<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection: การค้นคว้าอิสระ</title>
    <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/835</link>
    <description>การค้นคว้าอิสระ</description>
    <pubDate>Mon, 13 Apr 2026 23:30:45 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-13T23:30:45Z</dc:date>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายในการควบคุมราคารับซื้อผลิตผลทุเรียนตามมาตรฐานสินค้าเกษตร</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1105</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายในการควบคุมราคารับซื้อผลิตผลทุเรียนตามมาตรฐานสินค้าเกษตร
Authors: จุฑามาศ กุลทอง; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพปัญหา และแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการกำกับมาตรฐาน และควบคุมราคาการรับซื้อผลิตผลทุเรียน (2) มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับมาตรฐานสินค้าเกษตร และการควบคุมราคารับซื้อผลิตผลทุเรียน (3) วิเคราะห์และเสนอแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการกฎหมายในการควบคุมราคารับซื้อผลิตผลทุเรียนตามมาตรฐานสินค้าเกษตร ด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพจากการศึกษาเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 29 ได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ในการออกประกาศเพื่อควบคุมราคาสินค้าและบริการ ประกอบกับพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ให้อำนาจคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร แต่คณะกรรมการดังกล่าวยังไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะว่า ในเชิงนโยบาย คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ต้องออกประกาศกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรทุเรียนมาใช้เป็นฐานในการกำหนดราคารับซื้อผลิตผลทุเรียน สำหรับข้อเสนอแนะในเชิงกฎหมาย คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ต้องออก “ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ว่าด้วย การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ถือว่าเป็นการทำให้ราคาต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้าทุเรียน ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 พ.ศ. ....”  มาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคารับซื้อผลิตผลทุเรียนของล้งทุเรียนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Thu, 04 Aug 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1105</guid>
      <dc:date>2568-08-04T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายในการรอการลงโทษแทนโทษจำคุก</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1095</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายในการรอการลงโทษแทนโทษจำคุก
Authors: อินทิรา เอื้องาน; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความเป็นมา แนวคิด และกฎหมายเกี่ยวกับการรอการลงโทษ แทนโทษจำคุกทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ และ 2) มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการหักวันคุมขังออกจากโทษในคดีรอการลงโทษ เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจาก หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ พระราชบัญญัติ คำพิพากษาศาลฎีกาและข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ ใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความ ผลการศึกษาพบว่า 1) การรอการลงโทษเป็นหนึ่งในมาตรการทางกฎหมายที่ได้รับการพิจารณาอย่างกว้างขวาง ในหลายประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เพื่อลดการพึ่งพาการใช้โทษจำคุก โดยเฉพาะในกรณีของผู้กระทำผิดที่ไม่รุนแรง แนวคิดหลักของมาตรการนี้คือ การเลี่ยงการควบคุมตัวในเรือนจำที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบและผลกระทบต่อครอบครัวและชุมชน การใช้มาตรการรอการลงโทษยังช่วยลดความแออัดในเรือนจำ และส่งเสริมการฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับเข้าสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ และการรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาของไทย มีข้อจำกัดในหลายประการ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้กระทำผิดเคยรับโทษจำคุกมาก่อน ซึ่งทำให้จำเลยไม่สามารถได้รับการรอการลงโทษอีกครั้ง แม้จะกลับตัวเป็นคนดีและไม่เคยก่ออาชญากรรมร้ายแรง การจำกัดนี้นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมและขาดโอกาสในการแก้ไขพฤติกรรมของผู้กระทำผิดในขณะที่ผู้กระทำผิดที่หลบหนีจนพ้นโทษ หรือผู้ที่ไม่เคยต้องโทษจำคุกยังคงได้รับสิทธิ์ในการรอการลงโทษ นอกจากนี้ การหักวันคุมขังก่อนศาลพิพากษาในคดีที่มีการรอการลงโทษยังคงขาดความชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากในบางกรณีผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษซ้ำซ้อน หรือถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยไม่จำเป็น และ 2) มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการหักวันคุมขังของผู้กระทำผิดก่อนการพิพากษาในคดีที่ศาลรอการลงโทษเป็นประเด็นที่ยังคงขาดความชัดเจนในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ความไม่ชัดเจนนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้กระทำผิดได้รับการรอการลงโทษ แต่ในระหว่างนั้นอาจเกิดคดีความใหม่ขึ้น ทำให้ต้องบังคับใช้โทษจากคดีก่อนร่วมกับโทษในคดีใหม่ ซึ่งบางครั้งอาจนำไปสู่การลงโทษซ้ำซ้อนและการจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็น ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะให้แก้ประมวลกฎ หมายอาญามาตรา 56 โดยกำหนดเงื่อนไขการรอการลงโทษผู้ที่ได้รับโทษจำคุกมาก่อน โดยมีเงื่อนไขของกำหนดระยะเวลาในการรอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญาสาธารณรัฐฝรั่งเศส หรือโทษจำคุกล่วงเลยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามประมวลกฎหมายประเทศญี่ปุ่น และควรมีบทบัญญัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการหักวันคุมขังก่อนศาลพิพากษาออกจากโทษจำคุก เพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำซ้อน และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้กระทำผิดที่ต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรม
Description: การค้นคว้าอิสระหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 14 Feb 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1095</guid>
      <dc:date>2568-02-14T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยการแจ้งสิทธิและข้อมูลของผู้เสียหายในคดีอาญา</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1094</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยการแจ้งสิทธิและข้อมูลของผู้เสียหายในคดีอาญา
Authors: พงษ์พิทักษ์ เหล็กชูชาติ; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัญหาการคุ้มครองการแจ้งสิทธิและข้อมูลให้กับผู้เสียหายในคดีอาญา 2) กฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับการแจ้งสิทธิและข้อมูลให้กับผู้เสียหายในคดีอาญา 3) เสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิการได้รับแจ้งสิทธิและข้อมูลให้กับผู้เสียหายในคดีอาญา โดยอาศัยวิธีการศึกษาเชิงคุณภาพจากการศึกษาเอกสาร ได้แก่ กฎหมาย หนังสือตำรา บทความวิชาการ และข้อมูลสืบค้นออนไลน์ นำข้อมูลจากการศึกษามาวิเคราะห์อภิปรายผลด้วยวิธีการเรียบเรียงในรูปแบบพรรณนาความ ผลการศึกษาพบว่า 1) ประเทศไทยร่วมลงนามผูกพันปฏิญญาสากลว่าด้วยหลักความยุติธรรมขั้นพื้นฐานสำหรับเหยื่ออาชญากรรมและการใช้อำนาจโดยมิชอบ ค.ศ. 1985 โดยข้อ 6 (เอ) ได้รับรองสิทธิการได้รับการแจ้งสิทธิและข้อมูลอันพึงทราบของผู้เสียหายในคดีอาญาไว้ กล่าวคือ การแจ้งให้ผู้เสียหายทราบถึงบทบาทและสิทธิของตน กำหนดเวลา และความคืบหน้าการดำเนินการทางคดี แต่ทว่าในปัจจุบันการอนุวัตสิทธิของประเทศไทยเกี่ยวกับหลักประกันสิทธิของผู้เสียหายในการได้รับแจ้งสิทธิและข้อมูลอันพึงทราบในคดีอาญาไม่ปรากฏการรับรองสิทธิไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 คงปรากฏการรับรองการแจ้งสิทธิและข้อมูลอันพึงทราบไว้อย่างไม่ครอบคลุมในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น 2) กฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับการแจ้งสิทธิ และข้อมูลให้กับผู้เสียหายในคดีอาญา ประมวลกฎหมายแห่งสหรัฐอเมริกา เรื่องที่ 18 บทบัญญัติที่ 3776 ข้อ (เอ) ได้บัญญัติรับรองเป็นหลักประกันสิทธิให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในทุกชั้นกระบวนการ จะต้องแจ้งให้ผู้เสียหายทราบถึงสิทธิและข้อมูลอันพึงทราบในคดีอาญา อาทิ ในชั้นสอบสวนคดีแจ้งให้ทราบถึงสิทธิของผู้เสียหายที่พึงได้รับจากรัฐ ในชั้นพนักงานอัยการ แจ้งให้ทราบถึงความเป็นไปของคดี ในชั้นศาล แจ้งให้ทราบถึงกระบวนพิจารณาคดีและผลทางคดี ในชั้นบังคับโทษ แจ้งผลการบังคับโทษจำคุกและการปล่อยตัวผู้กระทำผิด เป็นต้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี รับรองสิทธิการแจ้งสิทธิและข้อมูลอันพึงทราบของผู้เสียหายไว้เช่นกัน อาทิ ในชั้นสอบสวนคดี กำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งถึงรายละเอียดแห่งคดี (มาตรา 48) ในชั้นพนักงานอัยการ กำหนดให้แจ้งผลทางคดี กรณีสั่งไม่ฟ้องคดี (มาตรา 171) เป็นต้น 3) แนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิการได้รับแจ้งสิทธิและข้อมูลให้กับผู้เสียหายในคดีอาญา ควรนำเอาแบบอย่างความคุ้มครองสิทธิการได้รับแจ้งสิทธิและข้อมูลอันพึงทราบของผู้เสียหายตามแบบอย่างกฎหมายของต่างประเทศมาปรับใช้ ดังนี้ (1) แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 68 วรรคท้าย เป็นว่า “รัฐพึงจัดให้มีการแจ้งสิทธิและขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้ผู้เสียหายพึงทราบตั้งแต่กระบวนการสอบสวน การสั่งคดี การพิจารณาคดีและการบังคับโทษ ทั้งนี้ วิธีการและรายละเอียดให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ” (2) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้มีการกระบวนการแจ้งสิทธิและข้อมูลอันพึงทราบให้แก่ผู้เสียหายในทุกชั้นกระบวนการ ได้แก่ ชั้นสอบสวนคดี ชั้นสั่งคดี ชั้นพิจารณาคดี และชั้นบังคับโทษ
Description: การค้นคว้าอิสระหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 14 Feb 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1094</guid>
      <dc:date>2568-02-14T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายในกระบวนพิจารณาการปรับเป็นพินัยของเจ้าพนักงานท้องถิ่น</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1080</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายในกระบวนพิจารณาการปรับเป็นพินัยของเจ้าพนักงานท้องถิ่น
Authors: จิราภรณ์ รู้จัก; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) หลักการใช้ดุลพินิจที่ได้สัดส่วนในการกำหนดฐานความผิดของโทษปรับเป็นพินัย (2) หลักเกณฑ์มาตรฐานกลางเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจเพื่อกำหนดโทษปรับเป็นพินัย ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากเอกสาร จากการศึกษาพบว่า กรณีของการกระทำความผิดที่เกลื่อนกลืนกันทั้งความผิดทางอาญาและความผิดทางพินัย อันเป็นลักษณะ “กรรมเดียวเป็นความผิดทั้งทางอาญาและทางพินัย” พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 16 (1) ได้รับรองให้เป็นอำนาจดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้มาตรการหลีกเลี่ยงการบังคับโทษทางอาญาให้ได้สัดส่วนกับความผิด แต่กฎหมายมิได้กำหนดกรอบหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐสำหรับการนี้ไว้แต่อย่างใด จึงไม่อาจแสวงหาได้ถึงบรรทัดฐานกลางภายใต้หลักความได้สัดส่วนเพื่อการบังคับโทษปรับทางอาญา หรือปรับเป็นพินัยจาการกระทำความผิดครั้งนั้นได้ ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะว่า ควรนำเอาแนวทางความเห็นของคณะอนุกรรมการดำเนินการศึกษาและปรับปรุงกฎหมาย และคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ที่ได้เสนอหลักเกณฑ์เพื่อการพิจารณาถึงเหตุที่รัฐสามารถกำหนดโทษอาญามาปรับใช้ โดยให้สำนักนายกรัฐมนตรี ตราเป็น “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาเปรียบเทียบปรับจากการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นทั้งความผิดทางพินัยและความผิดอาญา ตามมาตรา 16 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 พ.ศ. ....” ขึ้นใช้บังคับ
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sat, 02 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1080</guid>
      <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากชู้ ศึกษากรณีผู้มีความหลากหลายทางเพศ</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1079</link>
      <description>Title: การใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากชู้ ศึกษากรณีผู้มีความหลากหลายทางเพศ
Authors: วิไลภรณ์ มีคำ; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินสามีหรือภริยาในทำนองชู้สาว และ 2) ขอบเขตของกฎหมายเกี่ยวกับสภาพบังคับและบริบทของการล่วงเกินหรือพฤติกรรมทำนองชู้สาว โดยอาศัยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพจากการศึกษาเอกสาร ได้แก่ กฎหมาย หนังสือตำรา บทความวิชาการ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และข้อมูลสืบค้นทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำข้อมูลจากการศึกษามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเรียบเรียงในรูปแบบพรรณนาความเพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเหตุเป็นชู้หรือมีชู้ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผลการศึกษาพบว่า 1) การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินสามีหรือภริยานั้นจะต้องเป็นกรณีที่เกิดจากการกระทำต่อบุคคลที่เป็นเพศตรงข้าม โดยคำว่า “ชู้” ตามพจนานุกรมและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหมายถึง เพศตรงข้าม และ 2) ขอบเขตของกฎหมายเกี่ยวกับสภาพบังคับและบริบทของการล่วงเกินหรือพฤติกรรมชู้สาว หากเป็นกรณีของฝ่ายภรรยาจะสามารถเรียกร้องค่าทดแทนได้เฉพาะจากเพศหญิง เนื่องจากกฎหมายใช้คำว่า “ทำนองชู้สาว”&#xD;
ในขณะที่ฝ่ายสามีสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้กับบุคคลทุกเพศ โดยกฎหมายใช้คำว่า “ผู้ซึ่งล่วงเกินภรรยา” เห็นได้ว่า การเรียกค่าทดแทนจากชู้มีความไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชาย ซึ่งขัดต่อหลักความเสมอภาคทางกฎหมาย ผู้ศึกษาได้เสนอแนะว่า ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โดยบัญญัติข้อความใหม่ให้ชัดเจนว่า “คู่สมรส จะเรียกค่าทดแทนจากบุคคลผู้ซึ่งล่วงเกินคู่สมรสของตนไปในทำนองชู้สาวหรือจากบุคคลผู้ซึ่งแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสของตนในทำนองชู้สาวก็ได้” เพื่อรับรองว่าการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเหตุเป็นชู้หรือมีชู้ของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sat, 02 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1079</guid>
      <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายในการกำหนดลักษณะความผิดร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1078</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายในการกำหนดลักษณะความผิดร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
Authors: จักรพงษ์ บัวขันธ์; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการดำเนินคดีทุจริต และลักษณะความผิดอาญาร้ายแรง (2) หลักเกณฑ์กฎหมายในการดำเนินคดีทุจริตของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีเป็นความผิดอาญาร้ายแรง ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 และมาตรา 63 รับรองอำนาจให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถมอบหมายให้พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ หากพิจารณาเห็นว่าเรื่องที่ได้รับมานั้นเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง แต่กฎหมายมิได้กำหนดไว้ซึ่งหลักเกณฑ์การพิจารณาว่ากรณีเช่นไรจึงจะถือว่าเป็นความผิดลักษณะร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรง คงปรากฏเพียงแนวปฏิบัติภายในตามคำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ 1239/2561 เรื่อง แนวทางในการพิจารณาเรื่องกล่าวหาที่มีลักษณะเป็นความผิดร้ายแรง ลงวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2561 และคำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ 1240/2561 เรื่อง กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่อำนวยการระดับสูงหรือเทียบเท่าลงมาและลักษณะความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. สมควรดำเนินการ ลงวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เท่านั้น โดยพิจารณาจาก 2 หลักเกณฑ์ด้วยกัน คือ หลักเกณฑ์การพิจารณาจากพฤติการณ์ทางคดี และหลักเกณฑ์การพิจารณาจากตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้นำมาถือปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะว่า ควรนำเอาหลักเกณฑ์การพิจารณาลักษณะความผิดร้ายแรงตามคำสั่งของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาปรับใช้ โดยการตราเป็นอนุบัญญัติ “ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยเรื่องกล่าวหาที่มีลักษณะเป็นความผิดร้ายแรง พ.ศ. ....” เพื่อใช้บังคับเป็นกรอบหลักเกณฑ์โดยกฎหมายในการพิจารณาถึงลักษณะความผิดร้ายแรงอย่างเป็นระบบ
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sat, 02 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1078</guid>
      <dc:date>2568-01-02T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายในการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองในการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1077</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายในการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองในการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
Authors: สิฐินันท์ พรหมมณี; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) หลักการ แนวคิด และกฎหมายเกี่ยวกับการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง 2) หน้าที่และอำนาจของเจ้าหน้าที่ในการออกคำสั่งทางปกครองเพื่ออนุญาตเกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 3) อำนาจของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพิกถอนคำสั่งอนุญาตดังกล่าว โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมศึกษาข้อมูลจากกฎหมาย หนังสือ บทความวิชาการ เรียบเรียงด้วยวิธีการพรรณนาความ ผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดการปฏิรูปที่ดินมีขึ้นเพื่อนำที่ดินกรรมสิทธิ์หรืออยู่ในครอบครองของรัฐไปจัดสรรให้แก่เกษตรกรใช้ประกอบเกษตรกรรม 2) คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่งอนุญาตเกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2535 จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และนับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา ผู้มีอำนาจดังกล่าว ได้เปลี่ยนเป็นเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 3) พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ไม่ได้กำหนดการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จึงต้องใช้บังคับตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง&#xD;
ปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งตามความเห็นของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่องเสร็จที่ 34/2565 ได้วินิจฉัยให้ผู้มีอำนาจอนุญาตคนปัจจุบันเป็นผู้มีอำนาจเพิกถอนมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดได้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แนวคำวินิจฉัยของสภาแห่งรัฐของสาธารณรัฐฝรั่งเศส และรัฐบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาทางปกครอง ค.ศ. 1976 ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จึงมีข้อเสนอแนะให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ฉบับปัจจุบัน โดยกำหนดให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจออกและเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Wed, 09 Dec 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1077</guid>
      <dc:date>2567-12-09T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสในคดียาเสพติด</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1074</link>
      <description>Title: มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสในคดียาเสพติด
Authors: สิทธิพร ขันธ์พระแสง; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพปัญหาการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสในคดียาเสพติด (2) วิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้เบาะแสในคดียาเสพติด และ (3) เสนอแนวทางในการกำหนดมาตรการกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสในคดียาเสพติด ด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพในรูปแบบพรรณนาความ ผลการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติด ไม่ได้รับรองมาตรการกฎหมายเพื่อการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสคดียาเสพติด และไม่อาจนำเอาพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.2546 มาใช้กับกรณีผู้แจ้งเบาะแสได้ เนื่องจากกฎหมายไม่เปิดช่อง ซึ่งแตกต่างไปจากกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสของสหราชอาณาจักร คือ พระราชบัญญัติการแจ้งข้อมูลข่าวสารประโยชน์สาธารณะ ค.ศ. 1998 ที่ได้ให้ความคุ้มครองให้กับผู้แจ้งเบาะแสโดยเฉพาะ และกฎหมายยังได้กำหนดเงินรางวัลให้แก่บุคคลที่ช่วยในการค้นพบหรือจับผิดการกระทำความผิดนั้นอีกด้วย อันสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงยุติธรรมของประเทศไทย ที่มีนโยบายให้รางวัลนำจับแก่ผู้แจ้งเบาะแสในอัตราร้อยละ 5 จากมูลค่าของการยึดทรัพย์สินในครั้งนั้น ผู้ศึกษาจึงเกิดข้อเสนอแนะ ดังนี้ ก) ควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายยาเสพติด ภาค 1 ว่าด้วยการปองกันปราบปรามและควบคุมยาเสพติด โดยเพิ่มเติมหมวดว่าด้วยการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอาชญากรรมยาเสพติดขึ้นเป็นการเฉพาะ ข) ควรรับรองมาตรการกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส โดยนำเอามาตรการการคุ้มครองพยานในคดีอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม และ ค) ควรรับรองสิทธิ์การได้รับเงินรางวัลจากการแจ้งเบาะแสคดียาเสพติด
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sat, 19 Sep 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1074</guid>
      <dc:date>2567-09-19T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาสิทธิการมีทนายความในคดีอาญา กรณีศึกษาทนายความแห่งรัฐ</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1073</link>
      <description>Title: การพัฒนาสิทธิการมีทนายความในคดีอาญา กรณีศึกษาทนายความแห่งรัฐ
Authors: ฤทธิชัย เศวตพันธิกุล; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิการมีทนายความในคดีอาญาโดยรัฐจัดหาให้ (2) ศึกษามาตรการกฎหมายและวิเคราะห์เกี่ยวกับสิทธิการมีทนายความในคดีอาญาโดยรัฐจัดหาให้ โดยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า (1) สิทธิการมีทนายความโดยรัฐจัดหาให้ เป็นหลักประกันสิทธิขั้นต่ำของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญา ที่มีผลมาจากหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ หลักประธานในคดี และหลักอาวุธที่เท่าเทียม (2) ทนายความที่รัฐจัดหาให้ตามกฎหมายของประเทศไทยดำรงอยู่ในฐานะทนายความขอแรง ในสังกัดสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยได้รับค่าตอบแทนในระบบเหมาจ่ายเป็นรายคดี ไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามระบบทนายความแห่งรัฐแต่อย่างใด อันแตกต่างไปจากระบบทนายความของสหราชอาณาจักร กล่าวคือ กฎหมายจัดระบบทนายความที่รัฐจัดหาให้ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) ประเภททนายความแห่งรัฐที่มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และผ่านการอบรมจากเนติบัณฑิตยสภา โดยจะได้รับสิทธิสวัสดิการค่าตอบแทนในลักษณะเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานอัยการ และผู้พิพากษา (2) ประเภททนายความวิชาชีพอิสระ สังกัดสำนักงานทนายความเอกชน ซึ่งรัฐจะอาศัยการว่าจ้างตามสัญญาเพื่อรับผิดชอบเป็นทนายความตามกรณีคดีไป (3) ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะ ดังนี้ ก) การรับรองสิทธิการมีทนายความโดยรัฐจัดหาให้ให้เป็นไปในระบบบังคับ ข) การตราพระราชบัญญัติการจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาโดยรัฐ พ.ศ. 2567 ค) ให้มีคณะกรรมการจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญา และ ง) ให้มีระบบทนายความแห่งรัฐและระบบทนายความประจำคดี
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sat, 19 Sep 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1073</guid>
      <dc:date>2567-09-19T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหากฎหมายว่าด้วยการป้องกันบังคับสูญหายจากการควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐ ในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1072</link>
      <description>Title: ปัญหากฎหมายว่าด้วยการป้องกันบังคับสูญหายจากการควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐ ในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด
Authors: ขวัญฤดี วัฒนกุล; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ปัญหาการป้องกันบังคับสูญหายจากการควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด (2) มาตรการกฎหมายของประเทศไทย และต่างประเทศ ในการควบคุมบุคคลตัวไว้ในอำนาจรัฐและการป้องกันบังคับสูญหาย (3) เสนอแนะแนวทางป้องกันการบังคับสูญหายจากเหตุการควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งนี้ ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากการศึกษาเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า กติกาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966 ข้อ 9 วรรคสามรับรองให้บุคคลที่ถูกควบคุมตัวไว้ในอำนาจรัฐจะต้องถูกนำตัวไปยังศาลโดยพลันภายในไม่เกิน 48 ชั่วโมง แต่ทว่าพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 มาตรา 11/6 วรรคหนึ่งกำหนดให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. สามารถควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดไว้ ณ ที่ใดก็ได้เป็นเวลาถึง 72 ชั่วโมง โดยไม่ต้องนำตัวผู้ถูกควบคุมไปปรากฏตัวและขออนุญาตจากศาล อันแตกต่างไปจากวิธีการของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 706-73 ของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ที่แม้กฎหมายจะกำหนดให้เจ้าพนักงานสามารถควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐได้ยาวนานถึง 96 ชั่วโมง แต่จะต้องปฏิบัติภายใต้เงื่อนไข 4 ประการ ได้แก่ (1) จะต้องควบคุมตัวไว้ ณ สถานีตำรวจ (2) ต้องนำตัวผู้ถูกควบคุมตัวมาปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานอัยการ หรือผู้พิพากษาไต่สวน (3) ต้องได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากพนักงานอัยการ หรือผู้พิพากษาไต่สวน และ (4) ต้องบันทึกการดำเนินการตั้งแต่เริ่มการควบคุมเพื่อป้องกันการบังคับสูญหาย ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะโดยการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 มาตรา 11/6 วรรคหนึ่ง ตามแบบอย่างของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 706-73 ของสาธารณรัฐฝรั่งเศสใน 2 ประเด็น ได้แก่ การกำหนดให้ศาลเข้ามาเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในการอนุญาตให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ควบคุมตัวบุคคลในคดีความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด และการกำหนดให้นำเอามาตรการป้องกันการบังคับสูญหายตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 22 มาใช้บังคับกับการควบคุมตัว&#xD;
บุคคลในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด
Description: การค้นตว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sat, 19 Sep 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1072</guid>
      <dc:date>2567-09-19T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายในการกำหนดชั้นของนักโทษเด็ดขาดประเภทคดีอุกฉกรรจ์</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1070</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายในการกำหนดชั้นของนักโทษเด็ดขาดประเภทคดีอุกฉกรรจ์
Authors: ไพฑูรย์ ขำเอี่ยม; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัญหาการกำหนดชั้นนักโทษของนักโทษเด็ดขาดในคดีอุกฉกรรจ์รับเข้าใหม่ของประเทศไทย 2) แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดและการคุ้มครองสิทธิของนักโทษเด็ดขาด 3) มาตรการการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดรับเข้าใหม่จากกฎหมายของประเทศไทย กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายของต่างประเทศ และ 4) เสนอแนะแนวทางการพัฒนาการกำหนดชั้นของนักโทษเด็ดขาดในคดีอุกฉกรรจ์รับเข้าใหม่ของประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากกฎหมาย หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ คำพิพากษาของศาล โดยนำข้อมูลจากการศึกษามาวิเคราะห์สังเคราะห์ และเรียบเรียงในรูปแบบพรรณนาความ&#xD;
	ผลการศึกษาพบว่า 1) พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 40 ประกอบกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 ข้อ 3 กำหนดแบ่งชั้นนักโทษเด็ดขาดออกเป็น 6 ชั้น ได้แก่ (1) ชั้นเยี่ยม (2) ชั้นดีมาก (3) ชั้นดี (4) ชั้นกลาง (5) ชั้นต้องปรับปรุง และ (6) ชั้นต้องปรับปรุงมาก โดยกระบวนการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีนักโทษเด็ดขาดรับเข้าใหม่ในคดีอุกฉกรรจ์ อาทิ นักโทษเด็ดขาดในความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย หรือการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดที่ศาลถึงที่สุดให้จำคุกตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป เป็นต้น กฎกระทรวงกำหนดให้จัดอยู่ในนักโทษชั้นต้องปรับปรุงมากทั้งสิ้น อันเป็นการจัดชั้นนักโทษด้วยระบบเหมารวมตามที่กฎหมายกำหนด โดยไม่มีการศึกษาถึงประวัติภูมิหลังแต่อย่างใด ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนในการได้รับการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด 2) ทฤษฎีการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขพฤตินิสัยของผู้กระทำผิด โดยกำหนดหลักการให้อาศัยกระบวนการตรวจสอบสาเหตุปัญหา และวิเคราะห์ข้อมูลที่นำไปสู่การกระทำความผิด เพื่อจำแนกผู้กระทำความผิดให้เข้าสู่กระบวนการแก้ไขฟื้นฟูตามลักษณะของการกระทำผิดอย่างเหมาะสม 3) กระบวนการในการจำแนกหรือจัดชั้นผู้ต้องขังนั้น ข้อกำหนดแมนเดลลา ข้อ 51 ได้ระบุกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งให้งานราชทัณฑ์มีการนำเอาประวัติด้านอาชญากรรมและรวมถึงเหตุผลในทางคดีที่นำมาสู่การต้องโทษจำคุกมาใช้ประกอบการพิจารณาจำแนกผู้ต้องขัง ซึ่งวิธีการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดรับเข้าใหม่ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยประมวลกฎหมายแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย มาตรา 3375 กำหนด ให้กรมราชทัณฑ์ โดยศูนย์ทวนสอบประวัติ จะต้องนำระบบการศึกษาผู้ต้องขังเป็นรายบุคคลด้วยวิธีการประเมินผลคะแนนนักโทษเด็ดขาดรับเข้าใหม่ในการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดอย่างเป็นระบบ ทำให้นักโทษเด็ดขาดรับเข้าใหม่    จะได้รับการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดตามผลการประเมินเป็นสำคัญ และ 4) ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 ข้อ 3 ให้นำเอาระบบการศึกษาผู้ต้องขังเป็นรายบุคคลมาใช้ในการจำแนกและจัดชั้นนักโทษเด็ดขาดรับเข้าใหม่ ด้วยวิธีการประเมินระดับคะแนนนักโทษเด็ดขาดโดยศูนย์ทวนสอบประวัติตามแบบอย่างที่ใช้บังคับอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Wed, 10 Jun 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1070</guid>
      <dc:date>2567-06-10T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเทศบาลตำบล</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1069</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเทศบาลตำบล
Authors: แดนสยาม มูสิกะพันธ์; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) อำนาจและหน้าที่ของเทศบาลตำบลในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และ 2) มาตราทางกฎหมายการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเทศบาลตำบล โดยวิธีการศึกษาเชิงคุณภาพจากการศึกษาข้อมูลเอกสาร ได้แก่ กฎหมาย หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ คำพิพากษาศาลฎีกา และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์และเรียบเรียงเป็นบทศึกษาต่าง ๆ ด้วยวิธีการพรรณนาความ เพื่อให้ได้แนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเทศบาลตำบล ผลการศึกษาพบว่า 1) กฎหมายที่ให้อำนาจและหน้าที่ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเทศบาลตำบลนั้น ยังไม่สอดคล้องในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเหมาะสม ปัจจุบันมีประเทศต่าง ๆ ได้ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการเฉพาะ มีเพียงพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ที่กำหนดให้องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ การกำจัดขยะมูลฝอย ตามมาตรา 18 และ 19 แต่ไม่ได้ให้อำนาจในการจัดเก็บ ควบคุม ขน หรือกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในเขตของส่วนท้องถิ่นแต่อย่างใด และ 2) มาตราทางกฎหมายการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเทศบาลตำบลตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ที่ให้แนวปฏิบัติแก่เทศบาลตำบลในการจัดการขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอยติดเชื้อ แต่มาตราทางกฎหมายไม่ให้อำนาจเทศบาลตำบลในการดำเนินการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แต่อย่างใด ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะเชิงกฎหมายว่าควรจัดทำร่างพระราชบัญญัติการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามแนวทางของประเทศญี่ปุ่น และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ควรจัดตั้งศูนย์จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในชุมชน และสร้างระบบเครือข่ายของศูนย์รับซื้อคืนและศูนย์รับแลกซื้อ กำหนดแนวทางและมาตรฐานการบริหารจัดการขยะที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
Description: กาค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Wed, 22 Apr 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1069</guid>
      <dc:date>2567-04-22T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความได้สัดส่วนในการกำหนดอัตราระวางโทษ : กรณีศึกษาความผิดฐานยักยอก</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1068</link>
      <description>Title: ความได้สัดส่วนในการกำหนดอัตราระวางโทษ : กรณีศึกษาความผิดฐานยักยอก
Authors: วรพงษ์ ทองตะกุก; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราระวางโทษทางอาญาในกฎหมายไทยกับกฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับความผิดอาญาฐานยักยอก และศึกษามาตรการกำหนดอัตราระวางโทษฐานยักยอกตามหลักความได้สัดส่วนในเชิงนิติเศรษฐศาสตร์ โดยวิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ จากการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทยได้กำหนดอัตราระวางโทษความผิดฐานยักยอกไว้ตามมาตรา 352 ระวางโทษไม่เกิน 3 ปี มาตรา 355 ระวางโทษไม่เกิน 3 ปี มาตรา 354 ระวางโทษ ไม่เกิน 5 ปี และมาตรา 355 ระวางโทษไม่เกิน 1 ปี เมื่อศึกษาการกระทำความผิดในกรณีทรัพย์ที่ถูกยักยอกมีมูลค่าสูง เช่น คดียักยอกจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ซึ่งความเสียหายของทรัพย์สินที่ยักยอกมีมูลค่าตั้งแต่หนึ่งล้านบาทขึ้นไป มีอัตราคงที่ จะมีความแตกต่างกับกฎหมายของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ที่มีการกำหนดอัตราระวางโทษเพิ่มขึ้นตามมูลค่าความเสียหายและจำนวนผู้เสียหาย ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม หรือประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการกำหนดอัตราระวางโทษในความผิดฐานยักยอกกรณีจัดเป็นความผิดอาญาอุกฉกรรจ์จำคุกไม่เกินสิบปี หรือโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันห้าร้อยเหรียญ ดังนั้น อัตราระวางโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานยักยอกของไทยไม่ได้กำหนดจากมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกยักยอก อัตราระวางโทษความผิดฐานยักยอกที่กำหนดไว้จึงไม่ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด ทำให้ไม่สามารถชดเชยความเสียหาย รวมทั้งไม่สามารถป้องกันมิให้เกิดการกระทำผิดได้ และ 2) มาตรการ กำหนดอัตราระวางโทษฐานยักยอกตามหลักความได้สัดส่วนในเชิงนิติเศรษฐศาสตร์ ควรกำหนดอัตราระวางโทษความผิดฐานยักยอกให้ได้สัดส่วนกับผลกระทบต่อสังคมในเชิงนิติเศรษฐศาสตร์ โดยการนำอัตราโทษตามประมวลกฎหมายของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มาเป็นแนวทางในการบัญญัติบทลงโทษความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาของไทย โดยกำหนดให้ความผิดฐานยักยอกทั่วไป ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือโทษปรับ กรณีผู้กระทำผิดได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สิน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือโทษปรับ และหากเป็นการกระทำผิดที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงหรือเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทางการเงินจำนวนมาก อัตราระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี หรือโทษปรับ และควรมีการกำหนดเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการยับยั้งการกระทำผิดที่มีมูลค่าความเสียหายสูงและมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Wed, 22 Apr 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1068</guid>
      <dc:date>2567-04-22T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>มาตรการทางกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้โทษปรับทางอาญา ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1067</link>
      <description>Title: มาตรการทางกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้โทษปรับทางอาญา ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก
Authors: ฐาปนี อภิชาตุบตร; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความเหมาะสมในการบังคับใช้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และ 2) บทลงโทษผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยวิธีการศึกษา เชิงคุณภาพจากการศึกษาข้อมูลเอกสาร ได้แก่ กฎหมาย หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ คำพิพากษาศาลฎีกา และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์และเรียบเรียงเป็นบทศึกษาต่าง ๆ ด้วยวิธีการพรรณนาความ เพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรการทางกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้พระราชบัญญัติจราจรทางบก ผลการศึกษาพบว่า 1) พระราชบัญญัติจราจร พ.ศ. 2522 อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัยพ.ศ. 2565 อันมีผลให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามพระราชบัญญัติจราจร พ.ศ. 2522 เป็นความผิดทางพินัย และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าวเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เจ้าพนักงานจราจรจึงไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายจราจรซึ่งเป็นโทษทางอาญาได้อีกต่อไป ทำให้เจ้าพนักงานจราจรบังคับใช้โทษที่เหมาะสมกับการกระทำผิด และผู้ถูกกล่าวหาสามารถชี้แจงหรือแก้ข้อกล่าวหาได้อันเป็นการคุ้มครองสิทธิในเบื้องต้น และ 2) เจ้าพนักงานจราจรต้องมีวิธีการขั้นตอน ในการแสวงหาข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน การแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือแก้ข้อกล่าวหา กรณีเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย หรือมีการกล่าวหา หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐพบเห็นว่าความผิดทางพินัยแล้วนั้น ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน แจ้งข้อกล่าวหา และต้องให้โอกาส ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงหรือแก้ข้อกล่าวหานั้น หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ชี้แจงหรือแก้ข้อกล่าวหาภายในระยะเวลา เจ้าหน้าที่ของรัฐจะดำเนินการออกคำสั่งปรับเป็นพินัยแจ้งไปยังผู้ถูกกล่าวหา หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ชำระค่าปรับ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรวบรวมหลักฐานทำสำนวนส่งอัยการฟ้องต่อศาล ผู้ศึกษาจึงเสนอมาตรการทางกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 140 ให้เจ้าพนักงานจราจรรวบรวมพยานหลักฐานการแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือแก้ข้อกล่าวหา กรณีเมื่อ มีเหตุอันควรสงสัย หากมีเหตุผู้ต้องสงสัยได้กระทำความผิด ให้เจ้าพนักงานจราจรแจ้งเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการออกคำสั่งปรับเป็นพินัยได้โดยไม่ต้องมีการว่ากล่าวตักเตือน และเมื่อมีการชำระค่าปรับคดีจะสิ้นสุด หากไม่ชำระ ให้เจ้าพนักงานจราจรรายงานทะเบียนรถเข้าสู่ระบบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเจ้าพนักงานจราจรพบรถที่กระทำความผิดก็มีอำนาจในการล็อกล้อและยกรถไปเก็บ โดยผู้กระทำความผิดต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากผู้ถูกกล่าวหายังไม่ชำระค่าปรับ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรวบรวมหลักฐานทำสำนวนส่งอัยการฟ้องต่อศาล
