่งยืน การปรับปรุงระเบียบข้อบังคับให้ทันสมัย นำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการข้อมูลและสื่อสาร รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งในการพึ่งพาตนเอง และการมีส่วนร่วม ของชุมชนตั้งแต่การวางแผนจนถึงการติดตามงบประมาณ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ นอกจากนี้ การสนับสนุนจากภาครัฐและท้องถิ่นช่วยเสริมศักยภาพในการให้บริการและตอบสนองความต้องการของสมาชิก
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-09-05T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหาทางกฎหมายในการควบคุมราคารับซื้อผลิตผลทุเรียนตามมาตรฐานสินค้าเกษตร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1105" />
    <author>
      <name>จุฑามาศ กุลทอง</name>
    </author>
    <author>
      <name>จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1105</id>
    <updated>2025-08-04T08:01:00Z</updated>
    <published>2568-08-04T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหาทางกฎหมายในการควบคุมราคารับซื้อผลิตผลทุเรียนตามมาตรฐานสินค้าเกษตร
Authors: จุฑามาศ กุลทอง; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพปัญหา และแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการกำกับมาตรฐาน และควบคุมราคาการรับซื้อผลิตผลทุเรียน (2) มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับมาตรฐานสินค้าเกษตร และการควบคุมราคารับซื้อผลิตผลทุเรียน (3) วิเคราะห์และเสนอแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการกฎหมายในการควบคุมราคารับซื้อผลิตผลทุเรียนตามมาตรฐานสินค้าเกษตร ด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพจากการศึกษาเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 29 ได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ในการออกประกาศเพื่อควบคุมราคาสินค้าและบริการ ประกอบกับพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ให้อำนาจคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร แต่คณะกรรมการดังกล่าวยังไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะว่า ในเชิงนโยบาย คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ต้องออกประกาศกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรทุเรียนมาใช้เป็นฐานในการกำหนดราคารับซื้อผลิตผลทุเรียน สำหรับข้อเสนอแนะในเชิงกฎหมาย คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ต้องออก “ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ว่าด้วย การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ถือว่าเป็นการทำให้ราคาต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้าทุเรียน ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 พ.ศ. ....”  มาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคารับซื้อผลิตผลทุเรียนของล้งทุเรียนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-08-04T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลสัมฤทธิ์ของนโยบายการบริหารพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2566 - 2567 กรณีศึกษา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1104" />
    <author>
      <name>ยุภาวดี แสงสุวรรณ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธุวพล ทองอินทราช</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1104</id>
    <updated>2025-07-04T01:17:28Z</updated>
    <published>2568-07-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลสัมฤทธิ์ของนโยบายการบริหารพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2566 - 2567 กรณีศึกษา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส
Authors: ยุภาวดี แสงสุวรรณ์; ธุวพล ทองอินทราช; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้2) กระบวนการปฏิบัติตามนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3) ผลสัมฤทธิ์ของนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2566-2567 กรณีศึกษา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ตำบลตันหยงมัสอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากข้าราชการและบุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 จำนวน 8 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปเชิงพรรณนาเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ของนโยบายการบริหารพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้พ.ศ. 2566 - 2567 ของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ผลการวิจัยพบว่า 1) นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งานควบคุมพื้นที่รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เป็นปัจจัยสำคัญลำดับแรกในสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ 2) กระบวนการปฏิบัติตามนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งานบูรณาการด้านความมั่นคงทางทหารความมั่นคงเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ต้องมีขีดความสามารถในการปฏิบัติทางยุทธวิธีเพื่อให้สามารถตอบโต้และต่อต้านการปฏิบัติของกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถป้องกันตนเองและประชาชนให้รอดพ้นจากการก่อเหตุการณ์ 3) ผลสัมฤทธิ์ของนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อให้เกิดการพัฒนาการบริหารจัดการทั้งบูรณาการการทำงานของรัฐทุกระดับ ทั้งมิติงานด้านความมั่นคงและมิติงานด้านการพัฒนาของการปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้
Description: การค้นคว้าอิสระหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-07-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำ ขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1103" />
    <author>
      <name>ชัชวาล ดำคำ</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธุวพล ทองอินทราช</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1103</id>
    <updated>2025-06-09T03:34:10Z</updated>
    <published>2568-06-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำ ขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
Authors: ชัชวาล ดำคำ; ธุวพล ทองอินทราช; อมร หวังอัครางกูร
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมืองขององค์การบริหารส่วนตำบล 2) วิเคราะห์ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำ 3) เสนอแนวทางพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร กำหนดรูปแบบเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยจำนวน 20 คน ประกอบด้วยข้าราชการการเมืองจำนวน 10 คน ข้าราชการประจำ จำนวน 10 คน เก็บข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกและนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และสรุปเชิงพรรณนา เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำของ องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำ ในอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร มีความสัมพันธ์แบบร่วมมือกันทำงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่น โดยข้าราชการการเมืองจะกำหนดทิศทางและนโยบาย ขณะที่ข้าราชการประจำจะช่วยดำเนินงานตามนโยบายเหล่านั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในการให้บริการประชาชน 2) ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ ได้แก่ ความเข้าใจบทบาทที่ไม่ตรงกัน,การสื่อสารไม่ชัดเจน, ขาดการสนับสนุนทรัพยากร, การเปลี่ยนแปลงนโยบายบ่อย, การแทรกแซงงานประจำ, และการขาดความโปร่งใส ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานและการพัฒนาชุมชน และ 3) การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำในองค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอท่าแซะ ควรเน้นการสร้างความเข้าใจในบทบาท, การสื่อสารที่เปิดเผย, การพัฒนาทักษะร่วมกัน, การส่งเสริมการเข้าร่วมของบุคลากร, และการสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
Description: การค้นคว้าอิสระหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-06-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการบริหารจัดการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1102" />
    <author>
      <name>พันธ์เทพ ดอนพต</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธุวพล ทองอินทราช</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1102</id>
    <updated>2025-06-07T07:13:32Z</updated>
    <published>2568-05-31T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการบริหารจัดการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: พันธ์เทพ ดอนพต; อมร หวังอัครางกูร; ธุวพล ทองอินทราช
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) เพื่อศึกษาความต้องการของประชาชนในการจัดการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน&#xD;
จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลวิจัยจำนวน 15 คน เป็นข้าราชการการเมือง จำนวน 2 คน ข้าราชการประจำและรัฐวิสาหกิจ จำนวน 3 คน ภาคเอกชน 5 คน ประธานชุมชน จำนวน 1 คน และกรรมการชุมชุน จำนวน 4 คน โดยกระบวนการเก็บข้อมูลเชิงลึกนำข้อมูลที่ได้มาสรุปเชิงพรรณนาเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี &#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) การบริหารจัดการบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังขาดการลำดับความสำคัญในการจัดบริการสาธารณะที่ควรมีการเตรียมการล่วงหน้าหรือควรมีการพิจารณาถึงความจำเป็นเร่งด่วน 2) ความต้องการประชาชนต้องการให้เทศบาลเมืองท่าข้าม แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องการวางระบบสาธารณูปโภค&#xD;
และแก้ปัญหาระบบการระบายน้ำให้ได้มาตรฐานบริเวณพื้นที่หลายแห่งในเขตเทศบาลเมืองท่าข้าม มีน้ำท่วมขังเมื่อเกิดฝนตกหนักระบบการระบายน้ำยังไม่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากเศษขยะมูลฝอยอุดตันท่อระบายน้ำทำให้น้ำไหลไม่สะดวก และการจัดบริการสาธารณะขาดคุณภาพขาดความชัดเจนไม่มีการวางแผนในการทำงาน 3) แนวทางการจัดการบริการสาธารณะในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ คือการไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างทั่วถึงเกี่ยวกับการดำเนินงานการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ฉะนั้นเทศบาลเมืองท่าข้ามจึงควรมีการปรับแนวทางการบริหารกิจการสาธารณะในรูปแบบใหม่ ๆให้ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อพัฒนาการบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหา เช่น แนวทางการทำงานในลักษณะของเครือข่ายที่เป็นการทำงานร่วมมือกันระหว่างเทศบาลประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อการบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-05-31T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองเพื่อส่งเสริม กระบวนการทางภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปเอเชีย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเมืองสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1101" />
    <author>
      <name>เบญจมาศ แก้วพรหมดำ</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัญชลี แสงอาวุธ</name>
    </author>
    <author>
      <name>สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1101</id>
    <updated>2025-03-31T09:29:21Z</updated>
    <published>2568-03-28T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองเพื่อส่งเสริม กระบวนการทางภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปเอเชีย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเมืองสุราษฎร์ธานี
Authors: เบญจมาศ แก้วพรหมดำ; อัญชลี แสงอาวุธ; สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง เรื่อง ทวีปเอเชีย ใหมีประสิทธิภาพ (E1E2) ตามเกณฑมาตรฐานที่กำหนด 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ใชชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง และการจัดการเรียนรูแบบปกติ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ทวีปเอเชีย โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โดยมี 2 กลุ่มทดลอง ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ทั้งกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง จำนวน 2 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ จำนวน 4 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากและค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.20-0.77 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.81 4) แบบวัดความพึงพอใจนักเรียนที่เรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ไดแก่ ค่ารอยละ ค่าเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติที่เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน ผลการวิจัยพบวา 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมอง มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 89.83/88.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองหลังเรียน (𝜇 = 27.10,  = 2.84) สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรูแบบปกติ (𝜇 = 18.33,  = 2.29) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบระดมพลังสมองอยู่ในระดับมาก (𝜇 = 4.51,  = 0.54)
