<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>SRU Intellectual Repository</title>
  <link rel="alternate" href="http://172.18.9.24:80" />
  <subtitle>The DSpace digital repository system captures, stores, indexes, preserves, and distributes digital research material.</subtitle>
  <id>http://172.18.9.24:80</id>
  <updated>2026-05-13T23:14:33Z</updated>
  <dc:date>2026-05-13T23:14:33Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตรัง กระบี่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1168" />
    <author>
      <name>พรวรินทร์ ชดช้อย</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1168</id>
    <updated>2026-02-02T06:42:25Z</updated>
    <published>2569-02-02T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตรัง กระบี่
Authors: พรวรินทร์ ชดช้อย
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นวางแผน ขั้นลงมือปฏิบัติ ขั้นสังเกต และขั้นสะท้อนผล โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้ร่วมเรียนรู้ โรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ จำนวน 3 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบนิเทศการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และเรียบเรียงในเชิงพรรณนาวิเคราะห์ โดยมีสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
        ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ดังนี้ ครูผู้ร่วมเรียนรู้สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง โดยมีผลการประเมินกิจกรรม การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีการจัดการตนเอง ตรวจสอบตนเองและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง ค่าเฉลี่ย 5.00 ระดับคุณภาพดีมาก มีการพัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง ผู้เรียนสามารถจัดการตนเองและตรวจสอบการทำงานของตนเองได้ ด้านครูต้องปรับปรุงข้อคำถามสะท้อนคิดเพื่อให้ผู้เรียนเสนอแนวทางการ ปรับปรุงตนเองครอบคลุมทุกมิติของทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง หลังจากนั้นนำปัญหาที่พบไปปรับปรุงพัฒนา ด้วยการวางแผนและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ฝึกตั้งคำถามสะท้อนคิดและดำเนินกิจกรรมที่ผู้เรียนได้เสนอแนวทางการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองในชั้นเรียน ซึ่งผลการจัดการเรียนรู้ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ในการนำตนเองครบทุกมิติ ทั้งการจัดการตนเอง การประเมินตรวจสอบตนเอง และการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง ผลการสะท้อนการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเองโดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ครูเกิดสมรรถนะในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และสามารถจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบนำตนเอง สามารถประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ เป็นแนวทางในการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะ เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางวิชาชีพของตนเองได้ในอนาคต
Description: ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา</summary>
    <dc:date>2569-02-02T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>มาตรการทางกฎหมายในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุชุมชนตลิ่งงาม  อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1167" />
    <author>
      <name>ดนิตา เพ็ชรรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1167</id>
    <updated>2026-01-22T11:18:33Z</updated>
    <published>2569-01-22T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: มาตรการทางกฎหมายในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุชุมชนตลิ่งงาม  อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ดนิตา เพ็ชรรัตน์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ 2) วิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ และ 3) เสนอแนะมาตราการทางกฎหมายในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ชุมชนตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้ศึกษาใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 2 วิธีหลัก ได้แก่ การศึกษาเอกสาร จากหนังสือ ตำรา บทความวิชาการ งานวิจัย และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์และใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความเพื่อให้ได้มาตราการทางกฎหมายในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ&#xD;
	ผลการศึกษาพบว่า 1) ชุมชนตลิ่งงามเป็นชุมชนชายฝั่งทะเลที่มีประชากรผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 16.23 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สภาพปัญหาหลักในการรับบริการสุขภาพของผู้สูงอายุประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) การเข้าถึงบริการสุขภาพที่เกิดจากข้อจำกัดด้านการคมนาคมและระยะทาง รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากร (2) ระบบการให้บริการที่ขาดการบูรณาการและประสานงานระหว่างหน่วยงาน (3) การจัดบริการที่ขาดความหลากหลายและครอบคลุม (4) คุณภาพการให้บริการที่ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และ (5) การรับรู้สิทธิและการเข้าถึงบริการตามกฎหมายของผู้สูงอายุ 2) กรอบกฎหมายระดับชาติมีความครอบคลุมในเชิงหลักการ แต่ยังมีช่องว่างที่สำคัญในการบังคับใช้และการตอบสนองต่อปัญหาเฉพาะของพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาตรการและกฎหมายไปปฏิบัติยังไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ องค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งงามยังไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเต็มศักยภาพ และข้อบัญญัติท้องถิ่นยังขาดความครอบคลุมและกลไกการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ และ  3) จากการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาและช่องว่างทางกฎหมาย ผู้วิจัยได้พัฒนามาตรการทางกฎหมายที่ครอบคลุม สอดคล้องกับปัญหาเฉพาะของพื้นที่เกาะ 4 ประเด็นหลัก คือ (1) มาตรการด้านการปรับปรุงข้อบัญญัติท้องถิ่นสำหรับการให้บริการสุขภาพผู้สูงอายุ (2) มาตรการด้านการปรับปรุงการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ (3) มาตรการด้านการคุ้มครองสิทธิและการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้สูงอายุ และ (4) มาตรการด้านการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน ทั้งนี้ยังมีข้อเสนอแนะในการให้องค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งงามดำเนินการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นเรื่องมาตรฐานการให้บริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการให้บริการ และจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุในระดับนโยบาย
Description: บทความวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาโท แผน ข หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนากระบวนการยุติธรรม</summary>
    <dc:date>2569-01-22T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความภาคภูมิใจในตนเองของนักศึกษาปัจจุบัน และศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ที่มีความบกพร่องทางการเห็น</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1165" />
    <author>
      <name>พงษ์ธิศักดิ์ ชอบทำกิจ</name>
    </author>
    <author>
      <name>อนุชิต พงศ์พรหม</name>
    </author>
    <author>
      <name>พรทิพย์ ถือทอง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1165</id>
    <updated>2026-01-22T10:49:19Z</updated>
    <published>2569-01-19T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความภาคภูมิใจในตนเองของนักศึกษาปัจจุบัน และศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ที่มีความบกพร่องทางการเห็น
Authors: พงษ์ธิศักดิ์ ชอบทำกิจ; อนุชิต พงศ์พรหม; พรทิพย์ ถือทอง
Abstract: -
Description: รายงานการวิจัยบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2569-01-19T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวลึกน้อย อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1164" />
    <author>
      <name>หร่อเอน ตำหล๊ะ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1164</id>
    <updated>2026-01-13T10:10:55Z</updated>
    <published>2569-01-13T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวลึกน้อย อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่
Authors: หร่อเอน ตำหล๊ะ
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการ บริหารพัสดุภาครัฐ 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการการบริหารพัสดุ ภาครัฐ และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐตาม หลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวลึกน้อย อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ใช้รูปแบบการวิจัย แบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ อาศัยอยู่ในเขตตำบลอ่าวลึกน้อย จำนวน 378 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยวิธีเจาะจงจากคณะ ผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น และตัวแทนภาคประชาชน จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐ ในภาพรวม อยู่ในระดับ&#xD;
ปานกลาง เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านหลักความคุ้มค่า ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความ รับผิดชอบ ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักความโปร่งใส และด้านหลักนิติธรรม 2) ปัญหาและอุปสรรคการมี ส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการการบริหารพัสดุภาครัฐ คือ ปัญหาการขาดความรู้ ความเข้าใจและข้อมูล เกี่ยวกับการบริหารพัสดุ ปัญหาด้านการสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูล และขาดความต่อเนื่องของกลไกการมีส่วน ร่วม 3) แนวทางการพัฒนา การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารพัสดุภาครัฐตามหลักธรรมาภิบาล คือ องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวลึกน้อยควรจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการที่อธิบายขั้นตอนการบริหาร พัสดุภาครัฐ สิทธิและหน้าที่ของประชาชน รวมถึงวิธีการตรวจสอบและร้องเรียนให้มีรูปแบบที่เข้าใจง่าย ใช้ภาษาท้องถิ่น และจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพิ่มช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลและวิธีการสื่อสารที่เหมาะสม ปรับปรุงระบบการเผยแพร่ข้อมูล เช่น ใช้เสียงตามสายในชุมชน วิทยุชุมชน กลุ่มไลน์ และสร้างแรงจูงใจและแรง ขับเคลื่อนภายในชุมชน โดยควรมีการยกย่องหรือให้รางวัลแก่บุคคลหรือชุมชนที่มีบทบาทในการมีส่วนร่วม
Description: การค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2569-01-13T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเมืองเชิงนโยบายกับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ และความคาดหวังของประชาชน : กรณีศึกษาเทศบาลเมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1163" />
    <author>
      <name>มุกรินทร์ ปิ่นระลึก</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1163</id>
    <updated>2026-01-08T04:11:13Z</updated>
    <published>2568-12-27T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเมืองเชิงนโยบายกับการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ และความคาดหวังของประชาชน : กรณีศึกษาเทศบาลเมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร
Authors: มุกรินทร์ ปิ่นระลึก
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายและการดำเนินงานด้านสวัสดิการผู้สูงอายุ เปรียบเทียบความสอดคล้องระหว่างนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุที่เป็นอยู่กับความต้องการสวัสดิการที่คาดหวังของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบสวัสดิการผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองชุมพรให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน กลุ่มตัวอย่างคือ ประชากรผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร จำนวน 382 คน แต่เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนของข้อมูล จึงทำการเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมเป็น 400 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงค่าความถี่ ค่าร้อยละ สถิติค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และจัดลำดับความสำคัญของค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นของผู้สูงอายุต่อสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุของเทศบาล เมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้านที่พักอาศัยเป็นลำดับแรก แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุในพื้นที่ ยังคงให้ความสำคัญในเรื่องของที่พักอาศัย เนื่องจากในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองชุมพร มีประชากรที่เข้าสู่วัยผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก จึงต้องการที่อยู่อาศัยที่มั่นคง รู้สึกปลอดภัย สะดวกและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงวัยที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ รองลงมาคือสวัสดิการด้านรายได้ ด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลเป็นลำดับที่ 3 ด้านความมั่นคงทางสังคม ครอบครัว และผู้ดูแลเป็นลำดับที่ 4 และสุดท้ายคือ ด้านสันทนาการ อาจเนื่องมาจากผู้สูงอายุมีข้อจำกัดในด้านสุขภาพ จึงอาจไม่สามารถที่จะเข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการได้อย่างเต็มที่&#xD;
ข้อเสนอแนะจากการวิจัยได้แก่ เทศบาลเมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ควรจัดให้มีบริการสุขภาพเชิงรุก เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี การเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุติดบ้าน-ติดเตียง และการจัดทีมแพทย์หรืออาสาสมัครสาธารณสุขเข้าไปในชุมชนอย่างสม่ำเสมอ ดำเนินโครงการปรับปรุงและซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกรวมถึงจัดให้มีการสนับสนุนผู้ดูแลผู้สูงอายุ อบรมทักษะต่างๆ ในการดูแลผู้สูงอายุ</summary>
    <dc:date>2568-12-27T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1162" />
    <author>
      <name>ศิรณัฏฐ์ สำเร</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1162</id>
    <updated>2026-01-08T04:07:44Z</updated>
    <published>2568-12-27T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ศิรณัฏฐ์ สำเร
Abstract: การค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี จำแนกตามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพการสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ และตำบลที่อาศัย 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี 4) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน และใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกรวบรวมข้อมูลจากลุ่มเป้าหมายโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 10 คน&#xD;
วิเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลนครเกาะสมุย โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประชาชนที่มีสถานภาพการสมรสที่แตกต่างกัน การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลนครเกาะสมุย ไม่แตกต่างกัน โดยมีเพียง 1 ด้านที่พบความแตกต่าง คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่วางไว้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ปัญหาอุปสรรคประชาชนบางส่วนรู้สึกว่าการแสดงความคิดเห็นไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงแผนงานจริง หรือเคยเข้าร่วมแล้วแต่ข้อเสนอแนะไม่ได้รับการนำไปพิจารณาทำให้เกิดความท้อแท้และไม่อยากเข้าร่วมอีกในอนาคต 4) แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองควรมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงช่องทางหลายๆ รูปแบบ จัดเวทีประชาคมเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง</summary>
    <dc:date>2568-12-27T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาระบบการประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วมของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1161" />
    <author>
      <name>อัจฉริยา เพชรรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1161</id>
    <updated>2026-01-08T03:57:16Z</updated>
    <published>2568-12-27T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาระบบการประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วมของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: อัจฉริยา เพชรรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ของเทศบาลนครเกาะสมุย&#xD;
อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของระบบการประชาสัมพันธ์ของเทศบาลนคร&#xD;
เกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) เสนอแนวทางการพัฒนาระบบการประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นอย่างมี&#xD;
ส่วนร่วมของเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูล&#xD;
โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูล&#xD;
โดยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ของเทศบาลนครเกาะสมุยมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่มีการวางแผนการทำงาน ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โปรแกรมแคนวา โฟโตช็อป พรีเมียร์ โปร แอปแคปคัท และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับสนทนาอัตโนมัติ พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งสื่อสังคมออนไลน์และสื่อแบบดั้งเดิม ผู้บริหารให้การสนับสนุนการสื่อสารที่โปร่งใสและมีระบบติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ 2) ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ ได้แก่ บุคลากรมีจำนวนไม่เพียงพอและขาดทักษะด้านเทคโนโลยี อุปกรณ์ไม่ทันสมัย ขาดการติดต่อสื่อสารกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง ขาดหลักการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมีงบประมาณไม่เพียงพอสำหรับพื้นที่รับผิดชอบขนาดใหญ่ถึง 252 ตารางกิโลเมตร 3) แนวทางการพัฒนาระบบการประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม ประกอบด้วย การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การสร้างนวัตกรรมการบูรณาการสื่อ การเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารที่ตอบสนอง การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้วิจัยสังเคราะห์เป็นรูปแบบเรียกว่า “PRSAMUI” ซึ่งแนวทางดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้บริหาร และประชาชน เพื่อให้เกิดการประชาสัมพันธ์แบบสองทางที่มีประสิทธิภาพ</summary>
    <dc:date>2568-12-27T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเมืองกับการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นสู่การเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นดิจิทัล : กรณีศึกษาเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1160" />
    <author>
      <name>วนิดา สันขาว</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1160</id>
    <updated>2026-01-08T02:54:53Z</updated>
    <published>2568-12-27T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเมืองกับการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นสู่การเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นดิจิทัล : กรณีศึกษาเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: วนิดา สันขาว
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบททางการเมืองในกระบวนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร&#xD;