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Wed, 22 Apr 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1067</guid>
      <dc:date>2567-04-22T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายในการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน กรณีศึกษาเหตุอันควรเชื่อตามกฎหมายฟอกเงิน</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1066</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายในการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน กรณีศึกษาเหตุอันควรเชื่อตามกฎหมายฟอกเงิน
Authors: วรพจน์ ทองตะกุก; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพปัญหาและแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการยึดอายัดทรัพย์สิน ตามกฎหมายฟอกเงิน (2) กฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวกับการยึดอายัดทรัพย์สิน ตามกฎหมายฟอกเงิน       (3) แสวงหาแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการกฎหมายในการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ตามกฎหมายฟอกเงิน ด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพในรูปแบบพรรณนาความ ผลการศึกษาพบว่า มาตรการกฎหมายในการยึดอายัดทรัพย์สินตามกฎหมายฟอกเงิน มาตรา 48 วรรคหนึ่ง เป็นการดำเนินการที่ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนว่าด้วย สิทธิในทรัพย์สินของบุคคล เนื่องจากกฎหมายอาศัยแต่เพียง “เหตุอันควรเชื่อ” โดยไม่ต้องอาศัยพยานหลักฐาน ตามสมควรมาประกอบการพิจารณาแต่อย่างใด อันแตกต่างไปจากความคุ้มครองสิทธิโดยรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1787 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 4 ที่กำหนดหลักประกันสิทธิว่ารัฐจะไม่สามารถยึดทรัพย์สินโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ กล่าวคือ จะต้องมีเหตุอันควรเชื่อประกอบเข้ากับพยานหลักฐานตามสมควร และภายใต้วิธีการของพระราชบัญญัติรายงานธุรกรรมทางการเงิน ค.ศ. 1988 มาตรา 32 ของเครือรัฐออสเตรเลีย ได้บัญญัติรับรองในการถ่วงดุลอำนาจ โดยมอบให้ศาลเป็นผู้มีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามกฎหมายฟอกเงิน มิใช่การมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สิน โดยเจ้าพนักงานดังเช่นกฎหมายการฟอกเงินของประเทศไทย จากผลการศึกษาได้ค้นพบจึงควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ใน 2 กรณี ได้แก่ ก) การกำหนด ให้มีการอาศัยการพิสูจน์ตามสมควรที่จะต้องมีพยานหลักฐานมาสนับสนุนในการมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สิน และ ข) การกำหนดให้เกิดการถ่วงดุลของผู้ใช้อำนาจ โดยให้ศาลเป็นผู้ใช้ดุลพินิจดังกล่าวแทนที่คณะกรรมการธุรกรรม
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Wed, 22 Apr 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1066</guid>
      <dc:date>2567-04-22T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายการกำหนดตัวผู้กระทำความผิดจากกล้องจับความเร็ว</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1065</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายการกำหนดตัวผู้กระทำความผิดจากกล้องจับความเร็ว
Authors: ตติยา เทพพันธ์; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการกำหนดตัวผู้กระทำความผิดในคดีอาญา 2) กฎหมายของประเทศไทยในการออกใบสั่งจราจรจากกล้องตรวจจับความเร็ว และ 3) การกำหนดตัวบุคคลผู้กระทำความผิดตามกฎหมายจราจรจากกล้องตรวจจับความเร็ว เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความวิชาการ กฎหมาย สื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยนำข้อมูลจากการศึกษามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเรียบเรียงในรูปแบบพรรณนาความเพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางของกฎหมายในการกำหนดตัวผู้กระทำความผิดจากกล้องตรวจจับความเร็ว ผลจากการศึกษาพบว่า 1) ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดีอาญาต่อศาลนั้น โดยทั่วไปโจทก์มีภาระการพิสูจน์หรือมีหน้าที่ในการนำพยานหลักฐานเข้าพิสูจน์ความผิดของจำเลยจนกว่าศาลจะเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง หากโจทก์ไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง จึงอาจกล่าวได้ว่าโดยทั่วไปแล้วในคดีอาญา โจทก์จะมีหน้าที่ทำทุกวิถีทางเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลย หรือที่เรียกว่า โจทก์ในคดีอาญามีภาระการพิสูจน์ 2) กฎหมายของประเทศไทย การออกใบสั่งจราจรจากกล้องตรวจจับความเร็วตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140 ได้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานจราจรในการออกใบสั่ง ในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรพบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก หรือตามกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับรถหรือการใช้ทางที่เป็นความผิด ที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและมีโทษปรับ เจ้าพนักงานจราจรจะว่ากล่าวตักเตือน หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่นั้นชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้ และ 3) การกำหนดตัวบุคคลผู้กระทำความผิดตามกฎหมายจราจรจากกล้องตรวจจับความเร็ว ซึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140/1 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถเป็นผู้กระทำความผิด เว้นแต่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้อื่นเป็นผู้ขับขี่ ขัดต่อกฎหมายอาญาและรัฐธรรมนูญ โดยการลงโทษทางอาญานั้น รัฐต้องตีความกฎหมายโดยเคร่งครัดตามหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลเป็นผู้บริสุทธิ์ จนว่าศาลจะพิพากษาว่ามีความผิด โดยหลักกฎหมายนี้มีค่าบังคับเช่นเดียวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 29 เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ว่าความผิดที่ผู้ขับขี่กระทำลงไปนั้นเป็นการกระทำของเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถก็จะลงโทษเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้กระทำความผิด ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะดังนี้ 1) ข้อเสนอแนะเชิงกฎหมาย ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140/1 ในส่วนที่ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถนั้นเป็นผู้กระทําความผิดตามที่ระบุในใบสั่ง 2) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในแบบพิมพ์ใบสั่งใหม่ให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายจราจร พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Wed, 22 Apr 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1065</guid>
      <dc:date>2567-04-22T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายในการสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1059</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายในการสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
Authors: กัณนพนธ์ ชูบำรุง; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2) วิเคราะห์อำนาจการสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ 3) หาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาอำนาจการสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความวิชาการ งานวิจัย และจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจำนวน 8 คน &#xD;
ผลการศึกษาพบว่า 1) อำนาจในการสอบสวนคดีอาญาที่มีความสลับซับซ้อน หรือจำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนเป็นพิเศษ หรืออาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงเศรษฐกิจของรัฐ หากมีลักษณะการกระทำความผิดประการหนึ่งประการใดโดยนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการกระทำความผิด จึงอยู่ในความหมาย ทั้งในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 21 (1) และบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปในมาตรา 18 มาตรา 19 ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ 2) แม้จะมีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีกองบัญชาการตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และมีอำนาจสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีการกำหนดมูลค่าความเสียหายบางประการ ซึ่งปัจจุบันได้มีพระราชกำหนด มาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 8 ให้พนักงานสอบสวนสังกัดสถานีตำรวจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบทั่วราชอาณาจักร และคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นเรื่องการบริหารราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มิได้ตัดอำนาจพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ 3) ผู้ศึกษาจึงเสนอแนวทางที่เหมาะสมคือต้องแก้ไขความในมาตรา 21 (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 โดยเพิ่มข้อความว่า “ที่มิได้อยู่ในความหมายตามมาตรา 3 “อาชญากรรมทางเทคโนโลยี” พระราชกำหนดมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566” และให้แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 โดยเพิ่มเติมข้อความว่า “ที่มิได้อยู่ในอำนาจ       การสอบสวนคดีพิเศษ”
Description: การค้นคว้าอิสรหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Fri, 10 Apr 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1059</guid>
      <dc:date>2567-04-10T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>มาตรการบังคับผู้หลบหนีระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกัน</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1055</link>
      <description>Title: มาตรการบังคับผู้หลบหนีระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกัน
Authors: สิทธิพร ทองจิตร; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบังคับผู้หลบหนีระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกัน 2) ศึกษากฎหมายไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับมาตรการบังคับทางกฎหมายผู้หลบหนีระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกัน และ 3) หามาตรการบังคับผู้หลบหนีระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกัน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ได้แก่ กฎหมาย หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ         คำพิพากษาของศาล และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ แล้วนำข้อมูลที่ได้รับมาเรียบเรียงด้วยวิธีการพรรณนาความเพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรการบังคับผู้หลบหนีระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกัน ผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิด ทฤษฎีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบังคับผู้หลบหนีระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกันในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกามีความคล้ายคลึงกันในด้านการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวหลบหนีหรือไม่มาศาลตามนัด ซึ่งสำหรับสหราชอาณาจักร หากไม่มาศาลตามนัดอาจถูกลงโทษจำคุก และหรือปรับ ส่วนสหรัฐอเมริกา หากไม่มาศาลตามนัดอาจถือว่าบุคคลนั้นได้กระทำละเมิดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว ถือว่าเป็นความผิดในข้อหาละเมิดอำนาจศาล ซึ่งศาลอาจสั่งลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลได้ สำหรับสาธารณรัฐฝรั่งเศส ศาลไม่นิยมการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยการเรียกหลักประกัน แต่จะพิจารณาว่าจะขังหรือจะปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างดำเนินคดีโดยคำนึงถึงความเสี่ยงว่าจะหลบหนี    ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปก่อภัยอันตรายประการอื่น หากไม่เข้ากรณีดังกล่าว ศาลจะปล่อยตัวโดยไม่เรียกหลักประกันแต่อย่างใด แต่จะใช้มาตรการอื่นให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยปฏิบัติแทนการเรียกหลักประกันเพื่อป้องกันการหลบหนี 2) ราชอาณาจักรไทยไม่มีมาตรการทางกฎหมายบังคับผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกันหลบหนีหรือผิดเงื่อนไข ซึ่งต่างจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดมาตรการบังคับทางกฎหมายสำหรับผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกันกระทำผิดเงื่อนไข ถือว่าเป็นความผิดในข้อหาละเมิดอำนาจศาล ส่วนกฎหมายของสาธารณรัฐฝรั่งเศส กฎหมายให้อำนาจศาลมีหมายเรียกและควบคุมตัวบุคคลนั้น และ 3) ผู้ศึกษาเสนอมาตรการบังคับผู้หลบหนีระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกัน โดยการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 (1) กำหนดให้การหลบหนีของผู้ต้องหาหรือจำเลยในระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีประกันถือเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล และให้ผู้หลบหนีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการติดตามจับกุม และ (2) การหลบหนีในการปล่อยตัวชั่วคราวให้ถือว่าอายุความสะดุดหยุดอยู่ และให้นับอายุความต่อเมื่อจับกุมผู้หลบหนีได้แล้ว
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Thu, 12 Mar 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1055</guid>
      <dc:date>2567-03-12T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การคุ้มครองสิทธิของผู้มีหลักประกันโดยอาศัยหลักความรับผิดอย่างอื่นของรัฐ ศึกษากรณี การเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1053</link>
      <description>Title: การคุ้มครองสิทธิของผู้มีหลักประกันโดยอาศัยหลักความรับผิดอย่างอื่นของรัฐ ศึกษากรณี การเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน
Authors: สุภาพร ปิ่นทอง; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของรัฐ 2) ศึกษามาตรการกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของรัฐ 3) ศึกษาแนวทางการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้มีหลักประกันโดยอาศัย หลักความรับผิดอย่างอื่นของรัฐ ด้วยการศึกษาวิจัยคุณภาพ ในรูปแบบการรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ได้แก่ กฎหมาย หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ คำพิพากษาของศาล และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยเรียบเรียงด้วยวิธีการพรรณนาความ ผลการศึกษาพบว่า แนวความคิดเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของรัฐ เกิดขึ้นโดยการวินิจฉัยของสภาแห่งรัฐ ของสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยอาศัยทฤษฎีเสี่ยงภัยพิเศษและเพื่อสังคม และทฤษฎีความเสมอภาคของบุคคลต่อภาระสาธารณะ มีข้อพิจารณาสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) เกิดความเสียหายแก่เอกชน 2) ความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงานรัฐเพื่อบริการสาธารณะ และ 3) ไม่อาจหาผู้รับผิดจากผลความเสียหายนั้นได้ กรณีหลักความรับผิดอย่างอื่นของรัฐของราชอาณาจักรไทย ถูกรับรองไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง อนุมาตรา (3) แต่หลักการดังกล่าวยังปรากฏข้อจำกัดสำคัญ คือ ไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้ในการพิจารณาทำให้ความคุ้มครองโดยอาศัยหลักความรับผิดอย่างอื่นของรัฐไม่อาจไปถึงบุคคลภายนอกที่ได้รับผลกระทบ ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) ควรมีการนำหลักความรับผิดอื่นของรัฐจากหลักการทฤษฎีความเสมอภาคของบุคคลต่อภาระสาธารณะมาใช้ในคดีปกครอง 2) ควรเพิ่มเติมนิยามศัพท์ คำว่า ความรับผิดอย่างอื่นของฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 08 Feb 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1053</guid>
      <dc:date>2567-02-08T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมาย การพ้นสภาพของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏที่ขาดแคลนทุนทรัพย์</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1038</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมาย การพ้นสภาพของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
Authors: สุทธิพงศ์ ปานเพชร; นพดล ทัดระเบียบ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แนวคิดและทฤษฎีว่าด้วยการจัดทำบริหารสาธารณะด้านการศึกษา และ  2) การบังคับใช้พระราชบัญญัติการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเกี่ยวกับหลักประกันสิทธิการศึกษา เป็นการวิจัย เชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากเอกสาร ตำรากฎหมาย ตัวบทกฎหมาย บทความวิชาการ บทความวิจัย เอกสารประกอบการสัมมนา สถิติ และข้อมูลจากเว็บไซต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการเขียนแบบพรรณนาความเพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการพ้นสภาพของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏที่ขาดแคลนทุนทรัพย์&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาทุกฉบับได้บัญญัติหลักประกันสิทธิการศึกษาของนักศึกษาไว้ในทุกระดับ ในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฏก็เช่นเดียวกัน มหาวิทยาลัยจะปฏิเสธการรับผู้สมัครผู้ใดเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย หรือยุติ หรือชะลอการศึกษาของนักศึกษาผู้ใดด้วยเหตุเพียงว่าผู้นั้นขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริงเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษาต่าง ๆ แก่มหาวิทยาลัยมิได้ แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็ไม่ได้ให้คำนิยามของคำว่า “ขาดแคลนทุนทรัพย์” ประกอบกับข้อบังคับว่าด้วยการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏได้กำหนด ให้นักศึกษาพ้นสภาพเมื่อไม่ชำระค่าธรรมเนียมการศึกษา เป็นผลให้สถานะความเป็นนักศึกษาต้องพ้นสภาพเพราะสถานะทางการเงิน อันเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติราชภัฏ ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พุทธศักราช 2547 ควรบัญญัติเพิ่มความในวรรคท้ายว่า “หลักเกณฑ์การพิจารณาว่านักศึกษาผู้ใดขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้เป็นไปตามระเบียบที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด” และยกเลิกข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดการศึกษาที่กำหนดให้นักศึกษาต้องพ้นสภาพเนื่องจากไม่ชำระค่าธรรมเนียมการศึกษานั้นเสีย
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Tue, 16 Sep 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1038</guid>
      <dc:date>2566-09-16T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาที่มาของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1037</link>
      <description>Title: ปัญหาที่มาของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ
Authors: ชินชัยพงศ์ ทิพย์ภักดี; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับที่มาของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษของประเทศไทย 2) ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่มาของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษในต่างประเทศ และประเทศไทย 3) เสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่มาของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษของประเทศไทย โดยการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ซึ่งศึกษาจากเอกสารเป็นสำคัญ โดยนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาวิเคราะห์ และเรียบเรียงในรูปแบบพรรณนาความ เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางแก้ไขปัญหาที่มาของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษของประเทศไทย&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า 1) ที่มาของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษของประเทศเสรีประชาธิปไตยส่วนใหญ่มาจาก 3 วิธีการ คือ การเลือกตั้งจากประชาชน การแต่งตั้ง และการว่าจ้างผู้มีความเป็นมืออาชีพเข้ามาบริหาร 2) พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 กำหนดให้ประเทศไทยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ อยู่ด้วยกัน 2 แห่ง คือ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา โดยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษทั้งสองแห่งนี้มาจาก การเลือกตั้งของประชาชน การที่มาตรา 252 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติว่า “...ผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งหรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น หรือในกรณีองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จะให้มาโดยวิธีอื่นก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ...” จึงอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางทุจริตของกลุ่มคนบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอำนาจปกครองรัฐ อันเป็นความไม่ชอบธรรมทางประชาธิปไตยผ่านตัวบทกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากการตรากฎหมายขัดแย้งกับทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาที่มุ่งหมายให้การตรากฎหมายนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม 3) แนวทางในการแก้ไขปัญหา คือ เห็นควรให้มีการแก้ไขมาตรา 252 จากเดิมที่กำหนดให้ “ให้มาโดยวิธีการอื่นได้” เปลี่ยนมาเป็น “ให้มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว” และขยายความ “รัฐเดี่ยว” ที่ปรากฏในมาตรา 1 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ให้มีความเป็นเป็นรัฐเดี่ยวที่เอื้อต่อการปกครองตนเอง มุ่งเน้นการกระจายอำนาจ อีกทั้งควรเพิ่มบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่รับรองให้ประชาชนสามารถลงประชามติกำหนดรูปแบบโครงสร้างการบริหารท้องถิ่นของตนได้