Description: การาค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-03-28T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาลโดยผู้ประนีประนอม: กรณีศึกษาในศาลจังหวัดเกาะสมุย</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1100" />
    <author>
      <name>ขนิษฐา เหงี่ยมไพศาล</name>
    </author>
    <author>
      <name>สิทธิกร ศักดิ์แสง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1100</id>
    <updated>2025-02-24T06:20:23Z</updated>
    <published>2568-02-21T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาลโดยผู้ประนีประนอม: กรณีศึกษาในศาลจังหวัดเกาะสมุย
Authors: ขนิษฐา เหงี่ยมไพศาล; สิทธิกร ศักดิ์แสง
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีผลต่อการดำเนินการไกล่เกลี่ยกับข้อพิพาททางแพ่งในศาล 2) ศึกษาวิเคราะห์ปัญหาที่มีผลต่อการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลโดยผู้ประนีประนอม : กรณีศึกษาในศาลจังหวัดเกาะสมุย และ 3) หาแนวทางในการพัฒนาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลโดยผู้ประนีประนอมในศาลจังหวัดเกาะสมุย&#xD;
การศึกษานี้ได้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาและการวิเคราะห์เอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและจากการสังเกตุ ผลการศึกษาพบว่า สิ่งที่มีปัญหาในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาล คือกฎหมายบางข้อไม่สนับสนุนการไกล่เกลี่ยในศาลอย่างเต็มที่ทำให้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลยังมีปัญหาข้อกฎหมายที่ควรปรับปรุงแก้ไข จำนวนทุนทรัพย์ที่ต้องไกล่เกลี่ยสูงมักไกล่เกลี่ยได้ยาก คู่พิพาทไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ไม่ทราบวัตถุประสงค์และประโยชน์ของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจึงไม่ให้ความยอมรับและความร่วมมือในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเท่าที่ควร ชาวต่างชาติมักจะระแวงไม่ไว้วางใจและไม่มีความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรมของไทยและมีปัญหาเรื่องภาษาที่ทำให้การเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นไปได้ด้วยความลำบากและใช้เวลานาน บทบาทของทนายความที่ให้น้ำหนักไปในการว่าความมากกว่าการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ผู้ประนีประนอมยังขาดคุณลักษณะบางประการที่ส่งเสริมการไกล่เกลี่ยให้มีมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะ ควรแก้ไขข้อกำหนดศาลฎีกากับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาลให้สนันสนุนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาลโดยผู้ประนีประนอม ควรตั้งผู้ประนีประนอมเป็นคณะในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่มีทุนทรัพย์สูง ควรส่งเสริมให้ทนายความสนับสนุนการไกล่เลกี่ยข้อพิพาทในศาล ควรมีล่ามที่เชี่ยวชาญในการแปลภาษาที่เกี่ยวกับศัพท์ทางกฎหมาย และควรส่งเสริมให้ผู้ประนีประนอมในศาลได้พัฒนาศักภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อการพัฒนาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาลโดยผู้ประนีประนอม
Description: การค้นคว้าอิสระศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพัฒนากระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-02-21T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>มาตราการในการป้องกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรณีศึกษา การหลอกลวงให้โอนเงินทางออนไลน์ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1099" />
    <author>
      <name>ณภพร นพสุวรรณ</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัคคกร ไชยพงษ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1099</id>
    <updated>2025-02-24T06:15:12Z</updated>
    <published>2568-02-21T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: มาตราการในการป้องกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรณีศึกษา การหลอกลวงให้โอนเงินทางออนไลน์ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ณภพร นพสุวรรณ; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในกรณีการหลอกลวงให้โอนเงินออนไลน์ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) เพื่อศึกษาบทบาทของรัฐในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรณีศึกษา การหลอกลวงให้โอนเงินทางออนไลน์และ 3) เพื่อศึกษามาตราการในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรณีศึกษา การหลอกลวงให้โอนเงินทางออนไลน์ การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์จากเอกสาร การวิจัยแบบตีความ และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ จำนวน 7 ราย ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบการหลอกลวงออนไลน์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หน่วยงานขนส่ง และบริษัทต่าง ๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และใช้เทคนิคเร่งรัดหรือข่มขู่เหยื่อให้โอนเงิน รวมถึงการใช้โปรไฟล์ปลอมบนแพลตฟอร์มการลงทุน พบว่า มีรูปแบบการหลอกลวงถึง 12 ประเภท นอกจากนี้ 2) บทบาทของรัฐในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในรูปแบบการหลอกลวงให้โอนเงินออนไลน์ เกี่ยวข้องกับการพัฒนากฎหมายเฉพาะทาง การเสริมทักษะเจ้าหน้าที่ และการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นอกจากนี้ รัฐยังต้องประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อสร้างมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ดังนั้น 3) มาตรการป้องกันควรเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสนับสนุนทางกฎหมาย ช่วยให้การสืบสวนและดำเนินคดีมีประสิทธิภาพ การฝึกอบรมบุคลากร และการให้ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์และสื่อสาธารณะ เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ จะช่วยลดความเสี่ยงของการหลอกลวงทางออนไลน์ได้ การศึกษาครั้งนี้จึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายมี 7 ข้อ ได้แก่ 1) เพิ่มการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน 2) จัดตั้งศูนย์ประสานงานท้องถิ่น 3) สนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ 4) พัฒนาทักษะด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของบุคลากร 5) จัดตั้งกองทุนสนับสนุนการวิจัยเครื่องมือป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 6) ส่งเสริมการรายงานเหตุอาชญากรรมทางออนไลน์ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย และ 7) พัฒนาระบบเฝ้าระวังชุมชนผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและเอกชน
Description: การค้นคว้าอิสระศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนากระบวนการยุติธรรม</summary>
    <dc:date>2568-02-21T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหาทางกฎหมายในการรอการลงโทษแทนโทษจำคุก</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1095" />
    <author>
      <name>อินทิรา เอื้องาน</name>
    </author>
    <author>
      <name>จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1095</id>
    <updated>2025-02-20T07:09:47Z</updated>
    <published>2568-02-14T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหาทางกฎหมายในการรอการลงโทษแทนโทษจำคุก
Authors: อินทิรา เอื้องาน; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความเป็นมา แนวคิด และกฎหมายเกี่ยวกับการรอการลงโทษ แทนโทษจำคุกทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ และ 2) มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการหักวันคุมขังออกจากโทษในคดีรอการลงโทษ เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจาก หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ พระราชบัญญัติ คำพิพากษาศาลฎีกาและข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ ใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความ ผลการศึกษาพบว่า 1) การรอการลงโทษเป็นหนึ่งในมาตรการทางกฎหมายที่ได้รับการพิจารณาอย่างกว้างขวาง ในหลายประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เพื่อลดการพึ่งพาการใช้โทษจำคุก โดยเฉพาะในกรณีของผู้กระทำผิดที่ไม่รุนแรง แนวคิดหลักของมาตรการนี้คือ การเลี่ยงการควบคุมตัวในเรือนจำที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบและผลกระทบต่อครอบครัวและชุมชน การใช้มาตรการรอการลงโทษยังช่วยลดความแออัดในเรือนจำ และส่งเสริมการฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับเข้าสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ และการรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาของไทย มีข้อจำกัดในหลายประการ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้กระทำผิดเคยรับโทษจำคุกมาก่อน ซึ่งทำให้จำเลยไม่สามารถได้รับการรอการลงโทษอีกครั้ง แม้จะกลับตัวเป็นคนดีและไม่เคยก่ออาชญากรรมร้ายแรง การจำกัดนี้นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมและขาดโอกาสในการแก้ไขพฤติกรรมของผู้กระทำผิดในขณะที่ผู้กระทำผิดที่หลบหนีจนพ้นโทษ หรือผู้ที่ไม่เคยต้องโทษจำคุกยังคงได้รับสิทธิ์ในการรอการลงโทษ นอกจากนี้ การหักวันคุมขังก่อนศาลพิพากษาในคดีที่มีการรอการลงโทษยังคงขาดความชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากในบางกรณีผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษซ้ำซ้อน หรือถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยไม่จำเป็น และ 2) มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการหักวันคุมขังของผู้กระทำผิดก่อนการพิพากษาในคดีที่ศาลรอการลงโทษเป็นประเด็นที่ยังคงขาดความชัดเจนในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ความไม่ชัดเจนนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้กระทำผิดได้รับการรอการลงโทษ แต่ในระหว่างนั้นอาจเกิดคดีความใหม่ขึ้น ทำให้ต้องบังคับใช้โทษจากคดีก่อนร่วมกับโทษในคดีใหม่ ซึ่งบางครั้งอาจนำไปสู่การลงโทษซ้ำซ้อนและการจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็น ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะให้แก้ประมวลกฎ หมายอาญามาตรา 56 โดยกำหนดเงื่อนไขการรอการลงโทษผู้ที่ได้รับโทษจำคุกมาก่อน โดยมีเงื่อนไขของกำหนดระยะเวลาในการรอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญาสาธารณรัฐฝรั่งเศส หรือโทษจำคุกล่วงเลยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามประมวลกฎหมายประเทศญี่ปุ่น และควรมีบทบัญญัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการหักวันคุมขังก่อนศาลพิพากษาออกจากโทษจำคุก เพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำซ้อน และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้กระทำผิดที่ต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรม
Description: การค้นคว้าอิสระหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-02-14T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยการแจ้งสิทธิและข้อมูลของผู้เสียหายในคดีอาญา</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1094" />
    <author>
      <name>พงษ์พิทักษ์ เหล็กชูชาติ</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัคคกร ไชยพงษ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1094</id>
    <updated>2025-02-20T07:05:22Z</updated>
    <published>2568-02-14T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยการแจ้งสิทธิและข้อมูลของผู้เสียหายในคดีอาญา
Authors: พงษ์พิทักษ์ เหล็กชูชาติ; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัญหาการคุ้มครองการแจ้งสิทธิและข้อมูลให้กับผู้เสียหายในคดีอาญา 2) กฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับการแจ้งสิทธิและข้อมูลให้กับผู้เสียหายในคดีอาญา 3) เสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิการได้รับแจ้งสิทธิและข้อมูลให้กับผู้เสียหายในคดีอาญา โดยอาศัยวิธีการศึกษาเชิงคุณภาพจากการศึกษาเอกสาร ได้แก่ กฎหมาย หนังสือตำรา บทความวิชาการ และข้อมูลสืบค้นออนไลน์ นำข้อมูลจากการศึกษามาวิเคราะห์อภิปรายผลด้วยวิธีการเรียบเรียงในรูปแบบพรรณนาความ ผลการศึกษาพบว่า 1) ประเทศไทยร่วมลงนามผูกพันปฏิญญาสากลว่าด้วยหลักความยุติธรรมขั้นพื้นฐานสำหรับเหยื่ออาชญากรรมและการใช้อำนาจโดยมิชอบ ค.ศ. 1985 โดยข้อ 6 (เอ) ได้รับรองสิทธิการได้รับการแจ้งสิทธิและข้อมูลอันพึงทราบของผู้เสียหายในคดีอาญาไว้ กล่าวคือ การแจ้งให้ผู้เสียหายทราบถึงบทบาทและสิทธิของตน กำหนดเวลา และความคืบหน้าการดำเนินการทางคดี แต่ทว่าในปัจจุบันการอนุวัตสิทธิของประเทศไทยเกี่ยวกับหลักประกันสิทธิของผู้เสียหายในการได้รับแจ้งสิทธิและข้อมูลอันพึงทราบในคดีอาญาไม่ปรากฏการรับรองสิทธิไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 คงปรากฏการรับรองการแจ้งสิทธิและข้อมูลอันพึงทราบไว้อย่างไม่ครอบคลุมในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น 2) กฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับการแจ้งสิทธิ และข้อมูลให้กับผู้เสียหายในคดีอาญา ประมวลกฎหมายแห่งสหรัฐอเมริกา เรื่องที่ 18 บทบัญญัติที่ 3776 ข้อ (เอ) ได้บัญญัติรับรองเป็นหลักประกันสิทธิให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในทุกชั้นกระบวนการ จะต้องแจ้งให้ผู้เสียหายทราบถึงสิทธิและข้อมูลอันพึงทราบในคดีอาญา อาทิ ในชั้นสอบสวนคดีแจ้งให้ทราบถึงสิทธิของผู้เสียหายที่พึงได้รับจากรัฐ ในชั้นพนักงานอัยการ แจ้งให้ทราบถึงความเป็นไปของคดี ในชั้นศาล แจ้งให้ทราบถึงกระบวนพิจารณาคดีและผลทางคดี ในชั้นบังคับโทษ แจ้งผลการบังคับโทษจำคุกและการปล่อยตัวผู้กระทำผิด เป็นต้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี รับรองสิทธิการแจ้งสิทธิและข้อมูลอันพึงทราบของผู้เสียหายไว้เช่นกัน อาทิ ในชั้นสอบสวนคดี กำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งถึงรายละเอียดแห่งคดี (มาตรา 48) ในชั้นพนักงานอัยการ กำหนดให้แจ้งผลทางคดี กรณีสั่งไม่ฟ้องคดี (มาตรา 171) เป็นต้น 3) แนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิการได้รับแจ้งสิทธิและข้อมูลให้กับผู้เสียหายในคดีอาญา ควรนำเอาแบบอย่างความคุ้มครองสิทธิการได้รับแจ้งสิทธิและข้อมูลอันพึงทราบของผู้เสียหายตามแบบอย่างกฎหมายของต่างประเทศมาปรับใช้ ดังนี้ (1) แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 68 วรรคท้าย เป็นว่า “รัฐพึงจัดให้มีการแจ้งสิทธิและขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้ผู้เสียหายพึงทราบตั้งแต่กระบวนการสอบสวน การสั่งคดี การพิจารณาคดีและการบังคับโทษ ทั้งนี้ วิธีการและรายละเอียดให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ” (2) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้มีการกระบวนการแจ้งสิทธิและข้อมูลอันพึงทราบให้แก่ผู้เสียหายในทุกชั้นกระบวนการ ได้แก่ ชั้นสอบสวนคดี ชั้นสั่งคดี ชั้นพิจารณาคดี และชั้นบังคับโทษ