ท้องถิ่นสู่การเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดิจิทัล เทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) วิเคราะห์ปัญหา&#xD;
อุปสรรค และปัจจัยทางการเมืองที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรเทศบาลนครเกาะสมุย&#xD;
สู่การเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดิจิทัล และ 3) เสนอแนวทางเชิงนโยบายทางการเมืองกับการมีส่วนร่วม&#xD;
ในกระบวนการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น สู่การเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดิจิทัล ของเทศบาลนครเกาะสมุย จังหวัด&#xD;
สุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ จากบุคลากรในสังกัดเทศบาลนครเกาะสมุย จำนวน&#xD;
295 คน โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง จากกลุ่มเป้าหมาย&#xD;
ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 8 คน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร&#xD;
ท้องถิ่นสู่การเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดิจิทัล มีความคิดเห็นในค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การพัฒนา&#xD;
บุคลากรของเทศบาลนครเกาะสมุย มีปัญหาหรืออุปสรรคในด้าน ปัญหาด้านทรัพยากร งบประมาณทีมีอย่างจำกัด&#xD;
ขาดบุคลากรเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และยังขาดทักษะในหลายด้าน ต้องจัดให้มีการพัฒนาหลักสูตรอบรม สร้างแรง จูงใจ&#xD;
ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ในส่วนของปัจจัยทางการเมืองที่มีผลต่อการ&#xD;
มีส่วนร่วมในการส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรเทศบาลนครเกาะสมุย ได้แก่ ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร ปัจจัย&#xD;
ด้าน กลยุทธ์ดิจิทัล ปัจจัยด้านเทคโนโลยี ปัจจัยด้านผู้น าองค์กร ปัจจัยด้านผู้ปฏิบัติงาน และปัจจัยด้านกระบวนการ&#xD;
จัดการ และ 3) แนวทางเชิงนโยบายทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น สู่การเป็น&#xD;
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดิจิทัล ประกอบด้วย การพัฒนาทักษะและเพิ่มศักยภาพของบุคลากร ด้านการเพิ่มความรู้และทักษะในการทำงาน ด้านการปรับปรุงกฎหมาย/กฎระเบียบเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน และด้านการพัฒนาและการจัดหาวัสดุอุปกรณ์</summary>
    <dc:date>2568-12-27T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเมืองกับนโยบายการพัฒนาสถานธนานุบาลเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1159" />
    <author>
      <name>สัจพงศ์ แข่งขัน</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1159</id>
    <updated>2026-01-08T02:29:21Z</updated>
    <published>2568-12-27T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเมืองกับนโยบายการพัฒนาสถานธนานุบาลเทศบาลนครเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: สัจพงศ์ แข่งขัน
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณภาพการให้บริการปัญหาและอุปสรรคในการให้บริการ 2) เพื่อ&#xD;
เปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการจําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายและกลไก&#xD;
ลการพัฒนาสถานธนานุบาลเทศบาลนครเกาะสมุย อําเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัย&#xD;
แบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้มารับบริการจํานวน 330 คน การวิจัย&#xD;
เชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสําคัญเจ้าหน้าที่ของสถานธนานุบาลเทศบาลนครเกาะสมุย 8 คน&#xD;
วิเคราะห์ผล แบ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณใช้สถิติค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) สถิติ&#xD;
เชิงอนุมาน ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว F-test การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลเชิง&#xD;
เนื้อหา พบว่า สถานธนานุบาล เทศบาลนครเกาะสมุยมีคุณภาพการให้บริการโดยรวมในระดับสูง ปัญหาและ&#xD;
อุปสรรคในการให้บริการที่พบ คือ 1) ปัญหาด้านป้ายบอกตําแหน่งที่ตั้ง 2) ปัญหาด้านการให้บริการกับชาวต่างชาติ&#xD;
3) ปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์ และ 4) ปัญหาด้านการจัดเก็บสินค้าแบรนด์เนม ผลการเปรียบเทียบคุณภาพการ&#xD;
ให้บริการของสถานธนานุบาลเทศบาลนครเกาะสมุยจําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ และรายได้ที่&#xD;
แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการแตกต่างกัน แนวทางเชิงนโยบายและกลไกลการพัฒนาสถานธ&#xD;
นานุบาล คือ 1) ควรเพิ่มป้ายบอกตําแหน่งที่บริเวณตัวอาคารสถานธนานุบาล 2) ควรมีการแปลเอกสารที่สําคัญให้มี&#xD;
อย่างน้อย 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) พร้อมคู่มือคําอธิบาย 3) ควรมีการสร้างทีมเฉพาะกิจด้านประชาสัมพันธ์ และ&#xD;
4) ควรมีการดําเนินการจัดอบรมสินค้าแบรนด์เนม พร้อมปรับปรุงสถานที่จัดเก็บให้เหมาะสมมากขึ้น</summary>
    <dc:date>2568-12-27T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>มาตรการคุ้มครองการใช้แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืนในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1158" />
    <author>
      <name>ธีรพงษ์ ยืนนาน</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1158</id>
    <updated>2025-12-15T09:45:13Z</updated>
    <published>2568-12-15T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: มาตรการคุ้มครองการใช้แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืนในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธีรพงษ์ ยืนนาน
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่นำไปสู่การใช้แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืน ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี (2) วิเคราะห์กฎหมายและมาตรการคุ้มครองแรงงานเด็กในประเทศไทย และ (3) หามาตรการคุ้มครองการใช้แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืน ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการวิเคราะห์เอกสารและการสังเกตทั้งแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม โดยกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาคือ แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืนในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการใช้แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืนในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย 5 ปัจจัย ดังนี้ 1) ปัจจัยทางเศรษฐกิจและความเปราะบางของครอบครัว 2) ปัจจัยเชิงโครงสร้างทางสังคมและการขาดระบบคุ้มครองทางสังคมที่มีประสิทธิภาพ 3) ปัจจัยด้านการศึกษาและโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ 4) ปัจจัยด้านพื้นที่และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และ 5) ปัจจัยด้านการกำกับดูแลและบทบาทของครอบครัว เกิดปัญหากฎหมายการใช้แรงงานเด็กและกฎหมายคุ้มครองเด็กไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้เด็กยังคงถูกใช้แรงงานผิดกฎหมายและมาตรการคุ้มครองแรงงานเด็กที่ส่งผลต่อการทำให้เกิดปัญหาการใช้แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืนในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย เนื่องจากข้อบัญญัติและกฎหมายท้องถิ่นที่ขาดบทบาทและอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานเด็ก ในพื้นที่ เกาะสมุย เกิดช่องว่าของการบังคับใช้ข้อบัญญัติและกฎหมายมิ้งถิ่นที่ไม่สามารถคุ้มครองเด็กในพื้นที่เฉพาะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยได้เสนอมาตรการคุ้มครองการใช้แรงงานเด็กขายพวงมาลัยในเวลากลางคืนสำหรับพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อแก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วย 3 มาตรการหลัก คือ มาตรการคุ้มครองทางกฎหมายเฉพาะสำหรับการขายพวงมาลัยในเวลากลางคืน มาตรการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและสังคม และมาตรการด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะสำหรับเด็ก</summary>
    <dc:date>2568-12-15T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวพระราชดำริในการปกครองของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1157" />
    <author>
      <name>วิษณุพงศ์  สุจารีย์</name>
    </author>
    <author>
      <name>มาดล  จรูญรัตน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1157</id>
    <updated>2025-11-06T03:59:58Z</updated>
    <published>2568-10-06T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวพระราชดำริในการปกครองของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)
Authors: วิษณุพงศ์  สุจารีย์; มาดล  จรูญรัตน์; อมร หวังอัครางกูร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวพระราชดำริในการปกครองของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร             มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) 2) ศึกษาความเป็นพลังอำนาจละมุนทางการเมืองของพระบาทสมเด็จ  พระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) และ 3) เสนอแนะรูปแบบในการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ  3 กลุ่ม จำนวน 17 คน/รูป โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาเพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัย&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ทรงมีแนวพระราชดำริในการปกครองที่สำคัญ 3 ประการ คือ ความเป็นธรรมราชา ความเป็นกลางทางการเมือง และการเป็นศูนย์กลางในการสร้างความสามัคคีและความสมานฉันท์ ทรงปกครองโดยยึดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ทศพิธราชธรรม และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเน้นความพอประมาณและความมีเหตุผล ในฐานะ “ธรรมราชา” และทรงเป็นต้นแบบของผู้นำที่ใช้หลักธรรมาภิบาลนอกจากนี้พระองค์ยังดำรงความเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด ไม่เข้าข้างฝ่ายใด เปรียบเสมือน “โซ่คล้องใจ”ในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมือง เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งและส่งเสริมความสงบสุขในสังคม &#xD;
2) ทรงใช้พลังทางศีลธรรมและพระบารมีอย่างแยบคายในการปกครองประเทศและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยไม่อาศัยอำนาจบังคับ แต่ใช้การนำด้วยความเมตตาและความเข้าใจผ่านพระราชกรณียกิจที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในระดับนานาชาติ ทรงเป็นสัญลักษณ์ของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติด้วยสันติวิธี แสดงให้เห็นว่า รัชกาลที่ 9 ทรงเป็น “ราชาปราชญ์” ที่นำพาประเทศโดยใช้หลักธรรมและพลังอำนาจละมุนอย่างสมดุล เพื่อความเจริญรุ่งเรืองและความยุติธรรม 3) รูปแบบการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) โดยมีใจความสำคัญคือ ศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาชีวิต การพัฒนาชุมชน องค์กร ประเทศและการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน
Description: บทความการค้นคว้าอิสระหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-10-06T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเมืองกับการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะ  กรณีศึกษา เทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1156" />
    <author>
      <name>พัชรพร เศษบุบผา</name>
    </author>
    <author>
      <name>อมร หวังอัครางกูร</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา จาตุรัตน์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1156</id>
    <updated>2025-11-25T04:31:23Z</updated>
    <published>2568-10-06T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเมืองกับการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะ  กรณีศึกษา เทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: พัชรพร เศษบุบผา; อมร หวังอัครางกูร; วาสนา จาตุรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน           2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน และ 3) เสนอแนะแนวการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยกลไกทางการเมือง ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน จำนวน 400 คน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน ประกอบด้วย นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเชี่ยวหลาน ปลัดเทศบาล สมาชิกสภาเทศบาล 2 คน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเขาพัง ผู้อำนวยการส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชี่ยวหลาน - ไกรสร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาสก กำนันตำบลเขาพัง และผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) คุณภาพการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านรูปลักษณ์ทางกายภาพเป็นด้านที่มีคุณภาพการจัดบริการสาธารณะมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านความมั่นใจด้านการตอบสนอง ด้านความน่าเชื่อถือ และคุณภาพบริการต่ำที่สุด คือ ด้านการดูแลเอาใจใส่ปัญหาอุปสรรคในการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน พบว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การจัดบริการสาธารณะของเทศบาลยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง ได้แก่ งบประมาณที่จำกัด ความล่าช้าในการประสานงาน ข้อจำกัดด้านพื้นที่โดยเฉพาะเขตอุทยานความไม่ครอบคลุมของเทคโนโลยีต่อกลุ่มผู้สูงวัยการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง และอิทธิพลของการเมืองท้องถิ่นที่ส่งผลต่อการจัดลำดับโครงการในแผนพัฒนา และความทั่วถึงของการให้การจัดบริการสาธารณะ 3) แนวทางพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน คือ เทศบาลควรมีการพัฒนาคุณภาพการจัดบริการสาธารณะทั้งในเชิงนโยบายและการบริหาร โดยการสรรหางบประมาณและเพิ่มแหล่งรายได้ท้องถิ่น สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วน การพัฒนาระบบบริการที่เข้าถึงทุกช่วงอายุ พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ และการส่งเสริมธรรมาภิบาลท้องถิ่นเพื่อให้การจัดลำดับโครงการในแผนพัฒนามีความโปร่งใส และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้การจัดบริการสาธารณะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง มีคุณภาพ เป็นธรรมและยั่งยืน
Description: บทความการค้นคว้าอิสระหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</summary>
    <dc:date>2568-10-06T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>โครงการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุสู่สังคมสูงวัยในยุควิถีใหม่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1155" />
    <author>
      <name>วีณา ลิ้มสกุล</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1155</id>
    <updated>2025-10-17T09:08:29Z</updated>
    <published>2568-09-25T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: โครงการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุสู่สังคมสูงวัยในยุควิถีใหม่
Authors: วีณา ลิ้มสกุล
Abstract: การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุสู่สังคมสูงวัยในยุควิถีใหม่ ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์การดูแลผู้สูงอายุจังหวัดสุราษฎร์ธานีระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการดูแล ประกอบด้วย การพัฒนาหลักสูตรสร้างสุขศรีวิชัยสำหรับผู้สูงอายุในจังหวัดสุราษฎร์ธานี การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้การใช้สื่อและเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุในยุควิถีใหม่ และพัฒนาศักยภาพนักจัดการโรงเรียนผู้สูงอายุพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระยะที่ 3 ประเมินผลการนำรูปแบบฯ ไปใช้ในพื้นที่ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบงานด้าน ผู้สูงอายุของหน่วยงานสาธารณสุขอำเภอและตำบล ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชมรมผู้สูงอายุและ/หรือโรงเรียนผู้สูงอายุ ในอำเภอคีรีรัฐนิคม และและอำเภอเคียนซา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามกึ่งโครงสร้าง สถานการณ์การดูแลผู้สูงอายุจังหวัดสุราษฎร์ธานี และแบบสอบถามกึ่งโครงสร้างการประเมินผลการนำรูปแบบฯไปใช้ในพื้นที่ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่า &#xD;
1. การพัฒนาหลักสูตรสร้างสุขศรีวิชัยสำหรับผู้สูงอายุในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ ด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสื่อเทคโนโลยี เมื่อนำไปใช้กับผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ พบว่า คะแนนคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกด้าน โดยด้านสัมพันธภาพทางสังคมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ &#xD;
2. รูปแบบการเรียนรู้การใช้สื่อและเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุในยุควิถีใหม่ ประกอบด้วย 1) การรับข้อมูล (Information Receiving) มีการประเมินข้อมูลตามหลักการ 5 ส (สืบค้น สานต่อ สะสม สมัคร สานสัมพันธ์)&#xD;
2) การหยุดคิด (Stop Thinking) เพื่อไตร่ตรองข้อมูลที่รับมาโดยใช้หลักการ 5 ส (สมจริง สร้าง ประโยชน์ สำคัญ สร้างสรรค์ และสุภาพ) 3) การปฏิบัติ (Acting) ผู้สูงอายุควรมีพฤติกรรมการใช้สื่อและเทคโนโลยีตามหลักการ 5 ส (สืบค้น สานต่อ สะสม สมัคร สานสัมพันธ์) เพื่อให้การใช้สื่อและเทคโนโลยี สำหรับผู้สูงอายุในยุควิถีใหม่ เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม &#xD;
3. การพัฒนาศักยภาพนักจัดการโรงเรียนผู้สูงอายุพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยศึกษาสภาพปัญหา และความต้องการการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ นำไปสู่สร้างและพัฒนาหลักสูตรนักจัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ การอบรมเพื่อพัฒนานักจัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ ผลการประเมินคะแนนเฉลี่ยระดับความรู้หลังการเข้ารับการอบรมมีคะแนนเฉลี่ยระดับความรู้มากกว่าก่อนเข้ารับการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติการพัฒนาศักยภาพ นักจัดการโรงเรียนผู้สูงอายุพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินการ โรงเรียนผู้สูงอายุในจังหวัด&#xD;
สุราษฎร์ธานีต่อไป รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุสู่สังคมสูงวัยในยุควิถีใหม่สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและภาคใต้ผ่านการพัฒนาศักยภาพนักจัดการโรงเรียนผู้สูงอายุเพื่อดำเนินการจัดตั้งและเปิดโรงเรียนผู้สูงอายุในพื้นที่ ในขณะที่หลักสูตรสร้างสุขศรีวิชัยสามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนของโรงเรียน ผู้สูงอายุโดยบูรณาการกับวิธีการจัดการเรียนการสอนด้านสื่อเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้</summary>
    <dc:date>2568-09-25T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในการชันสูตรพลิกศพในคดีอาญา</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1154" />
    <author>
      <name>พรอุมา วงศ์เจริญ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1154</id>
    <updated>2025-10-17T08:51:58Z</updated>
    <published>2568-09-25T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในการชันสูตรพลิกศพในคดีอาญา
Authors: พรอุมา วงศ์เจริญ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาถึงแนวคิดการสอบสวนชันสูตรพลิกศพ ประวัติ การชันสูตรพลิกศพในประเทศไทย ระบบการชันสูตรพลิกศพ 2) ศึกษาปัญหาการบังคับใช้ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพ 3) เปรียบเทียบและเสนอแนวทางแก้ไข การชันสูตรพลิกศพคดีอาญาในประเทศไทยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ แพทย์ นิติเวช พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และพนักงานฝ่ายปกครอง เลือกแบบเจาะจง จำนวน 4 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์เอกสารและ&#xD;
การสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษา พบว่า จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการสอบสวนการชันสูตรพลิกศพ&#xD;
การสอบสวน คือการรวบรวม พยานหลักฐาน โดยพนักงานสอบสวนได้กระทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อทำให้ทราบ ข้อเท็จจริงหรือเพื่อพิสูจน์ความผิดนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกระบวนยุติธรรมต่อไปโดยมี วัตถุประสงค์ให้ทราบว่ามีการกระทำความผิดอาญาหรือไม่ เพราะหากมิใช่ความผิดทางอาญาพนักงาน สอบสวนไม่มีอำนาจในการสอบสวน และเพื่อให้ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ และเพื่อนำตัวผู้กระทำ ความผิดมาลงโทษ ประวัติการชันสูตรพลิกศพในคดีอาญาของประเทศไทยพบว่าสมัยกรุงสุโขทัยไม่ได้ มีการบัญญัติกฎเกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพไว้อย่างชัดเจน จนกระทั่ง รัชสมัยรัชกาลที่ 1 พ.ศ. 2347 ได้มีการตรากฎหมายตราสามดวงขึ้นปรากฎในหมวดพระไอยการลักษณะวิวาทด่าตีกัน โดยสรุป เนื้อหาว่าหากมีการตีฟันแทงกันถึงตายให้นายพะทำรงไปดูศพ และถ้าผู้ร้ายตายลงให้เวรมหาดไทย กลาโหม กรมวัง ไปดูศพ และถ้านักโทษตายโดยมิทราบเหตุแน่ แพทย์ใหญ่ต้องมาตรวจศพให้ทราบ เหตุ ถ้าเป็นเรื่องที่สงสัยให้ผ่าศพนั้นตามวิธีแพทย์ศาสตร์ก่อนแล้วจึงเอาไปฝังหรือเผา จนกระทั่ง เมื่อปี พ.ศ. 2457 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการชันสูตรพลิกศพ เป็นการเฉพาะจนกระทั่ง&#xD;
รัชสมัยรัชกาลที่ 1 พ.ศ. 2347 ได้มีการตรากฎหมายตราสามดวงขึ้นปรากฎในหมวดพระไอยการลักษณะวิวาท ด่าตีกัน โดยสรุปเนื้อหาว่าหากมีการตีฟันแทงกันถึงตายให้นายพะทำรงไปดูศพ และถ้าผู้ร้ายตายลงให้ เวรมหาดไทย กลาโหม กรมวัง ไปดูศพ และถ้านักโทษตายโดยมิทราบเหตุแน่ แพทย์ใหญ่ต้องมาตรวจ ศพให้ทราบเหตุ ถ้าเป็นเรื่องที่สงสัยให้ผ่าศพนั้นตามวิธีแพทย์ศาสตร์ก่อนแล้วจึงเอาไปฝังหรือเผา จนกระทั่ง เมื่อปี พ.ศ. 2457 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการชันสูตรพลิกศพ เป็นการเฉพาะ จนถึงปัจจุบันได้มีการแก้ไขในบางมาตรา กว่า 6 ครั้งแต่ก็ยังพบว่าการชันสูตรพลิกศพยังเกิดปัญหาแต่ ก็ยังพบว่าการชันสูตรพลิกศพยังเกิดปัญหาและพบว่าระบบชันสูตรพลิกศพที่สำคัญและมีการ ดำเนินการในปัจจุบันได้แก่ ระบบแพทย์สอบสวน ระบบตำรวจ ระบบโคโรเนอร์ และ ระบบศาล แต่ก็ ยังมีระบบอื่นด้วยแต่ไม่เป็นที่นิยม ทั้งนี้การใช้ระบบการชันสูตรพลิกศพแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับ กฎหมายของแต่ละประเทศ และบริบทภายในประเทศของตนว่าจะใช้ระบบการชันสูตรพลิกศพระบบใดเหมาะสม และพบว่าสภาพปัญหาการชันสูตรพลิกศพในประเทศไทยนั้นเริ่มตั้งแต่โครงการในเชิง ระบบ คือไม่มีองค์กรรับผิดชอบหลัก ปัจจุบันกำหนดให้มีบุคลากรที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ได้แก่ พนักงานสอบสวน แพทย์ พนักงานอัยการ และพนักงานฝ่ายปกครอง จึงทำให้การทำงานเกิดปัญหา ในทางปฏิบัติหลายประการดังนี้ 1. พนักงานสอบสวนใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยเหตุการตายที่กว้างเกินไป อาจทำให้การตายโดยผิดธรรมชาติถูกตัดออกจากกระบวนการชันสูตรพลิกศพตั้งแต่ต้น 2.กำหนดให้ แพทย์อื่นซึ่งมิใช่แพทย์นิติเวชเข้าร่วมชันสูตรพลิกศพ 3. สิทธิการแจ้งให้ญาติผู้เสียชีวิตทราบเหตุการ ตาย แต่ไม่มีสิทธิเข้าร่วมชันสูตรพลิกศพ 4.การขาดแคลนแพทย์ทางนิติเวช 5.บุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ ขาดความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ 6.ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุ เสนอแนวทางแก้ไข 1. ควรปรับโครงสร้างระบบชันสูตรพลิกศพ โดยให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นองค์กรผู้รับผิดชอบ หลัก 2. เพิ่มเหตุการณ์ตายผิดธรรมชาติอื่น ๆ จากที่กฎหมายกำหนด 3. จัดให้มีทีมผู้ช่วยบุคลากรทาง การแพทย์ 4. กำหนดเหตุแพทย์นิติเวชต้องไปยังสถานที่พบศพ ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติ หน้าที่เท่านั้นและห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณที่พบศพ 5. ให้ญาติผู้ตายมีสิทธิการเข้าร่วม ชันสูตรพลิกศพ 6. ควรมีการฝึกอบรมความรู้ให้แก่บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่และกำหนดประสบการณ์ใน การปฏิบัติหน้าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 ปี</summary>
    <dc:date>2568-09-25T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>เครือข่ายชุมชนในการจัดการบริหารและการใช้พื้นที่อ่าวบ้านดอน</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1153" />
    <author>
      <name>พงศกร ถิ่นเขาต่อ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1153</id>
    <updated>2025-10-17T08:41:55Z</updated>
    <published>2568-09-25T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: เครือข่ายชุมชนในการจัดการบริหารและการใช้พื้นที่อ่าวบ้านดอน
Authors: พงศกร ถิ่นเขาต่อ
Abstract: การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงเพื่อศึกษากฎหมายที่กำหนดรูปแบบและกลไกของชุมชนในการมีส่วนร่วม การบริหารพื้นที่อ่าวบ้านดอน และเพี่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่อ่าวบ้านดอนโดยกลุ่มองค์กร กลุ่มวิสาหกิจ ชุมชน ชุมชนท้องถิ่น และชุมชนดั้งเดิม ให้มีความเข้มแข็งและมีระบบกลไกในการขับเคลื่อน การพัฒนาและมีส่วนร่วมในการบริหารพื้นที่อ่าวบ้านดอน โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitation Research) ด้วยวิธีการวิจัยเอกสาร(Documentary Research) จากหนังสือ ตำรา บทความ กฎหมายและ สื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่อ่าวบ้านลอน รวมถึงการเก็บข้อมูลในพื้นที่จากเจ้า หน้ารัฐ ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียและเครือข่ายชุมชนรอบพื้นที่อ่าวบ้านดอน ในรูปแบบการสัมภาษณ์ตาม คำถามวิจัย และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ ผลการวิจัยพบว่า กฎหมายที่กำหนดรูปแบบและกลไกชุมชนประกอบด้วยกฎหมายการส่งเสริมให้ ชุมชนเข้มแข็ง กฎหมายส่งเสริมคณะบุคคลหรือชุมชนให้ประกอบกิจการในลักษณะของวิสาหกิจชุมชน กฎหมายส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนชุมชนประมงท้องถิ่น กฎหมายส่งเสริมการมีส่วนร่วมและ สนับสนุนชุมชนชายฝั่ง กฎหมายส่งเสริมประชาชนและองค์กรเอกชนให้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและรักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งเครือข่ายชุมชนรอบพื้นที่อ่าวบ้านดอนมีทั้งการจัดตั้งแบบทางการและการจัดตั้ง แบบไม่เป็นทางการ โดยการจัดตั้งในรูปแบบทางการได้แก่ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ชุมชนชายฝั่งตาม พระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 และองค์กรชุมชน ประมงท้องถิ่นตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้องค์กรชุมชนใน รูปแบบทางการเท่านั้นที่มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่ประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือการ จัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงเป็นข้อจำกัดที่ทำให้เครือข่ายชุมชนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติไม่ สามารถเข้ามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่อ่าวบ้านดอน ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะให้กรมประมงขึ้น ทะเบียนชุมชนประมงท้องถิ่น และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งขั้นทะเบียนชุมชนชายฝั่ง ทั้งที่ เกิดขึ้นในแบบทางการและแบบไม่เป็นทางการ ทั้งนี้เพื่อให้เครือข่ายชุมชนมีบทบาทในการมีส่วนร่วมของ เครือข่ายชุมชุนและประมงพื้นบ้านในการจัดการบริหารพื้นที่อ่าวบ้านดอน</summary>
    <dc:date>2568-09-25T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในอนาคตที่ตอบสนองความต้องการชุมชน</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1152" />
    <author>
      <name>ญาณิศา บุญจิตร์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1152</id>
    <updated>2025-10-17T08:32:43Z</updated>
    <published>2568-09-23T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในอนาคตที่ตอบสนองความต้องการชุมชน
Authors: ญาณิศา บุญจิตร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กใน อนาคตที่ตอบสนองความต้องการชุมชน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิใน การศึกษาการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในอนาคตที่ตอบสนองความต้องการชุมชน จำนวน 12 คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่มเพื่อพัฒนาและตรวจสอบรูปแบบ จำนวน 9 คน ซึ่งผู้วิจัย เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์แนวทางการบริหาร จัดการโรงเรียนขนาดเล็กในอนาคตที่ตอบสนองความต้องการชุมชน และแบบสอบถามความคิดเห็น ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจสอบความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบ ที่มีค่าดัชนีความ สอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่ตอบสนองความต้องการ ชุมชนตามขอบข่ายการบริหารงาน 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการ บริหารงานบุคคล ด้านการบริหารงานงบประมาณ และด้านการบริหารงานทั่วไป 2) รูปแบบการ บริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในอนาคตที่ตอบสนองความต้องการชุมชน ประกอบด้วย องค์ประกอบที่สำคัญ 4 องค์ประกอบหลัก 20 องค์ประกอบย่อย 3) ผลการตรวจสอบรูปแบบการ บริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในอนาคตที่ตอบสนองความต้องการชุมชน พบว่า มีความเหมาะสม และความเป็นไปได้ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</summary>
    <dc:date>2568-09-23T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวปฏิบัติที่ดีในการเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้าน การสอนเนื้อหาเฉพาะวิทยาศาสตร์ชีวภาพของนักศึกษาครูยุคนิวนอร์มัล</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1151" />
    <author>
      <name>อาทิตยา จิตร์เอื้อเฟื้อ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1151</id>
    <updated>2025-10-17T08:22:07Z</updated>
    <published>2568-09-23T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวปฏิบัติที่ดีในการเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้าน การสอนเนื้อหาเฉพาะวิทยาศาสตร์ชีวภาพของนักศึกษาครูยุคนิวนอร์มัล
Authors: อาทิตยา จิตร์เอื้อเฟื้อ
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งหาแนวปฏิบัติที่ดีในการเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการสอนเนื้อหาเฉพาะวิทยาศาสตร์ชีวภาพของนักศึกษาครูของสถาบัน การผลิตครูแห่งหนึ่งในภาคใต้ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการวิเคราะห์แผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่นักศึกษาออกแบบ บันทึกการเรียนรู้บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้และใบกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูล เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัยเพื่อนำมาสรุปเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้ ผลการศึกษาพบว่า 1) ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ในเนื้อหาผนวกวิธีสอนและเทคโนโลยีเป็นพื้นฐาน สำคัญที่จะต้องส่งเสริมนักศึกษาเป็นอันดับแรก 2) การสาธิตการสอนที่บูรณาการความรู้ในเนื้อหา ผนวกวิธีสอนและเทคโนโลยีสำหรับการสอนวิทยาศาสตร์ชีวภาพ แสดงให้เห็นขั้นตอนการปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษาเกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งและสามารถปฏิบัติตามได้3) การฝึกออกแบบและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ในหัวข้อวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่ยากต่อการเรียนรู้เป็นการเตรียมความ พร้อมก่อนสอน เนื่องจากการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เป็นงานสำคัญของครูที่แสดงถึงการทำงาน อย่างมีระบบ 4) การสอนแบบจุลภาคในห้องเรียนจำลอง ช่วยให้นักศึกษาครูได้ฝึกทักษะการสอนในรูปแบบที่ย่อส่วน ซึ่งเป็นการฝึกทักษะการจัดการเรียนรู้ก่อนออกไปสู่สถานการณ์จริง 5) การสะท้อน ผลการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการความรู้ในเนื้อหาผนวกวิธีสอนและเทคโนโลยีสำหรับการสอน วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เป็นวิธีการช่วยให้นักศึกษามองตนและรู้จักตนเอง สามารถประเมินการสอนของ ตนเอง และพัฒนาพฤติกรรมการสอนของตนให้ดียิ่งขึ้น 6) การปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้มี ความสำคัญเพื่อนำไปใช้จัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ นักศึกษาครูบรรลุวัตถุประสงค์ในการสอนและช่วยนักเรียนถ่ายโอนการเรียนรู้ไปสู่ความสำเร็จได้ 7) การจัดให้นักศึกษาได้ฝึกภาคปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการความรู้ในเนื้อหาผนวกวิธีสอนและ เทคโนโลยีสำหรับการสอนวิทยาศาสตร์ชีวภาพในสถานการณ์จริงในโรงเรียนจะช่วยให้สามารถนำความรู้จากทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน 8) การสำรวจแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่ยากในการจัดการเรียนรู้ตามการรับรู้ของนักศึกษาเพื่อนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในสาธิตการสอนและฝึกปฏิบัติการสอนแบบจุลภาคเป็นการช่วยส่งเสริมให้นักศึกษาได้เห็นตัวอย่างการสอน พัฒนาทักษะการสอน และเพิ่มองค์ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่ยากต่อความเข้าใจ</summary>
    <dc:date>2568-09-23T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การฝึกปฏิบัติการสอนตามสถานการณ์ที่เป็นจริง: การเพิ่ม ความสามารถในการสอนออนไลน์ของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1150" />
    <author>
      <name>บรรณรักษ์ คุ้มรักษา</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1150</id>
    <updated>2025-10-17T08:00:15Z</updated>
    <published>2568-09-23T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การฝึกปฏิบัติการสอนตามสถานการณ์ที่เป็นจริง: การเพิ่ม ความสามารถในการสอนออนไลน์ของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19
Authors: บรรณรักษ์ คุ้มรักษา
Abstract: การระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ครูต้องเผชิญความยากลำบากในการจัดการเรียนการสอน และต้องหันมาใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์แทนการสอนในชั้นเรียนปกติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ดังกล่าว การผลิตครูวิทยาศาสตร์จึงจำเป็นในการเตรียมความพร้อมให้แก่นักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ให้มีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของชาติและของโลกภายใต้ข้อจำกัด ของการเรียนรู้แบบห่างไกล การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญดังนี้ 1) เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของตนเองและความพร้อมในการปฏิบัติการสอนแบบออนไลน์ของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ ก่อนและหลังได้รับการฝึกปฏิบัติการสอนแบบจุลภาคตามสถานการณ์ที่เป็นจริง 2) เพื่อประเมินความสามารถในการปฏิบัติการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของ นักศึกษาครูวิทยาศาสตร์และ 3) เพื่อศึกษาความพร้อมในการปฏิบัติการสอนแบบออนไลน์ของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ก่อนออกไปฝึกปฏิบัติภาคสนามในสถานศึกษาจริง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นที่ดำเนินการวิจัยภายใต้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการศึกษาเชิงปริมาณจะศึกษาการรับรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ ก่อนและหลังได้รับการฝึกปฏิบัติการสอนแบบออนไลน์ตามสถานการณ์ที่เป็นจริง ส่วนสมรรถนะในการปฏิบัติการสอนวิทยาศาสตร์แบบออนไลน์จะใช้การศึกษาเชิงปริมาณเพื่อวัดระดับความสามารถ และใช้การศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อสนับสนุนผลการวิจัยให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย ครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษาครูสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป ชั้นปีที่ 3 จำนวน 54 คน ซึ่งถูกเลือกมาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาครูวิทยาศาสตร์มีการรับรู้ความสามารถใน&#xD;
การสอนออนไลน์ หลังจากที่ได้รับการฝึกปฏิบัติการสอนออนไลน์ในสถานการณ์ที่เป็นจริงเพิ่มขึ้นกว่าก่อนที่ได้รับการฝึกปฏิบัติฯ อย่างมีนัยสำคัญที่ .05 และนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ที่มีระดับความสามารถในการปฏิบัติการสอนวิทยาศาสตร์แบบออนไลน์อยู่ในระดับดีขึ้นไปมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 100 ผลการวิจัยครั้งนี้จึงสรุปได้ว่าการฝึกปฏิบัติการสอนออนไลน์ในสถานการณ์ที่เป็นจริงสามารถเพิ่มขีดความสามารถให้แก่นักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ได้ โดยนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์มีความมั่นใจและรับรู้ความสามารถในการสอนออนไลน์ของตนเองและนำไปสู่การปฏิบัติการสอนของตนเองที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นจึง อาจกล่าวได้ว่าผลผลิตจากโครงการวิจัยนี้จะทำให้เกิดการสร้างบัณฑิตครูวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีสมรรถนะและมีความพร้อมต่อการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 และส่งผลให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีเป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถผลิตครูวิทยาศาสตร์ที่มีศักยภาพในการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ป้อนเข้าสู่ระบบการศึกษา เพื่อลดปัญหาในการจัดการเรียนรู้ภายใต้สถานการณ์อันยากลำบากของโรงเรียนในท้องถิ่นต่อไปในอนาคต</summary>
    <dc:date>2568-09-23T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การใช้พืชกระท่อมต่อการพัฒนาของระบบทางเดินอาหารและการควบคุมโรคบิดในไก่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1149" />
    <author>
      <name>กมลพรรณ เจือกโว้น</name>
    </author>
    <author>
      <name>พีรวัจน์ ชูเพ็ง</name>
    </author>
    <author>
      <name>นัสวัล บุญวงศ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1149</id>
    <updated>2025-10-17T07:49:01Z</updated>
    <published>2568-09-23T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การใช้พืชกระท่อมต่อการพัฒนาของระบบทางเดินอาหารและการควบคุมโรคบิดในไก่
Authors: กมลพรรณ เจือกโว้น; พีรวัจน์ ชูเพ็ง; นัสวัล บุญวงศ์
Abstract: เชื้อบิดเป็นเชื้อโปรโตซัวภายในที่ก่อโรคบิด มีผลต่อลำไส้ของสัตว์ปีก เชื้อบิด Eimeria tenella (E. tenella) เป็นเชื้อก่อโรคที่รุนแรงในไส้ตันของไก่ การใช้พืชกระท่อมในทางปศุสัตว์เป็น การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ที่หลากหลายจากสารสำคัญในพืชกระท่อม งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้พืชกระท่อมแห้งในสูตรอาหารต่อการพัฒนาของ สัณฐานวิทยาของลำไส้และการควบคุมการก่อโรคบิดในไก่กระทง ทดลองโดยใช้ไก่เนื้อสายพันธุ์ Ross 308 อายุ 1 วัน คละเพศจำนวน 160 ตัว วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด ทำการแบ่งไก่ทดลอง ออกเป็น 4 กลุ่มจำนวน 4 ซ้ำๆละ 10 ตัว ทำการสุ่มให้อาหาร 4 กลุ่มทดลอง คือ กลุ่มควบคุม กลุ่มที่ เสริมพืชกระท่อมแห้งป่นในระดับ 0.3, 0.6 และ 0.9 % ของน้ำหนักอาหาร เมื่อไก่ได้รับอาหารครบ 15 วันทำการป้อนไข่ของเชื้อบิด E. tenella ที่ความเข้มข้น 20X108 โอโอซิส/มิลลิลิตร ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มที่เสริมพืชกระท่อมมีสัณฐานวิทยาของลำไส้และสามารถควบคุมการติดเชื้อบิดได้เมื่อระดับ ของพืชกระท่อมที่สูงขึ้นมีผลต่อความสูงของวิลไลในลำไส้เล็กส่วนต้นลดลง แต่สามารถลดการเกิดรอย โรคในไส้ตัน ลดปริมาณไข่ของเชื้อบิดในมูล และไม่พบมูกเลือดในมูลไก่ ดังนั้นสามารถใช้พืชกระท่อม ในอาหารทดลองสำหรับไก่กระทงได้ไม่เกิน 0.6 % ของน้ำหนักอาหาร โดยไม่มีผลต่อสัณฐานวิทยา ของลำไส้และสามารถควบคุมการติดเชื้อบิดได้</summary>