Description: บทความการค้นคว้าอิสระนิติศาสตรหาบัณฑิต</description>
      <pubDate>Tue, 16 Sep 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1037</guid>
      <dc:date>2566-09-16T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>อำนาจฟ้องคดีอาญาของบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  กรณี ภรรยาถูกทำร้ายจนเป็นเหตุให้แท้งลูก</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1035</link>
      <description>Title: อำนาจฟ้องคดีอาญาของบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  กรณี ภรรยาถูกทำร้ายจนเป็นเหตุให้แท้งลูก
Authors: นาคนคร วิมลศรี; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องคดีอาญาของบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีหญิงถูกทำร้ายจนเป็นเหตุให้แท้งลูกในประเทศไทย 2) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับอำนาจฟ้องคดีอาญา ความเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา รวมไปถึงหลักการคุ้มครองการมีสภาพบุคคลของทารกในครรภ์มารดา 3) ศึกษาบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจฟ้องคดีอาญาและสิทธิของผู้เสียหายทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ และ 4) เสนอแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อการรับรองอำนาจฟ้องคดีอาญาให้แก่บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของทารกในครรภ์มารดา ซึ่งเป็นหญิงที่ถูกทำร้ายจนเป็นเหตุให้แท้งลูกในประเทศไทย โดยอาศัยการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพจากการรวบรวมข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ได้แก่ กฎหมาย หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ คำพิพากษาของศาล และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำข้อมูลมาศึกษาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเรียบเรียงในรูปแบบพรรณนาความ &#xD;
	จากการศึกษาพบว่า ระบบการฟ้องคดีอาญาตามหลักการสากลจะมี 3 ลักษณะ ได้แก่ ฟ้องคดีอาญาโดยผู้เสียหาย ฟ้องคดีอาญาโดยประชาชน และฟ้องคดีอาญาโดยรัฐ ประเทศไทยยอมรับในหลักอำนาจฟ้องคดีโดยผู้เสียหายและโดยรัฐ จึงทำให้บุคคลที่ไม่ใช่ผู้เสียหายไม่อาจฟ้องคดีอาญาได้ รวมไปถึงบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีภรรยาถูกทำร้ายจนเป็นเหตุให้แท้งลูก โดยบุคคลที่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายของประเทศไทยสามารถดำเนินคดีได้ทั้งความผิดต่อส่วนตัวและความผิดต่อรัฐ และไม่ตัดสิทธิการฟ้องคดีโดยฝ่ายรัฐและฝ่ายผู้เสียหาย ด้วยเหตุนี้การฟ้องคดีอาญาโดยผู้เสียหายของประเทศไทยจึงเปิดกว้าง แต่ทั้งนี้จะต้องเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” ในสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ได้ยอมรับในหลักการดำเนินคดีอาญาโดยประชาชน โดยถือว่าประชาชนทุกคนเป็นผู้เสียหาย ด้วยเหตุนี้ อำนาจฟ้องคดีอาญาจึงเป็นของทุกคน ทำให้ไม่มีการนำเอาส่วนได้เสียของบุคคลมาปะปนกับส่วนได้เสียของสังคม จึงไม่มีรูปแบบการฟ้องคดีในความผิดต่อส่วนตัวที่ผู้เสียหายสามารถให้เจตจำนงในการที่จะไม่ฟ้องหรือยอมความได้ และจากระบบการดำเนินคดีอาญาโดยประชาชนของสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ดังกล่าวนี้ได้ส่งผลทำให้บุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สามีภรรยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย บิดามารดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมไปถึงผู้นิยมรักร่วมเพศสามารถเป็นผู้ทรงสิทธิในการดำเนินคดีอาญาได้อย่างกว้างขวางตามไปด้วย ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะให้นำมาปรับใช้เพื่อรับรองอำนาจฟ้องให้แก่บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีที่หญิงในฐานะภรรยาถูกทำร้ายจนเป็นเหตุให้แท้งลูกตามความผิดของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (5) ซึ่งจะทำให้ “ชาย” ซึ่งมีสถานะเป็น “บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ของทารกในครรภ์หญิง และเป็น “สามีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ของหญิงที่ถูกทำร้ายจนเป็นเหตุให้แท้งลูก สามารถเป็นผู้เสียหายที่จะทรงสิทธิในการฟ้องคดีอาญาได้ โดยทำการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) วรรคสอง เป็นความว่า “กรณีที่หญิงถูกทำร้ายจนเป็นเหตุให้แท้งลูก ให้ผู้เป็นบิดาไม่ว่าจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตามของทารกในครรภ์หญิงเป็นผู้เสียหายด้วย”
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต</description>
      <pubDate>Mon, 01 Sep 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1035</guid>
      <dc:date>2566-09-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐภายใต้กฎอัยการศึก</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1034</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐภายใต้กฎอัยการศึก
Authors: วรเพชร  ชูเพ็ง; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นมา แนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับความรับผิดของรัฐภายใต้กฎอัยการศึกของต่างประเทศและราชอาณาจักรไทย 2) ศึกษามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐภายใต้กฎอัยการศึกของต่างประเทศและราชอาณาจักรไทย 3) ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐภายใต้กฎอัยการศึกตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ กล่าวคือศึกษาจากเอกสารเป็นสำคัญ อาทิ ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากกฎหมาย ประกาศ คำสั่ง ของกองทัพ หนังสือ เอกสาร งานนิพนธ์ ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เอกสารทางวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศนำมาศึกษาวิเคราะห์ ตามขอบเขตของการศึกษาและนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเหล่านั้น มาเรียบเรียงในรูปแบบพรรณนาความ เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐภายใต้กฎอัยการศึกในประเทศไทย&#xD;
	ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐภายใต้กฎอัยการศึกคือ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 ได้มีการบัญญัติตามมาตรา 16 ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ห้ามมิให้บุคคลหรือบริษัทใด ๆ เรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าปรับอย่างหนึ่งอย่างใดจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ซึ่งเมื่อมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก อำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีหลายประการ การใช้อำนาจดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายแก่เอกชนได้ ซึ่งตามมาตรา 16 ที่ได้บัญญัติไว้ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถฟ้องร้องค่าเสียหายได้ แต่โดยหลักแล้วรัฐควรรับผิดต่อความเสียหายชดใช้ผลแห่งความเสียหายดังกล่าวให้แก่เอกชนผู้ที่ได้รับความเสียหายซึ่งเป็นไปตามหลักความรับผิดโดยปราศจากความผิดของฝรั่งเศส โดยหลักการในการชดใช้นั้นต้องมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่ได้รับการแต่งตั้งและมีอำนาจในการบังคับใช้กฎอัยการศึก และหน่วยงานทางปกครองต้องรับผิดในลักษณะละเมิด หรือความรับผิดอย่างอื่น ข้อเสนอแนะจากการศึกษา คือ 1) ก่อนแก้ไขกฎหมายกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องคดีแก่ศาลปกครองในเรื่องเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารกระทำละเมิด ศาลปกครองควรพิจารณาคดีในเรื่องหลักความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ หากศาลปกครองเห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่เข้าองค์ประกอบความรับผิดทางละเมิด ศาลปกครองควรนำหลักความรับผิดโดยปราศจากความผิดของประเทศฝรั่งเศสมาปรับใช้ในการพิจารณา 2) แก้ไขพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 ในมาตรา 16 “ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด ในเรื่องการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารตามที่ได้กล่าวมาแล้วในมาตรา 8 และมาตรา 15 กระทรวง กลาโหมจะชดใช้ค่าเสียหายหรือเยียวยาตามสมควรแก่กรณีเมื่อยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึก...” 3) หลักเกณฑ์ในการชดใช้หรือเยียวยา หากไม่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้ ศาลควรพิจารณาจากความเสียหายตามความเป็นจริง      ที่ผู้เสียหายได้รับ สำหรับการชดใช้หรือเยียวยาที่มีกฎหมายเฉพาะได้บัญญัติไว้ ให้ศาลพิจารณาชดเชยตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่ได้บัญญัติไว้
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต</description>
      <pubDate>Mon, 01 Sep 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1034</guid>
      <dc:date>2566-09-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในคดีอาญา  ศึกษากรณี ชั้นสอบสวนคดีและชั้นสั่งคดี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1033</link>
      <description>Title: การคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในคดีอาญา  ศึกษากรณี ชั้นสอบสวนคดีและชั้นสั่งคดี
Authors: วรกานต์ คงสุข; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับหลักประกันสิทธิผู้สูงอายุ โดยศึกษามาตรการกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญาผู้สูงอายุในชั้นสอบสวนคดีและชั้นสั่งคดี เพื่อเสนอแนวทางการคุ้มครองสิทธิในการดำเนินคดีอาญากับผู้สูงอายุของประเทศไทย ด้วยการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพจากเอกสาร จากการศึกษาพบว่า แนวคิดเกี่ยวกับหลักประกันสิทธิผู้สูงอายุ ถูกบรรจุให้อยู่ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในข้อ 2 และข้อ 7 สำหรับประเด็นความคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุของประเทศสหรัฐอเมริกา ในชั้นสอบสวนคดีกำหนดให้มีมาตรการการนำตัวผู้ต้องหาสูงอายุส่งศูนย์บำบัดทางจิตเมื่อพบว่ามีสภาวะทางจิตใจ หรือปรากฏความหลงใหลทางสติแทนการส่งตัวไปกักขัง        ส่วนในชั้นสั่งคดี กำหนดให้พนักงานอัยการสามารถนำมาตรการการชะลอการฟ้องคดีมาใช้แก่ผู้กระทำผิดสูงอายุได้       ในกรณีของประเทศญี่ปุ่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 ได้รับรองสิทธิการมีทนายความให้แก่ผู้สูงอายุที่ตกเป็นจำเลยซึ่งมีอายุมากกว่า 70 ปี และไม่สามารถได้ยินหรือพูด หรือมีความน่าเชื่อว่าจำเลยวิกลจริต หรือ    มีความสามารถที่บกพร่อง ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ ในชั้นสอบสวนคดี ควรเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในหมวดการสอบสวนคดี ในมาตรา 133 จัตวา เพื่อให้มี (1) มาตรการการนำตัวผู้ต้องหาสูงอายุส่งศูนย์บำบัดทางจิตแทนการกักขัง (2) มาตรการสิทธิการมีทนายความของผู้ต้องหาสูงอายุในชั้นสอบสวนคดีตามแบบอย่างที่มีการบังคับใช้อยู่ในประเทศญี่ปุ่น และ (3) ในชั้นสั่งคดี ควรเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143/1 เพื่อให้มีมาตรการชะลอการฟ้องคดีให้แก่ผู้กระทำผิดสูงอายุในชั้นสั่งคดีตามแบบอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกา
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต</description>
      <pubDate>Mon, 01 Sep 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1033</guid>
      <dc:date>2566-09-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>มาตรการทางกฎหมายการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญา  กรณีการพิมพ์ลายนิ้วมือ</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1032</link>
      <description>Title: มาตรการทางกฎหมายการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญา  กรณีการพิมพ์ลายนิ้วมือ
Authors: สามารถ ศักดิ์แก้ว; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฏีเกี่ยวกับหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พื้นฐานของบุคคลในคดีอาญา เพื่อศึกษาหลักสิทธิของบุคคลที่ถูกหล่าวหาในคดีอาญาและอํานาจของเจ้าพนักงานในการเก็บลายนิ้วมือประวัติอาชญากรรม เพื่อศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการพิมพ์ลายนิ้วมือและสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลในทะเบียนประวัติอาชญากรรมของประเทศไทย โดยดําเนินการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ในลักษณะของการวิเคราะห์ เอกสาร(Documentary research) จากตัวบทกฎหมาย ตําราวิชาการ วิทยานิพนธ์ บทความจากวารสารหรือนิตยสารทางกฎหมาย เอกสารประกอบการสัมมนา และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรการทางกฎหมายการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลผู้ถูกกล่าวในคดีอาญากรณี การพิมพ์ลายนิวมือ ในชั้นพนักงานสอบสวน โดยใช้วิธีเขียนแบบพรรณนาความ จากการศึกษาพบว่า เมื่อเกิดคดีอาญาขึ้น พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทําได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทําผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา ซึ่งกรณีมีความจําเป็นเพื่อการรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวนมีอํานาจให้ทําการตรวจพิสูจน์บุคคล วัตถุ หรือเอกสารใดๆ รวมถึงลายพิมพ์นิวมือลายมือหรือลายเท้าได้ตามประมวลกฎหมายวิธพิจารณาความอาญา มาตรา 131,132 และมาตรา 132(1) โดยระเบียบสํานักงานตํารวจแห่งชาติว่าด้วยประมวลระเบียบการตํารวจแห่งชาติ ลักษณะที่ 32 การพิมพ์ลายนิ้วมือ พ.ศ. 2554 บทที่ 1 ข้อ 1 กําหนดให้ พนักงานสอบสวนมีหน้าที่จัดให้มีการพิมพ์ลายนิ้วมือ ผู้ต้องหาคดีอาญาทุกประเภทเว้นแต่คดีลหุโทษ คดีที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าลหุโทษ หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก รวมทั้งความผิดตามกฎหมายอื่นๆ ซึ่งได้เปรียบเทียบปรับแล้ว โดยผลของกฎหมายดังกล่าว พนักงานสอบสวนจึงมีอํานาจในการสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหา อันเป็นคําสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย หากผู้ต้องหาขัดขืนไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือตามคําสั่งของเจ้าพนักงานแล้ว ย่อมมีความผิดฐานขัดขืนคําสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 อย่างไรก็ตาม การพิมพ์ลายนิ้วมือเป็นสิทธิพื้นฐานเฉพาะตัวของบุคคลไม่ต่างไปจากการลงลายมือชื่อ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคําพิพากษาว่าเป็นผู้กระทําผิดย่อมถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ สิทธิดังกล่าวจึง&#xD;
ย่อมได้รับความคุ้มครอง ดังนั้น การออกคําสั่งให้พิมพ์ลายนิ้วมือของพนักงานสอบสวนจะต้องมีลักษณะตามมาตรา 132(1) ด้วย หากเป็นการสั่งให้พิมพ์ลายนิ้วมือไปก่อนโดยไม่เกี่ยวข้องกับความจําเป็นในการหาพยานหลักฐานของคดี ก็เท่ากับเป็นการออกคําสั่งโดยไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 132(1) และเป็นคําสั่งที่เจ้าพนักงานไม่มีอํานาจ หรือหากเจ้าพนักงานออกคําสั่งโดยมีอํานาจ แต่ผู้ต้องหามีเหตุผลอันสมควรในการไม่ปฏิบัติตามก็ไม่ถือว่ามีความผิด จึงมีข้อเสนอแนะดังนี้ (1) ควรกําหนดให้มีการแยกทะเบียนประวัติที่ใช้จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องหาหรือจําเลยออกเป็น ๒ ทะเบียน ได้แก่ ทะเบียนประวัติผู้ต้องหา และทะเบียนประวัติอาชญากร (2) การเปิดเผยประวัติอาชญากรหรือข้อมูลของจําเลยที่ศาลมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่า ได้กระทําความผิด ควรพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง (3) ควรกําหนดข้อห้ามเปิดเผยข้อมูลการต้องหาคดีอาญา เว้นแต่เป็นกรณีที่จําเป็นต้องตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายกําหนด และ (4) ควรกําหนดระยะเวลาในการรายงานผลคดีถึงที่สุดของสถานีตํารวจแต่ละแห่งไปยังกองทะเบียนประวัติอาชญากรไว้ให้ชัดเจน โดยเริ่มนับระยะเวลาดังกล่าวตั้งแต่ได้รับรายงานผลคดีถึงที่สุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต</description>
      <pubDate>Mon, 01 Sep 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1032</guid>
      <dc:date>2566-09-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>มาตรการรอการลงโทษ กรณีศึกษา กระทำความผิดโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1031</link>
      <description>Title: มาตรการรอการลงโทษ กรณีศึกษา กระทำความผิดโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
Authors: พิชชาพร ธรรมปรีชา; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาทางกฎหมายในการรอการลงโทษที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย กรณีความผิดเกิดขึ้นจากการกระทำความผิดโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2) เพื่อศึกษา แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการลงโทษในเชิงอรรถประโยชน์และหลักการของการรอการกำหนดโทษและการรอการลงโทษตามกฎหมายของประเทศไทยและต่างประเทศ 3) เพื่อเสนอแนวทางการรอการลงโทษที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทยกรณีศึกษา การกระทำความผิดโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการค้นคว้าเอกสาร อาทิ ตัวบทกฎหมาย หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ และข้อมูลสื่ออิเล็กทรอนิกส์ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบด้วยวิธีการเขียนแบบพรรณนาความ &#xD;
	จากการศึกษาพบว่า 1) การพิจารณาคดีอาญาเกี่ยวกับโทษร้ายแรงส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม ในการพิจารณาคดีจำเป็นต้องมีมาตรฐานและแนวทางเพื่อให้ผู้พิพากษาสามารถชี้แจงหรือให้เหตุผลในคำพิพากษานั้น ๆ ได้โปร่งใส เพื่อแสดงให้เห็นถึงปรัชญาของศาลในพิจารณาพิพากษาคดี ตลอดจนเพื่อให้ศาลสามารถมีหลักเกณฑ์ในการลงโทษในทิศทางเดียวกัน 2) จากผลการศึกษากฎหมายไทยและต่างประเทศพบว่า การพิจารณาคดีของศาลในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศฝรั่งเศส ศาลสามารถนำมาตรการลงโทษทางเลือกอื่นแทนการจำคุกได้โดยตรง โดยไม่ต้องอาศัยเงื่อนไขของคำพิพากษาให้รอการลงโทษเสียก่อนเหมือนกฎหมายไทย เป็นผลให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจกำหนดรูปแบบการลงโทษที่เหมาะสมเป็นรายบุคคลได้อย่างกว้างขวาง 3) ผู้ศึกษาจึงเสนอแนวทางการรอการลงโทษที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย โดยในระดับนโยบายควรมีการปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายในการลงโทษทางเลือกอื่นแทนการจำคุกให้เหมาะสมเป็นรายบุคคล เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาสัดส่วนประเภทความผิดของแต่ละคดีอย่างเป็นรูปธรรมของแต่ละประเภทความผิดนั้น ๆ โดยควรนำเอารูปแบบโทษอาญาทางเลือก โทษอาญาเสริมของประเทศฝรั่งเศส และรวมถึงมาตรการลงโทษระดับกลางของประเทศสหรัฐอเมริกามาใช้บังคับเป็นแนวทางในการพัฒนาการรอการลงโทษให้แก่ผู้กระทำผิด กรณีกระทำการโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายในด้านกฎหมาย โดยการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้มีมาตรการในเชิงโทษทางเลือกและในเชิงโทษระดับกลาง และการกำหนดมาตรการลงโทษและสัดส่วนในการลงโทษในแต่ละบุคคล โดยให้ศาลมีอำนาจกำหนดรูปแบบการลงโทษอื่น ๆ และคำนึกถึงสภาพเศรษฐกิจของแต่ละบุคคล เพื่อให้การลงโทษเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ศาลในการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดตามกระบวนการยุติธรรมได้อย่างโปร่งใส
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต</description>
      <pubDate>Mon, 01 Sep 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1031</guid>
      <dc:date>2566-09-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1030</link>
      <description>Title: มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา
Authors: ภานุชนารถ หนูสังข์; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาความเป็นมา แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิความเป็นมนุษย์ในสถานศึกษา 2. เพื่อศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการปูองกันการกลั่นแกล้งในสถานศึกษาทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ 3. เพื่อศึกษาวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายในการปูองกันการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา โดยอาศัยการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพจากการรวบรวมข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ได้แก่ กฎหมาย หนังสือ ตำรา บทความวิชาการคำพิพากษาของศาล และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยนำข้อมูลมาศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรการหรือแนวทางในการปูองกันการกลั่นแกล้งในสถานการศึกษา ในลักษณะการเรียบเรียงแบบพรรณนาความ จากการศึกษา พบว่าประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายปูองกันการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา กฎหมายที่มีอยู่ เช่น กฎหมายละเมิด ดูหมิ่นและหมิ่นประมาท จึงไม่อาจใช้ปูองกันการกลั่นแกล้งในสถานศึกษาได้ ซึ่งแตกต่างจากประเทศฟิลิปปินส์ที่มีพระราชบัญญัติต่อต้านการรังแกกัน ค.ศ. 2013 ที่บัญญัติกำหนดโทษทางปกครองให้สอดคล้องกับลักษณะของการกลั่นแกล้ง ด้วยการให้ผู้กลั่นแกล้งต้องเข้ารับการฟื้นฟู อีกทั้งยังกำหนดโทษทางปกครองส าหรับโรงเรียนของรัฐหากไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในส่วนของโรงเรียนเอกชนหากมีการปล่อยปละละเลยให้มีการกลั่นแกล้งในโรงเรียนก็จะถูกเพิกถอนใบอนุญาต สอดคล้องกับกฎหมายของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่กำหนดมาตรการการกลั่นแกล้ง โดยกำหนดมาตรการเกี่ยวกับความปลอดภัยในโรงเรียน โดยบัญญัติให้ผู้ถูกกลั่นแกล้งจะต้องไม่ถูกพักการเรียนหรือถูกไล่ออกจากโรงเรียน ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะต่อการก าหนดมาตรการทางกฎหมายในการปูองกันการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา ดังนี้ 1.ประเทศไทยจึงควรกำหนดมาตรการปูองกันพฤติกรรมการกลั่นแกล้งในโรงเรียนด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 โดยกำหนดให้โรงเรียนทุกโรงเรียนมีมาตรการปูองกันพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง และให้โรงเรียนก าหนดขั้นตอนการจัดการปัญหา&#xD;
ดังกล่าว 2. ประเทศไทยควรมีกฎหมายที่เกี่ยวกับการปูองกันการกลั่นแกล้งโดยเฉพาะ โดยใช้แนวทางในการพระราชบัญญัติต่อต้านการรังแกกัน ค.ศ. 2013 และพระราชบัญญัติความปลอดภัยในโรงเรียน ของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย และสหรัฐอเมริกา เพื่อให้มีมาตราความปลอดภัยในโรงเรียน และสามารถช่วยลดปัญหาพฤติกรรมการกลั่นแกล้งในโรงเรียนได้
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต</description>
      <pubDate>Mon, 01 Sep 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1030</guid>
      <dc:date>2566-09-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>มาตรการทางกฎหมายในการก ากับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราว  ในชั้นสอบสวนคดีและชั้นสั่งคดี</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1029</link>
      <description>Title: มาตรการทางกฎหมายในการก ากับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราว  ในชั้นสอบสวนคดีและชั้นสั่งคดี
Authors: พัชรินทร์ แหวนเพ็ชร์; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการควบคุมตัวบุคคลไว้ในอ านาจรัฐ&#xD;
หลักประกันสิทธิของผู้ต้องหาหรือจ าเลยในคดีอาญาเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราว ศึกษามาตรการทางกฎหมายในการปล่อย&#xD;
ตัวชั่วคราวและการก ากับติดตามผู้ถูกปล่อยชั่วคราวในชั้นสอบสวนคดีและชั้นสั่งคดี และหามาตรการที่เหมาะสมในการ&#xD;
ก ากับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราวในชั้นสอบสวนคดีและชั้นสั่งคดี โดยการวิจัยในระบบคุณภาพจากเอกสารจากการศึกษา&#xD;
พบว่า สิทธิการปล่อยชั่วคราวในคดีอาญา เป็นหลักการความคุ้มครองบุคคลจากหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริสุทธิ์&#xD;
ส าหรับประเทศไทย สิทธิการปล่อยชั่วคราวถูกรับรองสิทธิโดยรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา&#xD;
โดยสามารถร้องขอปล่อยชั่วคราวได้ตั้งแต่ชั้นสอบสวนคดี ชั้นสั่งคดี และชั้นศาล แต่ในมิติของมาตรการก ากับติดตามผู้ถูก&#xD;
ปล่อยชั่วคราวในชั้นสอบสวนคดีและชั้นสั่งคดี ยังไม่ปรากฏมาตรการทางกฎหมายในการก ากับติดตามผู้ถูกปล่อยชั่วคราว&#xD;
ที่เหมาะสม และยังคงใช้ระบบดุลพินิจในการสั่งอนุญาต มิใช่ระบบประเมินความเสี่ยง ดังนี้ จึงควรแก้ไขประมวล&#xD;
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้มีมาตรการประเมินความเสี่ยงในการปล่อยชั่วคราวตามแบบอย่างที่ใช้บังคับอยู่ใน&#xD;
ประเทศสหรัฐอเมริกา และควรก าหนดให้มีมาตรการก ากับติดตามผู้ถูกปล่อยชั่วคราวโดยกฎหมายตามแบบอย่างที่ใช้&#xD;
บังคับในสาธารณรัฐฝรั่งเศส แก่กรณีการปล่อยชั่วคราวในชั้นสอบสวนคดีและชั้นสั่งคดีของประเทศไทย
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต</description>
      <pubDate>Mon, 01 Sep 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1029</guid>
      <dc:date>2566-09-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ศึกษากรณี ผู้มีอิทธิพลหรือเสียชื่อในทางพาล</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1028</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ศึกษากรณี ผู้มีอิทธิพลหรือเสียชื่อในทางพาล
Authors: จักรกฤษณ์ สวนนุช; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาหปัญหาเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ กรณีผู้มีอิทธิพลหรือเสียชื่อในทางพาล 2) ความเป็นมาและแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครองลักษณะท้องที่ 3) มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม กรณีผู้มีอิทธิพลหรือเสียชื่อในทางพาล และ 4) แนวทางในการกำหนดนิยามความหมายของผู้มีอิทธิพลหรือเสียชื่อในทางพาลของกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความ วิชาการ งานวิจัยและเอกสาร โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความ เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางในการกำหนดนิยามความหมายของผู้มีอิทธิพลหรือเสียชื่อในทางพาลของกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสราษภร์ธานี ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายลักษณะปกครองท้องที่เป็นกฎหมายที่นำมาใช้ในการเลือกผู้ใหญ่บ้าน ประกาศใช้ เมื่อ พ.ศ. 2457 กฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ได้กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ทว่าในประเด็นลักษณะต้องห้ามกรณีผู้มีอิทธิพลหรือเสียชื่อในทางพาล กฎหมายมิได้กำหนดนิยาม หรือมีการอธิบายขยายความของคำว่า "ผู้มีอิทธิพล" หรือ "เสียชื่อในทางพาล" ไว้แต่อย่างใด ทำให้กรอบการพิจารณาเพื่อการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาลักษณะต้องห้ามในกรณีดังกล่าวเป็นช่องว่างทางกฎหมายที่ไม่มีความชัดเจน ส่งผลให้เมื่อต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามกรณีผู้มีอิทธิพลหรือเสียชื่อในทางพาลจึงต้องตีความอย่างความหมายทั่วไปหรือตามค่านิยมประจำถิ่น แม้ว่าในปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยจะมีการกำหนดกรอบแนวทางในการพิจารณาถึงกรณีผู้มีอิทธิพลหรือเสียชื่อในทางพาลขึ้นในลักษณะแนวปฏิบัติเป็นหนังสือเวียนก็ตาม แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมไปถึงอาชญากรรมที่เป็นการกระทำความผิดอันส่งผลต่อชุมชนอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะความผิดอาชญากรรมที่รุนแรงและกระทบต่อความมั่นคง ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะว่า ควรกำหนดนิยาม "ผู้มีอิทธิพลหรือเสียชื่อในทางพาล" ที่เป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ตามแนวทางการอธิบายความหมายของหนังสือกระทรวง มหาดไทยที่ มท. 0207/ว.33 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2529 และตามคำสั่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่ 153/2563 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2563 เป็นนัยสำคัญ โดยการแก้ไขปัญหาในระยะแรก กระทรวงมหาดไทยควรจัดทำเป็นหนังสือภายในเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานที่รับผิดชอบการวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามกรณีผู้มีอิทธิพลหรือเสียชื่อในทางพาลตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ไปพลางก่อน โดยเรียกชื่อว่า "หนังสือกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน กรณีผู้มีอิทธิพลหรือเสียชื่อในทางพาล" และในระยะที่สอง กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองควรตราระเบียบในลักษณะ "กฎ" ขึ้นเป็นหลักเกณฑ์การพิจารณาลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน กรณีผู้มีอิทธิพลหรือเสียชื่อในทางพาลตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ขึ้นเป็นการเฉพาะ
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต</description>
      <pubDate>Mon, 01 Sep 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1028</guid>
      <dc:date>2566-09-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>มาตรการทางกฎหมายในการปล่อยชั่วคราวแทนการออกหมายขัง</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1027</link>
      <description>Title: มาตรการทางกฎหมายในการปล่อยชั่วคราวแทนการออกหมายขัง
Authors: จมาพร หมื่นชนะ; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แนวคิด ทฤษฎี และมาตรการในการควบคุมบุคคลไว้ในระหว่างการสอบสวน 2) มาตรการทางกฎหมายทั้งในส่วนของประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวบุคคลไว้ระหว่างการสอบสวน และ 3) มาตรการอื่นเพื่อป้องกันมิให้ผู้ต้องหาหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ก่อเหตุอันตราย โดยไม่ต้องออกหมายขัง การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ซึ่งศึกษาจากเอกสารเป็นสำคัญ โดยนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาวิเคราะห์และเรียบเรียงในรูปแบบพรรณนาความเพื่อกำหนดมาตรการทางกฎหมายอื่นที่ศาลจะนำมาใช้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาโดยไม่ต้องออกหมายขัง จากการศึกษาพบว่า 1) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการไม่ควบคุมตัว ต่างรับรองและคุ้มครองบุคคลเกี่ยวกับสิทธิในการปล่อยชั่วคราวโดยการนำมาตรการทางเลือกอื่นมาใช้แทนการจำกัดสิทธิเสรีภาพ 2) การควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐของสาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมณี จะพิจารณาเหตุจำเป็นที่จะต้องควบคุมตัวเป็นสำคัญ หากปรากฎว่าไม่มีเหตุจำเป็นในการควบคุมตัวแล้วศาลจะปล่อยไปเสมอโดยไม่จำเป็นต้องใช้หลักประกันแต่อย่างใด โดยจะกำหนดมาตรการอื่นแทนการเรียกหลักประกัน เช่น ให้มารายงานตัวต่อศาล ให้มาศาลตามกำหนดนัด ห้ามย้ายที่อยู่ ห้ามไปพบผู้เสียหาย หรือเงื่อนไขอื่น ๆ ที่จะเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาไปกระทำผิดต่อไป ส่วนในประเทศไทยการพิจารณาปล่อยชั่วคราวโดยการนำมาตรการควบคุมโดยศาลมาใช้บังคับมีเพียงการให้ผู้ต้องหาสาบานหรือปฏิญาณตนว่าจะมาตามนัดหรือหมายเรียกในกรณีการปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกัน และเจ้าพนักงานอาจปล่อยชั่วคราวโดยกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่ของผู้ถูกปล่อยชั่วคราว หรือกำหนดเงื่อนไขอื่นใดให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติ หรือการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทาง เพื่อป้องกันการหลบหนี หรือป้องกันภัยอันตราย หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยชั่วคราวเท่านั้น และ 3) ตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับคำสั่งหรือหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565 และข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรการควบคุมโดยศาลของสาธารณรัฐฝรั่งศสและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในการใช้มาตรการอื่นแทนระบบการใช้หลักทรัพย์หรือเงินประกันโดยไม่ต้องออกหมายขัง โดยให้ผู้มีอำนาจปล่อยชั่วคราวใช้ดุลพินิจพิจารณางดออกหมายขังและปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหโดยการนำมาตรการทางศาลมาใช้บังคับตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว และแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 ให้สอดคล้องกับของสาธารณรัฐฝรั่งศสและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต</description>
      <pubDate>Mon, 01 Sep 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1027</guid>
      <dc:date>2566-09-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาการกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมศาลในการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีปกครอง</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1026</link>
      <description>Title: ปัญหาการกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมศาลในการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีปกครอง
Authors: สิริวรรณ แพชนะ; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาหลักเกณฑ์การเสียค่าธรรมเนียมศาลในคดีปกครองตามกฎหมายพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.254 2)ศึกษาแนวคำพิพากษาของศาลปกครองเกี่ยวกับการเสียค่าธรรมเนียมศาลตามพระราชบัญญัติจัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.2542ซึ่งดำเนินการศึกษาในลักษณะวิจัยเชิงคุณภาพการวิเคราะห์เอกสารโดยศึกษาเอกสารจากตัวบทกฎหมาย ตำราวิชาการ วิทยานิพนธ์ บทความจากวารสารหรือนิตยสารทางกฎหมาย เอกสารประกอบการสัมมนา สถิติ และข้อมูลจากเว็บไซต์ทางอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศและในประเทศเกี่ยวกับมาตรการการเสียค่าธรรมเนียมศาลในคดีปกครอง&#xD;
	จากการศึกษาพบว่าการฟ้องคดีแพ่งกับการฟ้องคดีปกครองมีหลักการเสียค่าธรรมเนียมศาลที่ต่างกันกล่าวคือในการดำเนินคดีทางแพ่งกฎหมายกำหนดให้ผู้ยื่นคำฟ้องต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล เว้นแต่มีกฎหมายยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลซึ่งเหตุที่ต้องมีการเสียค่าธรรมเนียมศาลในคดีแพ่งเนื่องจากการดำเนินคดีแพ่งแต่ละเรื่องนั้น มีขั้นตอนและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าดำเนินการทางธุรการศาลหรือค่าใช้จ่ายในทางศาลเองแต่สำหรับการฟ้องคดีปกครองนั้น โดยหลักคือผู้ฟ้องคดีไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลเว้นแต่กรณีมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) หรือ (4)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. 2542 คือ คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรและคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่ผู้ฟ้องคดีต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ตามมาตรา 45วรรคสี่แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542  อย่างไรก็ตามเมื่อศึกษาพบว่ามีแนวทางเพื่อให้การยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลที่อยู่ในเขตอำนาจ ไม่ว่าจะอยู่ในเขตศาลแพ่ง หรือศาลปกครองอยู่บนหลักแห่งความเสมอภาคควรบัญญัติหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนแน่นอนเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมศาล สำหรับการคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลปกครอง โดยควรที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 45 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 จากที่บัญญัติว่า “การฟ้องคดีไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล เว้นแต่การฟ้องคดีขอให้สั่งให้ใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สินอันสืบเนื่องจากคดีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) หรือ (๔) ให้เสียค่าธรรมเนียมศาลตามทุนทรัพย์ในอัตราตามที่ระบุไว้ในตาราง ๑ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สำหรับคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้” โดยควรบัญญัติเพิ่มความในตอนท้ายต่อท้ายบทบัญญัติเดิมว่า “และการยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสำหรับคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ให้เสียค่าธรรมเนียมศาลตามทุนทรัพย์ในอัตราที่ระบุไว้ในข้อ (1) (ข) ของตารางเดียวกัน
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต</description>
      <pubDate>Mon, 01 Sep 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1026</guid>
      <dc:date>2566-09-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความรับผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการหลอกลวงให้ทำธุรกรรมทางออนไลน์</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1025</link>
      <description>Title: ความรับผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการหลอกลวงให้ทำธุรกรรมทางออนไลน์
Authors: วชิราภรณ์ ปราชญ์อักษร; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) รูปแบบการหลอกลวงให้ทำธุรกรรมทางออนไลน์ 2) ความรับผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการหลอกลวงให้ทำธุรกรรมทางออนไลน์ 3) ข้อเสนแนะในการจัดการปัญหาการหลอกลวงให้ทำธุรกรรมทางออนไลน์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาเอกสารค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความวิชาการ งานวิจัยและเอกสาร โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์สังเคราะห์ และใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความเพื่อให้ทราบถึง ความรับผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการหลอกลวงให้ทำธุรกรรมทางออนไลน์&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า 1) การหลอกลวงให้ทำธุรกรรมทางออนไลน์แบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ (1) ผู้ถูกหลอกลวงเป็นผู้กระทำการทางธุรกรรมทางการเงินด้วยตนเอง (2) ผู้ถูกหลอกลวงโหลดแอปพลิเคชั่นและถูกเข้าควบคุมโทรศัพท์ ซึ่งก่อให้เกิดผลความรับผิดในทางกฎหมายที่แตกต่างกัน 2) กฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของบุคคลจากการหลอกลวงให้ทำธุรกรรมทางออนไลน์ ในทางอาญาผู้กระทำผิดมีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ส่วนผู้สนับสนุนย่อมมีความผิดตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ส่วนความรับผิดทางแพ่งหากเป็นในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นผู้ทำธุรกรรมทางการเงินด้วยตนเองแล้วถือว่าผู้เสียหายได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย แต่หากโทรศัพท์ถูกควบคุมจากบุคคลภายนอกแล้วผู้เสียหายไม่ได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย สถาบันการเงินเจ้าของบัญชีเงินฝากจึงต้องชดใช้เงินเต็มจำนวน 3) ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายให้สถาบันการเงินผู้เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากสร้างระบบป้องกันการทำธุรกรรมทางการเงินให้จำกัดเฉพาะเจ้าของบัญชีเงินฝาก ส่วนข้อเสนอแนะ ในเชิงกฎหมายควรมีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการหลอกลวงให้ทำธุรกรรมทางออนไลน์โดยมีขอบเขตความรับผิด ทั้งในทางแพ่งและทางอาญา
Description: บทความการค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต</description>
      <pubDate>Mon, 01 Sep 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1025</guid>
      <dc:date>2566-09-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาการกำหนดค่าสินไหมทดแทนความเสียหาย กรณี คำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดิน</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1003</link>
      <description>Title: ปัญหาการกำหนดค่าสินไหมทดแทนความเสียหาย กรณี คำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดิน
Authors: สุพัฒน์พงศ์ หนูทอง; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคต่อการกำหนดค่าสินไหมทดแทนความเสียหาย จากกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินและเพื่อได้มาซึ่งแนวทางการกำหนดหลักเกณฑ์ค่าทดแทนความเสียหายจากกรณีการมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิในที่ดินของประเทศไทย โดยระบบการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษา พบว่า การกำหนดค่าสินไหมทดแทนความเสียหาย กรณีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 เกิดจาก 2 กรณี ได้แก่ 1) การให้สิทธิในที่ดินโดยผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ 2) ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขสิทธิในที่ดิน โดยผู้ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหาย ซึ่งตามแนวทางปฏิบัติที่ใช้บังคับแก่กรณีนั้น มีอยู่ 2 แนวทางสำคัญ แนวทางแรก การเยียวยาความเสียหายอาศัยหลักความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และแนวทางที่สอง การเยียวยาความเสียหายโดยอาศัยกระบวนการตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) การตรากฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากกรณีการมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 2) นำเอากรณีการยกเลิกเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการให้ประโยชน์อย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน ตามนัยมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 โดยอาศัยหลักความเชื่อโดยสุจริตมาเป็นแนวทางหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน
Description: บทความวิจัย, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Fri, 10 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1003</guid>