Description: การค้นคว้าอิสระหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-02-14T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1093" />
    <author>
      <name>ธิดาพันธ์ ซุ้นหิรัญ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1093</id>
    <updated>2025-02-20T06:52:14Z</updated>
    <published>2568-02-14T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธิดาพันธ์ ซุ้นหิรัญ; วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช
Abstract: การศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 400 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามออนไลน์ โดยวิเคราะห์ด้วยสถิติการถดถอยอย่างง่าย (Regression Analysis) ซึ่งพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 21-29 ปี มีสถานภาพโสด และมีการศึกษาอยู่ในระดับส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี ทั้งนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅=4.28) โดยในด้านผลิตภัณฑ์พบว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องตรารับรองมาตรฐานด้านคุณภาพที่แสดงบนฉลากมากที่สุด (𝑥̅=4.54) ส่วนด้านราคาพบว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับราคาเหมาะสมกับคุณภาพของเครื่องดื่มมากที่สุด (𝑥̅=4.54) ในด้านช่องทางการจัดจำหน่ายพบว่าผู้บริโภคคำนึกถึงความสะดวกในการสั่งซื้อผ่านหลายช่องทางมากที่สุด (𝑥̅=4.28) และด้านส่งเสริมการตลาดพบว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ โดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด (𝑥̅=4.17) และการทดสอบสมมุติฐานพบว่า ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ราคา และช่องทางการจัดจำหน่าย ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ซึ่งสามารถพยากรณ์ผลได้ร้อยละ 53.30 (Adjusted R Square = 0.533) สามารถเขียนสมการพยากรณ์ได้ดังนี้ Y = 1.232 + 0.180 (X1) + 0.338 (X2) + 0.188 (X3) ซึ่งตัวแปร X1 คือ ด้านผลิตภัณฑ์ X2 คือ ด้านราคา และ X3 คือ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ส่วนการส่งเสริมทางการตลาดไม่ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ซื้อ
Description: กาค้นคว้าอิสระหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-02-14T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ส่วนประสมทางการตลาดของธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ด ในอำเภอเกาะสมุย ภายใต้สถานการณ์ความปกติใหม่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1092" />
    <author>
      <name>จิรัชย์ พูนเอียด</name>
    </author>
    <author>
      <name>ยกสมน เจ๊ะเฮง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1092</id>
    <updated>2025-02-20T06:49:12Z</updated>
    <published>2568-02-14T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ส่วนประสมทางการตลาดของธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ด ในอำเภอเกาะสมุย ภายใต้สถานการณ์ความปกติใหม่
Authors: จิรัชย์ พูนเอียด; ยกสมน เจ๊ะเฮง
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาลักษณะส่วนบุคคลและพฤติกรรมผู้บริโภค ธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ดในอำเภอเกาะสมุย ภายใต้สถานการความปกติใหม่ 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบกลยุทธ์ส่วนประสมทางด้านการตลาด 7Ps ของธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ดในอำเภอเกาะสมุย ภายใต้สถานการความปกติใหม่ จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบกลยุทธ์ส่วนประสมทางด้านการตลาด 7P’s ของธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ดในอำเภอเกาะสมุย ภายใต้สถานการความปกติใหม่ จำแนกตามพฤติกรรมผู้บริโภค การศึกษาได้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ดจำนวน 400 ตัวอย่าง โดยการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม (Questionnaire) และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ ค่าสถิติ t (t-test) และ ค่าสถิติ F (F-test) ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด 7P’s มีความสำคัญอย่างมากต่อความอยู่รอดของธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ด โดยเฉพาะปัจจัยด้านบุคคล (People) ราคา (Price) และการจัดจำหน่าย (Place) ที่ได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากผู้บริโภค นอกจากนี้ การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลของผู้บริโภค เช่น เพศและอายุ ยังพบว่ามีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคและความอยู่รอดของธุรกิจ โดยเพศหญิงมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับคุณภาพและราคา ในขณะที่กลุ่มอายุที่แตกต่างกันมีผลต่อความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อเสริมสร้างความอยู่รอดของธุรกิจอาหารสตรีทฟู้ดในสถานการณ์ที่ท้าทาย ซึ่งสามารถเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจให้มีความยั่งยืนในอนาคต
Description: การค้นคว้าอิสระบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-02-14T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1089" />
    <author>
      <name>วีรยุทธ สังข์สกุล</name>
    </author>
    <author>
      <name>ไชยวัฒน์ เผือกคง</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1089</id>
    <updated>2025-01-03T02:54:36Z</updated>
    <published>2568-01-03T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตพื้นที่ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: วีรยุทธ สังข์สกุล; ไชยวัฒน์ เผือกคง; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน 2) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน และ 3) หาแนวทางในการพัฒนาประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในเขตพื้นที่อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่อำเภอดอนสักจำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสนทนากลุ่มจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 40 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ปกครอง 10 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 10 คน ปราชญ์ชาวบ้าน 5 คน แกนนำชาวบ้าน 10 คน และนักวิชาการ 5 คน เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาประสิทธิผลในการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างข้อสรุป ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านคุณลักษณะความเป็นผู้นำและด้านการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านความพึงพอใจต่อพฤติกรรมในฐานะผู้ช่วยเหลือนายอำเภอและหัวหน้าราษฎร และด้านการปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล 2) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ และด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล และ 3) แนวทางในการพัฒนาประสิทธิผลการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านมีดังนี้ ควรเพิ่มระยะเวลาในการอบรมหลักสูตรกำนันผู้ใหญ่บ้านมากกว่า 12 วัน มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานของกำนัน&#xD;
ผู้ใหญ่บ้านอย่างสม่ำเสมอ ควรจัดโครงการพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้นำ ยึดหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” นำไปสู่การ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับประชาชน กำนันผู้ใหญ่บ้านต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต และมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ มีสัมพันธ์ที่ดีกับส่วนราชการต่าง ๆ และกำนันผู้ใหญ่บ้านจะต้องนำหลัก “ครองตน ครองคน ครองงาน” ซึ่งเป็นหัวใจหลักของนักปกครองมาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้งานประสบผลสำเร็จ
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-03T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเปลี่ยนผ่านระบบปฏิบัติการทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ กรณีศึกษา ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1088" />
    <author>
      <name>ธนาธิป แซ่เตียว</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>ไชยวัฒน์ เผือกคง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1088</id>
    <updated>2025-01-02T03:26:44Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเปลี่ยนผ่านระบบปฏิบัติการทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ กรณีศึกษา ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธนาธิป แซ่เตียว; อมร หวังอัครางกูร; ไชยวัฒน์ เผือกคง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความสําเร็จของการใช้ระบบ ปฏิบัติการทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ 2) ระดับความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานต่อการเปลี่ยนผ่านระบบปฏิบัติการทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ 3) แนวทางการพัฒนาการใช้งานระบบปฏิบัติการทางด้านดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ กรณีศึกษา : ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสมใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จํานวน 58 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จํานวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยโดยการสังเคราะห์และตีความหาข้อสรุปเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความสําเร็จของการใช้ระบบปฏิบัติการทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านการบริหารจัดการองค์กร มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านทัศนคติ ด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัลในองค์กร และด้านบุคลากร ตามลําดับ 2) ความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานต่อการเปลี่ยนผ่านระบบปฏิบัติการทางดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ (1) ประโยชน์ที่ได้รับจากเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบต่าง ๆ ขององค์กร (2) การให้ความสนับสนุน ช่วยเหลือ ของเพื่อนร่วมงานในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบต่าง ๆ ภายในองค์กร (3) เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบต่าง ๆ ขององค์กรที่ช่วยอํานวยความสะดวก (4) ความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบต่าง ๆ ที่ใช้งานภายในองค์กร (5) คุณภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบต่าง ๆ ภายในองค์กร (6) ความปลอดภัยเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ เมื่อทํางานผ่านระบบขององค์กร (7) ปริมาณงานหลังจากที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบต่าง ๆ ขององค์กร และ (8) เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบต่าง ๆ ภายในองค์กร ตามลําดับ 3) แนวทางการพัฒนาการใช้งานระบบปฏิบัติการทางด้านดิจิทัลขององค์กรภาครัฐ คือ (1) ควรให้ความสําคัญในการปลูกฝังวัฒนธรรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้กับบุคลากรทุกระดับ สื่อสารให้บุคลากรรับทราบวัตถุประสงค์และความสําคัญของการนําเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการทํางาน (2) สร้างความรู้ความเข้าใจและทัศนคติที่ดี เพื่อช่วยลดปัญหาการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและเตรียมความพร้อมสําหรับการเปลี่ยนผ่านระบบปฏิบัติการทางดิจิทัลขององค์กร (3) ควรมีบุคลากรในสาขาวิชาชีพด้านดิจิทัลและสารสนเทศที่มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอต่อการให้คําชี้แนะกับบุคลากรทุกภาคส่วน
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>บทบาทการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1087" />
    <author>
      <name>สุกัญญา วัชรมูสิก</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1087</id>