    <dc:date>2568-09-23T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุที่ผ่านการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019: การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยา</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1148" />
    <author>
      <name>พิไลพร สุขเจริญ</name>
    </author>
    <author>
      <name>จิดาภา พลรักษ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุภิญญา นามนวล</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1148</id>
    <updated>2025-10-17T07:39:08Z</updated>
    <published>2568-09-23T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุที่ผ่านการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019: การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยา
Authors: พิไลพร สุขเจริญ; จิดาภา พลรักษ์; สุภิญญา นามนวล
Abstract: จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ส่งผลทำให้ผู้สูงอายุ มีความเครียดจากการติดเชื้อไวรัส ความเข้มแข็งทางใจเป็นแนวคิดที่ส่งผลต่ออารมณ์ และจิตใจ และ ทำให้ผู้สูงอายุฟื้นตัวได้ดีขึ้นเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาประสบการณ์ความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุที่ผ่านการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้วยการศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยา ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้สูงอายุที่ผ่านการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และมีระดับความเข้มแข็งทางใจ 70 คะแนนขึ้นไป จำนวนทั้งสิ้น 12 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย ดังนี้ ประสบการณ์ความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 2 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 การจัดการอารมณ์และจิตใจ ได้แก่ 1.1) การยอมรับความเจ็บป่วยว่าเป็นเรื่องปกติ 1.2) การไม่ หวาดกลัวต่อโรคที่เผชิญ และ 1.3) การมีพลังใจที่เข้มแข็ง และประเด็นที่ 2 การตระหนักรู้และ แรงสนับสนุนทางสังคม ได้แก่ 2.1) การตระหนักรู้ต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และ 2.2) การได้รับ กำลังใจที่ดีจากผู้คนรอบข้างคือสิ่งที่มีคุณค่า ผลการวิจัยครั้งนี้ประยุกต์ใช้สู่การพัฒนา และเสริมสร้างให้ผู้สูงอายุเกิดความเข้มแข็งทางใจ เพิ่มขึ้นขณะติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เกิดความทนทานทางอารมณ์ เกิดกำลังใจที่ดี และสามารถ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</summary>
    <dc:date>2568-09-23T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนากระบวนการยุติธรรมในการกำหนดระยะพ้นมลทิน เพื่อการลดจำนวน ผู้กระทำผิดซ้ำ : ศึกษากรณีเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานีกรมราชทัณฑ์ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1147" />
    <author>
      <name>ฉัตตมาศ วิเศษสินธุ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1147</id>
    <updated>2025-10-17T07:31:50Z</updated>
    <published>2568-09-19T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนากระบวนการยุติธรรมในการกำหนดระยะพ้นมลทิน เพื่อการลดจำนวน ผู้กระทำผิดซ้ำ : ศึกษากรณีเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานีกรมราชทัณฑ์ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี
Authors: ฉัตตมาศ วิเศษสินธุ์
Abstract: การวิจัยนี้มุ่งศึกษาการพัฒนากระบวนการยุติธรรมในการกำหนดระยะพ้นมลทิน เพื่อการลด จำนวนผู้กระทำผิดซ้ำ : ศึกษากรณีเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานีกรมราชทัณฑ์ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีวัตถุประสงค์สามประการ ดังนี้ 1.เพื่อศึกษาปัญหาและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโอกาสใน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อกลับคืนสู่สังคมของผู้ต้องขังเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานี กรมราชทัณฑ์ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี2.เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการกำหนดระยะพ้นมลทินของประเทศไทยและ ต่างประเทศเพื่อนำมาปรับใช้ในผู้ต้องขังเรือนจำกลางสุราษฎร์ธานี กรมราชทัณฑ์ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ ธานี และ 3.เพื่อหาแนวทางในการออกกฎหมายการกำหนดระยะเวลาพ้นมลทินเพื่อลดจำนวน ผู้กระทำผิดซ้ำต่อไป ซึ่งวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) แบบกรณีศึกษา ร่วมกับการวิจัยเอกสาร เพื่อตอบวัตถุประสงค์ของการศึกษาในแต่ละประเด็น รวบรวมและ วิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ต่อจากนั้นจึงนำมาวิเคราะห์สังเคราะห์โดยการอธิบายเชิงพรรณนาเชื่อมโยงความสัมพันธ์ จากการศึกษาพบว่า 1.ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโอกาสในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อกลับคืนสู่สังคมของผู้ต้องขัง ประกอบด้วยสาเหตุหลักสองประการ ได้แก่ ประการแรก สาเหตุทาง สังคม เช่น ผู้ต้องขังที่กระทำความผิดมักมีภูมิหลังที่แตกต่างหลากหลาย มีประวัติต้องเผชิญกับการใช้ ความรุนแรง ครอบครัวแตกแยก ปัญหาการว่างงานไม่ได้รับโอกาสจากสังคมในการ ประการที่สอง สาเหตุจากปัญหาในกระบวนการยุติธรรมของไทยเองที่ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดได้ อย่างเต็มที่ ในส่วนของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโอกาสในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อกลับคืน สู่สังคมของผู้ต้องขัง ได้แก่ รัฐต้องเปิดกว้างการสมัครงานให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษทั้งภาครัฐและ ภาคเอกชน กรมราชทัณฑ์จะต้องเตรียมความพร้อมให้กับผู้ต้องขังที่จะพ้นโทษในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านร่างกาย การฝึกระเบียบวินัยในตนเอง การพัฒนาด้านจิตใจ ความคิดทักษะการใช้ชีวิต การเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ การเตรียมความพร้อมด้านครอบครัวและสังคม 2.การฟื้นฟู โอกาสให้ผู้ที่พ้นโทษแล้วสามารถกลับเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อีกครั้ง ควรจะมีการกำหนดระยะพ้น มลทิน เหมือนอย่างเช่นประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์คือ ภายหลังจากการพ้นโทษเป็นเวลา 5 ปี และ ไม่ได้กระทำความผิดซ้ำอีก ผู้มีประวัติอาชญากรสามารถทำเรื่องขอลบชื่อของตนเองออกจากระบบได้ โดยประเทศไทยอาจจะกำหนดระยะเวลาภายหลังพ้นโทษที่ก่อให้เกิดสิทธิในการยื่นคำขอล้างมลทิน โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความผิดที่ได้กระทำขึ้นเพื่อพิสูจน์ตนเองว่าตนเองนั้นสามารถกลับตัว เป็นคนดีในสังคมได้เหมือนเช่นประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส 3.ควรมีการกำหนดระยะพ้นมลทิน ภายหลังจากการพ้นโทษหากผู้พ้นโทษนั้นไม่ได้กระทำผิดซ้ำอีก โดยผู้มีประวัติอาชญากรสามารถ ทำเรื่องขอลบชื่อของตนเองออกจากระบบได้เนื่องจากการมีชื่อติดอยู่ในทะเบียนอาชญากรรม ก่อให้เกิดปัญหาที่สืบเนื่อง เช่น การจ้างงานที่ทำให้คนเหล่านี้ขาดคุณสมบัติ การเดินทางไปในที่ต่าง ๆ หรือการไปเรียนต่อต่างประเทศไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากทะเบียนประวัติที่ทำให้เป็นบุคคลต้องห้าม ผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการกำหนดระยะพ้นมลทินตามประเภทของคดี ดังนี้ 1) หากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี กำหนดระยะพ้นมลทิน 5 ปีภายหลังจากพ้นโทษ 2) หากเป็นคดีที่ระวาง โทษจำคุกไม่ถึง 10 ปี กำหนดระยะ พ้นมลทิน 3 ปีภายหลังพ้นโทษ 3) หากเป็นคดีความผิดลหุโทษ กำหนดระยะพ้นมลทิน 1 ปีภายหลังจากพ้นโทษ</summary>
    <dc:date>2568-09-19T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อเสริมทักษะสมองในการบริหารจัดการชีวิตให้สำเร็จ ของนักเรียนในภาวะพลิกผันในโรงเรียนขยายโอกาสขนาดเล็กที่เข้าถึงยาก</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1146" />
    <author>
      <name>พรวฤนท์ สว่างจันทร์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1146</id>
    <updated>2025-10-17T07:16:26Z</updated>
    <published>2568-09-19T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อเสริมทักษะสมองในการบริหารจัดการชีวิตให้สำเร็จ ของนักเรียนในภาวะพลิกผันในโรงเรียนขยายโอกาสขนาดเล็กที่เข้าถึงยาก
Authors: พรวฤนท์ สว่างจันทร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการเสริมทักษะสมองในการบริหารจัดการชีวิตให้ สำเร็จของนักเรียน พัฒนารูปแบบการสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อเสริมทักษะสมองในการบริหารจัดการชีวิต ให้สำเร็จของนักเรียน และศึกษาผลการใช้รูปแบบการสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อเสริมทักษะสมองในการ บริหารจัดการชีวิตให้สำเร็จของนักเรียนในภาวะพลิกผันในโรงเรียนขยายโอกาสขนาดเล็กที่เข้าถึงยาก โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) พื้นที่วิจัย คือ โรงเรียน บ้านเกาะพะลวย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 5 ชนิด คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แนวคำถามในการ สนทนากลุ่ม รูปแบบและคู่มือรูปแบบการสนับสนุนการเรียนรู้ฯ และแบบประเมินความพึงพอใจฯ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนรู้ทักษะสมองในการบริหารจัดการชีวิตให้สำเร็จ พบว่า ในทัศนะของ ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน และผู้ปกครองของนักเรียน มีทัศนคติเกี่ยวกับสภาพการจัดการเรียนรู้ทักษะ สมองในการบริหารจัดการชีวิตให้สำเร็จในภาพรวม สภาพปัจจุบัน อยู่ในระดับปานกลาง ( x = 3.40, S.D.= .94) โดยพิจารณาทัศนคติเป็นรายด้านที่ได้รับคะแนนน้อยที่สุด และเป็นปัญหาเร่งด่วนในการ พัฒนา พบว่า ด้านครูผู้สอนและการจัดการเรียนรู้ทักษะสมองในการบริหารจัดการชีวิตให้สำเร็จ อยู่ใน ระดับปานกลาง ( x = 3.35, S.D.= .94) และสภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุด ( x = 4.36, S.D.= .84) โดยพิจารณาทัศนคติเป็นรายด้านที่ได้รับคะแนนมากที่สุด พบว่า ด้านการเตรียมความพร้อมของ สถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด ( x = 4.41, S.D.= .79) 2) การพัฒนารูปแบบการสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อเสริมทักษะสมองในการบริหารจัดการชีวิตให้ สำเร็จของนักเรียนในภาวะพลิกผันในโรงเรียนขยายโอกาสขนาดเล็กที่เข้าถึงยาก การประเมินความ เหมาะสมกับความเป็นไปได้ของรูปแบบการสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อเสริมทักษะสมองในการบริหารจัดการชีวิตให้สำเร็จของนักเรียนในภาวะพลิกผัน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ( x = 4.25, S.D.= .62) และ ระดับความเป็นไปได้ของรูปแบบฯ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ( x = 4.47, S.D.= .50) 3) การศึกษาผลการใช้รูปแบบการสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อเสริมทักษะสมองในการบริหารจัดการ ชีวิตให้สำเร็จของนักเรียนในภาวะพลิกผันในโรงเรียนขยายโอกาสขนาดเล็กที่เข้าถึงยาก โดยภาพรวม พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามผลการใช้รูปแบบการสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อ เสริมทักษะสมองในการบริหารจัดการชีวิตให้สำเร็จของนักเรียนในภาวะพลิกผันในโรงเรียนขยายโอกาส ขนาดเล็กที่เข้าถึงยาก โดยมีคะแนนความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อรูปแบบการสนับสนุนการเรียนรู้ฯ ใน ภาพรวม ก่อนทำกิจกรรม อยู่ในระดับมาก ( x = 4.09, S.D.= .80) โดยพิจารณาทัศนคติเป็นรายด้านที่ ได้รับคะแนนน้อยที่สุด และเป็นปัญหาเร่งด่วนในการพัฒนา พบว่า ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ของ รูปแบบการสนับสนุนการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับมาก ( x = 3.88, S.D.= .74) และหลังทำกิจกรรม อยู่ใน ระดับมากที่สุด ( x = 4.33, S.D.= .71) โดยพิจารณาทัศนคติเป็นรายด้านที่ได้รับคะแนนมากที่สุด พบว่า ด้านบุคลิกภาพของครูผู้สอน อยู่ในระดับมากที่สุด ( x = 4.39, S.D.= .71)</summary>
    <dc:date>2568-09-19T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การออกแบบนวัตกรรมการกอบกู้ความถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผันของ นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กบนพื้นที่เกาะขนาดเล็ก</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1145" />
    <author>
      <name>ปารณีย์ ศรีสวัสดิ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1145</id>
    <updated>2025-10-17T07:05:57Z</updated>
    <published>2568-09-19T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การออกแบบนวัตกรรมการกอบกู้ความถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผันของ นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กบนพื้นที่เกาะขนาดเล็ก
Authors: ปารณีย์ ศรีสวัสดิ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผัน ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการกอบกู้ความถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผันของนักเรียนใน โรงเรียนขนาดเล็กบนพื้นที่เกาะขนาดเล็ก และถ่ายทอดนวัตกรรมดังกล่าว โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ อย่างมีส่วนร่วม ซึ่งรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์การสนทนากลุ่มย่อย การสังเกต การปฏิบัติการ ออกแบบและพัฒนานวัตกรรม การถอดบทเรียนภายหลังปฏิบัติการประเมินนวัตกรรมและการถ่ายทอด นวัตกรรมดังกล่าว ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักเรียน 54 คน ครูและผู้บริหารสถานศึกษา 12 คน กรรมการ สถานศึกษา 9 คน ผู้แทนชุมชน 5 คน ผู้ปกครองของนักเรียน 20 คน และนักการศึกษา 5 คน โดยวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนมีความถดถอยทางการเรียนรู้ประมาณ 1-2 ปี อันเนื่องมาจาก การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยมีความถดถอยด้านอารมณ์สูงที่สุด ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาเป็นด้านสติปัญญาและด้านสังคมอยู่ในระดับมาก และด้านร่างกายอยู่ในระดับน้อยที่สุด ตามลำดับ นวัตกรรมการกอบกู้ความถดถอยทางการเรียนรู้ในภาวะพลิกผันของนักเรียนในโรงเรียนขนาด เล็กบนพื้นที่เกาะขนาดเล็กครั้งนี้ เรียกว่า “ฟื้นการเรียนรู้ ฟื้นวิถี ฟื้นชีวิต” ซึ่งออกแบบและพัฒนาตาม แนวคิดการคิดเชิงออกแบบ โดยใช้หลักการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน และอาศัยแนวคิดการเรียนรู้ โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และอาศัยพันธมิตรในชุมชนในการส่งเสริมให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ที่มีความเข้าใจและเข้าถึงวิถีชีวิตตนเองซึ่งจะสามารถใช้ดำเนินชีวิตใน อนาคต ส่วนผลการประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมและผลการประเมินการถ่ายทอดนวัตกรรม ดังกล่าวอยู่ในระดับมากที่สุด</summary>
    <dc:date>2568-09-19T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาระบบสารสนเทศดิจิทัลภูมิปัญญาของหมอยาพื้นบ้าน: กรณีศึกษาชุมชน อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1144" />
    <author>
      <name>อมรรัตน์ แซ่กวั่ง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1144</id>
    <updated>2025-10-17T06:40:58Z</updated>
    <published>2568-09-19T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาระบบสารสนเทศดิจิทัลภูมิปัญญาของหมอยาพื้นบ้าน: กรณีศึกษาชุมชน อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: อมรรัตน์ แซ่กวั่ง
Abstract: การวิจัยเรื่องการพัฒนาระบบสารสนเทศดิจิทัลภูมิปัญญาของหมอยาพื้นบ้าน: กรณีศึกษา ชุมชนอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาบริบทชุมชน บริบทของหมอยา พื้นบ้าน และองค์ความรู้ภูมิปัญญาของหมอยาพื้นบ้านชุมชนอ่าวบ้านดอน อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศดิจิทัลสำหรับ จัดเก็บองค์ความรู้ภูมิปัญญาของหมอยาพื้นบ้านชุมชนอ่าวบ้านดอน อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามกรอบแนวคิดของวงจรพัฒนาระบบสารสนเทศหรือ SDLC (System Development Life Cycle: SDLC)และเพื่อพัฒนาเครือข่ายการถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาของหมอยาพื้นบ้านในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sample) จากหมอยา พื้นบ้านชุมชนอ่าวบ้านดอนตำบลพุมเรียง ตำบลตะกรบ และตำบลเลม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผลการศึกษาเกี่ยวกับบริบทชุมชน พบว่า มีประวัติความเป็นมาเต็มไปด้วยร่องรอยของ อารยะธรรมและภูมิปัญญามากค่า ทั้งยังเป็นศูนย์กลางของธรรมะ มาตั้งแต่ยุคที่อาณาจักรทวารวดีและ ศรีวิชัยยังรุ่งเรืองเป็นต้นมา ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่มากแห่งหนึ่งในทางใต้ของภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางการ ปกครองและศูนย์กลางการค้าขายกับต่างประเทศ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ศาสนา สภาพทั่วไป อำเภอไชยามี 9 ตำบล 54 หมู่บ้าน มีตำบลที่พื้นที่ติดอ่าวบ้านดอน 3 ตำบล คือ ตำบลพุมเรียงมีพื้นที่ ประมาณ 70 ตารางกิโลเมตร (รวมพื้นที่ในทะเล) เป็นชุมชนชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ตำบลตะกรบ มีพื้นที่ประมาณ 74.5 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตที่เป็นอ่าวบ้านดอน คือ ทิศใต้ และตำบลเลม็ดมีพื้นที่ ประมาณ 98 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตที่เป็นอ่าวบ้านดอน คือ ทิศตะวันออก ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสาม ค ตำบล ชาวบ้านส่วนใหญ่มีรายได้จากการประกอบอาชีพประมงขนาดเล็ก เช่น ออกเรือหาปู ปลา และ อีกจำนวนหนึ่งเลี้ยงปลาในกระชัง หอยแครง และกุ้งกุลาดำ รองลงมาประกอบอาชีพทำการเกษตรกรรม เช่น ทำนา ทำสวนยาง วิถีชีวิตของชาวบ้าน ทั้งสามตำบล ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาศาสนา อิสลาม ใช้ภาษาถิ่น (พูดภาษาใต้) เป็นหลักในการดำรงชีวิตประจำวัน ผลจากการศึกษาบริบทของ หมอยาพื้นบ้านในตำบลพุมเรียง 4 คน ตำบลตะกรบ 4 คน และตำบลเลม็ด 5 คน พบว่า หมอยาพื้นบ้าน ส่วนใหญ่ชำนาญในการรักษาโรคได้หลายโรค คือ ต่อกระดูก เริม โรควัยทอง โรคเด็ก โรคตานขโมย โรคน้ำเหลืองเสีย เข็ดข้อ โรคปวดเมื่อยตามร่างกาย ประจำเดือนมาไม่ปกติ และงูกัด ยกเว้นหมอที่รักษา เกี่ยวกับกระดูก งูกัด และที่เกี่ยวกับคุณไสย มักมีความชำนาญเฉพาะโรคนั้นๆ หมอยาพื้นบ้านเป็นคน พื้นเพเดิมเน้นการยังชีพให้มีความสุขสบายตามอัตภาพ ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวชาวบ้านที่ประกอบ อาชีพประมงพื้นบ้าน และอาชีพเกษตรกรรม คือทำสวน ทำนา ที่มีฐานะปานกลาง สามารถอ่านเขียน หนังสือได้ โดยสืบต่อเรียนรู้มาจากบรรพบุรุษ ซึ่งมีครูหมอเป็นหลักสำคัญของการสืบต่อ บ้านของหมอ จึงมีหิ้งครู ในส่วนองค์ความรู้ภูมิปัญญา พบว่า หมอส่วนใหญ่ไม่มีตำราที่เป็นองค์ความรู้ภูมิปัญญาของ หมอยาพื้นบ้าน แต่ใช้การจดจำจากที่หมอหรือบรรพบุรุษที่สอนต่อกันมา การกล่าวถึงโรคหรืออาการ ของโรค หมอมีองค์ความรู้ในการรักษาโรคที่คล้ายกันทั้งสามตำบล การตรวจโรคมักจะใช้ประสบการณ์ ในการบำบัดรักษามาสอบถามอาการ จับดู สังเกตลักษณะของผู้ที่มารับการบำบัดรักษา จากการศึกษา ไม่มีรายละเอียดชนิดตัวยา สัดส่วน และปริมาณการผสมยาไว้ชัดเจน ที่เป็นเช่นนี้หมอยาพื้นบ้านบอก ว่าหวงในภูมิปัญญาเพื่อมิให้ใครนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างง่ายๆ สำหรับการพัฒนาระบบสารสนเทศดิจิทัลภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้านตามกรออบแนวคิดของ วงจรพัฒนาระบบสารสนเทศหรือ SDLC (System Development Life Cycle: SDLC) ได้ระบบ สารสนเทศดิจิทัลภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้านที่ได้จัดทำขึ้นได้เข้าสู่เว็บไซต์ระบบสารสนเทศหมอยาบ้านดอน ผ่าน http://moryabandon.info ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบของการพัฒนาระบบสารสนเทศ ดิจิทัลภูมิปัญญาของหมอยาพื้นบ้านที่เหมาะสมและตรงความต้องการของผู้ใช้ ในส่วนผลการศึกษาพัฒนาเครือข่ายการถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาของหมอยาพื้นบ้านใน จังหวัดสุราษฎร์ธานีพบว่า ความคิดเห็นและความพึงพอใจการใช้งานระบบสารสนเทศดิจิทัลโดยรวม ในระดับมาก โดยมีด้านอรรถประโยชน์มีความคิดเห็นและความพึงพอใจมากที่สุด ด้านเนื้อหาข้อมูล ด้านการสืบค้น ด้านการออกแบบ/ฟังก์ชั่น และด้านการใช้คำสำคัญในการสืบค้นมีความคิดเห็นและ ความพึงพอใจมาก</summary>