      <dc:date>2566-01-10T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในอสังหาริมทรัพย์ ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่ยังไม่ถึงที่สุด</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1002</link>
      <description>Title: ปัญหาการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในอสังหาริมทรัพย์ ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่ยังไม่ถึงที่สุด
Authors: ณัชชา เจริญลาภ; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการจดทะเบียนสิทธิในอสังหารมิทรัพย์ามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่ยังไม่ถึงที่สุด 2) ศึกษาหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งคำพิพากษาที่ใช้บังคับในกฎหมายของต่างประเทศของประเทศไทย และ 3) พัฒนาการจดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ยังไม่ถึงที่สุดในประเทศไทย ด้วยระบบวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาพบว่า ปัญหาเกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในอสังหาริมทรัพย์ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่ยังไม่ถึงที่สุด เป็นข้อจำกัดในทางรอนสิทธิของบุคคลและส่งผลกระทบต่อหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งคำพิพากษา โดยประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 78 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ข้อ 9 (2) ได้กำหนดกระบวนการการจดทะเบียนสิทธิโดยประการอื่นนอกจากนิติกรรมโดยมิได้ระบุเกี่ยวกับ “คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่เป็นที่สุด” ไว้ แต่ทว่า กรมที่ดินได้มีคำสั่งกรมที่ดินที่ 12/2501 เรื่อง โอนตามคำสั่งศาล โดยข้อ 1 (1) ได้กำหนดไว้ว่า “ให้ยึดถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นที่สุด” เป็นผลให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอันถึงที่สุด ทั้งที่คำสั่งกรมที่ดินดังกล่าวนี้ เป็นเพียงแนวปฏิบัติภายในของกรมที่ดิน มิได้มีฐานะเป็นกฎกระทรวงหรือกฎหมายแต่ประการใด ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะ โดยให้ยกเลิกคำสั่งกรมที่ดินที่ 12/2501 เรื่อง โอนตามคำสั่งศาล เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 78 และสอดคล้องกับหลักการในกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) อันจะทำให้เกิดการคุ้มครองสิทธิแก่ประชาชนเกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ตามคำพิพากษาต่อไป
Description: บทความวิจัย, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Fri, 10 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1002</guid>
      <dc:date>2566-01-10T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนจากเหตุสูญเสียสิทธิชุมชน</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1001</link>
      <description>Title: ปัญหาการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนจากเหตุสูญเสียสิทธิชุมชน
Authors: ณพิรภา ใสใจดี; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคต่อการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนโดยเหตุสูญเสียสิทธิชุมชน และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนโดยเหตุสูญเสียสิทธิชุมชนของประเทศไทย ทั้งนี้  โดยอาศัยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษา พบว่า กติการะหว่างประเทศว่า ด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.1966 ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ค.ศ.1992 และปฏิญญาสากลแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนพื้นเมือง ค.ศ.2007 ต่างได้รับรองสิทธิชุมชนในเชิงจิตวิญญาณไว้อันหมายความรวมไปถึงการได้รับการตอบแทนจากการสูญเสียสิทธิชุมชน นอกจากนี้พระราชบัญญัติค่าตอบแทนที่ดิน ค.ศ 1961 (Land Compensation Act 1961) ของประเทศอังกฤษ ก็ได้รับรองให้ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากกรณีการพลัดพรากจากที่อยู่อาศัย (home loss payment) โดยกฎหมายมีวัตถุประสงค์ที่จะชดใช้ให้ได้เพียงพอกับความรู้สึกหรือความเสียหายทางจิตใจจากการต้องสูญเสียถิ่นอาศัยมาแต่เดิม แต่เมื่อพิจารณาไปยังรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 แล้ว มิได้บัญญัติให้ผู้ถูกเวนคืนที่สูญเสียสิทธิชุมชนสามารถเรียกค่าทดแทนจากการเวนคืนนั้นได้ ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะต่อกรณีศึกษา ดังนี้ 1) แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 43 เพื่อให้เกิดการรับรองการได้รับค่าทดแทนจากกรณีการสูญเสียประโยชน์จากสิทธิชุมชน 2) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 มาตรา 20 เพื่อให้น าระยะเวลาที่ได้อยู่อาศัยหรือความผูกพันต่อถิ่นอาศัย มาเป็นกรอบการพิจารณาเพื่อกำหนดราคาเบื้องต้นสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืน
Description: บทความวิจัย, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Fri, 10 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1001</guid>
      <dc:date>2566-01-10T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>สิทธิการแต่งกายตามเพศสภาพในสถานศึกษา</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1000</link>
      <description>Title: สิทธิการแต่งกายตามเพศสภาพในสถานศึกษา
Authors: ชยาภรณ์ ภูริสิราสวัสดิ์; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีและประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับเพศสภาพ 2) เพื่อศึกษากฎหมายที่คุ้มครองสิทธิในการแต่งกายตามเพศสภาพในสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริม&#xD;
สิทธิในการแต่งกายตามเพศสภาพ โดยการศึกษาเชิงคุณภาพ มุ่งเน้นการวิเคราะห์เอกสารเพื่อวิเคราะห์สถานภาพทางกฎหมายความเท่าเทียมกันของเพศสภาพ โดยศึกษาจากหนังสือ ต ารา บทความ รายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องด้านความเท่าเทียมกันของเพศสภาพ รวมทั้งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรากฏอยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ตลอดจนคำพิพากษา และคำวินิจฉัยของศาล เพื่อให้ได้มาซึ่งการคุ้มครองสิทธิการแต่งกายตามเพศสภาพในสถานศึกษา&#xD;
จากการศึกษาพบว่า กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งได้แก่ หลักการยอกยาการ์ตา ว่าด้วยการใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ในประเด็นวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ (Yogyakarta Principles, The Application of International Human&#xD;
Rights Law in Relation to Sexual Orientation and Gender Identity) ซึ่งมีหลักการทั้งหมด 29 ข้อนั้น มีหลักการที่สำคัญอยู่ 2 ประการ กล่าวคือ ประการแรก อย่าเลือกปฏิบัติ เพราะการกระท าทางเพศเป็นสิ่งส่วนตัว บุคคลจะเป็นอะไรก็เป็นสิทธิของบุคคลนั้น อยากให้เคารพในสิ่งที่บุคคลนั้นเป็น และประการที่สอง อย่ารุนแรงต่อบุคคลใด ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม ไม่ได้ขอให้ชอบหรือไม่ชอบ แต่อย่าปฏิบัติรุนแรงกับบุคคลอื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความยอมรับต่อความชอบด้วยกฎหมายในเพศวิถีของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ และกฎหมายในต่างประเทศ อันได้แก่ ประเทศอังกฤษ มีพระราชบัญญัติความเสมอภาค Equality Act 2010 ที่ได้ให้ความคุ้มครองทั้งรูปแบบการเลือกปฏิบัติโดยตรงและโดยอ้อม ประเทศออสเตรเลีย มีการออกมาตรการเกี่ยวกับการคุ้มครองการเลือกปฏิบัติ ซึ่งออกมาเป็นกฎหมายรัฐบาลกลางที่ใช้บังคับทั่วประเทศ (Federal Law) และประเทศญี่ปุ่น มีกฎหมายพื้นฐานเพื่อสังคมที่มีความเสมอภาคทางเพศ คือ กฎหมายพื้นฐานสำหรับสังคมที่เท่าเทียมทางเพศ (กฎหมายฉบับที่ 78 ของปี 2542) หรือ The Basic Law for a Genderequal Society (LAW No.78 of 1999) สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการตราพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ที่ส่งเสริมสิทธิความเท่าเทียมระหว่างเพศ แต่มีพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 เป็นอุปสรรค จึงเห็นควรแก้ไขพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 เพื่อให้สิทธินักเรียนแต่งเครื่องแบบนักเรียนตามเพศสภาพในสถานศึกษาต่อไป
Description: บทความ, การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Fri, 10 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1000</guid>
      <dc:date>2566-01-10T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความรับผิดของรัฐ : กรณีศึกษาความเสียหายจากการจัดการอุทกภัย</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/977</link>
      <description>Title: ความรับผิดของรัฐ : กรณีศึกษาความเสียหายจากการจัดการอุทกภัย
Authors: ชาญวิทย์ ช่วยมาก; นพดล ทัดระเบียบ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความหมาย แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐอันเนื่องมาจากการจัดการอุทกภัย 2) ศึกษากฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐจากความเสียหายในการจัดการภัยพิบัติทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศ และ 3) ศึกษาวิเคราะห์  ความรับผิดของรัฐในความเสียหายอันเกิดจากการจัดการอุทกภัย เป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) จากเอกสาร ตำรา หนังสือ งานวิจัย บทความวิชาการและแนวคำพิพากษาของศาล เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐกรณีความเสียหายจากการจัดการภัยพิบัติ&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการอุทกภัยที่ใช้บังคับรัฐใช้อำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ปัญหาจากการบังคับใช้กฎหมายในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีอยู่ 3 ประการ คือ ปัญหาเกี่ยวกับอนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายในสถานการณ์ภัยทางธรรมชาติ ปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ปัญหาเกี่ยวกับการฟ้องร้องไม่เป็นธรรม จึงส่งผลต่อการวินิจฉัยคดีของศาลปกครอง ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะให้รัฐใช้อำนาจในการบริหารจัดการอุทกภัย คือ 1 ควรมีบทนิยาม "ความรับผิดอย่างอื่น" ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ "ความรับผิดอย่างอื่น" ว่าหมายถึง ความรับผิดของฝ่ายปกครองที่มิได้เกิดขึ้นจากสัญญาทางปกครอง และไม่ใช่ความรับผิดทางละเมิด และมิได้หมายถึงความรับผิดอันเกิดจากนิติสัมพันธ์ในทางแพ่ง แต่ความรับผิดอย่างอื่นต้องเป็นความรับผิดที่เกิดขึ้นจากการใช้อนาจตามกฎหมายมหาชน จากกฎ คำสั่งทางปกครอง คำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแล้วทำให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิในทรัพย์สินของเอกชน 2 ควรมีระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยการพิจารณาคดีความรับผิดอย่างอื่น โดยที่การกำหนดระเบียบเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีปกครองเป็นอำนาจของศาล แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอาจสร้างความยากลำบากให้กับรัฐสภาระดับหนึ่งในการจัดทำร่างกฎหมาย แต่ก็เป็นเพียงความ&#xD;
ยากลำบากเพียงครั้งเดียว เพราะเมื่อผ่านการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติไปแล้ว ฝ่ายตุลาการก็สามารถพิจารณาคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นได้ง่ายขึ้นเพราะถือว่าได้รับการอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว 3) การกำหนดให้คดีความรับผิดโดยปราศจากความผิดหรือความรับผิดโดยเคร่งครัดบางกรณีที่ไม่ปรากฏความผิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในการกระทำดังกล่าว แต่หากในทางพิจารณาคดีพบว่า ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความบกพร่อง ความหลงผิด ความไม่รู้ของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้สิทธิโดยสุจริต แต่มีผลทำให้ประชาชนหรือผู้ฟ้องคดีมีความเสี่ยงภัย หรือมีประชาชนบางกลุ่มได้รับภาระมากกว่าคนทั่วไปแล้ว ศาลปกครองสามารถนำหลักกฎหมายความรับผิดอย่างอื่น เช่น กฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ มาใช้ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหาย หรือกำหนดดอกเบี้ยในฐานะกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งแทนการนำหลักละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และ 4) การกำหนดค่าตอบแทนพยานหรือพยานผู้เชี่ยวชาญให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและสังคม หรือจ่ายตามค่างานตามความเหมาะสม และกำหนดให้มีบัญชีระบุพยานผู้เชี่ยวชาญ เพราะการมีผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่พิพาทย่อมมีส่วนช่วยในการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลให้ความถูกต้อง ครอบคลุม และรวดเร็วมากขึ้น เพื่อศาลปกครองจะได้พิจารณาพิพากษาคดีได้อย่างยุติธรรม แม้ว่าประชาชนหรือผู้ฟ้องคดีจะยากไร้และไม่มีทนายความหรือไม่มีความรู้ ความเข้าใจที่ลึกซึ้งในระบบหรือระเบียบของทางราชการก็ตาม
Description: บทความ การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Fri, 13 Sep 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/977</guid>
      <dc:date>2565-09-13T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหากฎหมายในการกำหนดค่าเสียหายทางระบบนิเวศจากการล่าสัตว์ป่า</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/959</link>
      <description>Title: ปัญหากฎหมายในการกำหนดค่าเสียหายทางระบบนิเวศจากการล่าสัตว์ป่า
Authors: ญาเรศ ทรงรัตนพันธุ์; นพดล ทัดระเบียบ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายและแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับการกำหนดค่าเสียหายทางระบบนิเวศจากการล่าสัตว์ป่า ทั้งกฎหมายไทย และกฎหมายต่างประเทศ สำหรับประเทศไทย ยังคงใช้หลักการกำหนดค่าเสียหายตามความเป็นจริงตามหลักกฎหมายละเมิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ด้วยลักษณะพิเศษของคดีสิ่งแวดล้อมที่ต่างกับคดีละเมิด จึงส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา เนื่องจากการสูญเสียทรัพยากรแต่ละครั้งที่ไม่เท่ากัน การคิดค่าเสียหายไม่ควรกำหนดกรอบไว้ควรให้ศาลใช้ดุลพินิจในการพิจารณากำหนดค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติเอง อาจพิจารณาจากพฤติกรรมและการกระทำความผิดเป็นรายกรณีไป ดังนั้น จึงควรมีการแก้ไขกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการกำหนดค่าเสียหายทางระบบนิเวศจากการล่าสัตว์ป่า ดังนี้ 1) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 100 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 55 (5) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับนั้น เป็นอัตราค่าเสียหายที่ไม่อาจบังคับใช้ได้กับเหตุการณ์จริง ความสูญเสียทรัพยากรแต่ละครั้งอาจเกิดขึ้นไม่เท่ากัน จึงควรให้ศาลใช้ดุลพินิจในการนำหลักค่าเสียหายเชิงลงโทษมาใช้กับกฎหมายสิ่งแวดล้อมของไทย และควรมีการวางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพราะหลักค่าเสียหายเชิงลงโทษเป็นการให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายอีกประเภทหนึ่งเพิ่มขึ้นโดยแยกต่างหากจากค่าเสียหายตามความเป็นจริงเพื่อใช้ในการลงโทษจำเลย ป้องปรามบุคคลอื่นไม่ให้กระทำผิด และนำค่าเสียหายส่วนนี้กลับคืนสู่สังคมเพื่อเยียวยาความเสียหาย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติโดยมีพฤติการณ์ที่ไม่ใส่ใจถึงผลเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น 2) พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 87 ค่าเสียหายตามวรรคหนึ่ง ปัจจุบันกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช ยังมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการคำนวณมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติ จึงควรให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช ควรเร่งออกกฎกระทรวงเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมของระบบนิเวศ และกรณีค่าเสียหายตามมูลค่าของสัวต์ป่า ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 25623) พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ตามมาตรา 96 และมาตรา 97 มิได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายไว้ต่างหาก และยังมิได้ให้คำนิยามของคำว่า “ทรัพยากรธรรมชาติ” และมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติ” ไม่ได้มีการนิยามให้ความหมายไว้ ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยในปัจจุบัน เพื่อให้ก้าวทันสังคมในปัจจุบันจำเป็นต้องมีกฎหมายที่รัดกุม มีความเด็ดขาดไม่ก่อให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย ที่อาจเกิดผลเสียต่อการพิจารณาคดีและการพิจารณาลงโทษผู้กระทำความผิดได้ จึงควรมีการบัญญัติให้คำนิยามเพื่อปรับแก้ไขเกี่ยวกับบทบัญญัติหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายไว้ต่างหาก รวมทั้งวิธีการประเมินมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติไว้ด้วย
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 22 Jul 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/959</guid>
      <dc:date>2565-07-22T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการนำโทษปรับทางปกครองมาใช้แทนโทษอาญา ในพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/958</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการนำโทษปรับทางปกครองมาใช้แทนโทษอาญา ในพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562
Authors: กาญจนา ดิสระ; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความหมาย ความเป็นมา และแนวคิดเกี่ยวกับการนำโทษปรับทางปกครองมาใช้แทนโทษทางอาญา 2) ศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการนำโทษปรับทางปกครองมาใช้แทนโทษทางอาญา ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ 3) เสนอแนะแนวทางการแก้ไขการนำโทษปรับทางปกครองมาใช้แทนโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 โดยใช้วิธีการศึกษาแบบวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ซึ่งเป็นการค้นคว้า รวบรวมข้อมูล กฎหมาย หนังสือ เอกสาร บทความ วารสารกฎหมาย งานวิจัย วิทยานิพนธ์ สื่อออนไลน์ ตลอดจนเอกสารทางวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำโทษปรับทางปกครองมาใช้แทนโทษทางอาญาทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เมื่อได้รวบรวมข้อมูลดังกล่าวแล้ว จึงได้ทำการวิเคราะห์โดยวิธีการเขียนอธิบาย ซึ่งเน้นในเรื่องปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการนาโทษปรับทางปกครองมาใช้แทนโทษทางอาญาในพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562&#xD;
จากการศึกษาพบว่าพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ยังไม่ได้นาหลักการบังคับโทษปรับทางปกครองมาบังคับใช้ มีเฉพาะกระบวนการทำให้โทษทางอาญาระงับ ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งต่างกับกฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติ และการจัดการภูมิทัศน์ (Act on Nature Conservation and Landscape Management) ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ที่ได้มีการนำโทษปรับทางปกครองมาใช้ในความผิดโดยทั่วไป ที่เป็น&#xD;
ความผิดที่ไม่ร้ายแรง ความผิดเกี่ยวกับการฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ และความผิดเกี่ยวกับการไม่มีใบอนุญาตซึ่ง&#xD;
ได้กระทำในเขตอุทยานแห่งชาติ หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข การขอรับใบอนุญาตตามที่กฎหมายฉบับนี้กำหนด ดังนั้น การนำโทษปรับทางปกครองมาใช้กับฐานความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 สมควรกำหนดฐานความผิดที่ได้กระทำผิดในเขตอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ หรือสวนรุกขชาติ ตามมาตรา 42 วรรคสอง และมาตรา 45 หรือความผิดเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ หรือสวนรุกขชาติ ตามมาตรา 47 มาตรา 49 และมาตรา 51 รวมถึงความผิด ในลักษณะไม่ปฏิบัติตามข้อกาหนดของใบอนุญาตในเขตอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ หรือสวนรุกขชาติ ตามมาตรา 48 แต่เนื่องด้วยพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มิได้เปิดช่องให้นำโทษปรับทางปกครองมาใช้ได้ เพราะฉะนั้นผู้ศึกษาเห็นว่า ควรแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 42 วรรคสอง มาตรา 45 มาตรา 47 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง มาตรา 49 มาตรา 51 และมาตรา 52 โดยบัญญัติเพิ่มคำว่า “โทษปรับทางปกครอง” ลงในฐานความผิดแต่ละมาตราและควรมีการเพิ่มความมาตรา 52 วรรคสาม โดยบัญญัติว่า “การบังคับตามคำสั่งปรับทางปกครองตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัตินี้ ให้นำกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับทางปกครองตามที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มีแนวทางการบังคับตามคำสั่งปรับทางปกครอง ทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 22 Jul 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/958</guid>
      <dc:date>2565-07-22T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาทางกฎหมายในการนำทรัพย์สินที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติดมีคำสั่งให้ยึดไว้ชั่วคราวออกขายทอดตลาด</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/952</link>