    <updated>2025-01-02T03:22:27Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: บทบาทการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สุกัญญา วัชรมูสิก; อมร หวังอัครางกูร; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรม 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคของสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรม และ 3) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาบทบาทการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรม เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกสภาเด็กและเยาวชนเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการคำนวณตามหลักการของทาโรยามาเน่ จำนวน 394 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ คณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้บริหารเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน รวมจำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การรับประโยชน์จากกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ การดำเนินกิจกรรม การติดตามและประเมินผลและการวางแผนและตัดสินใจ ตามลำดับ 2) ปัญหาและอุปสรรคของสภาเด็ก และเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมคือนโยบายและกิจกรรมของสภาเด็กและเยาวชนถูกกำหนดโดยผู้บริหารและข้าราชการ ทำให้เด็กและเยาวชนขาดบทบาทในการแสดงความคิดเห็น ความหลากหลายของสมาชิก ขาดตัวแทนจากกลุ่มนอกระบบหรือกลุ่มเปราะบาง และขาดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และทักษะการพัฒนาสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม ทางสังคม และ 3) ข้อเสนอแนะและแนวทางในการพัฒนาบทบาทการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชนในการขับเคลื่อนกิจกรรมคือ ต้องเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและกิจกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของสมาชิก รวมถึง การคัดเลือกสมาชิกที่หลากหลาย การสนับสนุนการคิดเชิงนวัตกรรม และการสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการสร้างเครือข่ายสนับสนุนจากผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง เพื่อสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากร ทั้งนี้ สามารถสังเคราะห์ข้อมูลได้เป็นองค์ความรู้ใหม่ คือ กลไกการพัฒนาบทบาทการมีส่วนร่วมจำเป็นต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของสมาชิก ความพร้อมของทรัพยากร&#xD;
และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างเด็กและเยาวชน ภาคีเครือข่าย และเทศบาล นำไปสู่การสร้างพื้นที่ปลอดภัย การส่งเสริมทักษะการบริหารจัดการ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้นำของเด็กและเยาวชนเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างยั่งยืน
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน ขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1086" />
    <author>
      <name>สุจิรา กุลศิริ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1086</id>
    <updated>2025-01-02T03:18:20Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน ขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สุจิรา กุลศิริ; วาสนา จาตุรัตน์; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา 2) เปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) หาแนวทางการพัฒนาคุณภาพในการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา จำนวน 378 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปวนทางเดียว การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเจาะจงจากผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล หัวหน้าสำนักงานปลัด ผู้อำนวยการกองคลัง และผู้อำนวยการกองช่าง จำนวนทั้งสิ้น 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างข้อสรุป ผลการศึกษาพบว่า 1) คุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านความรวดเร็ว ด้านขั้นตอน ด้านบุคลากร ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์ 2) ผลการเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการประชาชนจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า เพศและอายุที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลเคียนซา ประกอบด้วย (1) ด้านความรวดเร็ว กำหนดมาตรฐานเวลาการให้บริการ การให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ จัดตั้งแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีความหลากหลาย (2) ด้านขั้นตอน การรวมขั้นตอนการยื่นเอกสารหลาย ๆ ส่วนไว้ในจุดเดียว (3) ด้านบุคลากร ฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสาร การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการบริการด้วยใจ (4) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก จัดสถานที่รอคอยที่สะดวกสบาย มีป้ายบอกทางชัดเจนและเข้าใจง่ายเพื่อลดความสับสน และปรับปรุงพื้นที่ให้บริการให้ทันสมัย และ (5) ด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์ การนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกและลดขั้นตอน การนำเครื่องมืออัตโนมัติมาใช้เพื่อลดความแออัดของผู้ใช้บริการ
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ภาวะผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาเทศบาลตำบลวัดประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1085" />
    <author>
      <name>สุดาพร ย่องแก้ว</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธุวพล ทองอินทราช</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1085</id>
    <updated>2025-01-02T03:14:03Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ภาวะผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาเทศบาลตำบลวัดประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สุดาพร ย่องแก้ว; ธุวพล ทองอินทราช; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) เปรียบเทียบปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารงานของผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาเทศบาลตำบลวัดประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในเขตเทศบาลตำบลวัดประดู่ จำนวน 393 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเจาะจงจากนายกเทศมนตรี ประธานสภา รองปลัดเทศบาล กำนันตำบลวัดประดู่ จำนวนทั้งสิ้น 5 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างข้อสรุป ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการกระตุ้นความสามารถ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านลักษณะทางกายภาพ และด้านการสร้าง แรงจูงใจ 2) ผลการ&#xD;
เปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อายุ การศึกษา รายได้ อาชีพ สถานะภาพการสมรส และพื้นที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมี&#xD;
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) แนวทางในการบริหารงานของผู้นำที่มีบทบาทต่อการพัฒนาชุมชนของผู้บริหาร&#xD;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษาเทศบาลตำบลวัดประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีดังนี้ ด้านการกระตุ้น&#xD;
ความสามารถ ผู้บริหารต้องมีการพัฒนาตนเองทั้งด้านการแสวงหาข้อมูล คิดริเริ่มนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการ&#xD;
ปฏิบัติงานเพื่อการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ มีวิสัยทัศน์นักพัฒนามองการไกลและ&#xD;
สามารถขับเคลื่อนชุมชนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ด้านลักษณะทางกายภาพ ผู้บริหารมีความเป็นกันเองสามารถเข้าถึงได้ง่าย&#xD;
มีการเพิ่มช่องทางในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อใช้ประกอบการพัฒนาท้องถิ่น และด้านการสร้างแรงจูงใจ&#xD;
ผู้บริหารมีความเสียสละเพื่อให้การบริหารเป็นผลสำเร็จ ให้ลำดับความสำคัญของงานโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตน
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสาร ในยุคราชการ 4.0</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1084" />
    <author>
      <name>เกศรินทร์ นามวัชระโสพิศ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1084</id>
    <updated>2025-01-02T03:08:52Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสาร ในยุคราชการ 4.0
Authors: เกศรินทร์ นามวัชระโสพิศ; วาสนา จาตุรัตน์; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะการใช้ดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสาร 2) เปรียบเทียบทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสาร จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสารในยุคราชการ 4.0 เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ เก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรที่ปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสาร จำนวน 89 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยวิธีเจาะจงจากรองนายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาลเมืองนาสาร หัวหน้าสำนักปลัด ผู้อำนวยการ กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ นักทรัพยากรบุคคล และนักวิชาการคอมพิวเตอร์ จำนวน 6 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า 1) ทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสารในยุคราชการ 4.0 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล ด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการบริการ ด้านการปฏิบัติตามและใช้กฎหมายด้านดิจิทัล และด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนางาน 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า อายุและระดับการศึกษาสูงสุดที่แตกต่างกันมีการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำสำนักงานเทศบาลเมืองนาสารในยุคราชการ 4.0 แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากรปฏิบัติงานประจำ สำนักงานเทศบาลเมืองนาสารในยุคราชการ 4.0 คือ การปรับทัศนะคติ การหมุนเวียนงาน จัดอบรมทั้งด้านทฤษฎีและทางปฏิบัติ จัดสรรระยะเวลาอบรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้เหมาะสม และเพิ่มจำนวนนักวิชาการคอมพิวเตอร์
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนใน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรณีศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมือง ระหว่างปี พ.ศ. 2564-2566</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1083" />
    <author>
      <name>กนกวรรณ ศรีวิเศษ</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1083</id>
    <updated>2025-01-02T03:04:05Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนใน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรณีศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมือง ระหว่างปี พ.ศ. 2564-2566
Authors: กนกวรรณ ศรีวิเศษ; อมร หวังอัครางกูร; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 3) นำเสนอแนวทางในการพัฒนาการรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้กรณีศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างปี พ.ศ. 2564 - 2566 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามการรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1) การรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการแสดงออกทางการเมือง เป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด เนื่องจากเยาวชนส่วนใหญ่นิยมใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางในการติดตามข่าวสารและแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางการเมือง 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านกลุ่มเพื่อนเป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด เนื่องจากกลุ่มเพื่อนมีอิทธิพลต่อการติดตามข่าวส ารและแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางการเมือง ส่วนด้านสถาบันเป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด เนื่องจากสถาบันการศึกษาหรือสถานที่ทำงานส่วนใหญ่มีการกำหนดขอบเขตหรือควบคุมการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ 3) แนวทางในการพัฒนาการรับรู้และการแสด งออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดราษฎร์ธานี มี 3 ประเด็น ได้แก่ 1. แนวทางพัฒนาในการเปิดกว้างในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร 2. แนวทางพัฒนาสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น 3.แนวทางพัฒนาในการส่งเสริมความรู้ในการใช้สื่อ ซึ่งแนวทางพัฒนาทั้ง 3 จะทำงานร่วมการเพื่อเป็นแนวทางการรับรู้และการแสดงออกทางการเมืองผ่านสื่อออนไลน์ของเยาวชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในรูปแบบ OFD MODEL
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วน ตำบลทุ่งระยะ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1082" />
    <author>
      <name>จิราภา เดชวิเศษ</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1082</id>
    <updated>2025-01-02T02:58:24Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วน ตำบลทุ่งระยะ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร
Authors: จิราภา เดชวิเศษ; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน 2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งระยะ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลทุ่งระยะ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์ เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งระยะและข้าราชการที่มีอายุงาน 3 ปีขึ้นไป จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างข้อสรุปผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านสถานที่สิ่งอำนวยความสะดวก ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ด้านกระบวนการและขั้นตอน และด้านช่องทางการให้บริการ 2) ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า อายุและระดับการศึกษาที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งระยะอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ด้านกระบวนการ ต้องใช้ภาษาหรือการสื่อสารที่เกิดความเข้าใจง่ายและไขข้อสงสัยของประชาชน ด้านช่องทางการให้บริการ ต้องมีรูปแบบการติดต่อที่เข้าใจง่าย สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ต้องมีวิธีการสื่อสารและการแสดงออก ที่ดี&#xD;
เพื่อที่จะช่วยเหลือและเข้าใจความต้องการของประชาชนผู้มาติดต่อได้อย่างถูกต้อง และด้านสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก ต้องมีภูมิทัศน์ที่สะดวกสบายและปลอดภัย ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน กรณีศึกษา ชุมชนมะขามเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1081" />
    <author>
      <name>จิรนันท์ แสงสุวรรณ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ</name>
    </author>
    <author>
      <name>เพ็ญนภา สวนทอง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1081</id>
    <updated>2025-01-02T02:53:54Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน กรณีศึกษา ชุมชนมะขามเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: จิรนันท์ แสงสุวรรณ์; ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ; เพ็ญนภา สวนทอง
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทของชุมชนและปัญหาอุปสรรคต่อการส่งเสริม&#xD;
ความเข้มแข็งของชุมชน 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความเข้มแข็งของชุมชน และ 3) เสนอแนวทางการ&#xD;
ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัย&#xD;
เชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 30 คน ได้แก่ นายกองค์การบริหาร&#xD;
ส่วนตำบลและสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล 6 คน ผู้ใหญ่บ้าน 4 คน ตัวแทนองค์กรในชุมชน 10 คน&#xD;
ประชาชน 4 คน นักวิชาการ 3 คน และภาคีเครือข่าย 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความและพรรณนา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนมะขามเตี้ย เป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท และชุมชนพหุวัฒนธรรม&#xD;
เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะตกต่ำ สมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ในบริบทด้านความเข้มแข็ง&#xD;
มีภาคีเครือข่ายมากมายตั้งอยู่ในพื้นที่ ซึ่งชุมชนมีความพยายามในการยกระดับคุณภาพชีวิต&#xD;
ของสมาชิกในทุกมิติ สิ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการส่งเสริมความเข้มแข็ง โดยหลักคืองบประมาณ&#xD;
ที่ไม่เพียงพอต่อการดำเนินการต่าง ๆ ในชุมชน 2) ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน&#xD;
มะขามเตี้ย เรียงลำดับ ดังนี้ 1) ผู้นำ 2) ภาคีเครือข่าย 3) การพึ่งพาตนเองของชุมชน 4) การจัดการ&#xD;
ตนเองของชุมชน 5) การมีส่วนร่วม 6) สังคม 7) ทุน และ 8) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&#xD;
ตามลำดับ และ 3) แนวทางการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี&#xD;
จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมชนมีแนวทางการส่งเสริมความเข้มแข็งภายใต้แนวคิด “มะขามเตี้ยแห่ง&#xD;
ความสุข” โดยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนและอาศัยหลักการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งมุ่งพัฒนา 4 ด้าน&#xD;
ได้แก่ (1) ส่งเสริมด้านอาชีพและรายได้ (2) การจัดการสิ่งแวดล้อม ชุมชนปลอดขยะ (3) ส่งเสริม&#xD;
การสร้างพื้นที่กลางในชุมชน และ (4) การส่งเสริมด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ชุมชน&#xD;
ได้แสดงออกถึงศักยภาพของตนเอง และสามารถจัดการตนเองได้ในทุกมิติอย่างยั่งยืน
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหาทางกฎหมายในกระบวนพิจารณาการปรับเป็นพินัยของเจ้าพนักงานท้องถิ่น</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1080" />
    <author>
      <name>จิราภรณ์ รู้จัก</name>
    </author>
    <author>
      <name>จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1080</id>
    <updated>2025-01-02T02:31:41Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหาทางกฎหมายในกระบวนพิจารณาการปรับเป็นพินัยของเจ้าพนักงานท้องถิ่น
Authors: จิราภรณ์ รู้จัก; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) หลักการใช้ดุลพินิจที่ได้สัดส่วนในการกำหนดฐานความผิดของโทษปรับเป็นพินัย (2) หลักเกณฑ์มาตรฐานกลางเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจเพื่อกำหนดโทษปรับเป็นพินัย ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากเอกสาร จากการศึกษาพบว่า กรณีของการกระทำความผิดที่เกลื่อนกลืนกันทั้งความผิดทางอาญาและความผิดทางพินัย อันเป็นลักษณะ “กรรมเดียวเป็นความผิดทั้งทางอาญาและทางพินัย” พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 16 (1) ได้รับรองให้เป็นอำนาจดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้มาตรการหลีกเลี่ยงการบังคับโทษทางอาญาให้ได้สัดส่วนกับความผิด แต่กฎหมายมิได้กำหนดกรอบหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐสำหรับการนี้ไว้แต่อย่างใด จึงไม่อาจแสวงหาได้ถึงบรรทัดฐานกลางภายใต้หลักความได้สัดส่วนเพื่อการบังคับโทษปรับทางอาญา หรือปรับเป็นพินัยจาการกระทำความผิดครั้งนั้นได้ ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะว่า ควรนำเอาแนวทางความเห็นของคณะอนุกรรมการดำเนินการศึกษาและปรับปรุงกฎหมาย และคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ที่ได้เสนอหลักเกณฑ์เพื่อการพิจารณาถึงเหตุที่รัฐสามารถกำหนดโทษอาญามาปรับใช้ โดยให้สำนักนายกรัฐมนตรี ตราเป็น “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาเปรียบเทียบปรับจากการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นทั้งความผิดทางพินัยและความผิดอาญา ตามมาตรา 16 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 พ.ศ. ....” ขึ้นใช้บังคับ
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากชู้ ศึกษากรณีผู้มีความหลากหลายทางเพศ</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1079" />
    <author>
      <name>วิไลภรณ์ มีคำ</name>
    </author>
    <author>
      <name>จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1079</id>
    <updated>2025-01-02T02:27:45Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากชู้ ศึกษากรณีผู้มีความหลากหลายทางเพศ
Authors: วิไลภรณ์ มีคำ; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินสามีหรือภริยาในทำนองชู้สาว และ 2) ขอบเขตของกฎหมายเกี่ยวกับสภาพบังคับและบริบทของการล่วงเกินหรือพฤติกรรมทำนองชู้สาว โดยอาศัยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพจากการศึกษาเอกสาร ได้แก่ กฎหมาย หนังสือตำรา บทความวิชาการ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และข้อมูลสืบค้นทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำข้อมูลจากการศึกษามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเรียบเรียงในรูปแบบพรรณนาความเพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเหตุเป็นชู้หรือมีชู้ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผลการศึกษาพบว่า 1) การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินสามีหรือภริยานั้นจะต้องเป็นกรณีที่เกิดจากการกระทำต่อบุคคลที่เป็นเพศตรงข้าม โดยคำว่า “ชู้” ตามพจนานุกรมและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหมายถึง เพศตรงข้าม และ 2) ขอบเขตของกฎหมายเกี่ยวกับสภาพบังคับและบริบทของการล่วงเกินหรือพฤติกรรมชู้สาว หากเป็นกรณีของฝ่ายภรรยาจะสามารถเรียกร้องค่าทดแทนได้เฉพาะจากเพศหญิง เนื่องจากกฎหมายใช้คำว่า “ทำนองชู้สาว”&#xD;
ในขณะที่ฝ่ายสามีสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้กับบุคคลทุกเพศ โดยกฎหมายใช้คำว่า “ผู้ซึ่งล่วงเกินภรรยา” เห็นได้ว่า การเรียกค่าทดแทนจากชู้มีความไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชาย ซึ่งขัดต่อหลักความเสมอภาคทางกฎหมาย ผู้ศึกษาได้เสนอแนะว่า ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โดยบัญญัติข้อความใหม่ให้ชัดเจนว่า “คู่สมรส จะเรียกค่าทดแทนจากบุคคลผู้ซึ่งล่วงเกินคู่สมรสของตนไปในทำนองชู้สาวหรือจากบุคคลผู้ซึ่งแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสของตนในทำนองชู้สาวก็ได้” เพื่อรับรองว่าการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเหตุเป็นชู้หรือมีชู้ของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหาทางกฎหมายในการกำหนดลักษณะความผิดร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1078" />
    <author>
      <name>จักรพงษ์ บัวขันธ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1078</id>
    <updated>2025-01-02T02:23:46Z</updated>
    <published>2568-01-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหาทางกฎหมายในการกำหนดลักษณะความผิดร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
Authors: จักรพงษ์ บัวขันธ์; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการดำเนินคดีทุจริต และลักษณะความผิดอาญาร้ายแรง (2) หลักเกณฑ์กฎหมายในการดำเนินคดีทุจริตของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีเป็นความผิดอาญาร้ายแรง ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 และมาตรา 63 รับรองอำนาจให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถมอบหมายให้พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ หากพิจารณาเห็นว่าเรื่องที่ได้รับมานั้นเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง แต่กฎหมายมิได้กำหนดไว้ซึ่งหลักเกณฑ์การพิจารณาว่ากรณีเช่นไรจึงจะถือว่าเป็นความผิดลักษณะร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรง คงปรากฏเพียงแนวปฏิบัติภายในตามคำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ 1239/2561 เรื่อง แนวทางในการพิจารณาเรื่องกล่าวหาที่มีลักษณะเป็นความผิดร้ายแรง ลงวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2561 และคำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ 1240/2561 เรื่อง กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่อำนวยการระดับสูงหรือเทียบเท่าลงมาและลักษณะความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. สมควรดำเนินการ ลงวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เท่านั้น โดยพิจารณาจาก 2 หลักเกณฑ์ด้วยกัน คือ หลักเกณฑ์การพิจารณาจากพฤติการณ์ทางคดี และหลักเกณฑ์การพิจารณาจากตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้นำมาถือปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะว่า ควรนำเอาหลักเกณฑ์การพิจารณาลักษณะความผิดร้ายแรงตามคำสั่งของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาปรับใช้ โดยการตราเป็นอนุบัญญัติ “ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยเรื่องกล่าวหาที่มีลักษณะเป็นความผิดร้ายแรง พ.ศ. ....” เพื่อใช้บังคับเป็นกรอบหลักเกณฑ์โดยกฎหมายในการพิจารณาถึงลักษณะความผิดร้ายแรงอย่างเป็นระบบ
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหาทางกฎหมายในการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองในการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1077" />
    <author>
      <name>สิฐินันท์ พรหมมณี</name>
    </author>
    <author>
      <name>จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1077</id>
    <updated>2024-12-19T03:22:20Z</updated>
    <published>2567-12-09T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหาทางกฎหมายในการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองในการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
Authors: สิฐินันท์ พรหมมณี; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) หลักการ แนวคิด และกฎหมายเกี่ยวกับการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง 2) หน้าที่และอำนาจของเจ้าหน้าที่ในการออกคำสั่งทางปกครองเพื่ออนุญาตเกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 3) อำนาจของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งอนุญาตดังกล่าว โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมศึกษาข้อมูลจากกฎหมาย หนังสือ บทความวิชาการ เรียบเรียงด้วยวิธีการพรรณนาความ ผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดการปฏิรูปที่ดินมีขึ้นเพื่อนำที่ดินกรรมสิทธิ์หรืออยู่ในครอบครองของรัฐไปจัดสรรให้แก่เกษตรกรใช้ประกอบเกษตรกรรม 2) คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่งอนุญาตเกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2535 จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และนับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา ผู้มีอำนาจดังกล่าว ได้เปลี่ยนเป็นเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 3) พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ไม่ได้กำหนดการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จึงต้องใช้บังคับตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง&#xD;
ปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งตามความเห็นของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่องเสร็จที่ 34/2565 ได้วินิจฉัยให้ผู้มีอำนาจอนุญาตคนปัจจุบันเป็นผู้มีอำนาจเพิกถอนมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดได้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แนวคำวินิจฉัยของสภาแห่งรัฐของสาธารณรัฐฝรั่งเศส และรัฐบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาทางปกครอง ค.ศ. 1976 ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จึงมีข้อเสนอแนะให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ฉบับปัจจุบัน โดยกำหนดให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจออกและเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-12-09T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ กรณีศึกษา ประชาชนในอ าเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1076" />
    <author>
      <name>ณัฐวดี เสนขำ</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธุวพล ทองอินทราช</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1076</id>
    <updated>2024-09-19T06:45:24Z</updated>
    <published>2567-09-19T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ กรณีศึกษา ประชาชนในอ าเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่
Authors: ณัฐวดี เสนขำ; อมร หวังอัครางกูร; ธุวพล ทองอินทราช
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยทีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ 2) เปรียบเทียนปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ในการพาเสียงเลือกตั้งของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ที่ลอดลดล้องกับความต้องการของประชาชนในอำเภอเมืองกระบี่&#xD;
จังหวัดกระบี่ เป็นการวิจัยเชิงบริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในเขตอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ จำนวน 398 คน สถิติที่ใช้ในการวิเศราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที่ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ของประชาชนในอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของผู้สมัคร รองลงลงมาด้านนโยบายของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านพรรคการเมืองที่สังกัด 2) ผลการเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ในด้านพรรคการเมืองที่สังกัด ด้านโยบายของผู้สมัครด้านความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของผู้สมัคร ด้านการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัคร และด้านปัจจัยสื่อบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ได้แก่ การรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ การทำประโยชน์ให้กับพื้นที่ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการสร้างความไว้วางใจอันจะนำไปสู่การได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้ง
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-09-19T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎร ของสำนักทะเบียนท้องถิ่น เทศบาลตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1075" />
    <author>
      <name>โศภิชา ลิ้มสุวรรณ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1075</id>
    <updated>2024-09-19T06:39:10Z</updated>
    <published>2567-09-19T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎร ของสำนักทะเบียนท้องถิ่น เทศบาลตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
Authors: โศภิชา ลิ้มสุวรรณ; วาสนา จาตุรัตน์; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎร 2) วิเคราะห์องค์ประกอบประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎร และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรของสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในเขตเทศบาลตำบลท้องเนียนโดยใช้สูตรทาโร่ยามาเน่จำนวน 375 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์องค์ประกอบ การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และตัวแทนประชาชน จำนวน 8 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยโดยการสังเคราะห์และตีความหาข้อสรุปเนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการตอบสนองความต้องการและความรวดเร็ว ด้านความคุ้มค่า ด้านความเสมอภาคและเป็นธรรม และด้านความทั่วถึง 2) การวิเคราะห์องค์ประกอบประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรพบว่า ความเหมาะสมของกลุ่มตัวอย่าง KMO=0.849 และค่า Bartlett’s Test มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 หมายความว่าตัวแปรนำไปวิเคราะห์องค์ประกอบได้ และสามารถสังเคราะห์ออกมาเป็น 5 องค์ประกอบ ดังนี้ ด้านบุคลากรและการให้บริการ ด้านเทคโนโลยีและความรู้ ด้านความชัดเจนและการบริหารงาน ด้านการพัฒนาและปรับปรุง และด้านการตอบสนองและการรับฟัง และ 3) แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎร ได้ค้นพบองค์ความรู้ใหม่ที่สอดคล้องกับองค์ประกอบประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนราษฎรประกอบด้วย การจัดทำขั้นตอนและคู่มือในการให้บริการ การพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในกระบวนการทำงาน การสร้างจิตสำนึกและมีความรับผิดชอบ ในการให้บริการ การประเมินความพึงพอใจและปรับปรุงกระบวนการให้บริการ การอบรมพัฒนาความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับงานทะเบียน การอำนวยความสะดวกและสถานที่บริการที่เหมาะสมเพื่อนำไปสู่การยกระดับการให้บริการ ที่มีความทันสมัย ไม่เกิดความซับซ้อนการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จและตอบสนองความต้องการของประชาชน
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-09-19T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสในคดียาเสพติด</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1074" />
    <author>
      <name>สิทธิพร ขันธ์พระแสง</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัคคกร ไชยพงษ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1074</id>
    <updated>2024-09-19T06:34:08Z</updated>
    <published>2567-09-19T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสในคดียาเสพติด
Authors: สิทธิพร ขันธ์พระแสง; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพปัญหาการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสในคดียาเสพติด (2) วิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้เบาะแสในคดียาเสพติด และ (3) เสนอแนวทางในการกำหนดมาตรการกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสในคดียาเสพติด ด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพในรูปแบบพรรณนาความ ผลการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติด ไม่ได้รับรองมาตรการกฎหมายเพื่อการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสคดียาเสพติด และไม่อาจนำเอาพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.2546 มาใช้กับกรณีผู้แจ้งเบาะแสได้ เนื่องจากกฎหมายไม่เปิดช่อง ซึ่งแตกต่างไปจากกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสของสหราชอาณาจักร คือ พระราชบัญญัติการแจ้งข้อมูลข่าวสารประโยชน์สาธารณะ ค.ศ. 1998 ที่ได้ให้ความคุ้มครองให้กับผู้แจ้งเบาะแสโดยเฉพาะ และกฎหมายยังได้กำหนดเงินรางวัลให้แก่บุคคลที่ช่วยในการค้นพบหรือจับผิดการกระทำความผิดนั้นอีกด้วย อันสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงยุติธรรมของประเทศไทย ที่มีนโยบายให้รางวัลนำจับแก่ผู้แจ้งเบาะแสในอัตราร้อยละ 5 จากมูลค่าของการยึดทรัพย์สินในครั้งนั้น ผู้ศึกษาจึงเกิดข้อเสนอแนะ ดังนี้ ก) ควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายยาเสพติด ภาค 1 ว่าด้วยการปองกันปราบปรามและควบคุมยาเสพติด โดยเพิ่มเติมหมวดว่าด้วยการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอาชญากรรมยาเสพติดขึ้นเป็นการเฉพาะ ข) ควรรับรองมาตรการกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส โดยนำเอามาตรการการคุ้มครองพยานในคดีอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม และ ค) ควรรับรองสิทธิ์การได้รับเงินรางวัลจากการแจ้งเบาะแสคดียาเสพติด
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-09-19T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาสิทธิการมีทนายความในคดีอาญา กรณีศึกษาทนายความแห่งรัฐ</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1073" />
    <author>
      <name>ฤทธิชัย เศวตพันธิกุล</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัคคกร ไชยพงษ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1073</id>
    <updated>2024-09-19T06:31:02Z</updated>
    <published>2567-09-19T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาสิทธิการมีทนายความในคดีอาญา กรณีศึกษาทนายความแห่งรัฐ
Authors: ฤทธิชัย เศวตพันธิกุล; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิการมีทนายความในคดีอาญาโดยรัฐจัดหาให้ (2) ศึกษามาตรการกฎหมายและวิเคราะห์เกี่ยวกับสิทธิการมีทนายความในคดีอาญาโดยรัฐจัดหาให้ โดยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า (1) สิทธิการมีทนายความโดยรัฐจัดหาให้ เป็นหลักประกันสิทธิขั้นต่ำของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญา ที่มีผลมาจากหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ หลักประธานในคดี และหลักอาวุธที่เท่าเทียม (2) ทนายความที่รัฐจัดหาให้ตามกฎหมายของประเทศไทยดำรงอยู่ในฐานะทนายความขอแรง ในสังกัดสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยได้รับค่าตอบแทนในระบบเหมาจ่ายเป็นรายคดี ไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามระบบทนายความแห่งรัฐแต่อย่างใด อันแตกต่างไปจากระบบทนายความของสหราชอาณาจักร กล่าวคือ กฎหมายจัดระบบทนายความที่รัฐจัดหาให้ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) ประเภททนายความแห่งรัฐที่มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และผ่านการอบรมจากเนติบัณฑิตยสภา โดยจะได้รับสิทธิสวัสดิการค่าตอบแทนในลักษณะเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานอัยการ และผู้พิพากษา (2) ประเภททนายความวิชาชีพอิสระ สังกัดสำนักงานทนายความเอกชน ซึ่งรัฐจะอาศัยการว่าจ้างตามสัญญาเพื่อรับผิดชอบเป็นทนายความตามกรณีคดีไป (3) ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะ ดังนี้ ก) การรับรองสิทธิการมีทนายความโดยรัฐจัดหาให้ให้เป็นไปในระบบบังคับ ข) การตราพระราชบัญญัติการจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาโดยรัฐ พ.ศ. 2567 ค) ให้มีคณะกรรมการจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญา และ ง) ให้มีระบบทนายความแห่งรัฐและระบบทนายความประจำคดี
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-09-19T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหากฎหมายว่าด้วยการป้องกันบังคับสูญหายจากการควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐ ในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1072" />
    <author>
      <name>ขวัญฤดี วัฒนกุล</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัคคกร ไชยพงษ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1072</id>
    <updated>2024-09-19T06:27:35Z</updated>
    <published>2567-09-19T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหากฎหมายว่าด้วยการป้องกันบังคับสูญหายจากการควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐ ในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด
Authors: ขวัญฤดี วัฒนกุล; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ปัญหาการป้องกันบังคับสูญหายจากการควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด (2) มาตรการกฎหมายของประเทศไทย และต่างประเทศ ในการควบคุมบุคคลตัวไว้ในอำนาจรัฐและการป้องกันบังคับสูญหาย (3) เสนอแนะแนวทางป้องกันการบังคับสูญหายจากเหตุการควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งนี้ ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากการศึกษาเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า กติกาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966 ข้อ 9 วรรคสามรับรองให้บุคคลที่ถูกควบคุมตัวไว้ในอำนาจรัฐจะต้องถูกนำตัวไปยังศาลโดยพลันภายในไม่เกิน 48 ชั่วโมง แต่ทว่าพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 มาตรา 11/6 วรรคหนึ่งกำหนดให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. สามารถควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดไว้ ณ ที่ใดก็ได้เป็นเวลาถึง 72 ชั่วโมง โดยไม่ต้องนำตัวผู้ถูกควบคุมไปปรากฏตัวและขออนุญาตจากศาล อันแตกต่างไปจากวิธีการของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 706-73 ของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ที่แม้กฎหมายจะกำหนดให้เจ้าพนักงานสามารถควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐได้ยาวนานถึง 96 ชั่วโมง แต่จะต้องปฏิบัติภายใต้เงื่อนไข 4 ประการ ได้แก่ (1) จะต้องควบคุมตัวไว้ ณ สถานีตำรวจ (2) ต้องนำตัวผู้ถูกควบคุมตัวมาปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานอัยการ หรือผู้พิพากษาไต่สวน (3) ต้องได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากพนักงานอัยการ หรือผู้พิพากษาไต่สวน และ (4) ต้องบันทึกการดำเนินการตั้งแต่เริ่มการควบคุมเพื่อป้องกันการบังคับสูญหาย ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะโดยการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 มาตรา 11/6 วรรคหนึ่ง ตามแบบอย่างของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 706-73 ของสาธารณรัฐฝรั่งเศสใน 2 ประเด็น ได้แก่ การกำหนดให้ศาลเข้ามาเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในการอนุญาตให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ควบคุมตัวบุคคลในคดีความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด และการกำหนดให้นำเอามาตรการป้องกันการบังคับสูญหายตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 22 มาใช้บังคับกับการควบคุมตัว&#xD;
บุคคลในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด
Description: การค้นตว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-09-19T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารต่อทัศนคติด้านการเมืองของประชาชน ในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1071" />
    <author>
      <name>ณปภัช ลอยชูศักดิ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัศว์ศิริ ลาปีอี</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1071</id>
    <updated>2024-07-17T07:00:42Z</updated>
    <published>2567-07-17T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารต่อทัศนคติด้านการเมืองของประชาชน ในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี
Authors: ณปภัช ลอยชูศักดิ์; สุพัฒพงศ์ แย้มอิ่ม; อัศว์ศิริ ลาปีอี
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารของประชาชน 2) ทัศนคติด้านการเมืองปัจจุบันของประชาชน 3) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อทัศนคติด้านการเมืองปัจจุบันของประชาชน และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารกับทัศนคติด้านการเมืองปัจจุบันของประชาชนในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที สถิติเอฟ และทำการทดสอบด้วย LSD วิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลักด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจงจากนักการเมืองท้องถิ่น นักวิชาการ สื่อมวลชน ผู้จัดทำเว็บไซต์และเพจในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ผู้ปฏิบัติงานด้านประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ จำนวน 6 คน วิเคราะห์เนื้อหาโดยการตีความสร้างข้อสรุป&#xD;
	ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมการเปิดรับข้อมูลข่าวสารของประชาชนในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีโดยรวมอยู่ในระดับน้อย เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยคือ เปิดรับข่าวการเมืองจากสรยุทธ สุทัศนจินดา เรื่องเล่าเช้านี้ เว็บไซต์/เพจ/ทวิตเตอร์มติชนออนไลน์ และเว็บไซต์/เพจ/ทวิตเตอร์ไทยโพสต์ และจากหฤทัย ม่วงบุญศรี/อุ๊หฤทัย ม่วงบุญศรีแฟนคลับ 2) ทัศนคติด้านการเมืองปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยคือ การแสดงความคิดเห็น วิพากษ์ วิจารณ์ สถาบันพระมหากษัตริย์สามารถทำได้อย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์ และการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์ วิจารณ์การเมืองสามารถทำได้อย่างเปิดเผย การเลือกตั้งควรใช้บัตรใบเดียวในการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ และนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งหากมีคุณสมบัติเหมาะสม และรัฐสภาลงมติแต่งตั้งด้วยเสียงส่วนใหญ่ 3) ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ อาชีพ และระดับการศึกษาที่ต่างกันมีผลต่อทัศนคติด้านการเมืองปัจจุบันแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารกับทัศนคติด้านการเมืองปัจจุบัน พบว่า พฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารไม่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติด้านการเมืองปัจจุบันของประชาชนในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ทั้งนี้ในการเปิดรับข่าวสารทางการเมืองและทัศนคติด้านการเมืองนั้น ประชาชนยึดหลักเหตุและผล มีความเข้าใจการตีความทางกฎหมาย ความถูกต้องชอบธรรม ตลอดจนผู้ที่ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์จากประเด็นทางการเมือง โดยจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันการรับรู้ความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนเปิดกว้างมากขึ้น ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐผ่านสื่อต่าง ๆ ที่ตรงกับความต้องการของตน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้สื่อในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและส่วนรวม ลดการนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่าง เพื่อหลีกเลี่ยงความแตกแยกและสร้างจิตสำนึกที่ดี เข้าใจถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-07-17T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหาทางกฎหมายในการกำหนดชั้นของนักโทษเด็ดขาดประเภทคดีอุกฉกรรจ์</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1070" />
    <author>
      <name>ไพฑูรย์ ขำเอี่ยม</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัคคกร ไชยพงษ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1070</id>
    <updated>2024-06-10T03:11:11Z</updated>
    <published>2567-06-10T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหาทางกฎหมายในการกำหนดชั้นของนักโทษเด็ดขาดประเภทคดีอุกฉกรรจ์
Authors: ไพฑูรย์ ขำเอี่ยม; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัญหาการกำหนดชั้นนักโทษของนักโทษเด็ดขาดในคดีอุกฉกรรจ์รับเข้าใหม่ของประเทศไทย 2) แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดและการคุ้มครองสิทธิของนักโทษเด็ดขาด 3) มาตรการการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดรับเข้าใหม่จากกฎหมายของประเทศไทย กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายของต่างประเทศ และ 4) เสนอแนะแนวทางการพัฒนาการกำหนดชั้นของนักโทษเด็ดขาดในคดีอุกฉกรรจ์รับเข้าใหม่ของประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากกฎหมาย หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ คำพิพากษาของศาล โดยนำข้อมูลจากการศึกษามาวิเคราะห์สังเคราะห์ และเรียบเรียงในรูปแบบพรรณนาความ&#xD;
	ผลการศึกษาพบว่า 1) พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 40 ประกอบกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 ข้อ 3 กำหนดแบ่งชั้นนักโทษเด็ดขาดออกเป็น 6 ชั้น ได้แก่ (1) ชั้นเยี่ยม (2) ชั้นดีมาก (3) ชั้นดี (4) ชั้นกลาง (5) ชั้นต้องปรับปรุง และ (6) ชั้นต้องปรับปรุงมาก โดยกระบวนการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีนักโทษเด็ดขาดรับเข้าใหม่ในคดีอุกฉกรรจ์ อาทิ นักโทษเด็ดขาดในความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย หรือการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดที่ศาลถึงที่สุดให้จำคุกตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป เป็นต้น กฎกระทรวงกำหนดให้จัดอยู่ในนักโทษชั้นต้องปรับปรุงมากทั้งสิ้น อันเป็นการจัดชั้นนักโทษด้วยระบบเหมารวมตามที่กฎหมายกำหนด โดยไม่มีการศึกษาถึงประวัติภูมิหลังแต่อย่างใด ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนในการได้รับการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด 2) ทฤษฎีการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขพฤตินิสัยของผู้กระทำผิด โดยกำหนดหลักการให้อาศัยกระบวนการตรวจสอบสาเหตุปัญหา และวิเคราะห์ข้อมูลที่นำไปสู่การกระทำความผิด เพื่อจำแนกผู้กระทำความผิดให้เข้าสู่กระบวนการแก้ไขฟื้นฟูตามลักษณะของการกระทำผิดอย่างเหมาะสม 3) กระบวนการในการจำแนกหรือจัดชั้นผู้ต้องขังนั้น ข้อกำหนดแมนเดลลา ข้อ 51 ได้ระบุกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งให้งานราชทัณฑ์มีการนำเอาประวัติด้านอาชญากรรมและรวมถึงเหตุผลในทางคดีที่นำมาสู่การต้องโทษจำคุกมาใช้ประกอบการพิจารณาจำแนกผู้ต้องขัง ซึ่งวิธีการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดรับเข้าใหม่ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยประมวลกฎหมายแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย มาตรา 3375 กำหนด ให้กรมราชทัณฑ์ โดยศูนย์ทวนสอบประวัติ จะต้องนำระบบการศึกษาผู้ต้องขังเป็นรายบุคคลด้วยวิธีการประเมินผลคะแนนนักโทษเด็ดขาดรับเข้าใหม่ในการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดอย่างเป็นระบบ ทำให้นักโทษเด็ดขาดรับเข้าใหม่    จะได้รับการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดตามผลการประเมินเป็นสำคัญ และ 4) ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 ข้อ 3 ให้นำเอาระบบการศึกษาผู้ต้องขังเป็นรายบุคคลมาใช้ในการจำแนกและจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดรับเข้าใหม่ ด้วยวิธีการประเมินระดับคะแนนนักโทษเด็ดขาดโดยศูนย์ทวนสอบประวัติตามแบบอย่างที่ใช้บังคับอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-06-10T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเทศบาลตำบล</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1069" />
    <author>
      <name>แดนสยาม มูสิกะพันธ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1069</id>
    <updated>2024-05-01T11:15:06Z</updated>
    <published>2567-04-22T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเทศบาลตำบล
Authors: แดนสยาม มูสิกะพันธ์; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) อำนาจและหน้าที่ของเทศบาลตำบลในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และ 2) มาตราทางกฎหมายการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเทศบาลตำบล โดยวิธีการศึกษาเชิงคุณภาพจากการศึกษาข้อมูลเอกสาร ได้แก่ กฎหมาย หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ คำพิพากษาศาลฎีกา และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์และเรียบเรียงเป็นบทศึกษาต่าง ๆ ด้วยวิธีการพรรณนาความ เพื่อให้ได้แนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเทศบาลตำบล ผลการศึกษาพบว่า 1) กฎหมายที่ให้อำนาจและหน้าที่ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเทศบาลตำบลนั้น ยังไม่สอดคล้องในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเหมาะสม ปัจจุบันมีประเทศต่าง ๆ ได้ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการเฉพาะ มีเพียงพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ที่กำหนดให้องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ การกำจัดขยะมูลฝอย ตามมาตรา 18 และ 19 แต่ไม่ได้ให้อำนาจในการจัดเก็บ ควบคุม ขน หรือกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในเขตของส่วนท้องถิ่นแต่อย่างใด และ 2) มาตราทางกฎหมายการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเทศบาลตำบลตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ที่ให้แนวปฏิบัติแก่เทศบาลตำบลในการจัดการขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอยติดเชื้อ แต่มาตราทางกฎหมายไม่ให้อำนาจเทศบาลตำบลในการดำเนินการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แต่อย่างใด ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะเชิงกฎหมายว่าควรจัดทำร่างพระราชบัญญัติการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามแนวทางของประเทศญี่ปุ่น และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ควรจัดตั้งศูนย์จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในชุมชน และสร้างระบบเครือข่ายของศูนย์รับซื้อคืนและศูนย์รับแลกซื้อ กำหนดแนวทางและมาตรฐานการบริหารจัดการขยะที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
Description: กาค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-04-22T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความได้สัดส่วนในการกำหนดอัตราระวางโทษ : กรณีศึกษาความผิดฐานยักยอก</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1068" />
    <author>
      <name>วรพงษ์ ทองตะกุก</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัคคกร ไชยพงษ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1068</id>
    <updated>2024-05-01T11:12:35Z</updated>
    <published>2567-04-22T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความได้สัดส่วนในการกำหนดอัตราระวางโทษ : กรณีศึกษาความผิดฐานยักยอก