    <dc:date>2568-09-19T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านในพื้นที่อ่าวบ้านดอน</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1143" />
    <author>
      <name>จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ</name>
    </author>
    <author>
      <name>วัฒนา คณาวิทยา</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุนิสา หาบสา</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1143</id>
    <updated>2025-10-17T05:17:29Z</updated>
    <published>2568-09-17T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านในพื้นที่อ่าวบ้านดอน
Authors: จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ; วัฒนา คณาวิทยา; สุนิสา หาบสา
Abstract: การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการประกอบอาชีพ ประมงพื้นบ้าน และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในบริเวณพื้นที่อ่าวบ้านดอน และเพื่อศึกษาการบริหารจัดการพื้นที่ บริเวณอ่าวบ้านดอนให้มีความสมดุลทางสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศชายฝั่งทะเล สำหรับการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ(Qualitative Research) จากเอกสาร(Documentary Research) เช่น หนังสือ ตำรา บทความ กฎหมาย สื่อทางอิเล็กทรอนิกส์และ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเก็บข้อมูลในพื้นที่จากเจ้าหน้ารัฐและประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในรูปแบบการ สัมภาษณ์ตามคำถามวิจัย และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ผลการวิจัยพบว่า การประกอบอาชีพประมงในพื้นที่อ่าวบ้านดอนแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประมง พาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยประมงพื้นบ้านยังได้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ การ ประมงพื้นบ้านโดยไม่ใช้เรือ การประมงพื้นบ้านโดยใช้เรือ และการประมงพื้นบ้านโดยใช้เรือที่มีเครื่องยนต์ โดยกฎหมายกำหนดให้การประกอบอาชีพประมงทุกประเภทเป็นกิจการที่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐทั้งสิ้น ส่วน การจัดการพื้นที่ทะเลอ่าวบ้านดอน แบ่งพื้นที่เป็น 3 ระดับ คือ 1) ชายฝั่งทะเล 2) ทะเลชายฝั่ง 3) ทะเล นอก อันเป็นผลให้การประมงพาณิชย์ทำการประมงได้ในทะเลนอกชายฝั่ง การประมงพื้นบ้านทำการประมง ในเขต ทะเลชายฝั่ง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขตบริเวณที่คณะกรรมการประมงจังหวัดกำหนดและอนุญาต อย่างไรก็ตาม พื้นที่ทะเลชายฝั่ง เป็นที่ที่ยังไม่มีการกำหนดการใช้ จึงมีข้อเสนอแนะให้คณะกรรมการประมง จังหวัดประกาศให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลเป็นพื้นที่ทำการประมงพื้นบ้านโดยไม่ใช้เรือ หรือการประมงพื้นบ้านโดยใช้ เรือที่ไม่มีเครื่องยนต์สำหรับการกำหนดพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่อ่าวบ้านดอน เพื่อมิให้กระทบต่อการใช้ ทะเลร่วมกัน ควรให้กรมเจ้าท่ากำหนดร่องน้ำสำหรับการเดินเรือออกไปนอกทะเลชายฝั่ง การเดินเรือในเขต ทะเลชายฝั่ง หรือการเดินเรือเพื่อการสัญจรทั่วไป</summary>
    <dc:date>2568-09-17T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาเด็กปฐมวัยสู่ความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1142" />
    <author>
      <name>พรวฤนท์ สว่างจันทร์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1142</id>
    <updated>2025-10-17T05:06:10Z</updated>
    <published>2568-09-17T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาเด็กปฐมวัยสู่ความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง
Authors: พรวฤนท์ สว่างจันทร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการเรียนการสอนด้านการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งของครูในระดับปฐมวัย วิเคราะห์ลักษณะความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งตามสภาพที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัย พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนของครูปฐมวัยในการเสริมสร้างเด็กปฐมวัยสู่ความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และการนำเสนอรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในการเสริมสร้างเด็กปฐมวัยสู่ความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งต่อหน่วยงานและกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการเรียนการสอน และศึกษาลักษณะความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากครูผู้สอนระดับปฐมวัย ผู้บริหารโรงเรียน และผู้ปกครองของเด็กปฐมวัย ใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ ระยะที่ 2 การสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนของครูปฐมวัย โดยประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบจากผู้เชี่ยวชาญ และระยะที่ 3 การศึกษาผลการพัฒนาและการนำเสนอรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ทดลองใช้รูปแบบกับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลที่ 3 จำนวน 13 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนการสอนด้านการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งในภาพรวมสภาพปัจจุบัน อยู่ในระดับปานกลาง ( x = 3.21, S.D.= 1.37) และสภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุด ( x = 4.58, S.D.= .63) เมื่อวิเคราะห์ค่าดัชนี (PNI(modified)) ลำดับความสำคัญของการศึกษาความต้องการจำเป็นสภาพการจัดการเรียนการสอนด้านการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง โดยความคิดเห็นส่วนใหญ่พิจารณาในภาพรวม (PNI(modified) = 0.44) และลักษณะความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งตามสภาพที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัย ได้แก่ เด็กที่สามารถเล่นหรือทางานร่วมกับเพื่อนอย่างมี เป้าหมายได้เหมาะสมตามช่วงวัย เด็กที่มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จ และเด็กที่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองได้ 2) การสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนของครูปฐมวัย ประกอบด้วย ทฤษฎีและแนวคิดพื้นฐาน หลักการ วัตถุประสงค์ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของครูปฐมวัยฯ มีขั้นตอนการสอน 5 ขั้นตอนประกอบด้วย ขั้นที่ 1 ขั้นตั้งคำถาม/ประเด็น ขั้นที่ 2 ขั้นคิดไตร่ตรอง ขั้นที่ 3 ขั้นสะท้อนความคิด และเชื่อมโยงประสบการณ์เดิม ขั้นที่ 4 ขั้นแสวงหาคำตอบ และ ขั้นที่ 5 ขั้นเสนอผล และหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ได้แก่ อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค 3) การศึกษาผลการพัฒนาและการนำเสนอรูปแบบการจัดการเรียนการสอน โดยภาพรวม พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของครูปฐมวัยมีคะแนนความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งของเด็กปฐมวัย หลังการทดลองสูงกว่าการทดลอง โดยมีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์วิเคราะห์หาจำนวนและร้อยละของเด็กปฐมวัยที่มีคะแนนพัฒนาการ เป็นรายบุคคลอยู่ในเกณฑ์พัฒนาการระดับสูง ( x = 53.13, S.D. = 18.66)</summary>
    <dc:date>2568-09-17T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมศักยภาพผู้เรียนสู่ความเป็นนวัตกร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1141" />
    <author>
      <name>ปารณีย์ ศรีสวัสดิ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1141</id>
    <updated>2025-10-17T05:00:24Z</updated>
    <published>2568-09-17T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมศักยภาพผู้เรียนสู่ความเป็นนวัตกร
Authors: ปารณีย์ ศรีสวัสดิ์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เสริมศักยภาพผู้เรียนสู่ความเป็นนวัตกร และเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เสริมศักยภาพผู้เรียนสู่ความเป็นนวัตกร โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มย่อย การสังเกต การปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ การประเมินการจัดการเรียนรู้ การถอดบทเรียนภายหลังปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ การประเมินรูปแบบและแนวทางการจัดการเรียนรู้ และการจัดเวทีคืนข้อมูลกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้เรียนในการเข้าร่วมปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ 102 คน และภาคีที่เกี่ยวข้องอีก 55 คน โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาผลการศึกษาพบว่า การจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมศักยภาพผู้เรียนสู่ความเป็นนวัตกรในระดับประถมศึกษาถึงอุดมศึกษาที่ผ่านมายังไม่สามารถสร้างนวัตกรได้มากนัก โดยความเป็นนวัตกรและผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของความเป็นนวัตกรของผู้เรียนในทุกระดับการศึกษาก่อนปฏิบัติการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมศักยภาพสู่ความเป็นนวัตกรในภาพรวมอยู่ในระดับน้อยที่สุด โดยมีอุปสรรคจากสถานศึกษาที่ขาดความชัดเจนในด้านนโยบาย แนวปฏิบัติ เกณฑ์การประเมินและอุปกรณ์ในการเสริมศักยภาพของผู้เรียนสู่ความเป็นนวัตกร ผู้สอนยังไม่ได้รับการพัฒนาให้เป็นนวัตกร ผู้เรียนประสบความถดถอยทางการเรียนรู้จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้ปกครองขาดความพร้อมในการสนับสนุนความเป็นนวัตกรของผู้เรียน และระบบนิเวศการเรียนรู้ไม่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นนวัตกรรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เสริมศักยภาพผู้เรียนสู่ความเป็นนวัตกรเรียกว่า “การจัดการเรียนรู้ 3 ร่วม : ร่วมเรียนรู้ ร่วมสร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนา” ภายใต้แนวคิด “จากปัญหา สู่ปัญญา พาเราพัฒนา” และการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ได้แก่ ใช้ปัญหานำ ทำให้เห็นประโยชน์ ตีโจทย์ให้แตก แยกกันเพื่อรวม ร่วมลงมือทำ นำทุกคนได้ประโยชน์ และโชติช่วงสู่สังคม ส่งผลให้ความเป็นนวัตกรและผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของความเป็นนวัตกรของผู้เรียนภายหลังปฏิบัติการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมศักยภาพสู่ความเป็นนวัตกรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยได้รับการหนุนเสริมจากผู้บริหารสถานศึกษาครู ผู้ปกครองของผู้เรียน ชุมชนและผู้วิจัยแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เสริมศักยภาพผู้เรียนสู่ความเป็นนวัตกร ประกอบด้วย 5 แนวทาง ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยเน้นการปฏิบัติจริง การจัดการเรียนรู้เป็นกลุ่ม การจัดการเรียนรู้โดยยึดหลักความยืดหยุ่น การจัดการเรียนรู้โดยอิงชีวิตประจำวัน และการจัดการเรียนรู้โดยอิงความล้มเหลว</summary>
    <dc:date>2568-09-17T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การบริหารจัดการน้ำจากกระบวนการชะล้างกล้วยหอมทองด้วยการบำบัด</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1140" />
    <author>
      <name>ชิโนรส ละอองวรรณ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1140</id>
    <updated>2025-10-17T02:33:16Z</updated>
    <published>2568-09-17T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การบริหารจัดการน้ำจากกระบวนการชะล้างกล้วยหอมทองด้วยการบำบัด
Authors: ชิโนรส ละอองวรรณ
Abstract: การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการชะล้างกล้วยหอมทองสำหรับการบริหารจัดการน้ำจากกระบวนการชะล้างกล้วยหอมทองด้วยการบำบัดน้ำเสียให้เป็นศูนย์ โดยการศึกษาลักษณะสมบัติของน้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการชะล้างกล้วยหอมทองและเปรียบเทียบคุณภาพน้ำก่อน-หลังผ่านชุดต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสีย คุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของน้ำทิ้งที่ทำการศึกษา ได้แก่ สีของน้ำ ความเป็นกรด-ด่าง(pH) ปริมาณตะกอนหนัก และค่าการนำไฟฟ้า ผลการทดลอง พบว่า น้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการชะล้างกล้วยหอมทอง เป็นลักษณะใสสีน้ำตาลอ่อน ค่าพีเอช มีค่า 7.63 มีตะกอนขนาดใหญ่และเล็กแขวนลอยอยู่ในน้ำและตกตะกอน ปริมาณตะกอนหนัก 20 มิลลิลิตรต่อลิตร และค่าการนำไฟฟ้า 899.33 ไมโครซีเมนต์ต่อเซนติเมตร ชุดต้นแบบบำบัดน้ำเสีย ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ถังบำบัดใบที่ 1 &#xD;
ชุดกรองใยกล้วย ถังบำบัดใบที่ 2 ชุดกรองคุณสมบัติทางกายภาพ ประกอบด้วย กรวดขนาดเล็ก ทรายหยาบ และทรายละเอียด ถังบำบัดใบที่ 3 ชุดกรองคุณสมบัติทางเคมี ประกอบด้วย ถ่านกัมมันต์ (ถ่านกะลามะพร้าว) ผลการบำบัด พบว่า น้ำมีลักษณะสีใส ค่าพีเอช เท่ากับ 7.10 ไม่พบปริมาณตะกอนหนัก และค่าการนำไฟฟ้า เท่ากับ 325 ไมโครซีเมนต์ต่อเซนติเมตร กรณีต้องการลดค่าการนำไฟฟ้า จำเป็นต้องพิจารณาค่าพีเอชควบคู่ไปด้วย ค่าพี่เอชต้องไม่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานกำหนด สรุปได้ว่า ชุดต้นแบบระบบบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการชะล้างกล้วยหอมทองสามารถบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการชะล้างกล้วยหอมทองได้ดี โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วสามารถนำกลับมาใช้ในกระบวนการชะล้างได้ทันทีและไม่ส่งกระทบต่อกระบวนการผลิตหลัก</summary>
    <dc:date>2568-09-17T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยาไฮบริดคาร์บอน-อนุภาคนาโนของโลหะในการผลิตไฮโดรเจนทางชีวภาพสำหรับน้ำเสียจากอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1139" />
    <author>
      <name>พรทิพย์ วิมลทรง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1139</id>
    <updated>2025-10-16T14:53:53Z</updated>
    <published>2568-09-17T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยาไฮบริดคาร์บอน-อนุภาคนาโนของโลหะในการผลิตไฮโดรเจนทางชีวภาพสำหรับน้ำเสียจากอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม
Authors: พรทิพย์ วิมลทรง
Abstract: งานวิจัยนี้ ได้ศึกษาศักยภาพของตัวเร่งปฏิกิริยาไฮโดรไซต์ที่มี Zn และ Ni บนตัวรองรับถ่านกัมมันต์ (Zn-Ni-HT/CAC) จากการสังเคราะห์ที่แต่กต่างกัน 3 วิธี คือ Co-precipitation method, Evaporation method และ Autoclave method เพื่อเพิ่มผลผลิตไฮโดรเจนทางชีวภาพจากน้ำเสียอุตสาหกรรม โดยทำการทดลองแบบกะภายใต้การหมักน้ำเสียและแบคทีเรียผสมแบบไม่ใช้อากาศที่อุณหภูมิ 37C และได้ทดสอบคุณลักษณะของตัวเร่ง FTIR, RAMAN และ XRD พบว่าทั้ง 3 วิธีแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างของไฮโดรทัลไชต์ แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเร่งปฏิกิริยาไฮบริดจากวิธี Evaporation มีขนาดของรูพรุนเฉลี่ยประมาณ 2 nm มีพื้นที่ผิวรวมและปริมาตรของรูพรุนรวมมากกว่าวิธี Co-precipitation และวิธี Autoclave ตามลำดับ โดยตัวเร่งปฏิกิริยาไฮบริดทั้ง 3 วิธีสามารถเห็นศักยภาพในการผลิตไฮโดรเจนได้ โดยตัวเร่งปฏิกิริยาไฮบริดที่สังเคราะห์ โดยวิธี Evaporation (Zn-Ni-HT/CAC-E) มีประสิทธิภาพการผลิตไฮโดรเจนสูงสุด และเมื่อนำไปประยุกต์ใช้กับน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมสกัดน้ำมันปาล์ม พบว่า การผลิตไฮโดรเจนโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาไฮบริดยังคงต้องศึกษาการเตรียมน้ำทิ้งจากอุตสาหกรรมปาล์มให้เหมาะสมก่อนกระบวนการหมักไฮโดรเจนทางชีวภาพ เนื่องจากตัวเร่งปฏิกิริยาไฮบริดจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อใช้น้ำเสียสังเคราะห์จากน้ำตาล จึงเป็นไปได้ว่าน้ำทิ้งจากอุตสาหกรรมมีโครงสร้างที่ซับซ้อนและต้องใช้ระยะเวลาให้แบคทีเรียปรับตัว แต่อย่างไรก็ตาม การนำกลับมาใช้ซ้ำยังคงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากตัวเร่งปฏิกิริยาไฮบริด Zn-Ni-HT/CAC-E สามารถใช้ได้เพียง 1 ครั้ง เนื่องจากปริมาณผลผลิตไฮโดรเจนมีปริมาณน้อยและพบว่ามีการชะละลายของ Mg และ Ni ไอออน โดยที่ Zn สามารถตรึงบนพื้นผิวไว้ได้ดีกว่า Ni ไอออน ภายใต้สภาวะความเป็นกรดของการหมัก</summary>
    <dc:date>2568-09-17T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาท่าเทียบเรือชุมชนสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และนวัตกรรมต้นแบบเฟอร์นิเจอร์จากเปลือกกระดองปูม้า เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ต.ตระกรบ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1138" />
    <author>
      <name>พูนศักดิ์ บุญยัง และคณะ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1138</id>
    <updated>2025-10-16T14:34:16Z</updated>
    <published>2568-09-17T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาท่าเทียบเรือชุมชนสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และนวัตกรรมต้นแบบเฟอร์นิเจอร์จากเปลือกกระดองปูม้า เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ต.ตระกรบ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
Authors: พูนศักดิ์ บุญยัง และคณะ
Abstract: การพัฒนาท่าเทียบเรือชุมชนสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และนวัตกรรมต้นแบบเฟอร์นิเจอร์จากเปลือกกระดองปูม้า เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ต.ตระกรบ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี โดยการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. การพัฒนาท่าเทียบเรือชุมชนสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาท่าเทียบเรือชุมชนหมู่ที่ 1 บ้านฝ่ายพรุ ตำบลตะกรบ ให้เป็นจุดชมวิว และแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติเพื่อประเมินความพึงพอใจจุดชมวิวและแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติของท่าเทียบเรือชุมชน หมู่ที่ 1 บ้านฝ่ายพรุ ตำบลตะกรบ 2. นวัตกรรมต้นแบบเฟอร์นิเจอร์จากเปลือกกระดองปูม้าเพื่อการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาผลิตเฟอร์นิเจอร์จากเปลือกกระดองปูม้าและประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อเฟอร์นิเจอร์จากเปลือกกระดองปูม้า ผลกการศึกษาพบว่า จุดที่เหมาะสมในการสร้างท่าเทียบเรือ ควรจะเป็นจุดที่ชุมชนโดยชาวบ้านกลุ่มที่เป็นชาวประมงได้มีการใช้ประโยชน์ในการที่ทำอาชีพประมงอยู่ก่อนหน้านี้และเป็นบริเวณที่ได้ถูกพัฒนาเพื่อการใช้ประโยชน์ของชุมชนอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ลักษณะท่าเทียบเรือควรเป็นพื้นที่ที่ยื่นออกไปจากฝั่งสามารถนำเรือมาเทียบได้และขึ้นลงได้สะดวก มีความแข็งแรง วัสดุที่ใช้ในการสร้าง ควรเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งาน และมีอายุที่ยาวนานมากกว่าด้านอัตลักษณ์การออกแบบ ผลการสัมภาษณ์ พบว่า ควรออกแบบให้เหมาะสมกับพื้นที่ การประเมินความพึงพอใจของท่าเทียบเรือชุมชนของนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาใช้บริการท่าเทียบเรือชุมชนโดยรวมอยู่ในระดับมาก และมีรายละเอียดดังนี้ ความเหมาะสมของที่ตั้งท่าเทียบเรือ อยู่ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.23 รองลงมา คือ ความสะดวกในการเดินทางมาที่ท่าเทียบเรือ มีคะแนนเฉลี่ย 4.05 ความแข็งแรงของท่าเทียบเรือ มีคะแนนเฉลี่ย 4.01 ขนาดของท่าเทียบเรือ มีคะแนนเฉลี่ย 3.99 ความสวยงามของท่าเทียบเรือ มีคะแนนเฉลี่ย 3.97 และความสะอาดของท่าเทียบเรือ มีคะแนนเฉลี่ย 3.83 ผลการศึกษาพัฒนาผลิตเฟอร์นิเจอร์จากเปลือกกระดองปูม้าและประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อเฟอร์นิเจอร์จากเปลือกกระดองปูม้า&#xD;
การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญต่อรูปแบบของผลิตภัณฑ์ต้นแบบเก้าอี้ไม้ผสมหินสังเคราะห์ผสมเปลือกปูม้า ทั้ง 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านโครงสร้าง ด้านการออกแบบและด้านการใช้งาน ผลการประเมินด้านโครงสร้าง พบว่ารูปแบบมีวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างอุปกรณ์ มีความแข็งแรงของผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และมีขนาดของผลิตภัณฑ์ต้นแบบเหมาะสม ด้านการออกแบบ พบว่า การออกแบบมีความเหมาะสม การออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย ไม่ยุ่งยากและออกแบบได้ถูกต้องตามทฤษฎี ด้านการใช้งาน มีความสะดวก สบาย ในการใช้งานจริงและความปลอดภัย การทดสอบความแข็งแรงของหินสังเคราะห์ผสมเปลือกปูม้า พบว่า ค่าความแข็งแรงของหินสังเคราะห์ผสมเปลือกปูม้าที่ 10, 15 และ 20% ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ และวัสดุที่ผลิตขึ้นสามารถรับกำลังอัดได้มากกว่ามาตรฐานของงานโครงสร้าง หากใช้เหตุผลในเรื่องของความสวยงามและต้นทุนในการผลิตเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ ซึ่งถ้าสามารถลดปริมาณเรซิ่นอีพ็อกซี่ที่มีราคาสูงลงได้ ก็จะทำให้ลดต้นทุนในการผลิตได้ปริมาณเปลือกปูม้า 20% จึงเหมาะสมในการนำไปประกอบชิ้นงานต้นแบบเก้าอี้ไม้ผสมหินสังเคราะห์ผสมเปลือกปูม้า สำหรับการประเมินความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ต้นแบบเก้าอี้ไม้ผสมหินสังเคราะห์ผสมเปลือกปูม้าของผู้บริโภค ด้านรูปแบบ ผลการประเมินมีความเห็นว่า มีความแปลกใหม่ มีความสวยงาม มีแนวคิดทันสมัย มีสัดส่วนที่เหมาะสมและมีคุณค่าของวัสดุ ด้านหน้าที่ใช้สอย มีหน้าที่ใช้สอยถูกต้องตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ขนาดของเก้าอี้มีความเหมาะสม น้ำหนักของเก้าอี้เหมาะสม ขนาดและสัดส่วนมีความสัมพันธ์กับพื้นที่ใช้งาน ด้านความสะดวกสบายในการใช้งาน มีความสะดวกสบายในการใช้งาน มีความสะดวกสบายในการเคลื่อนย้าย มีความสะดวกสบายในการติดตั้ง และมีรูปแบบการใช้งานที่เข้าใจง่าย รวมถึงมีความปลอดภัยขณะใช้งาน การทำความสะอาดง่ายและสามารถบำรุงรักษาได้ไม่ยุ่งยาก จากผลข้างต้นสรุปได้ว่า การพัฒนาเฟอร์นิเจอร์จากเปลือกกระดองปูม้าสามารถยกระดับและสร้างมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งเปลือกปูม้าจากภาคการประมงท้องถิ่นได้</summary>
    <dc:date>2568-09-17T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1137" />
    <author>
      <name>ยกสมน เจ๊ะเฮง และคณะ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1137</id>
    <updated>2025-10-16T14:00:52Z</updated>
    <published>2568-09-15T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ยกสมน เจ๊ะเฮง และคณะ
Abstract: งานวิจัยเรื่องการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อการจัดการการท่องเที่ยวชุมชน ตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) วิเคราะห์กลไกการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีส่วนร่วมในตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๒) เพื่อประเมินศักยภาพด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีส่วนร่วมในตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๓) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีส่วนร่วมในตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งนี้เพื่อให้การวิจัยให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์คณะผู้วิจัยได้ใช้การวิจัยเป็นวิจัยแบบผสมผสานเชิงคุณภาพแบบมีส่วนร่วมและเชิงปริมาณ ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนเกิดกลไกในการขับเคลื่อนอย่างมีส่วนร่วมโดยชุมชนได้มีการจัดตั้งกลุ่มและกำหนดผู้ดูแลและกำหนดขอบข่ายงาน/หน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อให้เกิดกลไกเชิงพื้นที่ซึ่งเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้มีส่วนร่วมในการ&#xD;
ขับเคลื่อนที่การพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งนี้งานวิจัยในครั้งนี้ได้มีการศึกษาตัวแปรด้านองค์ประกอบการท่องเที่ยวชุมชน (ชายฝั่งทะเล) สามารถสังเคราะห์ตัวแปรที่ตามความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ทั้งหมด ๖ องค์ประกอบ ประกอบด้วย ๑) องค์ประกอบด้านดูแลสิ่งแวดล้อมและการจัดการอย่างยั่งยืน ได้แก่ ๒) องค์ประกอบด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ๓) องค์ประกอบด้านการเข้าถึงและความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยว ๔) องค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ๕) องค์ประกอบด้านการให้บริการและการเข้าถึงบริการอื่น ๆ ๖) องค์ประกอบด้านทรัพยากรทางการท่องเที่ยวชุมชนชายฝั่งทะเล นอกจากนี้งานวิจัยในครั้งนี้ยังได้แสดงข้อเสนอแนะนำสำหรับงานวิจัยในอนาคตและสามารถนำไปใช้การพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนต่อไป</summary>
    <dc:date>2568-09-15T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การสร้างโมเดลความสุขผ่านเส้นทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวสูงอายุพื้นที่ขุนทะเล จ.สุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1136" />
    <author>
      <name>ยกสมน เจ๊ะเฮง และคณะ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1136</id>
    <updated>2025-10-16T13:47:41Z</updated>
    <published>2568-09-15T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การสร้างโมเดลความสุขผ่านเส้นทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวสูงอายุพื้นที่ขุนทะเล จ.สุราษฎร์ธานี
Authors: ยกสมน เจ๊ะเฮง และคณะ
Abstract: งานวิจัยนี้มุ่งเน้นที่การสร้างโมเดลความสุขผ่านเส้นทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวสูงอายุในพื้นที่ขุนทะเล จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีวัตถุประสงคเพื่อสร้างองค์ความรู้และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความสุขในการท่องเที่ยวของกลุ่มผู้สูงอายุนี้ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลและการสํารวจผ่านการสอบถามเพื่อหาความคิดเห็นและความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย ผลการวิจัยช่วยในการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อตอบสนองความต้องการและเพิ่มพูนความสุขแก่นักท่องเที่ยวสูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้มีความสำคัญในการนำไปสู่การพัฒนาท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อกลุ่มผู้สูงอายุและเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างสังคมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงและเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต</summary>
    <dc:date>2568-09-15T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการจัดการน้ำดิบเพื่อการผลิตน้ำประปา</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1135" />
    <author>
      <name>วิภารัตน์ ชัยเพชร</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1135</id>
    <updated>2025-10-16T13:33:30Z</updated>
    <published>2568-09-15T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการจัดการน้ำดิบเพื่อการผลิตน้ำประปา
Authors: วิภารัตน์ ชัยเพชร
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) สร้างแนวทางที่สามารถส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการจัดการน้ำดิบเพื่อการผลิตน้ำประปา และ2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำใน เขตพื้นที่แม่น้ำพุมดวง จ.สุราษฎร์ธานี  โดยการศึกษาได้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม &#xD;
ใช้ข้อมูลการสำรวจซึ่งได้มาจากการใช้แบบสอบถามและสัมภาษณ์นำผลที่ได้มาประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์หาข้อสรุป ส่วนที่ 1) การศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการจัดการแหล่งน้ำและคุณภาพน้ำ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนจำนวน 400 ครัวเรือน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติได้แก่ ค่าเฉลี่ย ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test , F-test และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน พบว่าการศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการจัดการ แหล่งน้ำ ประกอบไปด้วย 4 ด้านดังนี้ 1) การมีส่วนร่วมด้านกายภาพอยู่ในระดับปานกลาง (X=2.68 S.D.=0.80) 2) การมีส่วนร่วมด้านความคิดอยู่ในระดับปานกลาง (X=2.55 S.D.=0.84) 3) การมีส่วนร่วมด้านอารมณ์ ( X =2.55 S.D.=0.84) อยู่ในระดับปานกลาง 4) การมีส่วนร่วมด้านความเป็นเจ้าของ (x =3.04 S.D.=0.74) อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนที่ 2 การเพิ่มกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้นำชุมชนที่ใช้น้ำบริเวณริมแม่น้ำพุมดวง จำนวน 20 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัยและสร้างคู่มืออย่างง่าย “คู่มืออย่างง่ายในการรณรงค์ดูแลและรักษาคุณภาพน้ำในพื้นที่แม่น้ำพุมดวง” เพื่อช่วยรณรงค์ให้ประชาชนในท้องถิ่นดูแลอนุรักษ์แหล่งน้ำ และใช้เป็นแหล่งความรู้ให้ประชาชนในการใช้ประโยชน์แหล่งน้ำต่อไป โดยแจกจ่ายให้ประชาชนกลุ่มตัวอย่าง (ผู้นำและประชาชนในพื้นที่) ได้เรียนรู้และติดตามประเมินผลการมีส่วนร่วมที่ได้ส่งเสริมผ่านเล่มคู่มืออย่างง่าย ผลการวิจัยในส่วนที่ 2 พบว่า จากการลงพื้นที่สำรวจแหล่งน้ำและการใช้น้ำ โดยการพบปะพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ พบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับแหล่งน้ำที่นำมาใช้อุปโภคบริโภค เช่น น้ำมีสีขุ่น มีกลิ่น เกิดตะกอน ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และประชาชนในพื้นที่ยังขาดความรู้ในการมีส่วนร่วมในการดูแลแหล่งน้ำ จากการสอบถามประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ พบว่า มีความต้องการที่จะอนุรักษ์และดูแลรักษาแหล่งน้ำ เพื่อตอบสนองความต้องการการใช้น้ำต่อไปในอนาคตอยู่ในระดับมาก (4.20±0.83) และประชาชนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจใช้วิธีการรณรงค์แบบให้ความรู้ผ่านคู่มืออยู่ในระดับมาก (3.6±1.07) มีความพึงพอใจต่อส่วนประกอบในคู่มือการรณรงค์ดูแลแม่น้ำพุมดวงอยู่ในระดับมาก (4.11±0.92)  และผลจากการประเมินคู่มืออย่างง่ายเพื่อการรณรงค์ดูแลแม่น้ำพุมดวง ประชาชนมีความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะน้ำ การตรวจเช็คคุณภาพน้ำ ขั้นตอนวิธีการดูแลแหล่งน้ำ รวมถึงผลกระทบต่าง ๆ อยู่ในระดับมาก (4.42±0.49) ประชาชนมีความพึงพอใจต่อส่วนประกอบในคู่มือในระดับมากที่สุด (4.58±0.55) เนื่องจากเล่มคู่มือมีเนื้อหา ความรู้  อ่านแล้วเข้าใจง่าย ประชาชน สามารถนำความรู้และวิธีการจัดการน้ำที่ได้จากคู่มือ ไปใช้แก้ไขปัญหา และป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคุณภาพน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้จริง</summary>
    <dc:date>2568-09-15T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การบริหารและจัดการธนาคารปูม้าในทะเลชุมชน ตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1134" />
    <author>
      <name>ฐิติพงศ์ เครือหงส์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1134</id>
    <updated>2025-10-16T13:22:31Z</updated>
    <published>2568-09-15T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การบริหารและจัดการธนาคารปูม้าในทะเลชุมชน ตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ฐิติพงศ์ เครือหงส์
Abstract: การบริหารและจัดการธนาคารปูม้าในทะเลชุมชน ตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นโครงการวิจัยที่จัดทำขึ้นในพื้นที่ทะเลชุมชน พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นแหล่งการทำประมงที่ผิดกฎหมายทำให้ทรัพยากรชายฝั่งลดงเกือบจะสูญพันธุ์ ทำให้ผู้นำชุมชน ฝ่ายปกครองและประชาชนได้เร่ง ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำเศรษฐกิจ การจัดทำโครงการวิจัยเป็นการสร้างท่าเทียบเรือขนาดเล็กเพื่อจัดทำเป็น ธนาคารปูม้าด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการอนุบาลลูกปูม้าวัยอ่อน อีกทั้งสร้างบ้านปลาเพื่อเป็นแหล่งหลบภัยของสัตว์น้ำวัยอ่อนหลากหลายชนิด ทำให้เป็นการเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำเศรษฐกิจในทะเลชุมได้อย่างยั่งยืนโดยให้ประชาชาชนมีส่วนร่วม</summary>
    <dc:date>2568-09-15T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจฐานล่างโดยชุมชนมีส่วนร่วม พื้นที่ทะเลชุมชนปากน้ำท่าม่วง หมู่ที่ 4 ตำบลวัง อำเภอท่าชนะ  จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1133" />
    <author>
      <name>ฐิติพงศ์ เครือหงส์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1133</id>
    <updated>2025-10-16T11:09:12Z</updated>
    <published>2568-09-15T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจฐานล่างโดยชุมชนมีส่วนร่วม พื้นที่ทะเลชุมชนปากน้ำท่าม่วง หมู่ที่ 4 ตำบลวัง อำเภอท่าชนะ  จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ฐิติพงศ์ เครือหงส์
Abstract: ปากนํ้าท่ามวง หมู่ที่ 4 ตําบลวัง อําเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นทะเลชุมชนซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่บริเวณนี้ทำอาชีพประมงเป็นหลัก ทะเลบริเวณนี้มีชายหาดที่ใหญ่และยาวยื่นไปในทะเลหลายกิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่มีสภาพเป็นพื้นโคลนจึงเป็นแหล่งกำเนิดสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลากหลายชนิด อาทิเช่น หอยแครง หอยขาว ปูม้า ปลากะพง เป็นต้น ทำให้ชาวบ้านมีความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลที่มีอยู่ จึงมีการจัดตั้งเป็นธนาคารปูม้าปากน้ำท่าม่วง ซึ่งก่อนการทำวิจัยธนาคารปูม้าแห่งนี้ไม่สามารถดำเนินการอนุบาลลูกปูม้าได้และมีสภาพทรุดโทรม ทางโครงการนี้ได้เข้าไปทำนุบำรุงให้กลับมาสามารถใช้การได้อีกครั้งชาวประมงพื้นบ้านได้บริจาคแม่ปูไข่กระดองเข้าสู่ธนาคารปูม้ามากขึ้น มีการปล่อยลูกปูที่อนุบาลได้ลงสู่ทะเลชุมชนทุกวัน ชาวประมงสามารถจับปูได้เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ และสามารถเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนทำให้ชุมชนมีเศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้นซึ่งเป็นยกระดับเศรษฐกิจฐานล่างของชุมชน สามารถเป็นแหล่งอาหารของชุมชนและแปรรูปอาหารทะเลเพื่อสร้างรายได้แก่ชุมชน โดยเฉพาะการพัฒนาและบริหารจัดการธนาคารปูม้าเพื่อให้ชุมชนมีแหล่งทํากินและสร้างรายได้ในการเลี้ยงชีพที่ยั่งยืน</summary>
    <dc:date>2568-09-15T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>มวยไชยา : การสืบทอดและการดำรงอยู่ของศิลปะการต่อสู้ในสังคมไทยร่วมสมัย</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1132" />
    <author>
      <name>สุวิมล เวชวิโรจน์ และจิรวรรณ พรหมทอง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1132</id>
    <updated>2025-10-16T10:56:44Z</updated>
    <published>2568-09-15T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: มวยไชยา : การสืบทอดและการดำรงอยู่ของศิลปะการต่อสู้ในสังคมไทยร่วมสมัย
Authors: สุวิมล เวชวิโรจน์ และจิรวรรณ พรหมทอง
Abstract: การศึกษาเรื่อง “มวยไชยา : การสืบทอดและการดำรงอยู่ของศิลปะการต่อสู้ในสังคมไทยร่วมสมัย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสืบทอดความเป็นมาและการดำรงอยู่ของมวยไชยาศิลปะการต่อสู้ในสังคมไทยร่วมสมัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีกลุ่มประชากรและกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ คือ ผู้กลุ่มคนทั้งในชุมชนและนอกชุมชนที่มีส่วนผลักดันให้มวยไชยาทำการแสดงตามสถานที่ต่าง ๆ ผู้วิจัยเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้อมูลเอกสาร แผ่นบันทึกภาพเคลื่อนไหวชุดการแสดงมวยไชยา การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตการณ์ภาคสนาม  ผลการวิจัยพบว่า การสืบทอดมวยไชยาในสังคมไทยร่วมสมัยจำแนกออกเป็น 3 ยุคที่สำคัญ พบว่า ยุคที่หนึ่ง มวยไชยาเพื่อป้องกันข้าศึกศัตรูในอดีตมวยไชยาถูกเล่าขานสืบต่อกันมาในรูปแบบมุขปาถะ โดยการบอกเล่าและการทำให้เห็นพร้อมกับการอธิบาย การรับรู้เรื่องราวของมวยไชยาเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวในยามศึกสงครามและเพื่อให้ได้มาซึ่งมวยคู่บารมีขององค์พระมหากษัตริย์ ยุคที่สอง มวยไชยาเพื่อการสมโภช มวย ไชยาได้ถูกเปลี่ยนผ่านเป็นเจ้าเมืองหรือหน่วยงานภาครัฐเป็นผู้ดูแลโดยผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในงานประเพณีในวันชักพระบกของอำเภอไชยาและวันสำคัญทางศาสนา และยุคที่สาม มวยไชยาเพื่อการพานิช ปัจจุบันพบว่าการสืบทอดเรื่องราวผ่านวัฒนธรรมมวยไชยาออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ งานเขียนเชิงวิชาการ ครู-ศิษย์ รูปเคารพบรมครูมวยไชยา ประติมากรรมปูนปั้นมวยไชยา ผลงานนาฏศิลป์และการนำเสนอผ่านสื่อมวลชน ด้วยเหตุนี้ทำให้มวย ไชยาเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในด้านการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น และนำมวยไชยามาใช้ในการรองรับการท่องเที่ยวในระดับชาติและระดับนานาชาติ การดำรงอยู่ของมวยไชยาในสังคมร่วมสมัยจำแนกออกเป็น 4 ประการ กล่าวคือ ประการแรก การนำเสนอผ่านกระบวนการวิชาการ ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แบ่งได้เป็น 4 ประเภท กล่าวคือ ประเภทแรก การนำเสนอตำรามวยไชยา จากการเรียบเรียงผลงานการศึกษาออกมาเป็นคัมภีย์มวยไชยา ศิลปะหมัดคาดเชือก ของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อส่งเสริมให้มวยไชยาเข้าถึงกลุ่มเยาวชน โดยผ่านระบบตำราหรือเอกสารประกอบการเรียนรู้ให้กับนักเรียนหรือคนที่สนใจ ประเภทที่สอง การนำเสนอหลักสูตรมวยไชยารูปแบบของหลักสูตรมวยไชยาถูกบรรจุไว้ตามค่ายมวยต่าง ๆ เช่น บ้านครูแปรง ฯ สถาบันอนุรักษ์มวยไทยไชยา ค่ายศรีวนาไชยารัตน์ ค่ายมวยไชยาบ้านช่างไทย ฯลฯ มีทั้งการเรียนการสอนแบบตัวต่อตัวที่ค่าย และยังมีการเรียนจากเว็บไซด์หลักสูตรออนไลน์ ประเภทที่สาม การนำเสนอมวยไชยาในรูปแบบรายงานการศึกษาค้นคว้าในรูปแบบของวิทยานิพนธ์ในระดับมหาบัณฑิต และประเภทที่สี่ การนำเสนอมวยไชยาในรูปแบบบทความวิชาการ ประการที่สอง มวยไชยาในกระแสการท่องเที่ยว แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทแรก สินค้าทางวัฒนธรรม ในรูปแบบของที่ระลึก เช่น กรอบรูป 9 กระบวนท่ามวยไชยา เสื้อมวยไชยา ประเภทที่สอง มวยไชยาสร้างอัตลักษณ์ของท้องถิ่นและสร้างเครือข่ายทางสังคม ทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีมียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนมวยไชยาให้เข้ามามีบทบาทในการจัดงานประเพณี“ไชยา มหานครศรีวิชัย”เป็นงานสืบสานตำนานเมืองไชยาศูนย์กลางของแผ่นดินศรีวิชัย มี&#xD;
กิจกรรมแห่ผ้าห่มพระบรมธาตุไชยา และมวยไชยาอัตลักษณ์ที่สำคัญของชุมชน ประเภทที่สาม มวยไชยาในเวทีการแข่งขันในระดับชาติและระดับโลก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ดำเนินตามยุทธศาสตร์ของจังหวัด จัดกิจกรรมแข่งขัน “มวยไทยไชยาสู่นานาชาติ” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ประเภทที่สี่ มวยไชยาทำให้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในระดับปัจเจกและระดับชุมชน ทางจังหวัดขับเคลื่อนมวยไชยามาใช้ในการส่งเสริมอาชีพ และสร้างรายได้ให้แก่คนในท้องถิ่น ประการที่สาม มวยไชยาทำให้เกิดศิลปะรูปแบบใหม่ ๆ ได้แก่ รูปเคารพบรมครูมวยไชยา “พ่อท่านมา” เกิดความเลื่อมใสจนสร้างวัตถุมงคลพ่อท่านมาสำหรับบูชาหน้ารถ ประติมากรรมปูนปั้นมวยไชยา และผลงานนาฏศิลป์มวยไชยากลายมาเป็นชุดการแสดงมวยไชยาในพิธีเปิดงานประเพณี การประกวดความสามารถพิเศษดาว-เดือนของมหาวิทยาลัย มวยไชยาประยุกต์มาใช้เป็นท่าออกกำลังกายให้กับผู้ป่วยมะเร็ง ประการที่สี่ มวยไชยามีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชน ได้แก่ สื่อใหม่ในเฟซบุ๊กและสติกเกอร์ไลน์สื่อประสมในเว็บไซต์ยูทูบและในรูปแบบรายการโทรทัศน์ หนังสือนิทาน และภาพยนตร์อาจกล่าวได้ว่ามีการนำวัฒนธรรมของมวลชนมาใช้ในการเผยแพร่ประวัติความเป็นมาของมวยไชยาและกระบวนท่ามวยไชยาให้ปรากฏอยู่ในพื้นที่ใหม่ และแพร่หลายออกไปในวงกว้าง</summary>