      <description>Title: ปัญหาทางกฎหมายในการนำทรัพย์สินที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติดมีคำสั่งให้ยึดไว้ชั่วคราวออกขายทอดตลาด
Authors: จักรกฤษ ศรีขวัญ; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของบุคคลผู้ถูกคำสั่งการ&#xD;
ขายทอดตลาดในชั้นก่อนฟ้องคดีในคดียาเสพติด 2) เพื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิของบุคคลผู้ถูก&#xD;
คำสั่งการขายทอดตลาดในชั้นก่อนฟ้องคดีในคดียาเสพติดของประเทศไทยและของต่างประเทศ และ 3) วิเคราะห์&#xD;
ผลกระทบและเสนอแนะแนวทางการคุ้มครองสิทธิของบุคคลผู้ถูกคำสั่งการขายทอดตลาดในชั้นก่อนฟ้องคดีในคดี&#xD;
ยาเสพติดโดยระบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) กล่าวคือ การวิจัยเอกสาร (Documentary&#xD;
Research) โดยศึกษาจากข้อมูลชั้นปฐมภูมิและชั้นข้อมูลทุติยภูมิ เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางในการพัฒนาการนำทรัพย์สินใน&#xD;
คดียาเสพติดออกขายทอดตลาดจากคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในชั้นก่อนฟ้องคดี จากการศึกษาพบว่า การขาย&#xD;
ทอดตลาดทรัพย์สินในคดียาเสพติดในชั้นก่อนฟ้องคดี ปรากฏข้อพิจารณาใน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านผู้มีอำนาจใน&#xD;
การออกคำสั่งขายทอดตลาด พบว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติด กำหนดให้ “เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและ&#xD;
ปราบปรามยาเสพติด” มีอำนาจออกคำสั่งการขายทอดตลาดทรัพย์สินได้ ซึ่งเป็นไปในลักษณะ “อำนาจดุลพินิจโดยแท้”&#xD;
กล่าวคือ สามารถใช้ดุลพินิจดังกล่าวแต่ลำพัง ซึ่งการใช้อำนาจในลักษณะเช่นนี้ไม่เป็นการได้สัดส่วนกับตัวอำนาจและตัว&#xD;
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ตามหลักความสมเหตุสมผล (Zumutbarkeit) ของประเทศเยอรมนี 2) ด้านเหตุเพื่อการใช้&#xD;
ดุลพินิจออกคำสั่งขายทอดตลาดพบว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 75 วรรคสอง ได้กำหนดเหตุเพื่อการมีคำสั่ง&#xD;
ขายทอดตลาดทรัพย์สินในคดียาเสพติดที่ถูกคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้คือ “ไม่เหมาะสมที่จะเก็บรักษาไว้” หรือ&#xD;
“หากเก็บรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการมากกว่าการนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น” โดยเหตุเหล่านี้ดำรงอยู่บนพื้นฐาน&#xD;
ในทางอำนวยความสะดวกต่อการจัดเก็บให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐเป็นสำคัญ แต่มิได้ให้ความสำคัญกับการกระทบต่อสิทธิ&#xD;
ของผู้ต้องหาหรือการกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน อีกทั้งการที่ประมวลกฎหมายยาเสพ&#xD;
ติดของประเทศไทย ได้อาศัย “เหตุอันควรสงสัยในทรัพย์สิน” มาเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการยึด อายัด และขาย&#xD;
ทอดตลาดทรัพย์สินเช่นนี้ โดยผลักภาระการพิสูจน์ผ่านกระบวนการชี้แจงที่มาของทรัพย์สินในชั้นก่อนฟ้องคดี (ชั้น&#xD;
สอบสวนคดี) ให้แก่ฝ่ายผู้ต้องหาเป็นประเด็นสำคัญ จึงเท่ากับว่ามีผลในทางกระทบต่อหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้&#xD;
บริสุทธิ์ (presumption of innocence) อยู่อย่างมากประมาณ ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาการคุ้มครอง&#xD;
สิทธิของบุคคลจากการถูกคำสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินในคดียาเสพติดดังต่อไปนี้ 1) การให้มีระบบถ่วงดุลการใช้ดุลพินิจ&#xD;
เพื่อการมีคำสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สิน คือ การมีคำสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้กระทำขึ้นในรูปของ “คณะกรรมการ” เพื่อพิจารณาว่าสมควรที่จะมีคำสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินหรือไม่ 2) การกำหนดเหตุเพื่อการมีคำสั่งขายทอดตลาด&#xD;
ทรัพย์สิน โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องหาหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินในคดียาเสพติดคือ ให้ทำการแก้ไขเพิ่มเติม&#xD;
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 75 วรรคสอง โดยใช้ความว่า “ในกรณีที่ทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ไม่เหมาะสมที่จะ&#xD;
เก็บรักษาไว้ หรือหากเก็บรักษาไว้จะเสียประโยชน์มากกว่าการนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น คณะกรรมการผู้มีอำนาจอาจ&#xD;
สั่งให้นำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดหรือไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการ แล้วรายงานให้คณะกรรมการตรวจสอบ&#xD;
ทรัพย์สินในคดียาเสพติดทราบก็ได้ ทั้งนี้ การใช้ดุลพินิจเพื่อการมีคำสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินในคดียาเสพติด ให้กระทำ&#xD;
ได้เท่าที่จำเป็นอย่างยิ่ง หากมิได้สัดส่วนความจำเป็น ห้ามมิให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินในคดียาเสพติดนั้น”
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 24 Jun 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/952</guid>
      <dc:date>2565-06-24T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินในคดียาเสพติด</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/951</link>
      <description>Title: การคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินในคดียาเสพติด
Authors: ชนาทิพย์ พยุงวัฒนา; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของบุคคลผู้ถูกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในคดียาเสพติด 2) ศึกษามาตรการทางกฎหมายประเทศไทย และต่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิต่อการมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในคดียาเสพติด 3) ศึกษาผลกระทบต่อสิทธิของผู้ถูกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในคดียาเสพติด โดยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จากข้อมูลปฐมภูมิ อาทิ บทกฎหมาย เป็นต้น และข้อมูลทุติยภูมิ อาทิ หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรการในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินในคดียาเสพติด จากการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติด ได้รับรองให้อำนาจ “เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด” สามารถที่จะออกคำสั่งตรวจสอบทรัพย์สินได้แต่เพียงลำพัง โดยอาศัยเหตุจำเป็นเร่งด่วน และรายงานให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินทราบในภายหลังได้ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้ มิได้มีการถ่วงดุลดุลยพินิจจากบุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดเลย โดยบุคคลที่จะถูกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในคดียาเสพติดเพื่อตรวจสอบ มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ต้องหา และ บุคคลภายนอก ใช้เหตุอันควรสงสัย ในกรณีมาตรการริบทรัพย์สินทางแพ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ได้นำมาเป็นหลักการเพื่อการพิจารณาทรัพย์สินที่จะถูกริบเช่นเดียวกัน เรียกว่า “เหตุอันควรเชื่อ ” อย่างไรก็ตาม กรณีเหตุอันควรสงสัย ภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด มิได้อธิบายและขยายความไว้โดยตรงแต่อย่างใด สำหรับกรณีของบุคคลภายนอกนั้น คำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในคดียาเสพติดเพื่อตรวจสอบ จะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุสงสัยว่าทรัพย์สินของบุคคลภายนอกนั้นเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้ต้องหารายนั้น โดยทั้งผู้ต้องหาและบุคคลภายนอกเมื่อถูกคำสั่งตรวจสอบทรัพย์สินในคดียาเสพติดนี้แล้ว จะถูกเรียกว่า “ผู้ถูกยึดและอายัดทรัพย์สินในคดียาเสพติดเพื่อตรวจสอบ” เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามแม้ผู้ต้องหาหรือบุคคลภายนอกจะอยู่ในฐานะของผู้ถูกคำสั่งเช่นเดียวกัน แต่ในบริบทของความคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกคำสั่งดังกล่าวนี้ กลับปรากฏขึ้นในบริบทที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ในบริบทของผู้ต้องหา มีกฎหมายให้ความคุ้มครองซึ่งสิทธิกระบวนยุติธรรมทางอาญาไว้หลากหลายประการ อาทิ บทสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ สิทธิในการมีและปรึกษาทนายความ เป็นต้น แต่สำหรับบุคคลภายนอกแล้วมิได้รับความคุ้มครองซึ่งสิทธิในกระบวนการยุติธรรมนี้ไว้แต่อย่างใด เนื่องจากบุคคลภายนอกยังมิได้ตกอยู่ในฐานะของผู้ต้องหาในคดี ด้วยเหตุเช่นที่กล่าว จึงทำให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในคดียาเสพติดระหว่างผู้ต้องหากับบุคคลภายนอกจึงดำรงอยู่ไม่เท่าเทียมกัน สำหรับในบริบทความคุ้มครองสิทธิของประมวลกฎหมายยาเสพติด ให้แก่ผู้ถูกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในคดียาเสพติดไม่ว่าจะในฐานะผู้ต้องหาหรือบุคคลภายนอกก็ตาม สิทธิที่กฎหมายรับรองไว้ให้ คือ “สิทธิในการเข้าชี้แจงที่มาและความสุจริตของทรัพย์สิน” เป็นสำคัญ แต่ทว่าในกรณีของกระบวนการกำหนดระยะเวลาที่เจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการจะได้กำหนดให้ผู้ถูกคำสั่งตรวจสอบทรัพย์สิน เข้ามาชี้แจงซึ่งที่มาและความสุจริตของบรรดาทรัพย์สินที่ถูกคำสั่งยึดและอายัดเพื่อตรวจสอบนี้ มิได้กำหนดเงื่อนเวลาในการดังกล่าวไว้แต่อย่างใด โดยพบว่าในทางปฏิบัติแล้วเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการจะใช้อำนาจดุลยพินิจออกหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินเข้าชี้แจงถึงที่มาของทรัพย์สิน ซึ่งต่างกำหนดกรอบระยะเวลาไว้แตกต่างกันอย่างไม่มีหลักเกณฑ์การพิจารณา จึงทำให้กระบวนการในการดำเนินการดังกล่าว ไม่มีบรรทัดฐานในการปฏิบัติการ ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในคดียาเสพติดในประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) กำหนดหลักเกณฑ์เหตุอันควรสงสัยเพื่อการมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาในคดียาเสพติดในประมวลกฎหมายยาเสพติด 2) กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อการตรวจสอบความน่าเชื่อของหลักฐานในทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่จะถูกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในคดียาเสพติดเพื่อตรวจสอบ 3) การกำหนดให้พนักงานอัยการเข้ามาเป็นผู้ร่วมกับเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อพิจารณาการมีคำสั่งตรวจสอบทรัพย์สินในคดียาเสพติด ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน 4) กำหนดกระบวนการแจ้งสิทธิเพื่อการเข้าชี้แจงที่มาของทรัพย์สินภายหลังการมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินเพื่อตรวจสอบ 5) กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อการกำหนดระยะเวลาในการชี้แจงที่มาของทรัพย์สินที่ถูกคำสั่งยึดและอายัดเพื่อตรวจสอบ และ 6) กำหนดให้บุคคลภายนอก
Description: นิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Mon, 24 Jun 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/951</guid>
      <dc:date>2565-06-24T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาการระงับข้อพิพาทโดยการไกล่เกลี่ยคดีอาญาในชั้นพนักงานสอบสวน</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/897</link>
      <description>Title: ปัญหาการระงับข้อพิพาทโดยการไกล่เกลี่ยคดีอาญาในชั้นพนักงานสอบสวน
Authors: ธนากฤต ชื่นพร้อม; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักเกณฑ์ กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และลักษณะความผิดทางอาญา ที่สามารถนาเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นพนักงานสอบสวนตามหลักกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ 2) ศึกษาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นพนักงานสอบสวนของประเทศไทยและของต่างประเทศ และ 3) ศึกษาแนวทางการนากระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นพนักงานสอบสวนที่เหมาะสมกับมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยในปัจจุบัน ในรูปแบบของงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ใช้วิธีการวิจัยแบบเอกสาร (Documentary research) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือและตรงกับสถานการณ์จริงในปัจจุบัน โดยศึกษาจากกฎหมายเกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น ระเบียบสานักงานตารวจแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยื่นคาร้องขอไกล่เกลี่ยเกี่ยวกับข้อพิพาททางอาญา การพิจารณาและระยะเวลาสั่งคาร้อง และกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา พ.ศ. 2562 บทความวิจัย บทความวิชาการ ศึกษาและวิเคราะห์กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีอาญาในชั้นพนักงานสอบสวน รวมถึงเสนอแนะแนวทางการนากระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นพนักงานสอบสวนที่เหมาะสมกับมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยในปัจจุบัน ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562&#xD;
จากการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 เป็นกฎหมายกลางเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท บัญญัติให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นพนักงานสอบสวน ภายใต้ความประสงค์และความสมัครใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องดาเนินการตามเจตนารมณ์ของคู่กรณี โดยสานักงานตารวจแห่งชาติได้อาศัยอานาจตามมาตรา 44 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 ออกระเบียบสานักงานตารวจแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยื่นคาร้องขอไกล่เกลี่ยเกี่ยวกับข้อพิพาททางอาญา การพิจารณาและระยะเวลาสั่งคาร้อง และกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา พ.ศ. 2562 แต่กลับพบว่า ระเบียบสานักงานตารวจแห่งชาติดังกล่าว ได้กาหนดให้พนักงานงานผู้มีอานาจออกคาสั่งให้มีการไกล่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีอาญา ไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสานวน รวมถึงไม่ได้กาหนดขอบเขตการใช้ดุลยพินิจพิจารณา “พฤติการณ์ของการกระทาความผิดไม่ร้ายแรงและไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคมโดยรวม” ไว้อย่างชัดเจน เป็นผลให้อานาจดุลยพินิจของหัวหน้าหน่วยงานที่มีอานาจสอบสวนแต่ละหน่วยงานไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งทาให้การนากระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 ไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะ ดังนี้&#xD;
ประการแรก สานักงานตารวจแห่งชาติ ควรกาหนดคานิยามของ “พฤติการณ์ของการกระทาความผิดไม่ร้ายแรงและไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคมโดย”เป็น 2 ระดับ คือ ระดับแรก กาหนดให้ความผิดตามมาตรา 41(1) และ (2) ไม่ถือว่าเป็นพฤติการณ์ของการกระทาความผิดไม่ร้ายแรงและไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคมโดยรวมให้พิจารณามีคาสั่งให้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาได้ ระดับที่สอง กาหนดให้ความผิดตาม มาตรา 41(3) ด้วยการพิจารณาความเสียหายทางแพ่งต้องไม่เกิน 10,000 บาท หรือผู้เสียหายไม่เกิน 2 คน หรือการกระทาที่ไม่เป็นภัยต่อสังคม เพื่อจากัดขอบเขตอานาจดุลยพินิจของหัวหน้าหน่วยงานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน รวมถึงควรกาหนดเป็นนโยบายให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการสอบสวนทุกคดี เว้นแต่คู่กรณีไม่ยินยอม หรือพฤติการณ์แห่งคดีกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรง และต้องให้ “ พนักงานสอบสวนผู้มีอานาจออกคาสั่ง” เป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการใช้อานาจหรือความชอบด้วยกฎหมาย&#xD;
ประการที่สอง การใช้ดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนผู้มีอานาจออกคาสั่งที่อยู่ในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแล้ว อาจเกิดความผิดพลาดหรือการนาคดีสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ไม่เป็นธรรมได้ ดังนั้นตามท้ายบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ควรให้อานาจพนักงานอัยการสามารถสั่งให้พนักงานสอบสวนยุติกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ และให้นาคดีนั้นเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม โดยให้กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้นเป็นอันยุติไปเนื่องมาจากความไม่โปร่งใส และใช้อานาจโดยมิชอบในการนากระบวนการไกล่เกลี่ยระงับข้อพาทมาใช้ในชั้นพนักงานสอบสวน&#xD;
ประการที่สาม ควรมีกฎหมายใหม่มารองรับเป็นข้อยกเว้นหรือเป็นการเบี่ยงเบนคดีในคดีอาญาบางประเภทที่ไม่สมควรที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญากระแสหลัก (Main Stream Criminal Justice) โดยการจัดทากฎหมายต้นแบบว่าด้วยการกระงับข้อพิพาททางอาญา พ.ศ…… ด้วยการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ให้สามารถใช้ในการยุติหรือระงับข้อพิพาททางอาญาในคดีบางประเภทที่เป็นคดีอาญาแผ่นดิน ซึ่งพฤติการณ์ของการกระทาความผิดไม่ร้ายแรงและไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคมโดยหรือมีอัตราโทษจาคุกอย่างสูงไม่เกิน 5 ปี หรือการกระทาความผิดโดยประมาท เพื่อลดปริมาณคดีขึ้นสู่ชั้นศาล ลดปัญหาความขัดแย้งและสร้างสังคมแห่งความสมานฉันท์ได้เพิ่มมากขึ้น
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/897</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>มาตรการไม่ใช่โทษจำคุกสำหรับผู้กระทำความผิดสูงอายุ</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/894</link>
      <description>Title: มาตรการไม่ใช่โทษจำคุกสำหรับผู้กระทำความผิดสูงอายุ
Authors: หัสนัย บุญมา; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับการลงโทษจำคุกผู้กระทำผิดสูงอายุ และศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับการลงโทษและการลงโทษผู้กระทำความผิดโดยไม่ใช่โทษจำคุก 2) เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการลงโทษโดยไม่ใช่โทษจำคุกกับผู้กระทำผิดสูงอายุในชั้นพิจารณาพิพากษาคดีทั้งของประเทศไทยและของต่างประเทศ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนามาตรการในการลงโทษผู้กระทำผิดสูงอายุซึ่งไม่ใช่โทษจำคุกในชั้นพิจารณาพิพากษาคดีที่เหมาะสมในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) กล่าวคือ การศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากการเอกสาร (Documentary Research) ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการไม่ใช่โทษจำคุกสำหรับผู้กระทำความผิดสูงอายุ จากการศึกษาพบว่า มาตรการไม่ใช่โทษจำคุก เป็นมาตรการในเชิงทางเลือกเพื่อให้ศาลนำเอามาตรการไม่ใช่โทษจำคุกมาใช้เบี่ยงเบนผู้กระทำผิดออกจากระบบการบังคับโทษ โดยข้อกำหนดโตเกียว (Tokyo Rule) ได้ส่งเสริมสนับสนุนในการนำเอามาตรการไม่ใช่โทษจำคุกมาใช้ในทางแพร่หลาย ซึ่งมุ่งหมายถึงการไม่ควบคุมตัว (จำคุก) ในทุกชั้นกระบวนการของงานยุติธรรมซึ่งรวมไปถึงชั้นพิจารณาพิพากษาคดีและชั้นบังคับโทษด้วย สำหรับในบริบทของประเทศไทยต่อมาตรการไม่ใช่โทษจำคุกสำหรับผู้กระทำความผิดสูงอายุนี้ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีการกำหนดมาตรการที่ไม่ใช่โทษจำคุกสำหรับผู้กระทำความผิดสูงอายุขึ้นโดยเฉพาะแต่อย่างใด แต่อาศัยมาตรการตามที่ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติรับรองไว้เท่านั้น ได้แก่ มาตรการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง การยกโทษจำคุก และการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษเท่านั้น อันเป็นบทบังคับทั่วไปที่ใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดในทุกช่วงวัย และถึงแม้ในชั้นบังคับโทษโดยกรมราชทัณฑ์ จะได้ตราประกาศกรมราชทัณฑ์เพื่อการพักการลงโทษให้แก่ผู้สูงอายุไว้ก็ตาม  แต่กระบวนการดังกล่าวนั้น ก็ต้องมีการลงโทษจำคุกผู้สูงอายุนั้นมาแล้วด้วย จึงไม่อาจนับว่ากระบวนการพักการลงโทษเป็นมาตรการไม่ใช่โทษจำคุกของผู้กระทำความผิดสูงอายุในชั้นพิจารณาและพิพากษาคดีโดยศาลได้ ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาการนำมาตรการไม่ใช่โทษจำคุกกับผู้กระทำความผิดสูงอายุมาบังคับใช้ในประเทศไทย จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายในจำนวน 2 ประเด็น ได้แก่ 1) การกำหนดบทนิยามศัพท์ “ผู้กระทำความผิดสูงอายุ” ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา และ 2) การกำหนดมาตรการไม่ใช่โทษจำคุกสำหรับผู้กระทำความผิดสูงอายุขึ้น โดยเพิ่มเติมระบบแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดสูงอายุในศูนย์ควบคุมในชุมชน หรือ บ้านกึ่งวิถี และมาตรการการคุมประพฤติแบบเข้มงวดไว้เป็นบทเฉพาะในมาตรา 56/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญาต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/894</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>แนวทางการนำหลักการริบทรัพย์สินตามมูลค่ามาใช้กับคดียาเสพติด</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/893</link>
      <description>Title: แนวทางการนำหลักการริบทรัพย์สินตามมูลค่ามาใช้กับคดียาเสพติด