Authors: วรพงษ์ ทองตะกุก; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราระวางโทษทางอาญาในกฎหมายไทยกับกฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับความผิดอาญาฐานยักยอก และศึกษามาตรการกำหนดอัตราระวางโทษฐานยักยอกตามหลักความได้สัดส่วนในเชิงนิติเศรษฐศาสตร์ โดยวิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ จากการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทยได้กำหนดอัตราระวางโทษความผิดฐานยักยอกไว้ตามมาตรา 352 ระวางโทษไม่เกิน 3 ปี มาตรา 355 ระวางโทษไม่เกิน 3 ปี มาตรา 354 ระวางโทษ ไม่เกิน 5 ปี และมาตรา 355 ระวางโทษไม่เกิน 1 ปี เมื่อศึกษาการกระทำความผิดในกรณีทรัพย์ที่ถูกยักยอกมีมูลค่าสูง เช่น คดียักยอกจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ซึ่งความเสียหายของทรัพย์สินที่ยักยอกมีมูลค่าตั้งแต่หนึ่งล้านบาทขึ้นไป มีอัตราคงที่ จะมีความแตกต่างกับกฎหมายของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ที่มีการกำหนดอัตราระวางโทษเพิ่มขึ้นตามมูลค่าความเสียหายและจำนวนผู้เสียหาย ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม หรือประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการกำหนดอัตราระวางโทษในความผิดฐานยักยอกกรณีจัดเป็นความผิดอาญาอุกฉกรรจ์จำคุกไม่เกินสิบปี หรือโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันห้าร้อยเหรียญ ดังนั้น อัตราระวางโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานยักยอกของไทยไม่ได้กำหนดจากมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกยักยอก อัตราระวางโทษความผิดฐานยักยอกที่กำหนดไว้จึงไม่ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด ทำให้ไม่สามารถชดเชยความเสียหาย รวมทั้งไม่สามารถป้องกันมิให้เกิดการกระทำผิดได้ และ 2) มาตรการ กำหนดอัตราระวางโทษฐานยักยอกตามหลักความได้สัดส่วนในเชิงนิติเศรษฐศาสตร์ ควรกำหนดอัตราระวางโทษความผิดฐานยักยอกให้ได้สัดส่วนกับผลกระทบต่อสังคมในเชิงนิติเศรษฐศาสตร์ โดยการนำอัตราโทษตามประมวลกฎหมายของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มาเป็นแนวทางในการบัญญัติบทลงโทษความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาของไทย โดยกำหนดให้ความผิดฐานยักยอกทั่วไป ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือโทษปรับ กรณีผู้กระทำผิดได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สิน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือโทษปรับ และหากเป็นการกระทำผิดที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงหรือเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทางการเงินจำนวนมาก อัตราระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี หรือโทษปรับ และควรมีการกำหนดเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการยับยั้งการกระทำผิดที่มีมูลค่าความเสียหายสูงและมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-04-22T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>มาตรการทางกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้โทษปรับทางอาญา ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1067" />
    <author>
      <name>ฐาปนี อภิชาตุบตร</name>
    </author>
    <author>
      <name>จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1067</id>
    <updated>2024-05-01T11:09:12Z</updated>
    <published>2567-04-22T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: มาตรการทางกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้โทษปรับทางอาญา ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก
Authors: ฐาปนี อภิชาตุบตร; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความเหมาะสมในการบังคับใช้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และ 2) บทลงโทษผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยวิธีการศึกษา เชิงคุณภาพจากการศึกษาข้อมูลเอกสาร ได้แก่ กฎหมาย หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ คำพิพากษาศาลฎีกา และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์และเรียบเรียงเป็นบทศึกษาต่าง ๆ ด้วยวิธีการพรรณนาความ เพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรการทางกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้พระราชบัญญัติจราจรทางบก ผลการศึกษาพบว่า 1) พระราชบัญญัติจราจร พ.ศ. 2522 อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัยพ.ศ. 2565 อันมีผลให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามพระราชบัญญัติจราจร พ.ศ. 2522 เป็นความผิดทางพินัย และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าวเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เจ้าพนักงานจราจรจึงไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายจราจรซึ่งเป็นโทษทางอาญาได้อีกต่อไป ทำให้เจ้าพนักงานจราจรบังคับใช้โทษที่เหมาะสมกับการกระทำผิด และผู้ถูกกล่าวหาสามารถชี้แจงหรือแก้ข้อกล่าวหาได้อันเป็นการคุ้มครองสิทธิในเบื้องต้น และ 2) เจ้าพนักงานจราจรต้องมีวิธีการขั้นตอน ในการแสวงหาข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน การแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือแก้ข้อกล่าวหา กรณีเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย หรือมีการกล่าวหา หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐพบเห็นว่าความผิดทางพินัยแล้วนั้น ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน แจ้งข้อกล่าวหา และต้องให้โอกาส ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงหรือแก้ข้อกล่าวหานั้น หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ชี้แจงหรือแก้ข้อกล่าวหาภายในระยะเวลา เจ้าหน้าที่ของรัฐจะดำเนินการออกคำสั่งปรับเป็นพินัยแจ้งไปยังผู้ถูกกล่าวหา หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ชำระค่าปรับ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรวบรวมหลักฐานทำสำนวนส่งอัยการฟ้องต่อศาล ผู้ศึกษาจึงเสนอมาตรการทางกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 140 ให้เจ้าพนักงานจราจรรวบรวมพยานหลักฐานการแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือแก้ข้อกล่าวหา กรณีเมื่อ มีเหตุอันควรสงสัย หากมีเหตุผู้ต้องสงสัยได้กระทำความผิด ให้เจ้าพนักงานจราจรแจ้งเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการออกคำสั่งปรับเป็นพินัยได้โดยไม่ต้องมีการว่ากล่าวตักเตือน และเมื่อมีการชำระค่าปรับคดีจะสิ้นสุด หากไม่ชำระ ให้เจ้าพนักงานจราจรรายงานทะเบียนรถเข้าสู่ระบบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเจ้าพนักงานจราจรพบรถที่กระทำความผิดก็มีอำนาจในการล็อกล้อและยกรถไปเก็บ โดยผู้กระทำความผิดต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากผู้ถูกกล่าวหายังไม่ชำระค่าปรับ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรวบรวมหลักฐานทำสำนวนส่งอัยการฟ้องต่อศาล
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-04-22T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหาทางกฎหมายในการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน กรณีศึกษาเหตุอันควรเชื่อตามกฎหมายฟอกเงิน</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1066" />
    <author>
      <name>วรพจน์ ทองตะกุก</name>
    </author>
    <author>
      <name>อัคคกร ไชยพงษ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1066</id>
    <updated>2024-05-01T11:06:22Z</updated>
    <published>2567-04-22T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหาทางกฎหมายในการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน กรณีศึกษาเหตุอันควรเชื่อตามกฎหมายฟอกเงิน
Authors: วรพจน์ ทองตะกุก; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพปัญหาและแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการยึดอายัดทรัพย์สิน ตามกฎหมายฟอกเงิน (2) กฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวกับการยึดอายัดทรัพย์สิน ตามกฎหมายฟอกเงิน       (3) แสวงหาแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการกฎหมายในการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ตามกฎหมายฟอกเงิน ด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพในรูปแบบพรรณนาความ ผลการศึกษาพบว่า มาตรการกฎหมายในการยึดอายัดทรัพย์สินตามกฎหมายฟอกเงิน มาตรา 48 วรรคหนึ่ง เป็นการดำเนินการที่ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนว่าด้วย สิทธิในทรัพย์สินของบุคคล เนื่องจากกฎหมายอาศัยแต่เพียง “เหตุอันควรเชื่อ” โดยไม่ต้องอาศัยพยานหลักฐาน ตามสมควรมาประกอบการพิจารณาแต่อย่างใด อันแตกต่างไปจากความคุ้มครองสิทธิโดยรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1787 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 4 ที่กำหนดหลักประกันสิทธิว่ารัฐจะไม่สามารถยึดทรัพย์สินโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ กล่าวคือ จะต้องมีเหตุอันควรเชื่อประกอบเข้ากับพยานหลักฐานตามสมควร และภายใต้วิธีการของพระราชบัญญัติรายงานธุรกรรมทางการเงิน ค.ศ. 1988 มาตรา 32 ของเครือรัฐออสเตรเลีย ได้บัญญัติรับรองในการถ่วงดุลอำนาจ โดยมอบให้ศาลเป็นผู้มีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามกฎหมายฟอกเงิน มิใช่การมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สิน โดยเจ้าพนักงานดังเช่นกฎหมายการฟอกเงินของประเทศไทย จากผลการศึกษาได้ค้นพบจึงควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ใน 2 กรณี ได้แก่ ก) การกำหนด ให้มีการอาศัยการพิสูจน์ตามสมควรที่จะต้องมีพยานหลักฐานมาสนับสนุนในการมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สิน และ ข) การกำหนดให้เกิดการถ่วงดุลของผู้ใช้อำนาจ โดยให้ศาลเป็นผู้ใช้ดุลพินิจดังกล่าวแทนที่คณะกรรมการธุรกรรม
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-04-22T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหาทางกฎหมายการกำหนดตัวผู้กระทำความผิดจากกล้องจับความเร็ว</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1065" />
    <author>
      <name>ตติยา เทพพันธ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1065</id>
    <updated>2024-05-01T11:03:19Z</updated>
    <published>2567-04-22T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหาทางกฎหมายการกำหนดตัวผู้กระทำความผิดจากกล้องจับความเร็ว
Authors: ตติยา เทพพันธ์; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการกำหนดตัวผู้กระทำความผิดในคดีอาญา 2) กฎหมายของประเทศไทยในการออกใบสั่งจราจรจากกล้องตรวจจับความเร็ว และ 3) การกำหนดตัวบุคคลผู้กระทำความผิดตามกฎหมายจราจรจากกล้องตรวจจับความเร็ว เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความวิชาการ กฎหมาย สื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยนำข้อมูลจากการศึกษามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเรียบเรียงในรูปแบบพรรณนาความเพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางของกฎหมายในการกำหนดตัวผู้กระทำความผิดจากกล้องตรวจจับความเร็ว ผลจากการศึกษาพบว่า 1) ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดีอาญาต่อศาลนั้น โดยทั่วไปโจทก์มีภาระการพิสูจน์หรือมีหน้าที่ในการนำพยานหลักฐานเข้าพิสูจน์ความผิดของจำเลยจนกว่าศาลจะเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง หากโจทก์ไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง จึงอาจกล่าวได้ว่าโดยทั่วไปแล้วในคดีอาญา โจทก์จะมีหน้าที่ทำทุกวิถีทางเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลย หรือที่เรียกว่า โจทก์ในคดีอาญามีภาระการพิสูจน์ 2) กฎหมายของประเทศไทย การออกใบสั่งจราจรจากกล้องตรวจจับความเร็วตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140 ได้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานจราจรในการออกใบสั่ง ในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรพบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก หรือตามกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับรถหรือการใช้ทางที่เป็นความผิด ที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและมีโทษปรับ เจ้าพนักงานจราจรจะว่ากล่าวตักเตือน หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่นั้นชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้ และ 3) การกำหนดตัวบุคคลผู้กระทำความผิดตามกฎหมายจราจรจากกล้องตรวจจับความเร็ว ซึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140/1 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถเป็นผู้กระทำความผิด เว้นแต่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้อื่นเป็นผู้ขับขี่ ขัดต่อกฎหมายอาญาและรัฐธรรมนูญ โดยการลงโทษทางอาญานั้น รัฐต้องตีความกฎหมายโดยเคร่งครัดตามหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลเป็นผู้บริสุทธิ์ จนว่าศาลจะพิพากษาว่ามีความผิด โดยหลักกฎหมายนี้มีค่าบังคับเช่นเดียวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 29 เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ว่าความผิดที่ผู้ขับขี่กระทำลงไปนั้นเป็นการกระทำของเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถก็จะลงโทษเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้กระทำความผิด ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะดังนี้ 1) ข้อเสนอแนะเชิงกฎหมาย ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140/1 ในส่วนที่ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถนั้นเป็นผู้กระทําความผิดตามที่ระบุในใบสั่ง 2) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในแบบพิมพ์ใบสั่งใหม่ให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายจราจร พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2567-04-22T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