    <dc:date>2568-09-15T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การใช้ชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตาม แนวทางของ PISA สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคณิตศาสตร์  คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1131" />
    <author>
      <name>ศิรเศรษฐ ภู่ศร๊</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1131</id>
    <updated>2025-10-16T10:50:33Z</updated>
    <published>2568-09-15T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การใช้ชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตาม แนวทางของ PISA สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคณิตศาสตร์  คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
Authors: ศิรเศรษฐ ภู่ศร๊
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA 2. เพื่อศึกษาประสิทธิผลของผู้เรียนชุดกิจกรรมออนไลน์ เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA และ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA จำนวน 4 กิจกรรม ซึ่งชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพ 81.08/80.48 และนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคณิตศาสตร์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีจำนวน 30 คน ซึ่งใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง ซึ่งประสิทธิผลของผู้เรียนชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA มีค่าเท่ากับ 75.60% และมีความพึงพอใจของผู้เรียนชุดกิจกรรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ตามแนวทางของ PISA เท่ากับ 4.73 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด</summary>
    <dc:date>2568-09-15T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดียบนดัชนีแฮชโค้ด K-means</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1130" />
    <author>
      <name>ศราวุธ มากชิต</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1130</id>
    <updated>2025-10-16T10:41:29Z</updated>
    <published>2568-09-15T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดียบนดัชนีแฮชโค้ด K-means
Authors: ศราวุธ มากชิต
Abstract: เทคนิค Vector Quantization (VQ) ได้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการจัดการกับปัญหาและอุปสรรคของการจัดเก็บและเวลาในการประมวลผลข้อมูล สำหรับการค้นหาเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุด (Nearest Neighbors: NN) ในแอปพลิเคชันต่าง ๆ ของข้อมูลมัลติมีเดีย ซึ่งอัลกอริทึม K means clustering เป็นวิธีการหนึ่งของ VQ เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ปัจจุบันการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดีย (Cross-media retrieval) มีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูลทางด้านมัลติมีเดีย เช่น ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ เสียง และ ข้อมูล 3 มิติเราสามารถค้นคืนข้อมูลโดยการส่งคำถาม (query) ของสื่อประเภทหนึ่งเพื่อค้นคืนสื่ออีกประเภทหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีการนำเสนอเทคนิค VQ หรืออัลกอริธึมการทำแฮชชิง (Hashing) จำนวนมาก เพื่อรหัสขนาดกะทัดรัด (Compact code) โดยมีวัตถุประสงค์ในการทำงานแบบเรียลไทม์แต่ถ้าจะค้นหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน (Exhaustive search) นั้นไม่สามารถทำได้ในโลกแห่งความเป็นจริง และการคำนวณระยะทางแฮมมิง&#xD;
(Hamming distance) ก็ให้ผลลัพธ์ที่คลาดเคลื่อนสูง เนื่องจากมีการสูญเสียข้อมูลขณะทำการเข้ารหัส (Quantization loss) ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตารางดัชนีแบบกลับด้านด้วยรหัส K-means และ 2) นำเสนอแนวทางและวิเคราะห์ประสิทธิภาพการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดียแบบใหม่ที่ผ่านการเรียนรู้เชิงลึก (DNN) โดยใช้วิธีการเรียนรู้คุณสมบัติของข้อมูลมัลติมีเดีย (Multimedia features) เพื่อการค้นคืนข้อมูลข้ามมีเดีย วิธีการที่นำเสนอเป็นวิธีการค้นหาแบบใหม่ที่ใช้ค่าความสัมพันธ์ (Relevant score) ของตารางดัชนีแบบกลับด้าน (Inverted index) ด้วยรหัสกลุ่ม K-means จับคู่กับคำถามดิบ (Raw query) โดยผ่านการเรียนรู้ด้วยโครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึก (DNN) เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของดัชนี K-means แบบดั้งเดิม การทดสอบได้ดำเนินการกับชุดข้อมูลมัลติมีเดียมาตรฐาน 4 ชุด ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับการค้นคืนแบบพื้นฐาน (baseline) ด้วยรหัส K-means ทั้งด้านความถูกต้องและเวลา ซึ่งสามารถกล่าวสรุปได้ว่า โมเดลการเรียนรู้ DNN สามารถเรียนรู้คุณสมบัติข้อมูลคำถามดิบของข้อมูล มัลติมีเดียได้ดีในการเชื่อมโยงกับค่าคะแนนความสัมพันธ์ของแต่ละกลุ่ม K-means ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</summary>
    <dc:date>2568-09-15T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลของฤดูกาลเก็บเกี่ยวต่อคุณภาพของหอยนางรมที่เลี้ยงในบ่อ ดินบริเวณอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1129" />
    <author>
      <name>รัตนา วงศ์ชูพันธ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุภาพร อภิรัตนานุสรณ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1129</id>
    <updated>2025-10-16T10:32:39Z</updated>
    <published>2568-09-12T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลของฤดูกาลเก็บเกี่ยวต่อคุณภาพของหอยนางรมที่เลี้ยงในบ่อ ดินบริเวณอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: รัตนา วงศ์ชูพันธ์; สุภาพร อภิรัตนานุสรณ์
Abstract: การศึกษาผลของฤดูกาลต่อคุณภาพของหอยนางรมที่เลี้ยงในบ่อดิน บริษัทเอเชียกาญจนดิษฐ์ฟาร์ม ตำบลกะแดะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินการในช่วงเวลาตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2566 ถึงเดือนมีนาคม 2567 มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพหอยนางรมด้านการปนเปื้อนโลหะหนัก และจุลินทรีย์ ตัวอย่างหอยนางรมมาจากบ่อดินเอเชียกาญจนดิษฐ์ฟาร์ม และทะเลบริเวณชายฝั่งปากน้ำตะเคียนทองในฤดูร้อน (เดือนพฤษภาคม 2566) ฤดูฝน (เดือนสิงหาคม 2566) และฤดูน้ำหลาก (เดือนมกราคม 2567) และตรวจหาปริมาณโลหะหนักด้วยเทคนิค Atomic Absorption Spectroscopy (AAS) ผลการศึกษาพบว่า หอยนางรมมีการสะสมโลหะหนัก ได้แก่ ตะกั่ว แคดเมียม และโครเมียม ในปริมาณที่แตกต่างกันแต่ละฤดูกาล และสูงกว่าค่าที่ยอมให้มีได้ตามมาตรฐานสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังพบการปนเปื้อนของเชื้ออีโคไลบางฤดูกาล แต่พบแบคทีเรีย Vibrio parahaemolyticus เชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษในตัวอย่างหอยนางรมจากทั้งสองแหล่งเพาะเลี้ยงในทุกฤดูกาลที่ศึกษา ดังนั้นฤดูกาลมีผลต่อคุณภาพของหอยนางรมที่เลี้ยงในบ่อดินบริเวณที่ศึกษาจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมในฟาร์มเลี้ยงหอยนางรม นอกจากนี้การจัดการสุขลักษณะ และติดตาม ตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลและตะกอนดินที่สะสมในบ่อดินควรให้ความสำคัญเช่นกัน</summary>
    <dc:date>2568-09-12T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนารูปแบบการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุน ปริมาณ และกําไร กรณีศึกษา : แตงโมปลอดสารพิษบ้านทุ่งอ่าว จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1128" />
    <author>
      <name>พรเพ็ญ สุขหนู</name>
    </author>
    <author>
      <name>ภัทรวดี อินทปันตี</name>
    </author>
    <author>
      <name>จิราภรณ์ จันทรวงศ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1128</id>
    <updated>2025-10-15T15:53:35Z</updated>
    <published>2568-09-12T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนารูปแบบการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุน ปริมาณ และกําไร กรณีศึกษา : แตงโมปลอดสารพิษบ้านทุ่งอ่าว จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: พรเพ็ญ สุขหนู; ภัทรวดี อินทปันตี; จิราภรณ์ จันทรวงศ์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไปของเกษตรกรผู้ปลูกแตงโมปลอดสารพิษ บ้านทุ่งอ่าว จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) เพื่อศึกษาต้นทุนและรายได้จากการปลูกแตงโมปลอดสารพิษ บ้านทุ่งอ่าว จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) เพื่อพัฒนารูปแบบการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุน ปริมาณ และกําไร 4) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุน ปริมาณ และกําไร ของการปลูกแตงโมปลอดสารพิษ บ้านทุ่งอ่าว จังหวัดสุราษฎร์ธานี 5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อรูปแบบการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุน ปริมาณ และกําไร กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรผู้ปลูกแตงโมปลอดสารพิษบ้านทุ่งอ่าว ตําบลศรีวิชัย อําเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กําหนดขนาดตัวอย่างจำนวน 30 ราย ผลการศึกษา พบว่า ต้นทุนคงที่ในการปลูกแตงโม ประกอบด้วย ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ ค่าเช่า ที่ดิน ค่าตรวจสารเคมี มีต้นทุนคงที่เฉลี่ยจำนวน 4,202 บาทต่อไร่ ต้นทุนผันแปรในการปลูกแตงโม. ประกอบด้วย ค่าไถเพื่อเตรียมดินปลูก ค่าเมล็ดพันธ์ ปุ๋ย ผ้ายางคลุมดิน ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช สายน้ำหยด ค่าแรงงาน มีต้นทุนผันแปรเฉลี่ย จำนวน 13,844 บาทต่อไร่ รวมต้นทุน 18,049 บาทต่อไร่ มีรายได้เฉลี่ย จำนวน 30,750 บาทต่อไร่ มี กําไรสุทธิเฉลี่ย จำนวน 12,704 บาทต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 41.31 นักวิจัยได้มีการพัฒนาระบบการจดบันทึกบัญชีขึ้น เรียกว่า ระบบวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ระหว่างต้นทุน ปริมาณ และกําไร เพื่อช่วยในการบริหารจัดการระบบสารสนเทศทางการบัญชีและการ สนับสนุนการตัดสินใจของกลุ่มเกษตรกร โดยสามารถบันทึกข้อมูลต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร ข้อมูลรายได้ เข้าสู่ระบบ และระบบจะประมวลผลและแสดงรายงานการวิเคราะห์ข้อมูลกําไรสุทธิ จุดคุ้มทุน ส่วนเกินของความปลอดภัย เป้าหมายกําไรที่ต้องการ และสามารถสั่งพิมพ์รายงานได้ เป็นระบบการจดบันทึกบัญชีอย่างง่าย ทำให้กลุ่มเกษตรกรเห็นประโยชน์ที่จะได้รับมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ทั้งในด้านรูปแบบ องค์ประกอบ และด้านเนื้อหา</summary>
    <dc:date>2568-09-12T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1127" />
    <author>
      <name>ภรณพักตรา ศักดา และคณะ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1127</id>
    <updated>2025-10-15T15:21:05Z</updated>
    <published>2568-09-12T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ภรณพักตรา ศักดา และคณะ
Abstract: ชุมชนบ้านฝ่ายพรุ ตั้งอยู่ในท้องที่หมูที่ 1 ตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีพื้นที่ติดบริเวณชายฝั่งทะเลฝั่งอ่าวไทย มีสภาพแวดล้อมเป็นแหล่งชุมชนชายฝั่งทะเล มีวัฒนธรรมและอาหาร พื้นถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ จากการลงพื้นที่วิจัยในแผนบรูณาการเพื่อการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนของตำบลตะกรบ โดยทุนวิจัยงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2564 ไปแล้วนั้น ผู้วิจัยเห็นว่าเพื่อเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์และรักษาธรรมชาติ การส่งเสริมอาชีพและแหล่งเรียนรู้จากชุมชน อันให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกหนึ่งช่องทาง โดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ผนวกกับการท่องเที่ยวจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน ให้เหมาะสมกับชุมชนและสอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยว ดังนั้นเพื่อให้การพัฒนาการท่องเที่ยวจากเดิมให้เกิดแนวทางและการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างมีส่วนร่วมโดยชุมชนอย่างแท้จริง จึงเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่่ชุมชนจะนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง อีกทั้งยังสามารถสร้างกระบวนการพัฒนา พื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน อันเนื่องมาจากการที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนา ออกแบบ มีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเอง และเสริมสร่างความเข็มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนได้ งานวิจัยเรื่อง การจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชน, ประเมินศักยภาพการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชน และเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชน ในตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี การวิจัยครั้งนี้นอกจากจะพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวชุมชนที่ยั่งยืนและสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างเหมาะสมแล้ว ยังมุ่งเน้นที่การให้การท่องเที่ยวเป็นที่ยอมรับและเข้าใจของชุมชนเอง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ดังกล่าว กิจกรรมการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับสิ่งแว้ดล้อมในชุมชน วัฒนธรรมและอาหารพื้นถิ่นจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างอัตลักษณ์และเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหนทางที่สำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนที่ยั่งยืนและสร้างรายได้ให้กับชุมชนและเหมาะสมกับความต้องการของนักทองเที่ยวและสภาพแวดล้อมของพื้นที่ในปัจจุบัน</summary>
    <dc:date>2568-09-12T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การยกระดับเศรษฐกิจโดยการมีสวนรวมในชุมชน เพื่อการท่องเที่ยวอยางยั่งยืนของตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1126" />
    <author>
      <name>ภรณพักตรา ศักดา</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1126</id>
    <updated>2025-10-15T14:45:25Z</updated>
    <published>2568-09-12T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การยกระดับเศรษฐกิจโดยการมีสวนรวมในชุมชน เพื่อการท่องเที่ยวอยางยั่งยืนของตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี
Authors: ภรณพักตรา ศักดา
Abstract: การวิจัยเพื่อการยกระดับเศรษฐกิจโดยการมีส่วนร่วมในชุมชน เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ด้านคือ 1. การจัดกิจกรรม การท่องเที่ยวอยางยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และ 2.การพัฒนาท่าเทียบเรือชุมชนสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และนวัตกรรมต้นแบบเฟอร์นิเจอร์จากเปลือกกระดองปูม้า วิธีการวิจัยใช้การวิจัยแบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Research Method) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Research Method) ผลการศึกษาพบว่าศักยภาพพื้นที่และคนในชุมชน สามารถจัดกิจกรรมแบบครึ่งวันได้ (Half day trip) ปัญหาในการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชนคือ คนที่มีความรู้ด้านการท่องเที่ยว การวางแนวทางการทำกิจกรรมที่เหมาะสม ระดับความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวต่อการท่องเที่ยวโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีความคิดเห็นเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก โดยด่านทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม &#xD;
รองลงมาคือดานกิจกรรมการทองเที่ยว รองลงมาคือด้านการเรียนรู้ รองลงมาคือด้านการจัดการ ชุมชน  และด้านองค์กรชุนชน น้อยที่สุด ทั้งนี้จุดที่เหมาะสมในการสร้างท่าเทียบเรือ ควรจะเป็นจุดที่มีชุมชนโดยชาวบ้านกลุ้มที่เป็นชาวประมงได้มีการใช้ประโยชน์ในการที่ทำอาชีพประมงอยู่ก่อนหน้านี้และเป็นบริเวณที่ได้ถูกพัฒนาเพื่อการใช้ประโยชน์ของชุมชนอยู่ก่อนหน้านี ้แล้ว ลักษณะท่าเทียบเรือควรเป็นพื้นที่ที่ยื่นออกไปจากฝั่งสามารถนำเรือมาเทียบได้และขึ้นลงได้สะดวก มีความแข็งแรง วัสดุที่ใช้ในการสร้าง ควรเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งาน และมีอายุที่ยาวนานมากกว่า ด้านอัตลักษณการออกแบบ ผลการสัมภาษณ์ พบว่า ควรออกแบบให้เหมาะสมกับพื้นที่ การประเมินความพึงพอใจของท่าเทียบเรือชุมชนของนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาใช้บริการท่าเทียบเรือชุมชนโดยรวมอยู่ในระดับมาก</summary>
    <dc:date>2568-09-12T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การจัดการระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ปลาเม็งบ้านห้วยทราย ตำบลทรัพย์ทวี อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1125" />
    <author>
      <name>ปานชนม์ โชคประสิทธิ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ฐิติพงศ์ เครือหงส์</name>
    </author>
    <author>
      <name>นรานันท์ ขำมณี</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1125</id>
    <updated>2025-10-15T14:23:08Z</updated>
    <published>2568-09-12T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การจัดการระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ปลาเม็งบ้านห้วยทราย ตำบลทรัพย์ทวี อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ปานชนม์ โชคประสิทธิ์; ฐิติพงศ์ เครือหงส์; นรานันท์ ขำมณี
Abstract: การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของประเทศไทยมีความสำคัญต่อผลิตภัณฑ์การส่งออกและ รายได้ประชาชาติระดับสูง ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดในพื้นที่อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานีสามารถเพาะเลี้ยงปลาเม็ง (Heteropneustes fossilis)  ได้ประเด็นสำคัญที่เป็น ปัญหาความยั่งยืนของระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสภาพสิ่งแวดล้อมและการจัดการฟาร์ม การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลัก 1) เพื่อประเมินศักยภาพของพื้นที่ในการเพาะเลี้ยงปลาเม็ง 2) เพื่อประเมินคุณภาพน้ำทิ้งจากการเพาะเลี้ยงปลาเม็ง และ 3) เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการระบบเพาะเลี้ยงปลาเม็ง ทำการเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งทุกๆ 2 เดือน เมื่ออายุปลาเม็งตั้งแต่ 6 เดือน ผลการศึกษาพบว่า คุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของน้ำทิ้งในบ่อขนาดเล็กเมื่อกักเก็บน้ำนานถึง 2  &#xD;
เดือน ส่งผลให้อัตราการรอดของปลาเท่ากับร้อยละ 85 คุณภาพของน้ำทิ้งทุกตัวอย่างเกินกว่าเกณฑ์&#xD;
 มาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค ซึ่งไม่&#xD;
 สามารถปล่อยน้ำทิ้งลงสู่สิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้น ข้อบังคับและนโยบายของท้องถิ่นควรมีการปรับใช้อย่างจริงจังและนำไปสู่การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (Good Aquaculture Practice; GAP) ผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ด้วยเครื่องมือ SWOT Analysis เพื่อพัฒนาวิสัยทัศน์ของชุมชนในการใช้น้ำเพาะเลี้ยงเลี้ยงปลาเม็งของชุมชนบ้านห้วยทราย พบว่า 1) ปลาเม็งมีความทนทานต่อการอยู่อาศัยในสภาพน้ำที่มีค่าความสกปรกค่อนข้างสูง 2) ประชาชนมีทัศนคติในการเพาะเลี้ยงปลาเม็งด้วยตนเองในชุมชน และมีความรู้ความเข้าใจในภาคปฏิบัติเป็นเลิศ 3) ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาเม็งที่ดีมีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการ และ 4) เพิ่มช่องทางการตลาดการจำหน่ายและใส่ใจเทคโนโลยี</summary>
    <dc:date>2568-09-12T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลของการเสริมเปลือกปูในสูตรอาหารไก่ไข่ต่อคุณภาพไข่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1124" />
    <author>
      <name>นัสวัล บุญวงศ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>พีรวัจน์ ชูเพ็ง</name>
    </author>
    <author>
      <name>กชพรรณ รักเมือง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1124</id>