Authors: ธันญพงศ์ สังข์เพชร; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ตลอดถึงหลักการทางกฎหมายเกี่ยวกับการนำหลักการริบทรัพย์สินตามมูลค่า (Value Based Confiscation) มาบังคับใช้กับคดียาเสพติดของประเทศไทยโดยมาตรการการริบทรัพย์สินนี้ ถือว่าเป็นโทษทางอาญาสถานหนึ่ง ซึ่งได้รับอิทธิพลในการสร้างมาตรการการริบทรัพย์สินขึ้นจากทฤษฎีการลงโทษเพื่อการยับยั้งหรือป้องปราม (Deterrence) จาการศึกษาพบว่า โทษการริบทรัพย์สินภายใต้ทฤษฎีการลงโทษเพื่อการยับยั้งหรือป้องปราม (Deterrence) มีการจัดแบ่งระบบการริบทรัพย์สิน ออกเป็น 2 ระบบสำคัญ ได้แก่ ระบบการริบทรัพย์สินแบบเจาะจงทรัพย์สิน (Property – based Confiscation) และ ระบบการริบทรัพย์สินตามมูลค่า (Value based Confiscation) สำหรับระบบการริบทรัพย์สินแบบเจาะจงทรัพย์สินนั้น ปรากฏข้อจำกัดในการบังคับโทษเอากับทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดอยู่ในบริบทที่มากกว่าการริบทรัพย์สินตามมูลค่า กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดในระบบการริบทรัพย์สินตามมูลค่า จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกริบทรัพย์สินได้เพียงแค่การซุกซ่อนหรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เนื่องจากการบังคับตามคำสั่งริบทรัพย์สินตามมูลค่าเหล่านั้น สามารถกระทำได้กับทรัพย์สินอื่นๆ ของผู้กระทำความผิดด้วย มิได้มีข้อจำกัดอยู่เพียงทรัพย์สินที่ระบุมาในคำฟ้องในคดี หรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการการกระทำความผิดเท่านั้น ซึ่งหลักการดังกล่าวนี้ประเทศอังกฤษได้นำมาบังคับใช้ โดยบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีอาชญากรรม ค.ศ.2002 (Proceeds of Crime Act 2002) กล่าวคือ มาตรการริบทรัพย์สินโดยการเปรียบเทียบเป็นจำนวนเงิน โดยจำนวนเงินที่ระบุไว้ในคำพิพากษาก็คือการริบทรัพย์สินของจำเลยที่กระทำความผิดอาชญากรรม นอกจากนั้น หากความปรากฏแก่ศาลว่าจำเลยมิวิถีชีวิตอย่างอาชญากรรม (criminal lifestyle) ศาลยังสามารถนำบทสันนิษฐานเกี่ยวกับการถ่ายโอนทรัพย์สินให้แก่จำเลยในเวลา 6 ปี นับตั้งแต่วันที่การพิพากษาคดีเริ่มต้นขึ้น เพื่อประเมิน “จำนวนเงินที่รัฐมีสิทธิ์ได้รับคืน (recoverable amount)” จากวิถีชีวิตอย่างอาชญากรรม (criminal lifestyle) ของจำเลยได้ด้วยอีกมาตรการหนึ่ง ดังนั้น ด้วยเหตุที่พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 และความผิดมูลฐานตามนัยมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ของประเทศไทย ยังคงเป็นไปในระบบการริบทรัพย์สินแบบเจาะจงทรัพย์สิน (Property – based Confiscation) ทำให้ยังคงปรากฏข้อจำกัดในการบังคับใช้ ดังนี้ จึงควรนำเอาหลักการการริบทรัพย์สินตามมูลค่า (Value Based Confiscation) มาบังคับใช้กับการริบทรัพย์สินในคดียาเสพติดต่อไป
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/893</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>มาตรการกำกับติดตามผู้พ้นโทษคดีอุกฉกรรจ์</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/892</link>
      <description>Title: มาตรการกำกับติดตามผู้พ้นโทษคดีอุกฉกรรจ์
Authors: อดิศักดิ์ คงแก้ว; อัคคกร ไชยพงษ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการลงโทษ การคุมประพฤติ และพัฒนาการการกำกับติดตามผู้พ้นโทษ 2) ศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับติดตามผู้พ้นโทษทั้งของประเทศไทยและของต่างประเทศ และ 3) เพื่อเสนอมาตรการกำกับติดตามผู้พ้นโทษที่มีประสิทธิภาพในทางป้องกันการหวนกลับมากระทำความผิดซ้ำในประเทศไทย ภายใต้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับมาตรการกำกับติดตามผู้พ้นโทษ จากการศึกษาพบว่า มาตรการกำกับติดตามผู้พ้นโทษคดีอุกฉกรรจ์ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีการตรากฎหมายเพื่อการดังกล่าวขึ้นเป็นการเฉพาะ แต่กระบวนการได้ถูกกำหนดขึ้นภายใต้นโยบายของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งการกำหนดว่าผู้พ้นโทษรายใดจะต้องถูกมาตรการกำกับติดตามผู้พ้นโทษหรือไม่นั้น ยังคงเป็นไปในลักษณะ “ดุลพินิจ” ประกอบกับ “ระบบการสอบถามความความสมัครใจของผู้พ้นโทษ” เป็นนัยสำคัญ มิได้กระทำใน “ระบบบังคับโดยกฎหมาย” แต่อย่างใด ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้กรณีของประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีหลักการที่แตกต่างไป กล่าวคือ เป็นไปในระบบบังคับโดยกฎหมาย ซึ่งให้ผู้ได้รับการปล่อยตัว (ผู้พ้นโทษ) ที่ได้เคยกระทำความผิดประเภท Felony มาแล้ว จะต้องเข้าสู่มาตรการการคุมประพฤติผู้กระทำผิดภายหลังปล่อย (Conditions of Supervised Release) ในทุกกรณี โดยระยะเวลาเพื่อการกำกับติดตามผู้พ้นโทษนั้น จะยึดโยงไว้กับระดับความผิด (Class) ของประเภทความผิด Felony ไว้อีกชั้นหนึ่ง สำหรับความผิดชอบในทางปฏิบัติการนั้น กรณีของประเทศไทยยังคงดำเนินการภายใต้การขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ เท่านั้น ทำให้ประสบปัญหาเรื่องของกำลังคน งบประมาณและรวมไปถึงภาระพันธกิจของการปฏิบัติราชการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแตกต่างไปจากการกำกับติดตามผู้พ้นโทษของประเทศอังกฤษ โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการดูแลช่วยเหลือ ค.ศ.2014 ได้มอบหมายและจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อการดำเนินการกำกับติดตามผู้พ้นโทษไว้เป็นการเฉพาะ ทำให้การกำกับติดตามผู้พ้นโทษมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นแล้ว พระราชบัญญัติว่าด้วยการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด ค.ศ.1974  ยังได้นำเอาโอกาสทางการทำงานของผู้พ้นโทษมาเป็นแนวทางการคุ้มครองสังคมเพื่อการกำกับติดตามผู้พ้นโทษและการสงเคราะห์ผู้พ้นโทษไปพร้อมกันด้วย จากผลการศึกษาดังกล่าวเหล่านี้ ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะต่อการพัฒนามาตรการกำกับติดตามผู้พ้นโทษในคดีอุกฉกรรจ์ ดังนี้ 1) การตรากฎหมายว่าด้วยมาตรการติดตามผู้พ้นโทษขึ้นเป็นการเฉพาะ 2) การนำระบบบังคับโดยกฎหมายตามรูปแบบของประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นหลักเกณฑ์ในการติดตามผู้พ้นโทษ  3) การสร้างมาตรการเปิดเผยข้อมูลการต้องโทษในการสมัครงาน และ 4) การให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบในการกำกับติดตามผู้พ้นโทษโดยตรง
Description: การค้นคว้าอิระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/892</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาการกาหนดระยะเวลารอการลงโทษ</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/871</link>
      <description>Title: ปัญหาการกาหนดระยะเวลารอการลงโทษ
Authors: สุปกาญจน์ อินทรโชติ; อัคคกร ไชยพงษ์; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาถึงปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาในการรอการลงโทษของประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบกฎหมายเกี่ยวกับระยะเวลารอการลงโทษตามกฎหมายของไทยและต่างประเทศ และ 3) เพื่อหาแนวทางในการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวกับกาหนดระยะเวลารอ การลงโทษจาคุกที่เหมาะสมสาหรับประเทศไทย โดยการศึกษาเอกสารจากตัวบทกฎหมาย ตาราทางวิชาการ งานวิจัย บทความจากวารสารหรือนิตยสารทางกฎหมาย เอกสารประกอบการสัมมนา สถิติ ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางอินเตอร์เน็ต ทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ เกี่ยวกับการกาหนดระยะเวลารอการลงโทษเพื่อสร้างแนวทางการกาหนดระยะเวลารอการลงโทษจาคุกที่มีความสมดุลกับวิธีการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทาความผิดอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่า หลักเกณฑ์ในการกาหนดระยะเวลารอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กาหนดให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาให้โอกาสผู้กระทาความผิดกลับตัวเป็นคนดีโดยกาหนดระยะเวลารอการลงโทษได้ไม่เกิน 5 ปี ซึ่งหลักเกณฑ์ในการใช้ดุลพินิจศาลจะต้องคานึงถึงโอกาสในการกระทาความผิดซ้าของผู้กระทาความผิด พฤติการณ์ความร้ายแรงของความผิดตลอดจนโทษจาคุกที่ผู้กระทาความผิดพึงจะได้รับ การกาหนดไว้เช่นนี้เพราะระยะเวลารอการลงโทษมีความสาคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากจะทาให้ผู้กระทาความผิดได้ตระหนักและรู้สานึกในการกระทาความผิดของตน สามารถกลับตัวเป็นคนดีได้โดยไม่กลับไปกระทาความผิดซ้าอีก จากการศึกษาแนวคาพิพากษาศาลฎีกาคดีความผิดอาญาต่อแผ่นดิน ที่ศาลใช้ดุลพินิจรอการลงโทษในข้อหาและสภาพความผิดมีความร้ายแรงลักษณะเหมือนกัน เช่น ความผิดฐานกระทาชาเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน15ปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ศาลพิพากษากาหนดโทษจาคุกฐานกระทาชาเราเด็กอายุยังไม่เกิน15 ปีไว้ 2 ปี 6 เดือน จานวน 2 กระทง และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไว้ 1 ปี 6 เดือน รวมโทษจาคุก 5 ปี 18 เดือน แต่ศาลกลับกาหนดระยะเวลารอการลงโทษเพื่อให้จาเลยสานึกในการกระทาและเพื่อป้องกันควบคุมไม่ให้หวนกลับไปกระทาความผิดซ้าเพียง 1 ปี เนื่องจากศาลเห็นว่าจาเลยรับสารภาพตลอดไม่ติดใจสืบพยานและได้นาเงินมามอบให้แก่ผู้เสียหายเพื่อบรรเทาความเสียหายแล้วประกอบกับจาเลยไม่เคยจาคุกมาก่อน ซึ่งระยะเวลารอการลงโทษนั้นน้อยกว่าโทษจาคุกที่ศาลกาหนดให้จาเลยต้องได้รับโทษ ซึ่งก่อให้เกิดความเหลื่อมล้าในการกาหนดระยะเวลารอการลงโทษอันแสดงให้เห็นถึงความไม่สมดุลระหว่างระยะเวลารอการลงโทษกับความร้ายแรงของพฤติการณ์และความเสียหายในคดี และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการรอการลงโทษ ต่างจากหลักเกณฑ์รอการลงโทษตามกฎหมายอาญาของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ได้กาหนดให้การกาหนดระยะเวลารอการลงโทษจะต้องไม่น้อยกว่าโทษจาคุกที่จาเลยจะต้องได้รับตามคาพิพากษา ดังนั้นผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับการกาหนดระยะเวลารอการลงโทษของประเทศไทยให้มีความสมดุลระหว่างระยะเวลารอการลงโทษกับโทษจาคุกที่จะได้รับ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการรอการลงโทษ ดังนี้ 1) สร้างมาตรฐานขั้นต่าในการที่ศาลกาหนดระยะเวลารอการลงโทษจะต้องไม่น้อยกว่าโทษจาคุกตามคาพิพากษาที่จาเลยจะได้รับเพื่อให้ระยะเวลารอการลงโทษเป็นระยะเวลาที่ได้สมดุลกับลักษณะความร้ายแรงของการกระทาความผิดหรือพฤติการณ์ในการกระทาความผิดและความเสียหายที่เกิดขึ้น ประกอบการใช้ดุลพินิจของศาลในการกาหนดระยะเวลาในการให้โอกาสผู้กระทาความผิดในคดีที่มีการกระทาความผิดลักษณะเดียวกัน และ 2) ควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคแรก โดยเพิ่มบทบัญญัติในส่วนของการกาหนดระยะเวลารอการลงโทษจาคุกนั้นจะต้องไม่น้อยกว่าโทษจาคุกที่จาเลยจะได้รับตามคาพิพากษา อันเป็นการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทาความผิดจากการใช้มาตรการรอการลงโทษเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/871</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความได้สัดส่วนในการยุติการตั้งครรภ์ตามระยะเวลาที่กาหนดในกฎหมาย</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/848</link>
      <description>Title: ความได้สัดส่วนในการยุติการตั้งครรภ์ตามระยะเวลาที่กาหนดในกฎหมาย
Authors: พนมกร รุยันต์เฟื่องชัย; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ; นพดล ทัดระเบียบ
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษา วิเคราะห์ ความได้สัดส่วนในการกาหนดระยะเวลายุติการตั้งครรภ์ในกฎหมายในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ 2) เพื่อศึกษาความได้สัดส่วนในการยุติการตั้งครรภ์ตามระยะเวลาที่กาหนด ในกฎหมาย ของต่างประเทศเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศไทย 3) เพื่อหามาตรการที่จาเป็นอย่างอื่นทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาการยุติการตั้งครรภ์ให้ได้สัดส่วนกันระหว่างการคุ้มครองสิทธิทารกในครรภ์มารดาและสิทธิของหญิงตั้งครรภ์ในการยุติการตั้งครรภ์ โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยการวิจัยเอกสารโดยค้นคว้าข้อมูลจากตาราทางวิชาการ บทความที่เกี่ยวข้อง ความเห็นของนักนิติศาสตร์ เอกสารประกอบการอบรมและข้อมูลทางเว็บไซต์ต่าง ๆ งานวิจัย แนวคาวินิจฉัยของศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวกับการทาแท้ง กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายอาญา ก่อให้เกิดความได้สัดส่วนในการบังคับใช้กฎหมายกับการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า บทบัญญัติกฎหมายอาญายังไม่ได้สัดส่วนกันในเรื่องดังต่อไปนี้ 1) ก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคาวินิจฉัยที่ 4/2563 กฎหมายอาญาจากัดสิทธิของหญิงตั้งครรภ์เกินความจาเป็น แต่ภายหลังมีการแก้ไขกฎหมายอาญาแล้ว กลับบัญญัติขยายสิทธิในการทาแท้งช่วงอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ออกไปจนเกินสมควรแก่การใช้สิทธิในเนื้อตัวร่างกายและการกาหนดเจตจานงในเรื่องอนาคตของหญิงตั้งครรภ์ โดยไม่ได้มีการควบคุมการใช้สิทธินั้น กฎหมายอาญาไม่ได้กาหนดให้แพทย์มีดุลยพินิจในการวินิจฉัยว่าควรยุติการตั้งครรภ์หรือไม่ ทาให้หญิงตั้งครรภ์สามารถร้องขอยุติการตั้งครรภ์ได้ทุกกรณีไม่ว่าจะมีเหตุจาเป็นหรือไม่ จึงตกเป็นภาระแก่แพทย์ที่จะมีความเสี่ยงในการ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือถูกร้องเรียนหากมีความเห็นว่าไม่ควรยุติการตั้งครรภ์ 2) ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี การยุติการตั้งครรภ์ทาได้ตามเหตุที่ระบุไว้โดยต้องอาศัยหลักความจาเป็น ของประเทศไทย ไม่ได้คานึงถึงเหตุความจาเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในฝรั่งเศส การยุติการตั้งครรภ์สามารถกระทาได้โดยกาหนดเงื่อนไขในกระบวนการทางการแพทย์ และหญิงผู้เยาว์ไม่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองแต่ต้องมีบุคคลบรรลุนิติภาวะอยู่ด้วย ตามกฎหมายของประเทศไทยยังไม่ได้กาหนดเงื่อนไขการดาเนินการทางการแพทย์ที่และหญิงไม่ต้องมีผู้รับรองในการยุติการตั้งครรภ์ ในสหรัฐอเมริกา แพทย์มีดุลยพินิจในการวินิจฉัยว่าควรจะทาแท้ง แต่ของประเทศไทยไม่มีการกาหนด 3) กฎหมายอาญาไม่กาหนดเหตุจาเป็นอื่น ๆ ให้ครอบคลุมปัญหาทั้งหมดในการร้องขอยุติการตั้งครรภ์ ข้อบังคับแพทยสภาไม่ได้กาหนดเงื่อนไขทางการแพทย์ตามระบบให้คาปรึกษาก่อนยุติการตั้งครรภ์&#xD;
ข้อเสนอแนะการศึกษา การสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของหญิงและทารกทาได้ด้วยการคุ้มครองให้ได้สัดส่วนกัน ๆ ดังนี้&#xD;
1) การยุติการตั้งครรภ์ให้อยู่ภายใต้ดุลยพินิจการวินิจฉัยทางการแพทย์และต้องยุติการตั้งครรภ์ตามลักษณะข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ก่อนดาเนินการยุติการตั้งครรภ์ต้องให้ผู้ร้องขอได้รับคาแนะนาปรึกษาตามคู่มือการปฏิบัติงานยุติการตั้งครรภ์ และให้มีการแจ้งสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ของทารกในครรภ์ตามหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่มารดาทราบทุกครั้ง&#xD;
2) การยุติการตั้งครรภ์สาหรับอายุครรภ์ช่วงเกินกว่า 12 สัปดาห์ไม่เกิน 20 สัปดาห์ หญิงต้องมีบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วมายินยอมด้วยเพื่อเป็นการรับรองมูลเหตุการร้องขอและความผิดพลาดอันอาจเกิดจากการยุติการตั้งครรภ์ และอาจร้องขอได้ในเหตุความจาเป็นเพิ่มเติมจากที่กฎหมายกาหนดไว้ต่อไปนี้ อีกด้วย (1) หญิงตั้งครรภ์มีความขัดสนทางเศรษฐกิจหรือปัญหาในครอบครัวอย่างแสนสาหัส (Economic indications and Social) (2) พันธุกรรมของทารกในครรภ์เกิดจากบิดมารดามีสายโลหิตเดียวกัน (Incest Taboo) (3) สถานะของบุคคลส่งผลให้หญิงตั้งครรภ์มีสถานการณ์ที่ยากลาบากยากยิ่ง (available on request)&#xD;
3) หญิงตั้งครรภ์เนื่องมาจากการกระทาความผิดทางเพศ ไม่จาต้องแสดงหลักฐานการกระทาความผิดอาญาและห้ามมิให้สถานพยาบาลโฆษณาหรือแสดงป้ายการให้บริการยุติการตั้งครรภ์
Description: การค้นคว้าอิสระนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/848</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ความเสมอภาคทางภาษีการรับมรดกในการโอนทรัพย์สินข้ามลำดับชั้นอายุ</title>
      <link>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/847</link>
      <description>Title: ความเสมอภาคทางภาษีการรับมรดกในการโอนทรัพย์สินข้ามลำดับชั้นอายุ
Authors: รชิตะ อัครชูวงศ์; นพดล ทัดระเบียบ; จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาความเสมอภาคทางภาษีการรับมรดก ในการโอนทรัพย์สินข้ามลำดับ ชั้นอายุ ต่อแนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการโอนทรัพย์สินข้ามลำดับชั้นอายุในราชอาณาจักรไทย และ 2) เสนอแนะมาตรการทางกฎหมาย เพื่อสร้างและส่งเสริมความเสมอภาคทางภาษีการรับมรดก ในการโอนทรัพย์สินข้ามลำดับชั้นอายุ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขมาตรการทางกฎหมาย เกี่ยวกับการโอนทรัพย์สินข้ามลำดับชั้นอายุที่เหมาะสมของราชอาณาจักรไทย โดยการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative research) มุ่งเน้นการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary research) จากตัวบทกฎหมาย ตำราวิชาการ วิทยานิพนธ์ บทความวารสารทางกฎหมาย เอกสารประกอบการสัมมนา สถิติ และข้อมูลจากเว็บไซต์ทางอินเทอร์เน็ต ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เกี่ยวกับความเสมอภาคทางภาษีการรับมรดก การป้องกันการหลบหลีกภาษีสำหรับการโอนทรัพย์สินข้ามลำดับชั้นอายุ เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ปัญหา ข้อสรุป และข้อเสนอแนะของราชอาณาจักรไทยต่อไป&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า 1) ลักษณะที่เป็นการโอนทรัพย์สินข้ามลำดับชั้นอายุ (Generation-Skipping Transfer) นั้น ได้แก่ การทำพินัยกรรมโอนทรัพย์สินให้แก่ทายาทตั้งแต่รุ่นหลานของตนลงไป โดยไม่โอนทรัพย์สินให้ทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่ตามลำดับชั้นอายุ ด้วยการกำหนดให้ทายาทที่ถูกโอนข้ามลำดับชั้นอายุ ยังคงได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินที่โอนนั้นอยู่ ก่อนที่ทรัพย์สินจะตกทอดแก่ทายาทที่ถูกระบุให้เป็นผู้รับโอน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการหลบหลีกภาษี (Tax Avoidance) ที่ขัดต่อหลักความเสมอภาคในทางภาษี ในแนวตั้ง (Vertical Equality) ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม และก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำของการกระจายทรัพยากรและความมั่งคั่ง ทางทรัพย์สิน อันเป็นช่องว่างทางกฎหมายที่มีอยู่ โดยส่งผลกระทบต่อระบบภาษีมรดกของราชอาณาจักรไทย ในการจัดเก็บในรูปแบบของภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) ตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ที่สำคัญอยู่ 2 ประการ กล่าวคือ ประการแรก ผลกระทบต่อความเสมอภาคทางภาษีมรดกในการกระจายรายได้ และประการที่สอง ผลกระทบต่อความมีประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจ ในการจัดเก็บภาษีมรดก 2) ความจำเป็นในการกำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อสร้างและส่งเสริมความเสมอภาคทางภาษีมรดก สำหรับการโอนทรัพย์สินข้ามลำดับชั้นอายุ เพื่อให้กลไกการทำงานของระบบการจัดเก็บภาษีดังกล่าวของราชอาณาจักรไทย ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&#xD;
ข้อเสนอแนะ ควรกำหนดมาตรการทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีการรับมรดก สำหรับการโอนทรัพย์สินข้ามลำดับชั้นอายุ เพื่อลดโอกาสในการหลบหลีกภาษีการรับมรดก และปิดช่องว่างต่างๆ เพื่อความเป็นธรรม ความมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการจัดเก็บภาษีการรับมรดกนั้น ได้แก่ 1) มาตรการทางกฎหมายเพื่อสร้างและส่งเสริมความเสมอภาคทางภาษีมรดกในการกระจายรายได้ โดยการกำหนดฐานภาษีการรับมรดก หรือกำหนดมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับมรดก ซึ่งจะต้องเสียภาษีการรับมรดก ให้ลดลง รวมถึงกำหนดอัตราภาษีการรับมรดกแบบผสมระหว่างอัตราก้าวหน้าและคงที่ การกำหนดรูปแบบการจัดเก็บภาษีการโอนทรัพย์สินข้ามลำดับชั้นอายุ (Generation-Skipping Transfer Tax) กำหนดลักษณะการโอนทรัพย์สินข้ามลำดับชั้นอายุ และกำหนดอัตราภาษีการรับมรดกเพิ่มเติม สำหรับการโอนทรัพย์สินข้ามลำดับชั้นอายุ และ 2) มาตรการทางกฎหมายเพื่อสร้างและส่งเสริมความมีประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจในการจัดเก็บภาษีมรดก โดยการกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีการรับมรดก อันได้แก่ ค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องจากการตายของเจ้ามรดก และค่าลดหย่อนภาษี สำหรับกรณีทั่วไป และค่าลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม สำหรับกรณีผู้รับมรดกเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน กรณีผู้รับมรดกเป็นพี่หรือน้อง และกรณีผู้รับมรดกเป็นผู้พิการ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้การโอนทรัพย์สินเป็นไปตามลำดับชั้นอายุของทายาทผู้รับมรดก ซึ่งทำให้การกระทำที่มีผลเป็นการโอนทรัพย์สินข้ามลำดับชั้นอายุนั้นลดลง และส่งผลให้รัฐสามารถ ที่จะเร่งรัดจัดเก็บภาษีได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
Description: หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2564 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/847</guid>
      <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