    <updated>2025-10-15T14:04:25Z</updated>
    <published>2568-09-12T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลของการเสริมเปลือกปูในสูตรอาหารไก่ไข่ต่อคุณภาพไข่
Authors: นัสวัล บุญวงศ์; พีรวัจน์ ชูเพ็ง; กชพรรณ รักเมือง
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาระดับที่เหมาะสมในการเสริมเปลือกปูในสูตร อาหารไก่ไข่ต่อคุณภาพไข่ และศึกษาต้นทุนราคาการผลิตอาหารสัตว์ โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design ; CRD) โดยท าการทดลองในไก่ไข่พันธุ์อีซ่าบราวน์ (ISA &#xD;
Brown) ใช้ไก่ไข่อายุ 31 สัปดาห์ จ านวน 120 ตัว แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 3 ซ้ า ๆ ละ 10 ตัว โดยให้ กินอาหารที่มีการเสริมเปลือกปูที่ระดับ 0, 3, 6 และ 9 เปอร์เช็นต์ ตามล าดับ ผลการศึกษาสมรรถนะการ ผลิตพบว่า ผลผลิตไข่ ปริมาณการกินได้ ประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ าหนักไข่ มวลไข่ และน้ าหนักไข่ ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P&gt;0.05) ในด้านคุณภาพไข่พบว่า ความหนาเปลือกไข่ น้ าหนัก เปลือกไข่ น้ าหนักหนักไข่แดง น้ าหนักไข่ขาว และค่าฮอฟ์ยูนิต (Haugh Unit) ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P&gt;0.05) ในขณะที่ความแข็งเปลือกไข่และสีไข่แดง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) อย่างไรก็ตามการเสริมเปลือกปูในอาหารไก่ไข่ต่อคุณภาพไข่ พบว่า ความแข็งของเปลือกไข่ และสีของไข่แดง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) การเสริมเปลือกปูในอาหารไก่ไข่ที่ระดับ 6 เปอร์เซ็นต์ มีค่าความแข็งของเปลือกไข่สูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) แต่ไม่ต่างกับกลุ่มที่เสริมเปลือกปูในอาหารที่ระดับ 3 และ 9 เปอร์เซ็นต์ (P&gt;0.05) นอกจากนี้กลุ่มทดลองที่เสริมเปลือกปูในอาหารที่ระดับ 9 เปอร์เซ็นต์ มีค่าสีของไข่แดงสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) จากการทดลองครั้งนี้สรุปได้ว่าการเสริมเปลือกปูในอาหารไก่ไข่ที่ระดับ 6 และ 9 เปอร์เช็นต์ ช่วยเพิ่มความแข็งของเปลือกไข่ และสีของไข่แดงได้</summary>
    <dc:date>2568-09-12T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นผู้เรียนรู้</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1123" />
    <author>
      <name>ณัฐกานต์ แน่พิมาย</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1123</id>
    <updated>2025-10-15T13:58:58Z</updated>
    <published>2568-09-12T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นผู้เรียนรู้
Authors: ณัฐกานต์ แน่พิมาย
Abstract: งานวิจัยนี ้ศึกษาถึงการพัฒนาผู ้เรียนสู ่ความเป็นผู ้เรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ.2561 ที่มุ่งเน้นให้ผู เรียนมีคุณลักษณะของผู้เรียนรู ้การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) โดยมีวัตถุประสงค์การศึกษา คือ 1. เพื่อสำรวจสภาพการเป็นผู้เรียนรู้ของผู้เรียน 2. เพื่อวิเคราะห์รูปแบบของการพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นผู้เรียนรู้ และ 3. เพื่อหาแนวทางการพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นผู้เรียนรู้ ผลการศึกษา พบว่า มาตรฐานการศึกษาของชาติจะนำสู่การปฏิบัติที่เกิดผลโดยผู้เรียนเกิดการพัฒนาตามลักษณะที่กำหนดได้นั ้น ผู ้เกี ่ยวข้องทุกส่วนต้องมีส่วนร่วมมิใช่เพียงบุคลากรทางการศึกษา ผู ้บริหารการศึกษาและครูผู้สอน แต่เครือข่ายสำคัญที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผู ้เรียน คือ ผู ้ปกครอง ชุมชน สถานประกอบการที ่มีภารกิจสำคัญร่วมกับโรงเรียนในการจัดสถานการณ์ในการปฏิบัติงานจริง หรือเปิดโอกาสให้นำความรู ้ที ่เรียนรู ้ไปใช้ในสถานการณ์จริงเพื ่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู ้ การพัฒนาผู ้เรียนให้เกิดผลการเรียนรู ้ร่วมกันข้างต้นจำเป็นต้องมีสื ่อ ช่องทางที ่หลากหลาย เข้าถึงง่าย มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีการปฏิบัติการเพื่อเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะผู้เรียนรู้ตามที่กำหนดไว้นั้น หลักสูตรและการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติผ่านการจัดการเรียนการสอนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งแต่ผู้ปฏิบัติการเพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาคุณลักษณะดังกล่าวก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน การ จัดสื่อ แหล่งเรียนรู้ และเครือข่ายการเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่</summary>
    <dc:date>2568-09-12T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความพร้อมและศักยภาพการพัฒนาการบริหารเทศบาลนครเกาะสมุยเพื่อรองรับการยกระดับเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ : ข้อเสนอแนวทางการจัดตั้งนครเกาะสมุย</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1122" />
    <author>
      <name>ณัฐดนัย พยัฆพันธ์ และคณะ</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1122</id>
    <updated>2025-10-15T13:51:48Z</updated>
    <published>2568-09-08T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความพร้อมและศักยภาพการพัฒนาการบริหารเทศบาลนครเกาะสมุยเพื่อรองรับการยกระดับเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ : ข้อเสนอแนวทางการจัดตั้งนครเกาะสมุย
Authors: ณัฐดนัย พยัฆพันธ์ และคณะ
Abstract: โครงการวิจัย“ความพร้อมและศักยภาพการพัฒนาการบริหารเทศบาลนครเกาะสมุยเพื่อ รองรับการยกระดับเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ : ข้อเสนอแนวทางการจัดตั้งนครเกาะสมุย” มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนบริบทและขอบข่ายการพัฒนาการบริหารเทศบาลนครเกาะสมุย ศึกษา ความพร้อมและศักยภาพของเทศบาลนครเกาะสมุยต่อการยกระดับเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&#xD;
 รูปแบบพิเศษ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการยกระดับเทศบาลนครเกาะสมุยเป็นนครเกาะสมุย ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นเครื่องมือในการวิจัยเป็นหลักร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผลการศึกษาพบว่า เทศบาลนครเกาะสมุยยังจ าเป็นต้องพึ่งพางบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐในการด าเนินกิจการบางประเภท และขาดอ านาจในการจัดการท้องถิ่นที่เหมาะสม ปัจจัยเหล่านี้ท าให้เทศบาลนครเกาะสมุยไม่สามารถแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ แนวทางใน การขับเคลื่อนเพื่อยกระดับเทศบาลนครเกาะสมุยเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษมี ดังต่อไปนี้ 1) เทศบาลนครเกาะสมุยควรยกระดับกลยุทธ์เชิงปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาด้าน สาธารณูปโภคและด้านสิ่งแวดล้อมที่ปรากฏในพื้นที่เกาะสมุย เพื่อสะท้อนให้รัฐบาลกลางเห็นถึงขีด ความสามารถในการจัดการตนเองของเทศบาลนครเกาะสมุย 2) ร้องขอให้รัฐบาลกลางทบทวนหลักการในร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการนครสมุย พ.ศ. .... ที่นำเสนอโดยนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับคณะ โดยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทศบาลนครเกาะสมุยว่ามีความพร้อมในการยกระดับเป็นเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ พร้อมทั้งใช้กลยุทธ์ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจากภาคประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ แสดงเจตนารมย์ของประชาชนเพื่อให้เกิดผลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลกลางอันจะน าไปสู่โอกาสในการเปลี่ยนแปลงเป็นนครเกาะสมุยต่อไป</summary>
    <dc:date>2568-09-08T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การจัดการระบบการเพาะเลี้ยงเห็ดนางฟ้าของวิสาหกิจชุมชน บ้านห้วยทราย ตําบล  ทรัพย์ทวี อําเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1121" />
    <author>
      <name>นรานันท์ ขํามณี</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1121</id>
    <updated>2025-10-15T13:44:02Z</updated>
    <published>2568-09-08T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การจัดการระบบการเพาะเลี้ยงเห็ดนางฟ้าของวิสาหกิจชุมชน บ้านห้วยทราย ตําบล  ทรัพย์ทวี อําเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: นรานันท์ ขํามณี
Abstract: การส่งเสริมและพัฒนาการเพาะเห็ดนางฟ้า เป็นส่วนสําคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เกษตรของไทย กลุ่มวิสาหกิจชุมชน บ้านห้วยทราย ตําบลทรัพย์ทวี อําเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงเห็ดนางฟ้า แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้กระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพต่อการเพิ่มปริมาณและผลผลิตของเห็ด วัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อประเมินศักยภาพของพื้นที่ต่อการเพาะเลี้ยงเห็ดนางฟ้าภูฐาน ศึกษาปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่มีผลการผลิตเห็ดนางฟ้าภูฐาน และทดสอบวัสดุที่เหมาะสมต่อการเพาะเชื้อเห็ดนางฟ้าภูฐาน ศักยภาพของพื้นที่สามารถเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน มีลักษณะคุณภาพทางกายภาพของเห็ดทุกทรีทเม้นท์สอดคล้องกับมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์สําหรับการเพาะเห็ดในถุงเพาะ (TAS 2504-2012) อย่างน้อยร้อยละ 79 การควบคุมปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะ พบว่าอุณหภูมิอากาศ และความชื้นสัมพัทธ์มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดมากกว่าอุณหภูมิดินภายในโรงเรือน อุณหภูมิภายในโรงเรือนควรมีค่าอยู่ในช่วง 27- 35 องศาเซลเซียส และความชื้นอย่างน้อยร้อยละ 70 วัตถุดิบที่สามารถเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานให้ผลผลิตรวดเร็วที่สุด คือ ชานอ้อย รองลงมาคือ ใบตอง ฟางข้าว กาก ถั่วเหลือง และกากกาแฟ ตามลําดับ วัสดุเสริมสําหรับการเพิ่มธาตุอาหารให้กับเห็ดนางฟ้าภูฐานใช้ปริมาณน้อยที่สุดเพื่อลดต้นทุนการผลิตที่สามารถผลิตเห็ดนางฟ้าภูฐานได้ทุกทรีทเม้นท์ ได้แก่ รําข้าว ร้อยละ 2 และปูนขาวร้อยละ 1 ฟางข้าวสามารถผลิตเห็ดที่มีน้ําหนักมากที่สุดเท่ากับ 170 กรัมต่อก้อน รองลงมาคือ ชานอ้อย ขี้เลื่อย กากถั่วเหลือง กากกาแฟ และใบตองเท่ากับ 137, 100, 55, 50 และ 47 กรัมต่อก้อน</summary>
    <dc:date>2568-09-08T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาคุณค่าทางโภชนาการ สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของผักเหลียงในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1120" />
    <author>
      <name>มาริสา อินทวงศ์ และอารยา ปรานประวิตร</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1120</id>
    <updated>2025-10-15T13:20:33Z</updated>
    <published>2568-09-08T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาคุณค่าทางโภชนาการ สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของผักเหลียงในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: มาริสา อินทวงศ์ และอารยา ปรานประวิตร
Abstract: งานวิจัยนี ้มีวัตถุประสงค์เพื ่อศึกษาคุณค่าทางโภชนาการ สารประกอบฟีนอลิก และคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของผักเหลียง เก็บตัวอย่างผักเหลียงจากพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอบ้านนาสาร และอำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศึกษาองค์ประกอบโดยประมาณและคุณค่าทางโภชนาการในตัวอย่างตามวิธีมาตรฐาน AOAC พบว่า ปริมาณความชื้นของตัวอย่างผักเหลียงมีค่าร้อยละ 84.72-87.52 ปริมาณเถ้ามีค่าร้อยละ 0.779-1.065 น้ำหนักสด ปริมาณใยอาหาร โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต มีค่าร้อยละ 3.06-3.81, 3.44-4.68, 0.647-1.078 และ 7.49-9.55 น้ำหนักสด ตามลำดับ สำหรับการศึกษาปริมาณแร่ธาตุในผักเหลียง ใช้วิธีการเตรียมตัวอย่างด้วยการย่อยในระบบไมโครเวฟ และวิเคราะห์ปริมาณแร่ธาตุโดยเทคนิค ICP-OES ปริมาณแร่ ธาตุที่พบในตัวอย่างเรียงลำดับจากมากไปน้อยเป็นดังนี้ K &gt; Ca &gt; Mg &gt; Mn &gt; Na&gt; Fe &gt; Zn &gt; Cu เมื่อพิจารณาปริมาณแร่ธาตุที ่มีในตัวอย่างผักเหลียงกับปริมาณแร่ธาตุที่แนะนำให้ได้รับต่อวัน โดยคิด เป็นร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน (Daily value, %) พบว่าแร่ธาตุ Mn มีค่าร้อยละของปริมาณที่ แนะนำต่อวันอยู ่ในระดับสูง (ร้อยละ 30.9–105.1) ในขณะที ่แร่ธาตุ K, Mg, Ca, Fe, Cu และ Zn มี ค่าร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวันในระดับที่ค่อนข้างต่ำ (ร้อยละ 1.0–5.2) สำหรับแร่ธาตุ Na มีค่า ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวันในระดับที่ต่ำมาก (0.01–0.03)  การศึกษาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมโดยใช้กรดแกลลิกเป็นสารมาตรฐาน ทำปฏิกิริยากับสารละลาย Folin-Ciocalteu reagent พบว่า สารสกัดเอทานอลของผักเหลียงมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมอยู่ในช่วง 73.21-149.53 mg GAE/100 g น้ำหนักแห้ง ผลการศึกษาประสิทธิภาพการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี FRAP พบว่า &#xD;
สารสกัดเอทานอลของผักเหลียงมีความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ในช่วง 89.01–160.70 µM FeSO4/100 g น้ำหนักแห้ง สำหรับการศึกษาประสิทธิภาพการต้านอนุมูลอิสระ ด้วยวิธี DPPH พบว่า สารสกัดผักเหลียงที่สกัดด้วยเอทานอล มีค่าร้อยละในการยับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH เพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของสารสกัด โดยที่ความเข้มข้น 100 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร สารสกัดเอทานอลของผักเหลียงมีค่าร้อยละในการยับยั้ง อนุมูลอิสระ DPPH อยู่ในช่วงร้อยละ  65.20–75.47  โดยเมื่อนำมาคำนวณค่า IC50 ในการยับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH ของสารสกัดด้วยเอทานอลของผักเหลียงมีค่าอยู่ในช่วง 54.37-60.57 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร</summary>
    <dc:date>2568-09-08T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาสื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม Augmented reality (AR) เรื่อง การให้ยาในเด็กสำหรับนักศึกษาพยาบาล</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1119" />
    <author>
      <name>กชณิภา ผลพฤกษ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1119</id>
    <updated>2025-10-15T10:58:34Z</updated>
    <published>2568-09-08T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาสื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม Augmented reality (AR) เรื่อง การให้ยาในเด็กสำหรับนักศึกษาพยาบาล
Authors: กชณิภา ผลพฤกษ์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อพัฒนาสื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม เพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองสำหรับนักศึกษา 2) ศึกษาประสิทธิผลของการให้ความรู้เรื่องการให้ยาในเด็กผ่านสื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมของนักศึกษาพยาบาล และ3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้สื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมของนักศึกษาพยาบาล นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ภาคการศึกษา 3/2565 ที่ลงทะเบียนรายวิชา ปฏิบัติการพยาบาลเด็กและวัยรุ่น (NURNS 24) จำนวน &#xD;
70 คน การสอนแบบปกติร่วมกับสื่อเทคโนโลยีความจริงเสริม Augmented reality (AR) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) สื่อการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมการให้ยาในเด็ก 2) แบบประเมินความรู้และทักษะการให้ยา และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจหลังการใช้สื่อการใช้สื่อความเป็นจริงเสริมผลการวิจัยพบว่า หลังการสอนโดยผู้สอนร่วมกับการใช้สื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการใช้ยาเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ทักษะ โดยเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยมาตรฐาน พบว่าทักษะการให้ยาทางปากมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 4.77 คะแนน ทักษะที่มีคะแนน&#xD;
มาตรฐานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด ได้แก่ ทักษะการบริหารยา small dose ทางหลอดเลือดดำ มีคะแนนมาตรฐานเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.23 หลังการสอนโดยผู้สอนร่วมกับการใช้สื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนทักษะการบริหารยาทางปาก การพ่นยา และการบริหารยา small dose สูงขึ้นกว่าก่อนการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p &lt; 0.001 และ ความพึงพอใจต่อการใช้สื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมที่พัฒนาขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับดี (x̄= 4.41., SD=0.69) เมื่อ&#xD;
พิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีจำนวน 2 ข้อที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจสูงสุดเท่ากัน คือ นักศึกษาสามารถทบทวนบทเรียนด้วยตนเอง (x̄= 4.46, SD=0.61) และหลังดูสื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม ทำให้นักศึกษามีความมั่นใจในปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น (x̄= 4.46, SD=0.70) การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาสื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมที่หลากหลายในการเตรียมความพร้อมก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติงานแก่นักศึกษา และนําสื่อเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม ไปทดลองศึกษาประสิทธิผลกับนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในวิทยาลัยพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยอื่น จะสามารถได้ข้อสรุปผลการศึกษากว้างขวางมากยิ่งขึ้น</summary>
    <dc:date>2568-09-08T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขจากการท่องเที่ยวในพื้นที่รอบบึงขุนทะเล ของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1118" />
    <author>
      <name>คันธรส สุขกุล และพูนศักดิ์ บุญยัง</name>
    </author>
    <id>http://ir.sru.ac.th/handle/123456789/1118</id>
    <updated>2025-10-15T10:48:36Z</updated>
    <published>2568-09-08T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขจากการท่องเที่ยวในพื้นที่รอบบึงขุนทะเล ของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: คันธรส สุขกุล และพูนศักดิ์ บุญยัง
Abstract: การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาปัจจัยสร้างสุขจากการท่องเที่ยวในพื้นที่รอบบึงขุนทะเลของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุจังหวัดสุราษฎร์ธานีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสุขจากการท่องเที่ยวในพื้นที่รอบบึงขุนทะเล ของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุและศึกษาปัจจัยทำนายความสุขจากการท่องเที่ยวในพื้นที่รอบบึงขุนทะเล ของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 245 คน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) &#xD;
ใช้หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุดและค่าต่ำสุด และใช้สถิติ Pearson`s correlation coefficient วิเคราะห์หาความสัมพันธ์เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดและการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขจากการท่องเที่ยวพื้นที่รอบบึงขุนทะเลของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ จังหวัดสุราษฎร์ธานีคือ พื้นที่/สิ่งแวดล้อม/ความปลอดภัย, สิ่งอำนวยความสะดวก, ด้านการบริการ/กิจกรรมการท่องเที่ยว และสุขภาพจิตผู้สูงอายุ มีอำนาจทำนายความสุขจากการท่องเที่ยวพื้นที่รอบบึงขุนทะเลของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุร้อยละ 0.752</summary>
    <dc:date>2568-09-08T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

